ศึกรบสองราชันย์

ตอนที่ 23 : มหานาวี เจิ้งเหอ (ปรับปรุง)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 526
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    30 มี.ค. 61

....ณ.บริเวณปากแม่น้ำใกล้กับบ้านท่าจีน เรือสำเภาลำมหึมาจำนวนกว่าสิบลำ ทอดสมอต่อกันเป็นแนวยาว โดยมีเรือสำเภาที่มีขนาดเล็กเพียงหนึ่งในสี่ของเรือเหล่านั้น อีกหลายสิบลำทอดสมอรายรอบ จำนวนของเรืออันมากมาย ทำให้ปากแม่น้ำนั้น ดูแคบลง

ที่กราบเรือยักษ์แต่ละลำ มีทหารในชุดสีแดงเลือดนกใส่เกราะเหล็ก สวมหมวกติดพู่ขนนก ยืนถือง้าวเรียงรายเป็นทิวแถว ธงหลากสีมีริ้วระบายงดงาม ปลิวไสวตามแรงลม

บนฝั่ง เด็กชายวัยสิบสองปีผู้หนึ่งยืนอยู่กับบิดาซึ่งแต่งกายเยี่ยงนายทหารอโยธยา มองดูภาพเบื้องหน้าอย่างตื่นตา

ถึงกับมองตาไม่กระพริบเจียวหรือ คนเป็นพ่อเอ่ยขึ้นหลังเห็นท่าทางของลูกชาย

เรือพวกนั้นมาจากที่ใดกันหรือ พ่อ เหตุใดจึงมากมายเต็มท้องน้ำเยี่ยงนี้เด็กชายถาม

นั่นเป็นกองเรือที่สมเด็จพระจักรพรรดิแห่งต้าหมิงส่งมาเจริญสัมพันธไมตรีกับอโยธยาอย่างไรเล่า

ช่างใหญ่โตมากมายยิ่งนัก”

“ที่เจ้าเห็นนี้ แค่เพียงส่วนเดียวเท่านั้น ด้วยส่วนใหญ่ยังทอดสมออยู่ที่ปากอ่าว ซึ่งกองเรือทั้งหมดที่มา มีสำเภายักษ์เช่นนี้กว่าหกสิบลำ แลสำเภาขนาดย่อมลงมาอีกนับร้อย”

“เรือมากมายเยี่ยงนี้ ผู้คนที่มาด้วยคงหลายหมื่นเป็นแน่

เท่าที่พ่อได้ทราบมา มีทั้งทหารแลลูกเรือมากับกองเรือนี้มากกว่าสามหมื่นคน

ยกทหารมากันเป็นหมื่นเยี่ยงนี้ หากพวกนั้นคิดโจมตีอโยธยา เราจักสู้ไหวหรือ เด็กน้อยออกความเห็น

พูดจาเหลวไหล ผู้เป็นบิดาดุ “กองเรือจีนมาครานี้ในฐานะมิตร มิใช่ศัตรู แล้วเขาจักโจมตีอโยธยาด้วยเหตุใด

ข้าเพียงแต่สมมติเอาเท่านั้น อีกฝ่ายบอก ขณะที่ผู้เป็นพ่อส่ายหน้าเบาๆ...

**************

“แค่เพียงเจริญไมตรี เหตุใดต้าหมิงจึงส่งทัพเรือใหญ่โตพร้อมไพร่พลมหาศาลมาดังนั้นขอรับ” แสน สงสัย ออกญามหาเสนายกจอกสุราขึ้นจิบ ก่อนกล่าวต่อ ท่านบิดาข้า ได้ฟังมาจากพวกจีนพ่อค้า เล่าว่า การอันพระจักรพรรดิส่งกองเรือออกทะเล ก็เพื่อไล่ล่าอดีตจักรพรรดิที่เป็นพระโอรสของพระเชษฐา ด้วยก่อนหน้าพระองค์ขึ้นครองราชย์ ได้ทำสงครามชิงราชสมบัติจากพระนัดดา ด้วยเหตุนี้ หลังพระนัดดาหนีไป พระจักรพรรดิจึงโปรดฯให้มหาขันทีเจิ้งเหอ (*) คุมกองเรือออกติดตาม ทั้งถือโอกาสแผ่แสนยานุภาพไปยังนานาประเทศด้วย ซึ่งนอกจากครั้งนั้นแล้ว ต้าหมิงยังส่งกองเรือออกทะเลอีก รวมทั้งสิ้น เจ็ดครั้งด้วยกัน เล่ากันว่า กองเรือได้เดินทางไกลเลย เมืองอินเดีย เมืองลังกา เมืองอิหร่าน ออกไปอีก แลมีหัวเมืองใหญ่น้อยมากมายมาอ่อนน้อม ถวายบรรณาการต่อพระจักรพรรดิ”

