ศึกรบสองราชันย์

ตอนที่ 18 : เรื่องหมองใจ(ปรับปรุง)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 491
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    30 มี.ค. 61

ควันไฟลอยอ้อยอิ่ง ร่างไร้ชีวิตของนักรบล้านช้างนอนเกลื่อนกลาดบนเชิงเทินและบริเวณพื้นดินโดยรอบ ขณะที่ธงรบของล้านนาถูกนำมาปักเรียงรายตามแนวกำแพงเมือง

พญาติโลกราชในฉลองพระองค์เกราะเกล็ดลงลายทอง ทรงม้าศึกร่างกำยำขนสีดำสนิทเสด็จนำหน้ากองทหารม้าราชองครักษ์ตรงมายังซุ้มประตูเมืองที่ถูกทำลายยับเยินด้วยกระสุนปืนใหญ่ พระพักตร์จอมคนเชียงใหม่แสดงความพอพระทัยขณะทรงทอดพระเนตรธงรบบนแนวเชิงเทิน

ไหว้สาเจ้าพ่อท้าวศรีบุญเรืองที่รอรับเสด็จพร้อมเหล่าขุนทัพอยู่ที่ซุ้มประตู ยอหัตถ์ขึ้นใส่เกล้าก่อนกราบทูลว่า “ยามนี้ ข้าเจ้าหักเชียงคืนได้แล้ว ส่วนเชลยทั้งหลาย ข้าเจ้าให้ต้อนไปไว้ยังลานใจเวียง ขอเจ้าพ่อไปตรวจนับ

สูเก่งนัก พญาติโลกราชตรัสชม ใช้เพลาเพียงสองวันก็หักเวียงได้ นับว่าน้อยกว่าที่พ่อคาดไว้เสียอีก

ที่ทำได้เช่นนี้ ก็ด้วยเจ้าพ่อสอนสั่ง

พระบิดาทรงพระสรวลอย่างสบพระทัย พ่อภูมิใจนัก ที่มีสูเป็นลูก

ทัพเรายึดเชียงคืนได้แล้วฉะนี้ เจ้าพ่อจักให้ยอคนสู่หลวงพระบางเมื่อใดเจ้าชายหนุ่มกราบทูลถาม

มิต้องรีบร้อน ให้เหล่าคนรบได้พักสักสองสามวัน จากนั้นจึงค่อยเคลื่อนพลต่อจอมคนรับสั่งตอบ

หลังอาณาจักรอโยธยามีการผลัดแผ่นดิน สงครามระหว่างศรีอโยธยากับนครพิงค์ก็เว้นว่างไปหลายปี พญาติโลกราชได้ทรงใช้เวลานี้บำรุงกองทัพจนเข้มแข็ง จากนั้นจึงเสด็จพร้อมท้าวศรีบุญเรือง ผู้เป็นพระโอรสนำทัพไปโจมตีอาณาจักรศรีสัตตนาคนหุตล้านช้างร่มขาวและสามารถตีได้เมืองขรองหลวงกับเชียงคืน

ทว่ายังมิทันที่จอมคนเชียงใหม่จะทรงเคลื่อนทัพต่อเพื่อไปโจมตีนครหลวงพระบาง เมืองหลวงของล้านช้าง พระองค์ก็ทรงได้ทราบข่าวร้ายจากนครพิงค์ว่า พระราชมารดาของพระองค์ได้สิ้นพระชนม์ลง พญาติโลกราชจึงเสด็จนำทัพกลับนครพิงค์เพื่อปลงพระศพพระราชมารดา โดยทรงโปรดให้ประกอบพิธีพระศพที่ป่าแดงหลวง เชิงดอยสุเทพ อันเป็นสถานที่เดียวกับที่ทำพิธีพระบรมศพ พญาสามฝั่งแกน จากนั้น หลังพีธีพระศพแล้ว พญาติโลกราชก็ทรงโปรดฯให้สถาปนาป่าแดงหลวงเป็น พระอาราม โดยใช้ชื่อว่า วัดอโศการามวิหาร

