ศึกรบสองราชันย์

ตอนที่ 24 : สงครามเชียงใหม่(ปรับปรุง)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 531
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    30 มี.ค. 61

ทันใดนั้น ลูกธนูดอกหนึ่งก็พุ่งมาปักที่พื้นดินห่างจากม้าทรงของพญายุทธิษเฐียรเพียงศอกเดียว เจ้าม้าผงกขาหน้าและส่งเสียงร้องด้วยความตกใจ ขณะที่ขุนศรีรักษาร้องสั่งให้พลม้าที่มาด้วย เข้าถวายการอารักขานายของตน

ชายวัยสามสิบเศษแต่งกายด้วยชุดดำล้วน ที่หน้าผากมีแผ่นหนังเสือคาดทับ ก้าวออกมายืนบนเนินดินเบื้องหน้า

เจ้าป็นใคร จึงบังอาจมาขวางทางข้าพญายุทธิษเฐียรตรัสถาม

ข้าพเจ้าคือ หมื่นหางช้าง นายของข้าพเจ้า ต้องการพบพวกท่าน จึงให้ข้าพเจ้ามาเชิญเมื่ออีกฝ่ายกล่าวจบ ก็ปรากฎ ร่างในชุดดำพร้อมอาวุธครบมือจำนวนห้าสิบคนออกจากราวป่ามายืนล้อมขบวนม้าไว้

หมื่นหางช้างก้าวมายังขบวนม้า ก่อนหยิบของสิ่งหนึ่งออกมาส่งให้ขุนศรีรักษาที่ลงจากหลังม้าและก้าวออกไปข้างหน้า

ขุนนางคนสนิทของเจ้าเมืองสองแควรับของสิ่งนั้นมาและพบว่า มันคือ แผ่นหนังเขียนรูปสิงห์ลงรักปิดทองเป็นสัญลักษณ์ของเครื่องหมายที่ใช้ในการนัดพบครั้งนี้นั่นเอง

ขุนศรีรักษานำแผ่นหนังมาถวายเจ้านายของตน ซึ่งเมื่อพญายุทธิษเฐียรได้ทรงทอดพระเนตรแล้ว จึงตรัสกับบุรุษชุดดำว่า จงพาข้าไปพบนายของเจ้า

**********

ครู่ต่อมา หมื่นหางช้างพร้อมพวกนักรบสมิงดำก็นำเสด็จพญายุทธิษเฐียรมายังพลับพลากลางป่าลึก ซึ่งมีไพร่พลสมิงดำจำนวนหนึ่งร้อยนายคอยรายล้อมคุ้มกัน จากนั้น หมื่นหางช้างจึงนำเสด็จเจ้าสองแควเข้าไปในพลับพลาโดยให้ขุนศรีรักษาและทหารติดตามรออยู่ข้างนอก

ทันทีที่เข้าไปข้างใน พญายุทธิษเฐียรก็ทรงเห็นบุรุษวัยสี่สิบกว่าปีแต่งกายรัดกุม ท่าทางงามสง่า ร่างสูงโปร่ง ผิวค่อนข้างขาว ใบหน้านวลคมสันเกลี้ยงเกลาแลดูอ่อนกว่าวัย นั่งอยู่บนตั่งไม้สักที่ปูลาดด้วยหนังเสือโคร่ง ขณะที่บนพื้นข้างตั่งทางด้านซ้ายและขวา มีชายฉกรรจ์สวมชุดดำซึ่งเป็นองค์รักษ์นั่งก้มหน้าในท่ากึ่งหมอบอยู่ข้างละสามคน

จากสิ่งที่ขุนศรีรักษาเคยทูลถวายเกี่ยวกับพระเจ้าเชียงใหม่ ทำให้พญาสองแควทรงคาดเดาได้ด้วยปฎิภาณว่า บุรุษเบื้องหน้าเป็นใคร จึงคุกเข่าลงถวายบังคมพร้อมกล่าวว่า

