ศึกรบสองราชันย์

ตอนที่ 20 : สองแควแปรพักตร์(ปรับปรุง)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 505
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 10 ครั้ง
    30 มี.ค. 61

..หนึ่งสัปดาห์ต่อมา โครงสร้างการบริหารราชการแผ่นดินแบบใหม่ก็ถูกร่างขึ้นและถูกนำเข้าสู่ที่ประชุม ทั้งนี้ สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถได้ทรงออกกฎหมายศักดินาพลเรือนและศักดินาทหารหัวเมืองเพื่อกำหนดระดับหน้าที่และความรับผิดชอบของเหล่าขุนนางรวมทั้งไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินโดยใช้จำนวนศักดินาเป็นตัวกำหนด นอกจากนี้ยังมีการลำดับชั้นยศของขุนนางใหม่ โดยให้เพิ่มเป็น ออกขุน ออกหลวง ออกพระ และ ออกญา  ส่วนการบริหารราชการนั้น ให้แยกทหารและพลเรือนออกจากกัน โดยให้ สมุหพระกลาโหมดูแลฝ่ายทหาร มีออกญามหาเสนาบดีรั้งตำแหน่งอัครมหาเสนาบดีผู้รับผิดชอบและให้สมุหนายกดูแลฝ่ายพลเรือน มีออกญาจักรีศรีองครักษ์รั้งตำแหน่งอัครมหาเสนาบดี โดยงานฝ่ายพลเรือนที่เรียกว่าจตุสดมภ์ ที่เดิมประกอบด้วย เวียง วัง คลัง นา ได้ทรงโปรดให้เปลี่ยนตำแหน่งผู้รับผิดชอบจาก ขุนเวียง ขุนวัง ขุนคลัง ขุนนา เป็น ออกญานครบาล ออกญาธรรมาธิกรณ์ ออกญาเกษตราและออกญาโกษาธิบดี

สำหรับหัวเมืองต่างๆ ได้เปลี่ยนเป็นหัวเมืองชั้นใน หัวเมืองชั้นนอกและเมืองพระยามหานครแทนที่เมืองลูกหลวง  หลานหลวง ที่มีมาแต่เดิม ทั้งนี้หัวเมืองชั้นในและชั้นนอกจะขึ้นตรงกับเมืองหลวงโดยมีขุนนางเป็นผู้ดูแล ส่วนบรรดาประเทศราชทั้งหลายนั้นยังคงให้เจ้าผู้ครองนครเป็นผู้ดูแลดังเดิม

ระเบียบบริหารราชการแผ่นดินใหม่จักถูกประกาศใช้อย่างเป็นทางการ นับแต่ต้นเดือนหน้าเป็นต้นไป สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงรับสั่งในที่ประชุมเหล่าขุนนาง พวกท่านทั้งหลายยังมีความเห็นอันใดอีกหรือไม่

ขอเดชะ พระอาญามิพ้นเกล้า ข้าพระพุทธเจ้ายังมีข้อสงสัยบางประการ พระพุทธเจ้าข้าขุนราชเสนาซึ่งได้รับตำแหน่งใหม่เป็น ออกญามหาเสนา ผู้ว่าการทหารแห่งอโยธยากราบทูลขึ้น

จงว่ามา ท่านออกญามหาเสนา

เรื่องของหัวเมืองฝ่ายเหนือนั้น ข้าพระพุทธเจ้าเห็นว่า ควรปรับเปลี่ยนให้เป็นเมืองพระยามหานคร แทนการเป็นประเทศราชเช่นดังที่เป็นอยู่ พระพุทธเจ้าข้า

พ่ออยู่หัวทรงขมวดพระขนง ท่านมีเหตุผลอันใด จึงเสนอเช่นนั้น

อันหัวเมืองฝ่ายเหนือนั้น มีความสำคัญต่อความมั่นคงของอโยธยาเป็นอันมาก หากให้คงสภาพประเทศราชไว้ดังเดิม อาจยังผลให้การดูแลไม่รัดกุมเท่าที่ควร ข้าพระพุทธเจ้าจึงเห็นว่า สมควรดึงอำนาจปกครองเข้าสู่อโยธยาให้มากที่สุด จักเป็นผลดีต่อราชอาณาจักรมากกว่า พระพุทธเจ้าข้า”

สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงนิ่งไปครู่ใหญ่เมื่อได้ทรงสดับคำกราบทูลของสมุหพระกลาโหม ก่อนจะทรงหันไปยังเหล่าขุนนางและรับสั่งขึ้นว่า “แล้วคนอื่นๆ มีความเห็นในเรื่องนี้เช่นไรบ้าง

ขอเดชะ พระอาญามิพ้นเกล้าออกญาจักรีผู้เป็นสมุหนายก กราบทูลขึ้น “ข้าพระพุทธเจ้าเห็นว่า คำกราบทูลของท่านออกญามหาเสนามีเหตุผลพระพุทธเจ้าข้า ด้วยว่า ที่ผ่านมา หัวเมืองฝ่ายเหนือมีอิสระค่อนข้างมาก จนมีหลายครั้งที่เกิดขัดแย้งกันขึ้นในกลุ่มเจ้าเมืองเหล่านั้น ดังเช่นในสมัยพ่ออยู่หัวนครอินทร์ที่เกิดความขัดแย้งระหว่างเจ้านครฝ่ายเหนือ จนพ่ออยู่หัวต้องเสด็จขึ้นไประงับเหตุด้วยพระองค์เอง แม้กระนั้นก็ยังมีความขัดแย้งเกิดขึ้นในเวลาต่อมาอีกหลายครา หากเราสามารถดึงอำนาจการปกครองเข้าสู่ศูนย์กลางได้แล้วไซร้ ก็น่าจักลดปัญหานี้ลงได้มาก พระพุทธเจ้าข้า

ที่ออกญามหาเสนาแลออกญาจักรีกล่าวมา ก็นับว่ามีเหตุผล หากแต่ข้ายังเกรงว่าการรวมอำนาจจากหัวเมืองฝ่ายเหนือทั้งหมดในคราเดียว อาจทำให้เชื้อพระวงศ์แลเจ้าเมืองฝ่ายเหนือทั้งหลายมิพอใจแลต่อต้านเอาได้ พ่ออยู่หัวทรงรับสั่ง

ขอเดชะพระอาญามิพ้นเกล้า หากใต้ฝ่าพระบาททรงเกรงเช่นนั้น ข้าพระพุทธเจ้าคิดเห็นว่า พระองค์ควรดำเนินการนี้อย่างค่อยเป็นค่อยไป พระพุทธเจ้าข้าออกญามหาเสนากราบทูลเสนอ

อย่างค่อยเป็นค่อยไปรึ พ่ออยู่หัวตรัสทวนคำกราบทูลของอีกฝ่าย ไหนท่านจงขยายความให้ข้าฟังทีสิ

ข้าพระพุทธเจ้าคิดว่า ควรเริ่มจากการเปลี่ยนนครสองแควให้กลายเป็นเมืองพระยามหานคร จากนั้นจึงปรับการบริหารราชการใหม่ให้เป็นแบบเดียวกับอโยธยา เพื่อเป็นต้นแบบแก่หัวเมืองฝ่ายเหนือทั้งปวง

พ่ออยู่หัวทรงชะงักเล็กน้อย เมื่อทรงสดับคำกราบทูลของสมุหกลาโหม เหตุใดจึงต้องเป็นสองแคว

ขอเดชะ พระอาญามิพ้นเกล้า ด้วยว่านครสองแควนั้นเป็นหัวเมืองเอกของฝ่ายเหนือ แลเป็นเมืองลูกหลวงของอโยธยามาเก่าก่อน จึงมีความใกล้ชิดกับอโยธยามากกว่าหัวเมืองอื่นๆในแคว้นสุโขทัย ทำให้เหมาะที่จักใช้เป็นต้นแบบในการปรับปรุงการปกครอง พระพุทธเจ้าข้าออกญามหาเสนากราบทูลอธิบาย