“กองทัพเรือใหญ่โตเพียงนั้น คงไม่มีหัวเมืองใด กล้าปฏิเสธไมตรีเป็นแน่”

“ทว่า แม้กองเรือต้าหมิงมาเพื่อเจริญสัมพันธไมตรี แต่ก็ได้มีส่วน ให้เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญขึ้นในครานั้น” ออกญามหาเสนาเล่าเรื่องจากความทรงจำ ด้วยน้ำเสียงเนิบช้า “ด้วยหลังกองเรือจีนจากไปไม่นาน ก็มีเหตุใหญ่ขึ้นใน อโยธยา โดยเจ้าเสนาบดีเกิดขัดแย้งกับขุนหลวงรามราชาธิราช จึงหนีไปสมคบด้วยพระนครินทราธิราชแห่งเมืองสุพรรณบุรีแลรวบรวมเหล่าขุนนาง ก่อกบฏชิงราชสมบัติจากองค์ขุนหลวง จากนั้นจึงเชิญเสด็จพระนครินทราธิราชขึ้นครองราชย์ แลราชวงศ์อู่ทองก็สิ้นอำนาจให้แก่ราชวงศ์สุพรรณภูมิ นับแต่นั้น

พระคุณท่านคิดว่า การเปลี่ยนราชวงศ์ครานั้น เกี่ยวเนื่องด้วยการมาของกองเรือต้าหมิงหรือขอรับแสนถาม

ยามนั้น ข้ายังเยาว์เกินกว่าคิดเรื่องนี้ ทว่าหลายปีต่อมา เมื่อได้ทบทวนอีกครั้ง ข้าก็คิดว่า เหตุหนึ่งที่เหล่าขุนนางหันไปสนับสนุนพ่ออยู่หัวนครินทราธิราชนั้นก็ด้วยพระองค์มีความสนิทสนมกับพระจักรพรรดิต้าหมิง เนื่องจากเคยเสด็จไปเมืองจีนหลายครั้ง ถึงกับได้ช่างฝีมือจำนวนมากมาสอนทำเครื่องลายครามที่สุโขทัย แลในปีที่กองเรือต้าหมิงมาเยือน อโยธยานั้น เจิ้งเหอ ได้เชิญพระองค์ไปประทับยังกองเรือเป็นเพลาหลายวันด้วยออกญามหาเสนาหยุดเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวต่อ อันราชวงศ์อู่ทองแลสุพรรณภูมิต่างก็ขับเคี่ยวกันมานานเพื่อชิงราชบัลลังก์อโยธยา พระนครินทราธิราชนั้นทรงสืบสายสุพรรณภูมิทั้งทรงพระปรีชาสามารถ หากในเบื้องต้นยังมิได้รับการสนับสนุนจากเหล่าขุนนางมากพอ จึงทรงพยายามผูกไมตรีกับเมืองจีนเพื่อเสริมพระบารมีให้สูงขึ้น การมาเยือนของกองเรือต้าหมิงได้แสดงให้เห็นเป็นนัยว่า เมืองจีนให้การสนับสนุนพระองค์ ด้วยเหตุนี้ เมื่อรวมกับฐานอำนาจที่ราชวงศ์สุพรรณภูมิมีอยู่แลพระปรีชาสามารถของพระองค์ จึงทำให้เหล่าขุนนางพากันสนับสนุนให้ทรงขึ้นครองราชย์แทนขุนหลวงรามราชา