หม่อมฉัน พญายุทธิษเฐียรขอกราบถวายบังคม ใต้ฝ่าพระบาท พระพุทธเจ้าข้า

สูลุกขึ้นเถิด มิต้องมากพิธีดอก แต่นี้ไปให้ถือเสียว่า เราทั้งสอง ต่างก็เป็นคนกันเอง จอมคนเชียงใหม่ตรัสพลางผายพระหัตถ์ไปยังตั่งอีกตัวทางเบื้องซ้าย นั่งสิ

พญาสองแควทรงลุกขึ้นและประทับนั่งยังตั่งตัวนั้น ก่อนจะกราบทูลด้วยสุรเสียงอ่อนน้อมว่า หม่อมฉันรู้สึกซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณที่ใต้ฝ่าพระบาทพระราชทานโอกาสให้เข้าเฝ้า

ข้าเคยปากว่า จักถือสูเป็นลูก เช่นนี้แล้ว การอันพ่อจักให้ลูกมาพบ ย่อมเป็นเรื่องธรรมดา พญาติโลกราชตรัสพลางทอดพระเนตรอีกฝ่ายหนึ่งอย่างพิจารณา

ใต้ฝ่าพระบาททรงเมตตาหม่อมฉันยิ่งนัก เจ้าชายหนุ่มแห่งวงศ์พระร่วง กราบทูล  “หม่อมฉันมาในครานี้ ได้นำของบรรณาการมาด้วย ขอประทานอนุญาตให้คนของหม่อมฉันนำเข้ามาถวายใต้ฝ่าพระบาทด้วย พระพุทธเจ้าข้า

จอมคนแห่งล้านนาทรงผงกพระเศียรเป็นเชิงอนุญาต จากนั้นพญายุทธิษเฐียรจึงตบหัตถ์สามครั้งเป็นสัญญาณ

ครู่ต่อมา ขุนศรีรักษาก็เข้ามาพร้อมกับประคองกล่องไม้ลงรักปิดทองใบหนึ่ง ก่อนจะคุกเข่าลงและเปิดฝากล่องใบนั้นออก ภายในกล่องมีสร้อยสังวาลเส้นใหญ่ประดับอัญมณีล้ำค่าวางอยู่

หม่อมฉันต้องขอประทานอภัยด้วยที่นำเครื่องบรรณาการมาเพียงน้อยนิด ด้วยว่า การมาครานี้ต้องปิดเป็นการลับ จึงมิอาจนำของบรรณการจำนวนมากมาถวายได้เจ้าเมืองสองแควกราบทูล

มิเป็นไรดอก พญาติโลกทรงมีรับสั่ง เพียงความภักดีของสู ก็นับเป็นของขวัญอันล้ำค่าเหนือสิ่งใดแล้ว

หม่อมฉันขอสาบานว่า จักจงรักภักดีต่อใต้ฝ่าพระบาทตลอดไป

ดีมาก พญาติโลกราชทรงแย้มพระสรวล ขณะพระเนตรทั้งสองเป็นประกายด้วยความพอพระทัย....

****************

ที่บริเวณลานบ้านของแสน หรือ หลวงอินทรัตน์ ผู้เป็นเจ้าบ้านยืนอยู่กับหลวงฤทธิ์โยธา ทั้งสองกำลังมองดูเด็กหนุ่มวัยสิบสามปีเศษที่ยืนถือหวายฝึกในมือขวาอยู่กลางลาน โดยมีชายฉกรรจ์สี่คนยืนล้อมอยู่พร้อมหวายฝึกในมือ

เริ่มได้ หลวงอินทรัตน์ออกคำสั่ง จากนั้นชายทั้งสี่ก็เข้าโจมตีเด็กหนุ่มผู้นั้นพร้อมกัน ทว่าเด็กหนุ่มกลับหลบหลีกและปัดป้องอาวุธของฝ่ายตรงข้ามได้อย่างรวดเร็ว ก่อนจะพุ่งเข้าโจมตีกลับอย่างดุเดือด โดยในเวลาไม่นาน ชายทั้งสี่ก็ล้มลงกับพื้นจนหมด เนื่องจากถูกหวายฝึกฟาดเข้ายังที่สำคัญทั้งสิ้น

เก่งมาก เจ้าสินเมือง หลวงฤทธิ์โยธา หรือ เทพ เอ่ยปากชม ขณะที่ แสน ยิ้มกับบุตรชายอย่างพอใจ