คำกราบทูลของผู้ว่าการทหาร ทำให้สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงนิ่งไป ชั่วขณะหนึ่งนั้น พระองค์ทรงนึกไปถึงพญายุทธิษเฐียร พระสหายเก่าของพระองค์ที่ยามนี้ปกครองนครสองแควอยู่ ในพระทัยของจอมคนยังอดกังวลมิได้ว่า การกระทำดังนี้ อาจกระทบต่อความรู้สึกของพระสหายเก่าไม่น้อย ทว่า เมื่อทรงไตร่ตรองแล้ว พ่ออยู่หัวก็ต้องทรงยอมรับว่า ข้อเสนอของออกญามหาเสนาแลออกญาจักรีนั้นยังประโยชน์อย่างใหญ่หลวงต่อราชอาณาจักรอโยธยาและในฐานะของผู้ปกครองบ้านเมืองนั้น ผลประโยชน์ของแผ่นดินย่อมอยู่เหนือสิ่งอื่นใด

สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงปรับสีพระพักตร์ให้เป็นปกติ ก่อนจะทรงมีรับสั่งว่า เอาล่ะ ในเมื่อสิ่งนี้จักเป็นประโยชน์ต่อความมั่นคงแลเอกราชของอโยธยาแล้วไซร้ ข้าก็จักให้ดำเนินการตามที่พวกท่านว่ามา

********************

ไม่นาน พระบรมราชโองการเปลี่ยนสถานภาพของนครสองแควก็ถูกส่งไปยังพญายุทธิษเฐียร ซึ่งการครั้งนี้ยังความขุ่นเคืองแก่เจ้าชายหนุ่มแห่งราชวงศ์พระร่วงเป็นอันมาก ด้วยว่าการเปลี่ยนนครสองแควจากเมืองลูกหลวงเป็นเมืองพระยามหานครนั้น ทำให้เจ้าครองนครถูกลดศักดิ์จากเจ้าประเทศราชเหลือเพียงเทียบเท่าขุนนางชั้นออกญาที่จะต้องเข้าพิธีถือน้ำพระพิพัฒสัตยาด้วยเท่านั้น

พ่ออยู่หัวกระทำดังนี้ เท่ากับหยามเกียรติแลศักดิ์ศรีของข้ายิ่งนัก เจ้านครสองแควตรัสอย่างไม่พอพระทัย นอกจากมิทรงแต่งตั้งข้าเป็นมหาอุปราชดังที่เคยสัญญาแล้ว มาครานี้ ยังลดฐานะข้าให้เป็นเพียงขุนนางสามัญ เช่นนี้แล้ว ข้าจักมีหน้าไปมองผู้ใดได้ ในเมื่อข้าซึ่งสืบสายราชวงศ์พระร่วง ต้องตกต่ำจนกลายเป็นเพียงขุนนางของอโยธยาเยี่ยงนี้

ข้าพระพุทธเจ้าทราบมาว่า เดือนหน้า ทางอโยธยาจักส่งขุนนางจำนวนหนึ่งมาช่วยราชการยังนครสองแคว

ช่วยราชการกระนั้นรึผู้เป็นนายแค่นเสียง “ข้าว่าพวกมันถูกส่งมาให้คอยควบคุมข้าเสียมากกว่า

เมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนี้แล้ว พระองค์จะทรงทำเช่นใดต่อไปฤา พระเจ้าข้าขุนศรีรักษาทูลถามต่อ

พระพักตร์ของพญายุทธิษเฐียรเข้มคล้ำ ขณะรับสั่งด้วยสุรเสียงกร้าวว่า ในเมื่อพ่ออยู่หัวทรงกระทำการอย่างไม่เห็นแก่หน้าสหายเก่าเช่นข้าเยี่ยงนี้แล้ว ข้าก็จักทำการโดยไม่เห็นแก่พระองค์อีกต่อไป

