ศึกรบสองราชันย์

ตอนที่ 19 : บทเรียนของสินเมือง(ปรับปรุง)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 549
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 13 ครั้ง
    30 มี.ค. 61

บนแคร่ใต้ต้นมะเดื่อต้นใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านกว้างขวางดูร่มรื่น เด็กชายหญิงกลุ่มหนึ่งนั่งเล่นอยู่ด้วยกัน โดยมีบ่าวผู้หญิงสองคนคอยดูแลรับใช้อยู่ใกล้ๆเด็กหญิงวัยเกือบเจ็ดขวบ ผิวขาว ไว้ผมจุก หน้าตาน่ารัก ส่งเสียงเจื้อยแจ้ว ขณะที่เด็กชายอีกสองคนซึ่งอยู่ในวัยเจ็ดขวบครึ่งและเก้าขวบ มีสีหน้าที่ไม่ค่อยสนุกด้วยนัก

พี่สินเมือง พี่ทอง กินขนมสิ ดอกแก้วทำเองเจียวนะเด็กหญิงพูดพร้อมกับยื่นถ้วยดินเผาใบเล็กใส่เศษใบไม้ให้

ทองยิ้มให้แม่ค้าตัวน้อย ขณะรับขนม “พี่สินเมือง กินด้วยกันสิ

คนโตกว่าเบ้หน้า “เจ้ากินคนเดียวเหอะ พี่เบื่อเล่นขายของเต็มทีแล้ว

เด็กหญิงหน้าเสีย พี่สินเมืองไม่อยากเล่นกับดอกแก้วแล้วเหรอ

มิใช่ มิใช่ อย่าเพิ่งทำหน้าเช่นนั้นสิสินเมืองรีบบอก

ถ้าพี่เบื่อเล่นหม้อข้าวหม้อแกง เช่นนั้นมาเล่นงูกินหางกันดีไหม ทองออกความเห็น

เล่นมาตั้งหลายหนแล้ว

เช่นนั้น พี่จักเล่นอันใด

สินเมืองนิ่งคิดครู่หนึ่ง พลางหันมองไปยังคอกม้าหลังบ้าน ก่อนที่จะยิ้มน้อยๆ คล้ายนึกอะไรขึ้นมาได้ “พี่ว่าพวกเราไปขี่ม้ากันไหมเล่า เด็กชายลดเสียงพูดเพื่อไม่ให้บ่าวหญิงสองคนที่นั่งอยู่ใกล้ๆได้ยิน

ทองตาโต “จักดีหรือ หากม้ามันพยศ จักบาดเจ็บกันได้หนา

เพลานี้ในคอกมีแต่ลูกม้า ถึงมันพยศขึ้นมา ก็หาน่ากลัวไม่

พวกพี่คุยกันอันใดกันหรือดอกแก้วที่เห็นทั้งสองกำลังกระซิบกระซาบกันถามแทรกขึ้น

อย่าเสียงดังไป สินเมืองหันมาจุ๊ปากกับเด็กหญิง พี่จักชวนเจ้าทองแลเจ้าไปขี่ม้าเล่นที่คอกม้าหลังบ้าน

ดวงตากลมโตเบิกกว้างอย่างตื่นเต้น ดี ดี ข้าอยากขี่ม้ามานานแล้ว

แล้วจักไปกันอย่างไร ในเมื่อมีคนคอยเฝ้าอยู่เช่นนี้ทองตั้งคำถามพลางหันไปยังบ่าวหญิงทั้งสองที่นั่งอยู่

จักยากอันใดสินเมืองยิ้มเจ้าเล่ห์ก่อนหันไปร้องเรียกบ่าวทั้งสองพี่อิ่ม พี่สาย

เจ้าขา คุณหนู

ข้ากับน้องจักเล่นซ่อนแอบ พวกพี่ช่วยเป็นคนหาทีนะเด็กชายบอก

จะดีหรือเจ้าค่ะบ่าวหญิงที่ชื่ออิ่มเอ่ยแย้งขึ้น “บ่าวกลัวว่า คุณหนูจะแอบหนีไปอีกน่ะสิเจ้าคะ

พี่จักขัดใจข้าหรือ เด็กชายแกล้งทำหน้าไม่พอใจ “ดีล่ะ ข้าจักไปฟ้องย่า ว่าพี่แกล้งข้า

พุทโธ่ คุณหนู อีกฝ่ายครวญอย่างยอมจำนน “บ่าวยอมเล่นก็ได้เจ้าค่ะ

ก็เท่านี้แล สินเมืองยิ้มอย่างสมใจ...