มานี่สิ ลูกพ่อแสนกล่าว

เด็กหนุ่มเดินเข้ามาหาผู้เป็นบิดาด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

แสนโอบไหล่บุตรชายเอาไว้ ฝีมือเจ้ารุดหน้าไปมาก พ่อคงไม่มีสิ่งใดสอนเจ้าอีกแล้ว

เช่นนั้น พ่อจักส่งข้าไปเรียนยังสำนักดาบแล้วใช่หรือไม่สินเมืองถาม ดวงตาเป็นประกาย

วันพรุ่ง พ่อจักพาเจ้าไปฝากกับท่านครูหมื่นชาญณรงค์ ผู้เป็นพ่อบอก “เจ้าต้องตั้งใจเรียน อย่าได้เกียจคร้านดื้อดึงล่ะ

ข้าจักทำตามที่พ่อสอนสั่งทุกประการเด็กหนุ่มรับคำด้วยสีหน้าเบิกบานเมื่อรู้ว่าตนจะได้ไปเรียนเพลงอาวุธเพิ่ม

ดีแสนยิ้มกับบุตรชาย ก่อนจะกล่าวต่อ “เอาล่ะ เจ้ากลับขึ้นไปพักบนเรือนเถอะ วันนี้มิต้องฝึกแล้ว

สินเมืองพยักหน้ารับ ก่อนจะเดินออกไปจากลานฝึก

หลังจากเด็กหนุ่มกลับขึ้นเรือนไปแล้ว เทพก็เอ่ยขึ้นว่า เจ้าสินเมืองมีพรสวรรค์ในเชิงอาวุธยิ่งนัก ดูท่า เมื่อโตเป็นหนุ่ม คงก้าวหน้าในราชการยิ่งกว่าเราทั้งสองเป็นแน่

สินเมือง แม้ฝีมือดี แต่นิสัยดื้อรั้น มิค่อยฟังใคร คงต้องขัดเกลาอีกมากนัก แสนพูด

ม้าฝีเท้าดี มักพยศฉันใด คนเก่งก็มักดื้อรั้นฉันนั้น

แต่ความดื้อรั้น อาจนำภัยมาสู่ตัวแลพวกพ้องได้ในสนามรบ

มันก็จริงอยู่เทพกล่าว แต่อย่างไร เจ้าสินเมืองก็ยังดีกว่าเจ้าทอง ที่จนบัดนี้ ก็ยังไปมิถึงไหน ทั้งที่พี่เพียรสอนเพลงอาวุธให้มันอยู่ทุกวี่วัน

แต่ข้าก็ได้ยินมาว่า เจ้าทองเชี่ยวชาญในเชิงกาพย์เชิงกลอนนักมิใช่หรือ

พี่ใคร่เห็นมันเป็นขุนทหาร มากกว่า อาลักษณ์

ลูกนั้น เราเลี้ยงได้เพียงกาย แต่จักบังคับใจได้ก็หาไม่แสนเตือน “หากเจ้าทองใฝ่ใจทางใด พี่ก็จงสนับสนุนมันเถิด

เฮ่อเทพถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงกึ่งหน่ายกึ่งปลงว่า เห็นที คงต้องทำดังที่เจ้าว่านั่นแล

**************

ยามเช้า ที่ตลาดใกล้แจ่ง(1)ศรีภูมิซึ่งอยู่ตรงมุมเมืองเชียงใหม่ด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ผู้คนมากมายเดินซื้อหาเครื่องกิน เครื่องใช้ เสียงพ่อค้าแม่ขายที่นั่งขายของตามเพิงและแผงค้าสองข้างทางร้องเรียกเชิญชวนผู้คนให้เข้ามาซื้อสินค้าดังปะปนกับเสียงต่อรองราคาและเสียงพูดคุย ควันไฟจางๆลอยออกจากเพิงขายอาหารหลายแห่ง