พระองค์คิดทำสิ่งใดหรือ

เจ้าชายหนุ่มแห่งวงศ์พระร่วงเจ้าทรงนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตรัสขึ้นว่า ข้าจักหาที่พึ่งใหม่ เพื่อช่วยสนับสนุนให้วงศ์พระร่วงเจ้ามีโอกาสกลับมาเป็นใหญ่ในหัวเมืองฝ่ายเหนืออีกครา

ที่พึ่งใหม่..อีกฝ่ายทวนคำทรงหมายถึงผู้ใดฤาพระเจ้าข้า

ก็แลในยามนี้ สูคิดว่ายังมีผู้ใดอีก ที่มีเดชานุภาพทัดเทียมกับเจ้าเหนือหัวแห่งอโยธยาเล่าพญายุทธิษเฐียรตรัส

*************

ภายในหอคำหลวงของพระราชวังแห่งเชียงใหม่ พญาติโลกราชประทับบนราชบัลลังก์พลางทอดพระเนตรบุรุษเจ็ดคนที่หมอบอยู่เบื้องพระพักตร์ พร้อมด้วยเครื่องราชบรรณการที่ประกอบด้วย เครื่องอานม้าทองคำประดับอัญมณีสามสำรับ ผ้าไหมเดินเส้นทองสามสิบพับ รวมทั้งเครื่องเคลือบลายครามอันงดงามอีกสามสิบชุด

พวกสูเป็นทูตจากสองแควกระนั้นรึพระองค์ตรัสถาม

พระพุทธเจ้าข้าบุรุษวัยสามสิบเศษที่หมอบอยู่หน้ากลุ่ม พนมมือขึ้นถวายบังคมก่อนกราบทูลตอบ ข้าพระพุทธเจ้า ขุนศรีรักษาเป็นหัวหน้าทูตผู้นำสาส์นแลเครื่องราชบรรณการเพื่อแสดงความเคารพจากพญายุทธิษเฐียร นายของข้าพระพุทธเจ้ามาถวายใต้ฝ่าพระบาทกล่าวจบ ขุนศรีรักษาก็นำกระบอกหนังลงรักปิดทองงดงาม ทูนขึ้นเหนือเกล้าเพื่อให้องค์เหนือหัวเชียงใหม่ทรงทอดพระเนตร

จงอ่านสาส์นของนายสูให้ข้าฟังจอมคนแห่งล้านนาตรัสสั่ง

หัวหน้าทูตจากสองแควเปิดกระบอกปิดทองก่อนนำสาส์นที่อยู่ภายใน คลี่ออกอ่านตามพระบัญชา ข้าพระพุทธเจ้า พญายุทธิษเฐียร ผู้ครองนครสองแคว ขอน้อมกราบถวายบังคม มายัง สมเด็จพระเจ้าติโลกราช องค์พระเป็นเจ้าแห่งโยนกล้านนา ผู้มีพระบรมเดชานุภาพกว้างไกลแผ่ไพศาลไปทั่วทุกทิศานุทิศ ตัวข้าพระพุทธเจ้าแลชาวสองแควทั้งปวงใคร่ขออาศัยพระบารมีของใต้ฝ่าพระบาทเป็นที่พึ่ง ด้วยว่ายามนี้ พระเจ้ากรุงอโยธยาได้กระทำการหักหาญน้ำใจ กดขี่ข่มเหงข้าพระพุทธเจ้าให้ได้รับความเคืองแค้นเป็นอันมาก ข้าพระพุทธเจ้าเห็นว่าในเพลานี้ หามีผู้ใดอีกแล้วที่จักเป็นที่พึ่งพิงแก่ผู้ยากได้นอกจากใต้ฝ่าพระบาท ผู้ทรงธรรมประดุจดังพระโพธิสัตว์ จึงใคร่ขอทรงมีพระเมตตาต่อข้าพระพุทธเจ้า อันเป็นสัตว์ผู้ยาก ผู้หมายหนีร้อนมาพึ่งเย็น ด้วยเทอญ