  สินเมือง ทองและดอกแก้ว เป็นเพื่อนเล่นกันมาตั้งแต่จำความได้ ด้วยว่าบิดาของสินเมืองคือหมื่นอินทรัตน์ กับบิดาของทองคือหมื่นฤทธิ์โยธา นั้นสนิทสนมกันมานานแล้ว ขณะที่พันเพชรพิชิต บิดาของดอกแก้วนั้น ก็รู้จักคุ้นเคยกับทั้งหมื่นอินท์และหมื่นฤทธิ์ เป็นอย่างดี ด้วยว่าเคยรับราชการในกรมกองเดียวกันมาก่อน

ไม่นาน เด็กน้อยทั้งสามก็สามารถหลบหลีกพวกบ่าวไพร่ได้สำเร็จ ก่อนจะมาปรากฏตัวอยู่ที่คอกม้าหลังเรือน

ตัวใหญ่เช่นนี้ จักขึ้นไปขี่ได้อย่างไรทองออกปาก เมื่อเห็นว่าในคอกมีเพียงม้าสีน้ำตาลแดงขนาดค่อนข้างใหญ่หนึ่งตัวยืนอยู่ด้านในสุดของคอก ไหนพี่สินเมืองว่า มีแต่ลูกม้า อย่างไรเล่า

ถึงมิใช่ลูกม้า ข้าก็ขึ้นขี่ได้ สินเมืองว่า

หากมันพยศ ขึ้นมา จักทำเช่นไร

เลิกกลัวนั่น กลัวนี่ แล้วก็ตามข้ามาได้แล้ว ทั้งสองคนนั่นแล เด็กชายรุ่นพี่พูดตัดบทอย่างนึกรำคาญ พวกเจ้าตามมาเถิด พี่จักทำให้ดูกล่าวจบ คนพูดก็ปีนข้ามคอกม้าเข้าไปทันที

ทองลังเล แต่เมื่อเห็นดอกแก้วมีท่าทางอยากเข้าไปในคอกม้า จึงจำต้องพาเด็กหญิงปีนข้ามไม้กั้นคอกตามเข้าไป

ทว่า ขณะที่สินเมืองเอื้อมมือเข้าไปจับสายบังเหียนม้าที่ถูกผูกเอาไว้นั้นเอง เจ้าม้าก็ถอยหลังอย่างตระหนก ดวงตาเบิกกว้างและพ่นลมหายใจฟืดฟาด ท่าทางของมันดูไม่น่าไว้ใจนัก

ทองรีบกันตัวดอกแก้วออกมา “พี่สินเมือง เด็กชายร้องเรียก “ข้าว่า พวกเราออกไป จักดีกว่า

มิต้องกลัว ข้ารับมือได้ อีกฝ่ายว่าอย่างถือดี ขณะพยายามเหนี่ยวตัวขึ้นไปบนหลังม้า ทว่าเจ้าหน้าขนกลับสะบัดตัวเบี่ยงออก ทำให้เด็กชายเสียหลักล้มลงไปข้างๆ และในจังหวะนั้นเอง เจ้าม้าก็ส่งเสียงร้องอย่างตื่นตระหนก พร้อมกับผงกขาหน้าขึ้นและย่างเท้าเข้าหาเด็กชายหญิงทั้งสองที่ยืนอยู่ห่างออกมา ด้วยท่าทางดุร้าย