************************

บนต้นมะม่วงต้นใหญ่ สินเมือง เด็กชายวัยเกือบเก้าขวบนั่งห้อยขาอยู่บนกิ่งสูงอย่างสบายอารมณ์ ขณะที่บ่าวหญิงหลายคนวุ่นวายอยู่ข้างล่าง

คุณหนู คุณหนูเจ้าขาหญิงเหล่านั้นร้องเรียก อยู่ไหน เจ้าค่ะ

ตัวต้นเรื่องมองคนที่วิ่งไปมาบนพื้น พลางยิ้มอย่างไม่เดือดร้อน กิจกรรมโปรดที่สุดของเด็กชายก็คือการหาเรื่องปวดหัวให้พวกบ่าวไพร่นี่แหละ

นี่กระไรกัน เสียงหญิงสูงวัยผู้หนึ่งดังขึ้น “พวกเอ็ง ยังหาหลานข้ามิพบอีกรึ

พวกบ่าวหากันมาแต่เพลแล้วเจ้าค่ะนายแม่ แต่มิรู้ว่าคุณหนูไปอยู่เสียที่ใดหนึ่งในกลุ่มบ่าวตอบด้วยน้ำเสียงเกรงกลัว

นังพวกนี้เลี้ยงเสียข้าวสุกนักหญิงผู้นั้นว่า รีบไปหาให้เจอเชียว หากชักช้า พวกเอ็งได้หลังลายกันทั่วหน้าแน่

สินเมืองมองผ่านช่องใบไม้พลางอมยิ้ม ย่าของเขาก็ทำดุไปอย่างนั้นเอง เอาเข้าจริง ก็ยังมิเคยเห็นท่านจะลงหวายผู้ใด

เด็กชายรอกระทั่งไม่เห็นใครอยู่แถวนั้น จึงเลื่อนตัวลงจากต้นไม้อย่างรวดเร็วแล้วเข้าแอบหลังพุ่มไม้ ก่อนแฝงตัวเพื่อลอบขึ้นไปบนเรือน ทันใดนั้น ก็มีมือข้างหนึ่งมาจับไหล่จนสะดุ้งเฮือก

พ่อ!” เขาอุทานเมื่อหันมาเห็น

หมื่นอินทรัตน์หรือแสนนิ่วหน้ามองบุตรชาย “เจ้ามาทำอันใดอยู่ตรงนี้ นี่มิใช่เวลาฝึกเขียนหนังสือดอกหรือ

ลูก..เอ่อ...

แอบหนีย่าลงมาอีกแล้วหรือมิใช่

ลูกหาได้แอบหนีไม่ เด็กชายกล่าวแก้ หากกำลังฝึกกำบังกายต่างหาก

“แก้ตัวน้ำขุ่นๆ คิดว่าตัวเป็นเสือหมอบแมวเซาหรืออย่างไร จึงมาซุ่มซ่อนเช่นนี้

ก็ลูกเบื่อหัดอ่านเขียนท่องบ่นตำราแล้วนี่นา สินเมืองบอกพลางทำหน้าเบ้ “เช้าก็ต้องไปเรียนกับท่านพระครู บ่ายยังต้องกลับมาท่องบ่นที่บ้านอีก มิเห็นสนุกที่ตรงไหน สู้ฝึกดาบฝึกมวยก็มิได้

เกิดเป็นชาย มิร่ำเรียนเขียนอ่าน โตไปจักหาความก้าวหน้าใส่ตัวได้เยี่ยงไร

แต่ข้าใคร่เป็นขุนทหารเยี่ยงพ่อ แล้วเหตุใดต้องขยันอ่านเขียนด้วย แค่ฝึกดาบฝึกมวยก็พอแล้ว

รู้แต่วิชาอาวุธ ไม่รู้หนังสือ ถึงเป็นทหาร ก็เป็นได้แต่ไพร่เลว ไหนเลยได้เป็นขุนทัพนายกองหมื่นอินทรัตน์กล่าวกับลูก หากมิรู้หนังสือ แล้วเจ้าจักอ่านตำราพิชัยสงครามได้หรือ

