ศึกรบสองราชันย์

ตอนที่ 22 : ยุทธนาวีมะละกา(ปรับปรุง)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 504
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    30 มี.ค. 61

หลวงอินทรัตน์กับหลวงฤทธิ์โยธา ยืนตรงกราบเรือสำเภาพลางทอดสายตามองท้องทะเลเบื้องหน้า เมฆที่บดบังแสงแดดยามบ่ายและลมทะเลที่พัดผ่าน ทำให้อากาศเย็นสบาย

นี่เป็นคราแรกที่ข้าได้มายังแดนใต้ แสนหรือหลวงอินทรัตน์เอ่ย ท้องทะเลช่างกว้างใหญ่แลงดงามนัก

เรื่องทะเลงามนั้น ข้ามิเถียงหลวงฤทธิ์ หรือ เทพ ว่า พลางโคลงศีรษะ แต่ไอ้การล่องเรือตั้งสองสามเดือนนี่สิ ทำเอาข้าเมาคลื่นรากแตกเจียนตายเสียหลายหน

พี่เทพคงมิชอบทะเลกระมัง

หากข้าไม่เมาคลื่น ก็คงชมชอบความงามของมหานทีมากกว่านี้นายทหารรุ่นพี่บอก ก่อนจะถอนหายใจเฮ่อ มิรู้ว่าจักเสร็จศึกเมื่อใด ข้าเริ่มคิดถึงบ้านขึ้นมาเสียแล้ว

คิดถึงบ้านหรือคิดถึงแม่อุ่นเรือนกับพวกเมียบ่าวสาวรุ่นหน้าแฉล้มของพี่กันเล่าแสนดักคออย่างรู้ทัน

เฮ้ย อย่าพูดเยี่ยงนั้นสิ เทพสะดุ้งที่ถูกสหายรุ่นน้องรู้ทัน เจ้ารู้ไหม กว่าพี่จักกล่อมแม่อุ่นเรือนจนยอมให้พี่มีนางเล็กๆได้นั้น พี่ถูกตัดพ้อต่อว่าแลถูกทุบถูกหยิกจนเนื้อเขียวช้ำไปหมด

ก็นี่แหละหนา มิรู้ว่าจักหาเมียเพิ่มอีกทำไมให้วุ่นวายเสียเปล่าๆ

ผู้ใดเล่าจักเหมือนเจ้า คนเป็นพี่ลากเสียงก่อนกล่าวว่า “เมียตายไปหกเจ็ดปีแล้ว ยังมิยอมมีใหม่ แม้แต่เมียบ่าวก็ไม่เอา มิรู้ว่าทนนอนหนาวอยู่ได้เยี่ยงไร

เมื่อได้ยินเช่นนั้น แสนก็นิ่งไปพลางนึกถึงภรรยาผู้ล่วงลับของตน แม้ว่าจันทน์หอมจะตายไปหลายปีแล้ว แต่ชายหนุ่มก็ไม่ได้หาภรรยาใหม่ หรือแม้แต่รับเอาบ่าวไพร่สาวๆในบ้านขึ้นมาเป็นเมียบ่าว เหมือนเช่นดังชายส่วนใหญ่ในยุคเดียวกัน ด้วยว่าในใจของเขานั้น ไม่อาจมีใครมาทดแทนจันทน์หอมได้อีกแล้ว

.....เมื่อหัวใจยังเปี่ยมด้วยความทรงจำในรักมั่นเพียงหนึ่งเดียว ไหนเลยจักมีที่ว่างให้แลเหลียวผู้ใดได้....

ชั่วขณะนั้น ไม่มีใครเอ่ยอันใด นายทหารทั้งสองละสายตาจากท้องทะเลหันไปมองพวกทหารบนเรือเล็กที่ยามนี้กระจายกันออกค้นหาและทำลายขวากใต้น้ำ

ทันใดนั้นเอง เสียงเป่าเขาสัญญาณก็ดังมาจากพลรบที่ลอยเรือคอยระวังเหตุอยู่

ข้าศึกมาแล้ว!” เสียงตะโกนดังลอยลม ก่อนที่เรือรบขนาดเล็กติดใบพร้อมพลกรรเชียงจำนวนร่วมร้อยลำจะปรากฏขึ้นที่ขอบฟ้าและเคลื่อนขบวนเป็นหน้ากระดานตรงเข้ามา