หลังจากผู้เป็นนายเล่าเรื่องจบแล้ว แสนก็เอ่ยขึ้นว่า กระผมมิเคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อนเลย

มิน่าเชื่อ ว่าคนฉลาดรอบรู้เยี่ยงเจ้า จักมิเคยได้ยินได้ฟังเรื่องนี้มาบ้าง แม่ทัพใหญ่พูดเป็นเชิงกระเซ้าเห็นที ข้าคงต้องเล่าเรื่องต่างๆให้เจ้าฟังบ่อยๆเสียแล้วกระมัง จักได้เพิ่มพูนความรู้ให้ตัวเจ้ามากขึ้น

แสนพนมมือไหว้ด้วยความซาบซึ้งในบุญคุณ พระคุณท่านมีเมตตาต่อกระผมยิ่งนักขอรับ นอกจากจักให้การเกื้อหนุนกระผมมาโดยตลอดแล้ว ยังมีเมตตาสั่งสอนให้ความรู้แก่กระผมด้วยเขากล่าวอย่างจริงใจ

********************

หนึ่งสัปดาห์ต่อมา หลังการเจรจาสงบศึกกับมะละกาเสร็จสิ้นลง กองทัพเรืออโยธยาก็เคลื่อนพลกลับพระนคร

เทพกับแสนยืนอยู่ที่กราบเรือ ในเช้าวันที่สองหลังกองเรือออกจากปากอ่าวแล้ว แดดยามเช้าไม่แรงนัก ลมทะเลที่พัดผ่านทำให้อากาศสดชื่น ไกลออกไป โลมาฝูงใหญ่ว่ายขนานกับกองเรือแลเห็นหลังโผล่พ้นน้ำเป็นระยะ

เกือบสี่เดือนแล้วสินะ ที่พวกเราจากบ้านมาทำศึกในครานี้ เทพ หรือ หลวงฤทธิ์โยธาเอ่ยขึ้น “ยามนี้ใจข้าใคร่ให้เรือไปถึงอโยธยาเสียแต่วันนี้วันพรุ่งนี้ยิ่งนัก

พี่ท่านพูดเยี่ยงนี้ คงคิดถึงลูกเมียเป็นอันมากละสิหลวงอินทรัตน์ หรือ แสน กล่าว

เรื่องคิดถึงนั้น ก็มากอยู่ อีกฝ่ายตอบ หากแต่ที่พี่ใคร่ให้เรือกลับถึงอโยธยาโดยเร็วนั้น ก็ด้วยมิปรารถนาอยู่กลางทะเลนานๆให้เมาคลื่นเช่นดังขามาต่างหาก

แสนหัวเราะ “มิน่าเชื่อว่า ขุนทหารเรืองฝีมือ ผ่านศึกเสือเหนือใต้มาแล้วเยี่ยงพี่ท่าน กลับกลัวการเมาคลื่น

เจ้ามิเป็นเช่นข้า มิรู้ดอกว่ามันทรมานเพียงใด เทพบ่น “พอพูดขึ้นมา ก็ชักเริ่มเวียนหัวเสียแล้ว

อดทนไว้เถิดพี่ท่าน อีกเดือนเดียวก็ถึงแล้ว อีกฝ่ายว่า

นายทหารรุ่นพี่โคลงศีรษะ ก่อนทอดสายตามองไปนอกลำเรือ “จากมานานเช่นนี้ มิรู้ว่า ทางบ้านเป็นเยี่ยงไรเขาเปรย

ข้าเชื่อว่า ครอบครัวของพวกเราทั้งสองคงสบายดี แลกำลังรอพวกเรากลับไป

ข้าก็คิดเช่นนั้น อีกฝ่ายเห็นด้วยก่อนถามว่า เออ...เห็นน้องท่านว่า ปีหน้า จักพาสินเมืองไปฝากที่สำนักดาบหรือ

ใช่ แสนพยักหน้ารับ หน่วยก้านมันดี ทั้งตัวมันก็ชอบทางนี้ นี่ก็เรียนวิชาที่ข้าสอนให้จนเกือบหมดแล้ว จึงเห็นว่าน่าจักให้มันได้เรียนเพิ่มเติมอีก