พิชัยสงครามคืออันใด

เป็นวิชาว่าด้วยการรบทัพจับศึก ผู้ใดเป็นขุนทหารก็ต้องเรียนต้องรู้

ข้าใคร่เรียนบ้าง

เช่นนั้น เจ้าก็ต้องอ่านหนังสือให้แตกฉานคนเป็นพ่อพูด ถ้าเจ้ารู้หนังสือแตกฉานเมื่อใด พ่อจักเอามาให้อ่าน

ถ้าอย่างนั้น ข้าจักตั้งใจเรียนอย่างที่พ่อบอกเด็กชายบอกพร้อมกับยิ้ม จักได้อ่านพิชัยสงครามบ้าง

แสนยิ้มให้กับผู้เป็นบุตร

********************

ยามเช้า ที่ตลาดริมลำน้ำน่านในเมืองสองแคว ผู้คนจำนวนมากจับจ่ายซื้อหาข้าวของ บ้างต่อรองราคากับพ่อค้าแม่ขาย ซึ่งมีทั้งที่ผูกเรือแพอยู่ริมน้ำและตั้งแผงค้าอยู่บนฝั่ง เรือใหญ่น้อยล่องข้ามไปมาระหว่างสองฝั่งน้ำ ซึ่งไหลผ่านตัวเมือง ถัดจากตลาด มีเรือนแพนับร้อยอันเป็นที่อยู่อาศัยของผู้คน เรียงรายตามริมน้ำ

                ที่อีกฝั่งของลำน้ำน่าน บนศาลาไม้สักหลังใหญ่ที่ปลูกยื่นลงไปในน้ำ พญายุทธิษเฐียรประทับยืนพลางทอดพระเนตรไปยังฝั่งตรงข้าม โดยมีขุนศรีรักษานั่งกึ่งหมอบบนพื้น คอยถวายรับใช้อยู่ใกล้ๆ

ขุนศรีรักษา เจ้านครสองแควทรงหันมาตรัสกับขุนนางคนสนิท ของป่าอันส่งไปอโยธยา จัดได้ครบหรือยัง

ยังขาดนอระมาด(1) กับครั่ง(2) แลสมุนไพรหายากบางอย่าง พระเจ้าข้า ด้วยปีนี้ อโยธยาต้องการของพวกนี้มากกว่าปีก่อน จึงยังหามาได้มิพอ คงต้องอีกสักห้าหกวัน จึ่งครบตามเขาเรียกมา อีกฝ่ายทูลตอบ

ส่วยปีก่อนๆ ก็หนักอยู่ มาปีนี้ อโยธยายังเรียกเพิ่มอีกหรือ

ข้าพระองค์ยินมาว่า หัวเมืองฝ่ายเหนืออื่นๆก็ถูกเรียกส่วยของป่าเพิ่มขึ้นเช่นกัน ด้วยว่ายามนี้มีสำเภาจากเมืองแขก เมืองจีนแลริวกิว เข้ามาค้าขายมากกว่าแต่ก่อน จึงทำให้ทางอโยธยาต้องการของป่าไปขายมากขึ้นด้วย

เมืองล่างเรียกส่วยเพิ่มฉะนี้ ผู้คนฝ่ายเราคงลำบากขึ้นไปด้วยสินะ

มีบ้างพระเจ้าข้า ขุนศรีรักษาทูลตอบ แต่เพิ่มส่วย ก็ดีกว่าถูกเกณฑ์แรงงานหรือไปออกศึก ดังเช่นขุนหลวงองค์ก่อน

สีพระพักตร์ของเจ้านครสองแควเข้มขึ้น ยิ่งนานวัน ข้าก็อดคิดมิได้ว่า อโยธยา เห็นเมืองเหนือเพียงข้าช่วงใช้ จักเรียกเอาอันใดอย่างใดก็ได้ตามแต่ใจพระองค์รับสั่งด้วยสุรเสียงขุ่นมัว