พระพักตร์ของจอมคนเรียบเฉย ขณะที่รับสั่งถามขึ้นว่า เหตุใด นายของสู จึงเรียกข้าว่า พระเจ้าติโลกราช”

ขอเดชะ พระอาญามิพ้นเกล้า” ขุนศรีรักษากราบทูล ที่นายของข้าพระพุทธเจ้ากล่าวพระนามใต้ฝ่าพระบาทดังนั้น ก็ด้วยหมายที่จักยอพระเกียรติของพระองค์ให้เป็นสมมติเทพเช่นดังพระเจ้ากรุงอโยธยา พระพุทธเจ้าข้า

สมมติเทพ... จอมคนเชียงใหม่ตรัสทวนคำเบาๆ พระเนตรทั้งสองเปล่งประกายพอพระทัย ก่อนจะทรงมีรับสั่งถามอีกฝ่ายหนึ่งว่า แล้วนายของสู ได้รับความเคียดเคืองอันใดจากพญาใต้ จึงหมายมาขอพึ่งพิงข้า

แต่เดิม ก่อนที่พระเจ้ากรุงอโยธยาจะขึ้นครองราชย์ พระองค์เคยเป็นสหายสนิทกับพญายุทธิษเฐียร นายของพระพุทธเจ้า มีคราหนึ่ง พระองค์ทรงเคยประทานคำสัตย์ว่า แม้วันใดขึ้นผ่านพิภพ ก็จักให้พญายุทธิษเฐียรเป็นมหาอุปราชปกครองหัวเมืองฝ่ายเหนือ ทว่าหลังจากที่ทรงครองราชย์แล้ว หาได้ทรงปฏิบัติตามคำสัตย์ไม่ ซ้ำยังมีราชโองการลดศักดิ์ของนายแห่งข้าพระพุทธเจ้าให้เป็นเพียงขุนนาง ทั้งที่นายของข้าพระพุทธเจ้านั้นสืบสายมาจากวงศ์พระร่วงเจ้าผู้ครองแคว้นฝ่ายเหนือสุโขทัยมาแต่เก่าก่อน นายของข้าพระพุทธเจ้าเจ็บช้ำน้ำใจยิ่งนักแลมองมิเห็นว่าจักมีผู้ใดอีกแล้วนอกจากใต้ฝ่าพระบาทผู้ทรงเดชานุภาพ ที่จะเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรได้ อีกฝ่ายกราบทูลตอบ

เมื่อทรงสดับคำกราบทูลของหัวหน้าทูตจากสองแควแล้ว พญาติโลกราชก็ทรงแย้มสรวลอย่างสมพระทัย ก่อนจะทรงมีรับสั่งว่า เอาล่ะ เห็นแก่ที่นายของสูเคารพนบไหว้ในตัวข้า แต่นี้ไป ข้าจักถือเขาเสมือนเป็นลูกคนหนึ่ง แม้นยามใดเดือดร้อนเคืองไหม้ จงออกปากมา ข้ายินดีสนับสนุนช่วยเหลือ สูจงนำความกลับไปแจ้งพญายุทธิษเฐียรดังนี้เถิด

นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณยิ่งแล้ว พระพุทธเจ้าข้า ขุนศรีรักษากราบทูลด้วยสีหน้าที่แฝงความยินดี พญายุทธิษเฐียร นายของข้าพระพุทธเจ้าจักมิลืมเลือนพระเมตตาของใต้ฝ่าพระบาทในครานี้จนชั่วพระชนม์ชีพ

กลับไปแล้ว จงแจ้งแก่นายสูว่า หากมีโอกาส ข้าใคร่พบเขาสักครา เพื่อจักได้ปากจากันจอมคนเชียงใหม่ตรัส