มิเหมือนเจ้าทองเทพส่ายหน้า ให้จับหวายฝึกทีไร โอดครวญทีนั้น วันๆชอบแต่ฝึกเขียนฝึกแต่งกาพย์กลอน

ดูท่าเจ้าทองคงอยากเป็นนักปราชญ์มากกว่านักรบกระมัง

แต่ลูกผู้ชาย ก็สมควรมีวิชาอาวุธติดตัวไว้บ้าง อย่างน้อยจักได้ปกป้องตัวเองแลครอบครัว

เรื่องความชอบมิชอบนี่ฝืนกันยากนะพี่ท่าน หากลูกมันใฝ่ใจทางใด ก็ควรสนับสนุนให้เอาดีทางนั้นจักเหมาะกว่า

เจ้าสินเมือง มันโชคดีนัก ที่มีพ่อซึ่งเข้าใจบุตรเป็นอย่างดีเยี่ยงเจ้าเทพออกปากชม

แสนยิ้มบางๆ ข้าก็เพียงอยากเลี้ยงลูกให้ดีที่สุดเท่านั้น อย่างน้อยก็เพื่อทดแทนที่มันขาดแม่ไป

เมื่อได้ยินดังนั้น เทพก็ตบบ่าอีกฝ่ายเบาๆอย่างเห็นใจ

เสียงพวกทหารร้องเอะอะมาจากทางหัวเรือ ทำให้ทั้งสองหันไปทางทิศนั้น

วาฬบรูดาตัวมหึมา ใหญ่ยิ่งกว่าสำเภาที่พวกเขาอยู่ พุ่งตัวขึ้นมาเหนือน้ำ ก่อนจะทิ้งตัวกลับลงไปอีกครั้ง แรงกระแทกทำให้ผืนน้ำแตกกระจาย ลมหายใจของเจ้าสัตว์ยักษ์พ่นขึ้นจากน้ำเป็นละอองไอขาวราวกลุ่มเมฆ.....

*************

ยามเช้า ที่แคร่ไม้ไผ่กลางสวน ซึ่งเต็มไปด้วยไม้ผลหลายชนิด เด็กชายสองคนนั่งกินมะม่วงสุกอยู่บนแคร่ โดยมีหญิงสาวสองคนนั่งพับเพียบบนพื้นคอยดูแลอยู่ใกล้ๆ

จนถึงตอนนี้ พี่สินเมืองยังมิถอดห่วงที่ขาออกอีกหรือทองถามพลางมองห่วงทองเหลืองที่ข้อเท้าอีกฝ่าย

พ่อของพี่บอกว่า หากพี่กระโดดเตะหมากพร้าวบนยอดเสานั่นได้เมื่อใด จึงจักให้ถอดออกแลพ่อจักสอนเพลางอาวุธใหม่ให้คนพูดยกมือชี้ไปยังเสาไม้ไผ่สูงสี่ศอกเศษที่ปักอยู่กลางลานข้างตัวบ้าน

เยี่ยงนี้ เพลาเดินเหินมิลำบากแย่หรือ

ใส่มานานหลายเดือน จนยามนี้ก็ชินเสียแล้วสินเมืองกล่าวพลางหยิบมะม่วงอีกชิ้นเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ “มิรู้ว่า เมื่อใด พ่อของพี่กับลุงเทพ พ่อของเจ้าจักกลับนะ

แต่ข้าว่า พ่อมิอยู่เช่นนี้ ก็ดีไปอย่าง จักได้ไม่มีผู้ใดเคี่ยวเข็ญข้าฝึกอาวุธทองพูด

เจ้ามิชอบฝึกอาวุธหรือ พี่ว่า สนุกดีออก

มันเจ็บน่ะ ข้ามิค่อยชอบเท่าใด

เยี่ยงนั้น เห็นทีเจ้าคงชอบเล่นขายของกับดอกแก้วเป็นแน่สินเมืองค่อนว่า นั่นปะไร พูดถึงก็โผล่มาแล้ว