สินเมืองดึงบังเหียนม้าเอาไว้เพื่อไม่ให้มันเข้าใกล้เพื่อนทั้งสองพร้อมกับร้องบอกทั้งคู่ให้รีบออกจากคอก ขณะที่ตัวเองโดดขึ้นไปนั่งบนหลังม้าและพยายามทำให้ม้าที่กำลังตื่นตระหนก สงบลง ทว่าเพียงครู่เดียว เด็กชายก็ถูกเหวี่ยงตกลงมาอีกครั้ง แต่ก่อนที่เจ้าม้าจะพุ่งเข้ามาเหยียบ เขาก็รีบลุกขึ้นกระโดดเหยียบไม้กั้นคอกและปีนหนีออกไปได้ทันเวลา

เกือบไปแล้วหนาพี่ ทองออกปาก หลังจากอีกฝ่ายปีนออกมาได้แล้ว

พี่สินเมืองตกม้า เป็นอันใดบ้างหรือไม่ดอกแก้วถามขึ้นอย่างเป็นห่วง เจ็บมากไหม

แผลเล็กน้อย มิเจ็บเท่าใดดอกอีกฝ่ายยิ้มพลางตอบด้วยน้ำเสียงภาคภูมิ

ในเมื่อเจ้ามิเจ็บเท่าใด พ่อก็คงตีเจ้าได้ใช่หรือไม่ เสียงห้าวๆดังขึ้นข้างหลัง ทำเอาเด็กทั้งสามสะดุ้งขึ้นพร้อมกัน

พ่อ!” สินเมืองอุทานอย่างตกใจ เมื่อหันไปเห็นหมื่นอินทรัตน์ ผู้เป็นบิดายืนอยู่กับหัวหมู่เข้ม นายทหารคนสนิท

หมู่เข้ม พาพ่อทองกับหนูดอกแก้ว ไปส่งที่เรือนก่อน ข้ามีเรื่องต้องจัดการกับเจ้าสินเมือง หมื่นอินทรัตน์ หรือ แสนออกคำสั่งกับนายทหารที่ตามมา ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

ขอรับอีกฝ่ายรับคำสั่ง ก่อนจะพาเด็กน้อยทั้งสองเดินออกไปจากบริเวณนั้น

พ่อเคยห้ามไว้แล้วหรือมิใช่ว่า มิให้มาเล่นที่คอกม้านี่แสนหันมายังบุตรชายที่ยืนหน้าละห้อย

จ๊ะ พ่อ อีกฝ่ายตอบเสียงอ่อยๆ

แล้วเหตุใด เจ้ายังฝืนคำสั่งพ่อ

เอ่อ...

เห็นที พ่อคงต้องลงโทษให้หลาบจำเสียบ้างแสนพูดเสียงเครียด แต่พ่อจะไม่ตีเจ้า เหมือนเช่นที่ว่าหรอก

สินเมืองระบายลมหายใจออกอย่างโล่งอก ที่รู้ว่าตัวเองจะไม่ต้องถูกลงหวาย ทว่าประโยคต่อมาที่ผู้เป็นพ่อกล่าวก็ทำให้เด็กชายรู้สึกเหมือนตกวูบจากหน้าผา ก็ไม่ปาน

นับแต่วันนี้ไปยี่สิบวัน เจ้าต้องนั่งสำนึกผิดแลท่องหนังสืออยู่แต่ในเรือน ห้ามก้าวออกจากห้องเด็ดขาด

โธ่ พ่อผู้เป็นลูก ออกปากอุทธรณ์ ด้วยว่า การถูกขังอยู่ในห้องถึงยี่สิบวันนั้น มันทรมานเสียยิ่งกว่าการถูกตีเสียอีก เพราะถูกตีนั้น อย่างดี วันสองวัน ก็หาย แต่โดยกักบริเวณนี่สิ...