อาจเป็นด้วยยามนี้ เมืองเหนือไม่มีพระมหาอุปราชดูแล จึงไม่มีผู้ใดเป็นปากเสียง ต่อรองกับอโยธยา ขุนนางคนสนิทลอบสังเกตผู้เป็นนายครู่หนึ่ง ก่อนจะทูลต่อ พญาเจ้าก็ทรงสนิทสนมกับองค์เหนือหัวมาแต่ครั้งยังมิได้ทรงครองราชย์ พระองค์น่าจักทรงกราบทูลขอให้องค์เหนือหัวทรงแต่งตั้งพระองค์เป็นพระมหาอุปราช เพื่อให้เมืองเหนือทั้งปวงมีผู้คุ้มครองแลเป็นปากเป็นเสียงให้ดังแต่ก่อน

ที่จริง เมื่อครั้งที่ยังมิได้ทรงขึ้นครองราชย์ พ่ออยู่หัวได้ทรงประทานสัญญาไว้ว่า จักแต่งตั้งข้าเป็นมหาอุปราช พญายุทธิษเฐียรตรัสพลางถอนพระทัย แต่จนถึงวันนี้ ก็หาได้มีวี่แววว่าจะทรงแต่งตั้งข้าดังที่ทรงเคยสัญญาเอาไว้ไม่

พระองค์เคยกราบทูลถามถึงสัญญาดังกล่าวกับพ่ออยู่หัวหรือไม่ พระเจ้าข้าขุนศรีทูลถาม

ข้าเคยกราบทูลไปแล้ว หากแต่พ่ออยู่หัวทรงรับสั่งว่า การอันมิทรงตั้งข้าเป็นอุปราช ก็ด้วยขุนนางผู้ใหญ่หลายคนไม่เห็นชอบ จึงมิอาจทรงทำตามสัญญาได้ เจ้าชายแห่งวงศ์พระร่วงตรัส แต่ยามนี้ ข้าสงสัยว่า แม้พ่ออยู่หัวเองก็คงไม่ทรงมีดำริที่จะแต่งตั้งข้า หาไม่ ลำพังความเห็นของขุนนางไม่กี่คน เหตุใดจะทรงโต้แย้งมิได้”

หรืออาจเป็นด้วย พ่ออยู่หัวฝทรงเห็นว่า หากแต่งตั้งพระองค์เป็นมหาอุปราช จักทำให้เชื้อสายวงศ์พระร่วงเจ้ามีอำนาจเข้มแข็งมากขึ้น จนสั่นคลอนอำนาจของราชวงศ์สุพรรณภูมิในภายหน้าก็เป็นได้

พญายุทธิษเฐียรทรงหันมารับสั่งถามด้วยพระเสียงเข้ม เจ้าพูดเช่นนี้ หมายความว่า เพลานี้ พ่ออยู่หัวทรงระแวงข้าแลราชวงศ์พระร่วง กระนั้นหรือ

หามิได้ ข้าพระพุทธเจ้าเพียงแต่สันนิษฐานตามเหตุการณ์เท่านั้นขุนศรีรักษา รีบทูลตอบ

ข้าหวังให้ข้อสันนิษฐานของเจ้าไม่เป็นความจริงพระเนตรของเจ้านครสองแควเป็นประกายแข็งกร้าว การอันพ่ออยู่หัวมิทรงแต่งตั้งข้าเป็นมหาอุปราชตามที่ทรงประทานสัญญาไว้นั้น ข้าก็ยังพอทนได้ แต่หากวันหน้า พ่ออยู่หัวทรงกระทำสิ่งใดที่เป็นผลร้ายต่อราชวงศ์พระร่วงเจ้าแล้วไซร้ ข้าจักไม่ยอมอยู่เฉยเป็นแน่

**********************

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

541 ความคิดเห็น

  1. #429 yukai (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2556 / 17:46
    ยุ แยง ตะแคงรั่ว
    #429
    0
  2. #392 สิงขรลักษณ์ (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 16 มีนาคม 2556 / 22:27
    กำลังเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆนะครับ สำหรับ ศึกรบ ยังไงก็ขอกำลังใจกันด้วยนะครับ
    #392
    0
  3. #304 haha (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 26 กรกฎาคม 2555 / 21:21
    เศร้าๆจังตอนนี้
    #304
    0