ดูท่าคงเป็นพวกมะละกาแน่เทพพูดด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ก่อนจะหันไปสั่งนายกองผู้หนึ่งที่ยืนอยู่ข้างหลัง สั่งไพร่พลทั้งหมด เตรียมรับศึก

ขอรับ ฝ่ายนั้นรับคำสั่ง ก่อนวิ่งไปสั่งให้พลส่งสัญญาณรัวกลองศึกใบใหญ่ที่ท้ายเรือ

เสียงกลองดังกังวานทั่วท้องน้ำ ขณะกองเรืออโยธยารวมพลแปรขบวนเตรียมรับศึก พลปืนใหญ่เร่งบรรจุลูกปืน จนเมื่อกองเรือข้าศึกเข้ามาในระยะยิง เสียงปืนใหญ่ก็ดังขึ้น ขณะเดียวกัน กองเรือฝ่ายมะละกาก็เปิดฉากยิงโต้ตอบ เสียงปืนใหญ่ดังกึกก้อง กระสุนหินพุ่งเข้ากระแทกเรือหลายลำแตกจมลง

เรือกรรเชียงติดใบร่วมร้อยลำ บรรทุกทหารมะละกานับพัน ซึ่งโพกผ้าสีส้ม ชายผ้าพับขึ้นด้านบนเป็นรูปสามเหลี่ยม ใส่เสื้อแขนยาว กางเกงขายาวสีดำ ทับด้วยโสร่งสั้นเสมอเข่า สวมเกราะหนังปิดลำตัว  ตรงมาหากองเรืออโยธยา

ไม่นาน ทั้งสองฝ่ายก็เข้าประชิด พลรบชาวมลายูซึ่งใช้กริชและหอกโดดข้ามกราบเรือเข้าปะทะกับฝ่ายตรงข้ามอย่างดุเดือด เสียงอาวุธกระทบกันดังไปทั่ว ลูกธนูปลิวว่อนขณะที่ปืนใหญ่ยังส่งเสียงคำรามลั่น นักรบทั้งสองฝ่ายถูกสังหาร สิ้นชีวิต ร่างร่วงลงสู่ผืนน้ำจนเลือดนองแดงฉาน

ขณะที่การรบกำลังดำเนินไปนั้นเอง กองทัพหน้าของฝ่ายอโยธยาก็มาถึงและเข้าโจมตีกระหนาบกองเรือข้าศึก จนฝ่ายหลังต้องแตกพ่ายล่าถอยใปในที่สุด จากนั้น กองทัพเรืออโยธยาก็รวมพลก่อนจะมุ่งหน้าเข้าสู่ปากน้ำเมืองมะละกา

*****************************

สามวันต่อมา ทัพเรืออโยธยาก็ลอยลำอยู่นอกชายฝั่งมะละกา โดยมีกองเรือจากไทรบุรีอันเป็นประเทศราชพร้อมไพร่พลอีกห้าพันมาสมทบ ออกญามหาเสนาสั่งให้คนถือหนังสือไปแจ้งให้สุลต่านเจ้าเมืองมะละกายอมจำนน ทว่าฝ่ายหลังปฏิเสธอย่างแข็งกร้าว ดังนั้น กองทัพอโยธยาจึงเริ่มการโจมตี

กองเรืออโยธยาระดมยิงปืนใหญ่เข้าใส่เมืองมะละกา ขณะที่อีกฝ่ายก็ยิงโต้ตอบกลับมาเช่นกัน เสียงปืนใหญ่กึกก้องทั่วทั้งอ่าว จนผ่านไปกว่าหนึ่งสัปดาห์กองทัพอโยธยาจึงยกพลขึ้นบกได้ แต่ก็ไม่อาจตีฝ่าปราการอันแข็งแกร่งของมะละกาเข้าไปได้ ออกญามหาเสนาจึงเปลี่ยนกลยุทธ์ให้ตั้งค่ายล้อมเมืองจนกว่าอีกฝ่ายจักยอมแพ้

ท่านแม่ทัพ ออกญาสีหราชเดโชกล่าวกับออกญามหาเสนา ขณะที่ทั้งสองกำลังยืนมองปราการของนครมะละกา พวกเราตั้งล้อมมาสองเดือนเศษแล้ว ยังไม่มีทีท่าว่าข้าศึกจักยอมจำนนแม้แต่น้อย