หากเจ้าหนีออกมา พ่อจักมิให้ฝึกดาบอีกต่อไปแสนกำชับเด็ดขาด จนเด็กชายไม่กล้าพูดอะไรอีก

ที่พ่อลงโทษเจ้า ก็เพื่อให้เจ้าได้จำเอาไว้แลมิทำเช่นนี้อีกผู้เป็นพ่อกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงที่คลายความเคร่งเครียดลง สินเมือง เจ้าต้องรู้ว่า สิ่งที่เจ้าทำวันนี้ นอกจากทำให้ตัวเองได้รับอันตรายแล้ว เจ้ายังพาเพื่อนๆไปเสี่ยงอันตรายด้วย หากวันนี้ เจ้าทอง หรือดอกแก้วเป็นอะไรไป เจ้าจักชดใช้ความผิดนี้ได้หรือ

เด็กชายนิ่งคิดตามคำบิดาและเกิดรู้สึกผิดขึ้นมา ข้าสำนึกแล้ว พ่อ

แสนตบไหล่บุตรชายเบาๆก่อนพูดว่า เอาล่ะ ไปอาบน้ำแล้วกลับเข้าห้อง ทำตามที่พ่อสั่งได้แล้ว

เมื่อบิดากล่าวจบ สินเมืองก็เดินคอตก กลับไปที่เรือน เพื่อเตรียมตัวรับโทษของตน

********************

ท่ามกลางแสงสุดท้ายของวัน ไพร่พลนับหมื่นโห่ร้อง ก่อนวิ่งกรูกันเข้าหากำแพงไม้ซุงที่พังลงเพราะกระสุนปืนใหญ่  ขณะที่ทหารฝ่ายป้องกันเมืองซึ่งแต่งกายด้วยเสื้อกางเกงย้อมครามโพกผ้าแดงเก็บชายได้ตั้งแนวเพื่อต้านทานข้าศึกที่บุกเข้ามา จากนั้นการรบประชิดตัวก็เริ่มขึ้นอย่างดุเดือด

บนเนินนอกเมือง ทหารราชองครักษ์เชียงใหม่สองร้อยนายจัดกำลังเป็นขบวนรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสสองชั้น เพื่อถวายอารักขาแด่พญาติโลกราชและท้าวศรีบุญเรืองที่ประทับบนหลังม้าศึกทอดพระเนตรการรบเบื้องหน้า

หลังจากพิธีพระศพพระราชมารดาและการสถาปนาวัดอโศการามวิหารเสร็จสิ้นลง พญาติโลกราชได้ทรงว่างเว้นการทำสงครามไประยะหนึ่ง ก่อนที่จะทรงเริ่มทำศึกเพื่อขยายอาณาเขตของล้านนาอีกครั้ง โดยในครั้งนี้ พระองค์ได้เสด็จพร้อมท้าวศรีบุญเรือง นำไพร่พลสองหมื่นสองพันบุกขึ้นเหนือเข้าโจมตีแคว้นเชียงรุ้งสิบสองปันนาของชาวไทลื้อซึ่งตั้งอยู่ติดพรมแดนมณฑลยูนนานทางใต้ของจีน

ทัพเราหักเวียงได้แล้ว เจ้าพ่อ ท้าวศรีบุญเรืองกราบทูลหลังทรงเห็นทหารเชียงใหม่บุกเข้าเมืองได้

ดี สีพระพักตร์ของจอมคนเรียบเฉย มีเพียงพระเนตรที่เป็นประกายอย่างพอพระทัย ครานี้แล ฝูงไทลื้อคงได้รู้เห็นแล้วว่า ทัพนครพิงค์นั้นเข้มแข็งเกรียงไกรเพียงใด

ทัพเราหักด่านฝ่ายมันได้สิ้นแล้วฉะนี้ วันพรุ่ง ข้าเจ้าขออาสายกทัพไปตีเชียงรุ้งมาแทบบาทเจ้าพ่อ

ยังก่อน” พญาติโลกราชตรัส ปราการเชียงรุ้งแน่นหนานัก ทั้งอยู่ไกล เส้นทางเป็นขุนเขาทุรกันดาร หากยกพลไป คงลำบากได้ยาก เรื่องข้าวปลาอาหาร แลอีกอย่าง พ่อใคร่ให้โอกาสชาวลื้อส่งคนมาปากจากับเรา เผื่อว่านครพิงค์อาจได้ชัยโดยมิต้องรบอีก