ขณะนั้นเอง เด็กหญิงหน้าตาน่ารักไว้ผมจุก ก็เดินตรงมาหา โดยมีบ่าวหญิงสามคนหอบข้าวของตามหลังมาติดๆ

พี่สินเมือง พี่ทอง เด็กหญิงร้องเรียก มาอยู่กันที่นี่เอง ข้าตามหาเสียแทบแย่

หาพวกพี่ทำไมรึ ดอกแก้วทองถามพร้อมกับยิ้ม

ข้าจักชวนพวกพี่มาเล่นด้วยกัน

สินเมืองแอบทำหน้าเบื่อก่อนจะพูดกับเด็กหญิงว่า เจ้าเล่นกับพวกบ่าวไพร่ก็ได้นี่นา เห็นตามมาด้วยตั้งหลายคน

มิเอา ข้าอยากเล่นกับพวกพี่นี่นาดอกแก้วทำเสียงเอาแต่ใจ

เล่นขายของ เล่นงูกินหาง พี่มิเอาแล้วหนา เบื่อเต็มทนสินเมืองว่าพลางลุกขึ้น “ไปฝึกเตะหมากพร้าวต่อดีกว่า

ดอกแก้วทำแก้มป่อง ตาวาว อย่างงอนๆ ขณะที่ทองดึงมือสหายรุ่นพี่เอาไว้ พร้อมกับพูดขอว่า เอาน่า พี่สินเมือง พี่อยู่กับข้าเป็นเพื่อนเล่นกับเจ้าดอกแก้วหน่อยเถิด

เมื่อได้ยินดังนั้น เด็กหญิงก็ยิ้มออกมาได้ พี่ทองใจดีนัก มิเห็นเหมือนพี่สินเมืองเลย

วันนี้ ดอกแก้วใคร่เล่นอันใดล่ะ อีกฝ่ายถาม

ข้าอยากเล่นขายของ วันนี้ข้าจักทำขนมเบื้องให้พี่กิน

สินเมืองทำปากเบ้ มิพ้นขนมเบื้องดินเหนียวอีกล่ะสิ

อย่าว่าเช่นนั้นสิ พี่ ประเดี๋ยวดอกแก้วจักเสียใจทองบอก เมื่อเห็นดอกแก้วเริ่มทำหน้างอนอีก

เจ้านี่ละหนา ชอบตามใจดอกแก้วอยู่เรื่อย สักวันเถิด มันจักเสียนิสัยเข้าจนได้สินเมืองบ่นพลางส่ายหน้า ก่อนจำใจนั่งลงบนแคร่ เพื่ออยู่เล่นเป็นเพื่อนเด็กหญิง

***********************

ตกบ่าย หลังจากเพื่อนเล่นกลับไปแล้ว สินเมืองใช้เวลาที่เหลือ ก่อนถึงมื้อเย็น ฝึกกระโดดเตะลูกมะพร้าวแห้ง ที่แขวนบนเสาไม้ไผ่ นับแต่บิดาไปราชการ เด็กชายได้พยายามฝึกกระโดดเตะเช่นนี้ วันละนับเป็นชั่วโมง มีหลายครั้งที่เกือบจะทำได้ แต่สุดท้ายก็ยังกระโดดไม่ถึงเสียที

เฮ่อ...โดดตั้งหลายเดือนแล้ว เมื่อใดจักถึงเสียทีหนาสินเมืองบ่น พลางปาดเหงื่อที่หน้าผาก เด็กชายมองพวงลูกมะพร้าวแห้งที่แขวนอยู่ อย่างนึกขัดใจ ก่อนจะรวบรวมกำลังขากระโดดขึ้นอย่างสุดแรง

โพละ...เท้าของเด็กชายฟาดลูกมะพร้าวทั้งพวงเข้าอย่างเต็มที่ จนมะพร้าวหลุดกระจายลงบนพื้น

สินเมืองมองอย่างตะลึง หลังจากที่พยายามมาหลายเดือนในที่สุด เราก็ทำได้แล้ว...เขานึกในใจอย่างลิงโลด

เจ้าสินเมือง เสียงหนึ่งที่แสนคุ้นหูดังขึ้นข้างหลัง เด็กชายรีบหันไปมองและเบิกตากว้างอย่างดีใจ