ห่างจากตลาดไม่มาก มีเนินดินสูงวาเศษ ส่วนบนถูกปรับจนเรียบ ตรงกลางเนินมีต้นไทรใหญ่หรือที่เรียกว่า ต้นนิโครธ ขนาดยี่สิบคนโอบแผ่กิ่งก้านขยายร่มเงาปกคลุมจนทั่วเนิน ตรงโคนต้นมีแท่นขนาดใหญ่ก่อด้วยอิฐตั้งอยู่ บนแท่นมีดอกไม้มากมายวางไว้เป็นเครื่องบูชา

ชาวนครพิงค์ทั้งยวนและลัวะ(2)ต่างนับถือว่า ต้นนิโครธนี้ เป็นไม้เดชเมืองอันศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเป็นที่มาของเดชานุภาพและความอุดมสมบูรณ์ของนครพิงค์เชียงใหม่ ผู้คนจึงนิยมมากราบไหว้บูชาเป็นอันมาก

บนเชิงเทินตรงแจ่งศรีภูมิ บุรุษวัยสี่สิบแปดปีผู้หนึ่งแต่งกายด้วยเสื้อผ้าเรียบๆ ร่างสูงโปร่ง  ผิวค่อนข้างขาว ท่าทีงามสง่า ดวงตาเป็นประกายคมกริบ ยืนมองภาพเบื้องล่าง ใกล้กันนั้น มีชายหนุ่มวัยยี่สิบเก้าปียืนอยู่ ขณะที่ด้านหลังของทั้งสองห่างไปเล็กน้อยมีชายหลายคนนั่งคุกเข่าอยู่ด้วยท่าทางที่แสดงถึงความเคารพยำเกรง

เห็นเวียงเราเจริญรุ่งเรือง ทั้งไพร่ฟ้าข้าคนก็ล้วนเบิกบานหน้าใสเช่นนี้ ข้าให้อิ่มใจยิ่งนักบุรุษผู้อยู่ในวัยสี่สิบแปดปี เอ่ยขึ้น ขณะที่มองไปยังต้นไม้ศรีเมือง

ที่นครพิงค์รุ่งเรืองดังเวียงแถนแดนฟ้า ก็ด้วยบุญญาบารมีแห่งเจ้าพ่อที่เป็นผู้ปกห่มแผ่นดินชายหนุ่มที่ยืนข้างๆ กล่าวด้วยน้ำเสียงชื่นชม นับแต่เจ้าพ่อขึ้นเป็นพญา โยนกนครพิงค์ก็มีแต่ความรุ่งเรือง แผ่อำนาจปกห่มบ้านใหญ่เวียงกว้าง ยิ่งกว่าสมัยของพญาผู้ใดที่ผ่านมาในกาลก่อน

สูช่างปากจายิ่งนัก บุญเรืองผู้สูงวัยกว่าพูด

ข้าเจ้าหาได้กล่าวเกินจริงไม่

หลังจากสดับคำกราบทูลของท้าวศรีบุญเรืองผู้เป็นโอรสแล้ว พญาติโลกราชก็ทรงแย้มสรวล ก่อนจะทรงหันกลับมายังบรรดาผู้ที่นั่งคุกเข่าอยู่เบื้องหลัง

หมื่นด้ามพร้าคต พระองค์ตรัสเรียกอำมาตย์วัยห้าสิบเศษที่คุกเข่าอยู่  “วัดที่ข้าให้สูคุมการสร้าง ยามนี้เป็นเยี่ยงไร

ไหว้สา มหาราชเจ้า อีกมิเกินเดือน ก็จักแล้วเสร็จตามบัญชาอีกฝ่ายกราบทูลตอบ

สูเก่งนัก สมดังที่ข้าไว้ใจจอมคนตรัสชม

หมื่นด้ามพร้าคต พนมมือยกขึ้นจรดหน้าผาก ข้าเจ้าพร้อมทำการเพื่อสนองคุณมหาราช

พญาติโลกราชทรงแย้มสรวลเล็กน้อย ก่อนตรัสว่า หากวัดนี้แล้วเสร็จเมื่อใด ข้าจักให้เรียกว่า วัดมหาโพธาราม

นามอันเจ้าพ่อตั้งนี้ เป็นมงคลยิ่งนัก ด้วยพ้องกับนามของ ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ที่องค์สัมมาพุทธเจ้าเคยประทับใต้ร่มเงาเมื่อยามตรัสรู้ท้าวศรีบุญเรืองกราบทูล