เจ้าพ่อคิดว่า เจ้าหอคำไทลื้อ จักยอมจำนนฤา

เพียงสิบวัน ทัพเราก็หักเอาเวียงฝ่ายเขาได้ถึงสี่เวียง ฉะนี้เจ้าหอคำเชียงรุ้งก็คงพอรู้แล้วกระมังว่า ยังขืนสู้ฝ่ายเราต่อไปอีกได้หรือไม่จอมคนแห่งล้านนาทรงรับสั่งก่อนจะแย้มพระสรวลเล็กน้อย...

สิบวันต่อมา ก็มีทูตชาวไทลื้อถือหนังสือเจ้าหอคำผู้ครองแคว้นเชียงรุ้ง เดินทางมายังค่ายหลวงของกองทัพเชียงใหม่ และขอยอมจำนนเป็นเมืองออกต่อโยนกล้านนา  การนี้ทำให้พญาติโลกราชทรงพอพระทัยเป็นอย่างยิ่งที่สามารถกำราบแคว้นเชียงรุ้งลงได้ในเวลาไม่นานและทำให้อาณาเขตของล้านนาแผ่กว้างยิ่งขึ้นไปอีก

ขณะที่ทางเชียงใหม่กำลังแผ่ขยายแสนยานุภาพอย่างต่อเนื่องอยู่นั้นเอง ทางด้านอโยธยา สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถก็ทรงพยายามหาวิธีที่จะปรับปรุงราชอาณาจักรให้มีความมั่นคง เข้มแข็งยิ่งกว่าแต่ก่อน

ทั้งนี้ นับแต่ทรงขึ้นครองราชย์ พระบรมไตรโลกนาถเคยทรงมีพระราชดำริว่า การบริหารราชการแผ่นดินของอโยธยานั้นยังหละหลวมและส่งผลให้อาณาจักรไม่มั่นคงเท่าที่ควร จึงทรงมีพระประสงค์ที่จะปฎิรูปการปกครองเพื่อให้เกิดความมั่นคงยิ่งขึ้น ทว่าในช่วงแรกที่ครองราชย์ พระองค์จำเป็นต้องได้รับความเชื่อมั่นจากเหล่าขุนนางและเชื้อพระวงศ์ให้มากพอเส จึงยังมิได้ทรงทำตามที่เคยดำริไว้ จนกระทั่งเวลาผ่านไปหลายปีและความมั่นคงในพระราชอำนาจของพระองค์มีมากพอแล้ว จอมคนจึงทรงนำพระราชดำรินี้เข้าสู่ที่ประชุมขุนนาง....

เช้าวันหนึ่ง สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถได้ทรงมีพระดำรัสถึงพระประสงค์ที่จะปรับปรุงการบริหารราชการแผ่นดินของอโยธยาต่อเหล่าขุนนางที่มาเข้าเฝ้าอยู่ภายในท้องพระโรงของพระที่นั่งสรรเพชญ์มหาปราสาท อันเป็นสถานที่ซึ่งพระองค์ใช้สำหรับออกว่าราชการ

สำหรับพระที่นั่งสรรเพชญ์มหาปราสาทนี้ สมเด็จพระบรมโตรโลกนาถได้ทรงโปรดฯให้สร้างขึ้นหลังขึ้นครองราชย์ได้ไม่นาน โดยโปรดฯให้สร้างพร้อมกับพระที่นั่งเบญจรัตนมหาปราสาท นอกจากพระที่นั่งทั้งสองแล้ว พระองค์ยังทรงให้นำพื้นที่ส่วนหนึ่งของพระบรมมหาราชวังทำเป็นวัดพระศรีสรรเพชญ์อีกด้วย