พ่อ!” เขาร้องขึ้น พร้อมกับวิ่งตรงไปกอดหลวงอินทรัตน์ ที่ยืนอยู่

หลวงอินท์ หรือ แสน ยิ้มให้ลูกชาย “เป็นเยี่ยงไรบ้าง ดีใจหรือไม่ที่เห็นพ่อ

ข้าดีใจยิ่งกว่าอันใดทั้งหมดเลย สินเมืองบอก

ไหนให้พ่อดูทีหรือว่า เจ้าโตขึ้นมากเพียงไหนผู้เป็นบิดากล่าวพร้อมกับจับบุตรชายให้ยืนตรง

สินเมืองยิ้มกว้างพร้อมกับกล่าวอวดว่า พ่อรู้ไหมว่า ข้ากระโดดเตะหมากพร้าวได้แล้ว

เมื่อครู่ พ่อเห็นแล้ว

เช่นนั้น ข้าก็ถอดห่วงออกได้แล้วใช่ไหม

ผู้เป็นบิดาพยักหน้า ขณะที่เด็กชายรีบถอดห่วงทั้งสองออก และทันทีที่ห่วงทองเหลืองถูกปลดออกไป สินเมืองก็รู้สึกว่าตัวของเขาเบาขึ้นกว่าเดิมมากนัก

เอาล่ะ ไหนเจ้าลองกระโดดให้เต็มแรงอีกครั้งสิ แสนบอกกับบุตรชาย

เมื่อได้ยินดังนั้น เด็กชายจึงถีบตัวจากพื้นตามที่บิดาบอก ชั่วขณะนั้นเองร่างของสินเมืองก็ลอยขึ้นสูงจากพื้นร่วมสี่ศอก พอๆกับความสูงของไม้ไผ่ที่ใช้แขวนลูกมะพร้าว เขาแทบไม่เชื่อเลยว่า ตัวเองจะกระโดดได้สูงถึงเพียงนี้

ครานี้ เจ้ารู้แล้วใช่ไหมว่า การใส่ห่วงที่ข้อเท้ามีประโยชน์เยี่ยงไร

ข้ารู้แล้วพ่อ เด็กชายตอบก่อนจะถามต่อ ว่าแต่ ยามนี้ข้าเตะหมากพร้าวได้แล้ว เมื่อใด พ่อจักสอนวิชาใหม่ๆให้ข้า

แสนเลิกคิ้ว พ่อเพิ่งมาถึงยังมิทันข้ามวัน เจ้าจักมิให้ได้พักเลยหรือไร

ข้าขอโทษด้วย ข้าลืมไป

ไม่เป็นไร คนเป็นพ่อบอกพลางยิ้ม ก่อนจะโอบไหล่ลูกชายพร้อมกับกล่าวว่า พวกเราขึ้นไปบนเรือนเถิด พ่อจักได้ไปกราบท่านย่า ครานี้จากบ้านไปเสียนานนัก ท่านคงเป็นห่วง

สินเมืองพยักหน้ารับ จากนั้นสองพ่อลูกก็พากันเดินออกจากที่นั่น

*************

ในป่าทึบห่างจากนครสองแควราวห้าร้อยเส้น ชายสิบคนอาวุธครบมือขี่ม้าเดินเรียงเป็นสองแถว มาตามทางด่านซึ่งเป็นทางเดินเก่าของโขลงช้างป่า

อีกนานหรือไม่กว่าจักถึงที่นัดหมาย ชายวัยยี่สิบปลายๆจากเครื่องแต่งกายบอกให้รู้ว่าเป็นผู้มีฐานะสูง กล่าวขึ้นพลางปาดเหงื่อออกจากใบหน้า

ข้ามเนินข้างหน้าไป ก็ถึงแล้ว พระพุทธเจ้าข้าชายอีกคนซึ่งขี่ม้าเดินอยู่ข้างๆบอก

พญายุทธิษเฐียรทอดพระเนตรมองทางข้างหน้า ก่อนตรัสว่า เจ้าแน่ใจหรือไม่ ขุนศรีรักษา ว่าพวกอโยธยามิได้ล่วงรู้ถึงจุดหมายในการออกมาที่นี่ของพวกเรา