พวกมันคงเตรียมการมาแรมปี จึงมีเสบียงอยู่มาก แต่ยามนี้เสบียงของเราก็มิได้ขัดสนมิใช่หรือ ท้ายประโยค แม่ทัพใหญ่พูดเป็นเชิงถามกลับ

ขอรับอีกฝ่ายพยักหน้า “กองเรือขนเสบียงจากมะริด เพิ่งมาถึงเมื่อเช้า ฝ่ายเราคงมีเสบียงกินกันอีกหลายเดือน

สีหน้าสมุหพระกลาโหมแสดงความพอใจขณะกล่าวว่า ในเมื่อพญามะละกาใคร่แข่งอดทน ข้าก็จักแข่งกับเขา

ขณะนั้นเอง ก็มีนายทัพผู้หนึ่งเข้ามารายงานว่า พระคุณท่านขอรับ มีสำเภาสองลำกำลังมุ่งหน้ามาที่นี่

ออกญามหาเสนาเลิกคิ้วเล็กน้อย เรือของพวกใด

ดูคล้ายเป็นเรือจากอโยธยากับสำเภาจากเมืองจีนขอรับ อีกฝ่ายตอบ

คำตอบนั้น ทำให้แม่ทัพใหญ่รู้สึกประหลาดใจมากขึ้น ก่อนจะเดินนำทุกคนไปจากบริเวณนั้น ....

ที่บริเวณท่าเรือใกล้ค่ายอโยธยา เรือพายลำใหญ่สามลำที่แล่นมาจากเรือสำเภาสองลำ ซึ่งทอดสมออยู่ห่างชายฝั่งออกไป กำลังเข้าเทียบท่า ขณะที่ออกญามหาเสนาพร้อมกับเหล่านายทัพยืนมองผู้มาเยือนอยู่ในลานกว้างติดกับท่าเรือ

บุรุษวัยกลางคนผู้หนึ่ง ผิวขาว ตายาวรี ไว้เคราดูภูมิฐาน สวมเสื้อคลุมยาวแขนกว้างทอจากผ้าไหมสีแดง คาดเข็มขัดหนังสีดำ สวมหมวกทรงเหลี่ยมสีดำประดับหยกด้านหน้า กับขุนนางอโยธยาผู้หนึ่งซึ่งอยู่ในวัยใกล้กัน เดินขึ้นจากเรือลำแรก โดยมีทหารอโยธยายี่สิบนายกับทหารอีกกลุ่มที่สวมชุดแดงเลือดนกใส่เกราะและหมวกเหล็กติดพู่ขนนกถือง้าวจำนวนยี่สิบนายซึ่งทยอยขึ้นจากเรือทั้งสามลำ ติดตามมาทางด้านหลัง

ออกญาโกษาธิบดีออกญามหาเสนาอุทานอย่างแปลกใจเมื่อเห็นขุนนางอโยธยาผู้นั้น “ลมอันใดหอบท่านมาถึงนี่

ข้าพเจ้ารับพระบรมราชโองการ นำท่านราชทูตจากต้าหมิง มาพบท่านสมุหพระกลาโหม

ราชทูตจากต้าหมิง แม่ทัพใหญ่ทวนคำก่อนหันไปยังบุรุษในชุดยาว ฝ่ายนั้นประสานมือทั้งสองขึ้นพร้อมคำนับ

ท่านราชทูตรับพระบรมราชโองการจากสมเด็จพระจักรพรรดิ มาแจ้งแก่พวกท่านว่า ต้าหมิงต้องการให้อโยธยา ยุติการสงครามกับแคว้นมะละกาลงในทันที เพื่อความสงบสุขของดินแดนในทะเลใต้ออกญาโกษาธิบดีบอก เพลานี้ พ่ออยู่หัวทรงได้รับพระราชสาส์นจากองค์จักรพรรดิแล้ว แลทรงมีพระบัญชาให้ท่านยุติการโจมตี จากนั้นฝ่ายเราแลท่านราชทูตจากต้าหมิงจักเจรจากับพญามะละกากล่าวจบ เสนาบดีพระคลังก็หันไปสั่งให้ทหารติดตาม นำพระราชสาส์นอันเป็นพระบรมราชโองการขององค์พ่ออยู่หัว มามอบแก่ออกญามหาเสนา

แม่ทัพใหญ่นิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะนำนายทหารทั้งหมดคุกเข่าลงถวายบังคมน้อมรับพระบรมราชโองการ