แม้ยามนี้บ้านเมืองสงบไร้ศึกสงคราม แต่ก็ใช่ว่านอนใจได้ ด้วยเพลานี้ เชียงใหม่ได้แผ่อำนาจไปยังหัวเมืองใกล้เคียงอย่างต่อเนื่อง ส่วนด้านใต้นั้นเล่า มะละกาที่เคยอ่อนน้อม ก็เริ่มแสดงท่าทีเป็นปรปักษ์คิดแข็งข้อ ข้าจึงเห็นว่า เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งแก่อโยธยาให้เป็นที่ยำเกรงแก่แว่นแคว้นรอบข้าง จึงสมควรต้องปรับเปลี่ยนการบริหารราชการแผ่นดินอันมีมาแต่เดิมเสียใหม่หลังจากทรงมีพระดำรัสแล้ว สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถก็ทรงรับสั่งเป็นเชิงหยั่งเสียงกับเหล่าขุนนางว่า พวกท่านทั้งหลายมีความเห็นในเรื่องนี้เช่นไร

ข้าพระพุทธเจ้าเห็นพ้องด้วยพระราชดำรัสขุนมหาเสนากราบทูลขึ้น อันราชการแผ่นดินอโยธยาแต่เดิมนั้นค่อนข้างหละหลวม ทั้งการดูแลหัวเมืองต่างๆก็ยังมิถ้วนทั่ว จึงสมควรต้องแก้ไขเสียใหม่

ข้าพระพุทธเจ้าก็เห็นพ้องด้วยเช่นกัน ขุนคลังกราบทูลเสริม ยามนี้ อโยธยามีอาณาเขตกว้างไกลแลผู้คนก็มากกว่าแต่ก่อน ทั้งมีการค้ากับต่างเมืองเพิ่มขึ้น หากยังคงใช้วิธีบริหารงานแผ่นดินเช่นเดิม คงไม่เหมาะสมอีกต่อไป

จอมคนทรงรับสั่งถามขุนนางคนอื่นๆในที่ประชุม ยังมีผู้ใด มีความเห็นอื่นอีกบ้างหรือไม่

ข้าพระพุทธเจ้าเห็นพ้องด้วย พระพุทธเจ้าข้า เหล่าขุนนางที่ต่างเหลือกราบทูลตอบ

ในเมื่อทุกท่านเห็นด้วย เช่นนั้นข้าจักให้เหล่านักปราชญ์ราชบัณฑิตร่วมกันหารือเพื่อปรับปรุงราชการแผ่นดินอโยธยาให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นพ่ออยู่หัวทรงมีพระราชบัญชา

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 13 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

541 ความคิดเห็น

  1. #430 yukai (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2556 / 18:00
    อ่านเรื่องนี้ ได้ความรู้เยอะเลยหล่ะ
    #430
    0
  2. #398 Hideyuki (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 21 มีนาคม 2556 / 14:14
    น่าติดตามว่า การปฎิรูปของพระบรมไตรโลกนาถจะเป็นอย่างไรต่อไป
    #398
    0
  3. #397 purisawat (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 20 มีนาคม 2556 / 15:27
    ได้ทั้งบันเทิง ทั้งความรู้ ครบเครื่องจริงๆเรื่องนี้
    #397
    0
  4. #396 พินิจอักษรา (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 20 มีนาคม 2556 / 12:46
    นึกว่าจะถูกไม้เรียวเสียแล้วนะ สินเมือง
    #396
    0
  5. #395 rinrana (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 19 มีนาคม 2556 / 20:54
    เหมือนที่เคยอ่านเจอในหนังสือเลย ข้อมูลแน่นจริงๆ
    #395
    0
  6. #394 กระบี่ใจเดียว (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 19 มีนาคม 2556 / 18:32
    เชียงใหม่แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆแบบนี้เห็นทีอโยธยาจะเจอศึกหนักซะแล้ว
    #394
    0
  7. #393 สิตราณี (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 18 มีนาคม 2556 / 22:34
    สินเมืองนี่ ชอบหาเรื่องเดือดร้อนจริงๆ โดนดีจนได้
    #393
    0