แน่ใจ พระเจ้าข้า ขุนศรีรักษาทูลตอบ พลางหันไปยังพลม้าที่ตามมาเบื้องหลัง นอกจากพวกที่มาด้วยซึ่งล้วนเป็นคนสนิทของข้าพระพุทธเจ้าแล้ว ก็หามีผู้ใดทราบเรื่องนี้ไม่

เจ้าเมืองสองแควทอดพระเนตรป่าทึบที่อยู่โดยรอบ พร้อมกับตรัสว่า หากข้ามิคิดถึงผลประโยชน์ในภายหน้าแล้วไซร้ ข้าคงมิยอมเสี่ยงเช่นนี้แน่

อีกฝ่ายนิ่งฟัง โดยไม่ได้กล่าวสิ่งใด

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

*เจิ้งเหอคนไทยเรียก ซำปอกง หรือ ซานเป่ากง เป็นมหาขันทีและแม่ทัพของ จักรพรรดิหยงเล่อ จักรพรรดิองค์ที่สามแห่งราชวงศ์หมิงของจีน เจิ้งเหอเป็นผู้นำกองเรือยักษ์ เรียกว่า กองเรือมหาสมบัติออกท่องทะเลรวมเจ็ดครั้ง โดยออกเดินทางผ่านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อินเดีย ศรีลังกา อ่าวเปอร์เซีย ดินแดนตะวันออกกลาง ไปจนถึง อาฟริกาตะวันออก

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

541 ความคิดเห็น

  1. #407 พินิจอักษรา (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 29 มีนาคม 2556 / 12:55
    จะไปเจอกับใครนะ พญายุทธิษเฐียรเนี่ย
    #407
    0
  2. #406 สิตราณี (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 28 มีนาคม 2556 / 23:18
    เจิ้งเหอนี่ใครเหรอคะ คุ้นๆ เหมือนเคยได้ยิน
    #406
    0
  3. #405 Hideyuki (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 28 มีนาคม 2556 / 18:38
    อ่านแล้วนึกถึงเรื่องสุริโยทัย มีสองราชวงศ์เหมือนกันเลยนะคะ
    #405
    0
  4. #264 พ่อมดอนุบาล (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 21 มีนาคม 2555 / 14:13
    น่าให้เด็กๆ ได้อ่านนะ
    ผมเป็นอีกคนทีจำไม่ค่อยได้ทุกที่เรื่องการปฏิรูปการปกครอง
    คราวนี้ได้อ่านแล้ว จำแม่นเลย
    #264
    0
  5. #169 พิจิตรา (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 5 สิงหาคม 2554 / 19:04
    อันนี้จำได้ว่า เคยเจอในหนังสือเรียนเมื่อก่อน เรื่องพระบรมไตรโลกนาถจัดระบบจตุสดมภ์ใหม่ ใช่ไหมคะ พอมานำเสนอเป็นนิยายแล้ว แม้จะค่อนข้างยาว แต่เข้าใจง่ายขึ้นเยอะเลย
    #169
    0
  6. #58 นายตามใจ (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2554 / 16:54

    ยิ่งอ่าน ก็ยิ่งรู้สึกชอบ และอยากติดตาม นิยายเรื่องนี้ ผู้เขียน รู้จักใช้ลูกเล่นทางการเขียน มาเข้ากับเรื่องราวในประวัติศาสตร์ได้ดี อ่านแล้วไม่น่าเบื่อ สำหรับคนที่ไม่ค่อยรู้เรื่องประวัติศาสตร์ก็ยังอ่านได้เข้าใจ แม้บางครั้ง อารมณ์อ่านไป ประมาณดูหนังเกาหลีอย่าง  มูยุล หรือ ซอนต็อก แต่โดยรวมก็ยังชอบ เพราะเรื่องนี้ให้เราสัมผัสกับบรรยากาศแบบไทยโบราณ ทำให้ได้รับรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตที่ผ่านมา ครับ

    #58
    0