******************

พุทธศักราช ๑๙๙๘ สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงโปรดให้แต่งทัพไปตีเมืองมะละกา สุลต่านมะละกาได้ส่งทูตไปขอความช่วยเหลือจากอาณาจักรต้าหมิงของจีน ทางต้าหมิงเห็นว่า หากปล่อยให้อโยธยาทำลายมะละกาลงได้ จะทำให้การค้าในทะเลใต้ถูกอโยธยาผูกขาดไว้แต่ผู้เดียว จึงส่งทูตมาแจ้งให้อโยธยายุติการรุกราน ทางอโยธยาไม่ต้องการมีปัญหากับจีน จึงจำต้องสงบศึก โดยมะละกาจะยอมส่งเครื่องราชบรรณาการให้อโยธยา แต่ในขณะเดียวกัน อโยธยาก็ต้องยินยอมให้มะละกาดำเนินนโยบายทางการค้าแลการเมืองภายในอย่างมีอิสระต่อไป

....ภายในกระโจมแม่ทัพ ออกญามหาเสนานั่งดื่มสุราพลางสนทนากับหลวงอินทรัตน์ นายทหารคนสนิท

กระผมมิเข้าใจ ว่าเหตุใด ฝ่ายเราต้องยอมตามต้าหมิง ทั้งที่หากรบต่อ เรายังมีโอกาสยึดมะละกาได้สำเร็จแสน หรือ ออกหลวงอินทรัตน์เอ่ยขึ้นอย่างเสียดายที่ต้องยุติศึกโดยที่ยังไม่ได้ชัยชนะ

“แม้มิอาจยึดเมืองได้เบ็ดเสร็จ แต่พญามะละกาก็ยอมถวายบรรณาการ ส่งบุหงามาศ แลยอมรับข้อตกลงฝ่ายเรา ซึ่งเท่ากับบรรลุเป้าประสงค์เบื้องต้น ตามดำริพ่ออยู่หัวแล้ว” ออกญามหาเสนาวางจอกสุราลงและกล่าวต่อ ใจจริง ข้าก็เสียดายโอกาสเช่นกัน ทว่า หากยังรบต่อ ก็อาจต้องขัดแย้งกับต้าหมิง เจ้าก็รู้มิใช่หรือ ว่าต้าหมิงเกรียงไกรเพียงใด หากต้องเป็นศัตรูด้วย อาจเกิดผลร้ายใหญ่หลวง

แม้เกรียงไกร แต่ต้าหมิงหาได้มีราชอาณาเขตติดกับอโยธยา แลเท่าที่กระผมทราบมา ต้าหมิงก็มิได้ส่งกองเรือใหญ่ออกทะเลมานานนับสิบปีแล้วแสนพูด

ต้าหมิงเป็นคู่ค้าใหญ่ของเรา หากต้องขัดแย้งกัน ย่อมมิเป็นผลดี แลแม้ว่า ต้าหมิงมิได้ส่งกองเรือออกทะเลมานานแล้ว แต่ความเกรียงไกรในอดีต ก็ยังเป็นที่ประจักษ์ฝังใจแว่นแคว้นต่างๆอยู่ ออกญามหาเสนากล่าว เมื่อครั้งรุ่นหนุ่ม ข้าเองได้เคยเห็นความเกรียงไกรของกองเรือต้าหมิงด้วยตาตนเองมาแล้ว

กองเรือต้าหมิงเคยมายังอโยธยาด้วยหรือ

ใช่ ออกญามหาเสนาพยักหน้า ก่อนจะเล่าย้อนถึงความทรงจำของเหตุการณ์ในครั้งนั้น....

****************

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

541 ความคิดเห็น

  1. #404 นอท์นา (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 26 มีนาคม 2556 / 22:12
    สุดยอดจริงๆนักเขียนท่านนี้
    #404
    0
  2. #403 purisawat (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 26 มีนาคม 2556 / 17:09
    กองเรือต้าหมิง หมายถึงกองเรือของเจิ้งเหอ หรือเปล่า
    #403
    0
  3. #402 rinrana (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 26 มีนาคม 2556 / 15:27
    มีมือที่สามมายุ่งด้วย แบบนี้ก็แย่สิคะ
    #402
    0
  4. #57 แอน (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2554 / 16:44
    ชอบค่ะ
    #57
    0