รับด้วยเกล้า พระพุทธเจ้าข้า

พญาติโลกราชทรงละสายพระเนตรจากหัวหน้าทูตและหันไปตรัสเรียกอำมาตย์ผู้หนึ่งหมื่นด้ามพร้า สูจงนำทูตสองแควไปพักยังคุ้มอันจัดเตรียมไว้แลคอยดูอย่างให้ขาดตกบกพร่องอันใดได้

ข้าเจ้าน้อมรับบัญชาอีกฝ่ายถวายบังคมรับ จากนั้นขุนศรีรักษาและคณะทูตจึงกราบถวายบังคมทูลลาก่อนจะตามหมื่นด้ามพร้าออกจากท้องพระโรงไป

************

หลังเสร็จจากออกว่าราชการ พญาติโลกราชทรงประทับพักผ่อนอยู่ภายในพระราชอุทยานริมแม่น้ำปิง พร้อมกับท้าวศรีบุญเรือง ผู้เป็นพระโอรสซึ่งในยามนั้นได้เสด็จจากเชียงรายมาประทับยังเชียงใหม่เป็นเวลาสัปดาห์หนี่งแล้ว

ไหว้สา เจ้าพ่อ ท้าวศรีบุญเรืองกราบทูลขึ้น “การอันพญาสองแควส่งคนถือหนังสือมาขออ่อนน้อมในวันนี้ จักแน่ใจได้อย่างใดว่า มิใช่กลลวงหลอกของชาวใต้

ก่อนนี้ พ่อเคยให้คนสืบลอบเข้าไปยังแดนใต้หลายหน แลยินเรื่องขัดเคืองระหว่างสุโขทัยกับอโยธยามาบ้าง ฉะนั้นพ่อจึงเห็นว่า การมาอ่อนน้อมของพญาสองแควในครานี้ คงมิใช่กลอุบายอันใดพญาติโลกราชตรัส

แต่เราจักวางใจคนที่คิดคดต่อสหายแลนายเดิมเช่นพญาสองแควผู้นี้ได้ละหรือ

แม้นเรามิอาจวางใจคนเยี่ยงนี้ได้ แต่ก็ใช่ว่า ใช้งานอันใดเขามิได้ จอมคนทรงมีรับสั่ง ยามนี้ พญาสองแควหมายพึ่งเราเพื่อเป็นใหญ่ หากใช้สิ่งนี้เข้าล่อ ไหนเลยที่เขาจักมิทำคุณแก่เรา อย่างน้อย ยามใดที่เรายกทัพไปต่อตีกับชาวใต้ พญาสองแx่อมหันเข้าด้วยเราเที่ยงมั่น

เจ้าพ่อกล่าวฉะนี้ หมายความว่า อีกไม่นาน เราจักได้ยกคนศึกไปตีปราบชาวใต้ ใช่หรือไม่สุรเสียงของท้าวศรีบุญเรืองเต็มไปด้วยความกระตือรือล้น

ก็คงอีกมินานเท่าใดดอก ที่เราสองพ่อลูกจักนำทัพลงไปย่ำยังเวียงใต้ด้วยกัน พญาติโลกราชตรัสตอบพลางแย้มพระสรวลขณะที่พระเนตรทั้งสองนั้นเป็นประกายอย่างมุ่งหมาย....

*******************************

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 10 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

541 ความคิดเห็น

  1. #431 yukai (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2556 / 18:17
     ยุคของพระบรมไตรโลกนาถ  อยุธยา อ่อนแอด้านการทหารไปหรือเปล่า
    ถึงแม้ ด้านการปกครองจะเจริยก้าวหน้า
    #431
    0
  2. #400 สิตราณี (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 23 มีนาคม 2556 / 23:47
    แย่ละสิ อโยธยาจะทำไงเนี่ย
    #400
    0
  3. ความเห็นนี้ถูกลบแล้ว :(
  4. #54 oki (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 28 มกราคม 2554 / 16:33

    อยากรู้ว่า พญาสองแคว จะทำอย่างไร ถ้าไม่ได้เป็นมหาอุปราช ช่วยมาลงต่อเร็วๆด้วยนะ

    #54
    0