จอมคนทรงพระสรวลด้วยต้องพระทัยในคำกราบทูลอันคมคายของพระโอรส ก่อนจะทรงรับสั่งขึ้นว่า เพลานี้ แผ่นดินล้านนาก็เป็นปึกแผ่นมั่นคงแล้ว ส่วนทัพเชียงใหม่เราก็มีคนรบคนหาญอยู่หลวงหลายซึ่งล้วนเชี่ยวชาญเชิงศึก ข้าจึงเห็นควรว่าใกล้เพลาอันฝ่ายเราสางแค้นแก่ศัตรูเก่าเสียที

เจ้าพ่อหมายถึงอโยธยาใช่ฤาไม่ ท้าวศรีบุญเรืองกราบทูลถาม

ถูกแล้วจอมคนเชียงใหม่ทรงพยักพระพักตร์ พระเนตรคมวาวนั้นเป็นประกาย

****************

ภายในห้องด้านในของเรือนเจ้าเมืองสองแควซึ่งค่อนข้างมิดชิด พญายุทธิษเฐียร ผู้เป็นเจ้าของบ้านนั่งอยู่บนตั่งเตี้ยโดยมีเพียงขุนศรีรักษา ซึ่งเป็นคนสนิทของพระองค์อยู่ในห้องนั้น

พญาติโลกราชทรงดำริวางแผนยกทัพลงใต้ จึงมีพระบัญชาให้ข้าช่วยเป็นไส้ศึก คอยแจ้งตื้นลึกหนาบางให้ เจ้าเมืองสองแควตรัสหลังจากอ่านสาส์นที่ติดมากับพิราบสื่อสารจากนครพิงค์

แล้วพระองค์จักทำเช่นไร พระเจ้าข้าขุนศรีรักษาทูลถาม

เมื่อยามนี้ ฝ่ายเราแลล้านนาเป็นพวกเดียวกันแล้ว ข้าก็คงต้องช่วยพระเจ้าเชียงใหม่ในศึกนี้

การนี้เสี่ยงยิ่งนัก หากอโยธยาล่วงรู้ ภัยจักมาถึง เป็นแม่นมั่น

แม้เสี่ยง แต่ก็จำเป็น พญายุทธิษเฐียรตรัส หากในครานี้ ข้าช่วยให้ทัพเชียงใหม่ชำนะศึกได้ ฐานะของข้าย่อมสูงขึ้นในสายตาของพวกเขาแลนั่นย่อมทำให้การในภายหน้าของพวกเราบรรลุผล

ข้าพระพุทธเจ้ายินดีทำการในครานี้ ตามแต่จักทรงมีพระบัญชาขุนศรีรักษาทูลบอก

เจ้าเมืองสองแควผู้สืบสายราชวงศ์สุโขทัยทรงพยักพระพักตร์พอพระทัย

*************************

ในปีพุทธศักราช ๑๙๙๙  พญาติโลกได้เสด็จนำทัพลงมาโจมตีหัวเมืองฝ่ายเหนือของอโยธยา โดยมีพญายุทธิษเฐียร คอยเป็นไส้ศึกลอบส่งข่าวสารความเป็นไปของหัวเมืองฝ่ายเหนือทั้งปวงให้พระเจ้าเชียงใหม่ทรงทราบ

...ไม่นานหลังจากกองทัพเชียงใหม่ยกล่วงเข้าแดนหัวเมืองฝ่ายเหนือ ข่าวศึกก็ไปถึงยังกรุงศรีอโยธยา...

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

541 ความคิดเห็น

  1. #408 กระบี่ใจเดียว (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 3 เมษายน 2556 / 19:02
    ศึกเริ่มแว้ววว
    #408
    0
  2. #68 Hideko (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 5 มีนาคม 2554 / 13:27

    ยังคงสนุกมากมาย ไม่เปลี่ยนแปลงเลย สำหรับนิยายเรื่องนี้แถม ยังได้รู้ประวัติศาสตร์ที่ไม่เคยรู้มาก่อนด้วย แล้วจามาตามอ่านเรื่อยๆนะ

    #68
    0