ศึกรบสองราชันย์

ตอนที่ 13 : อวสานนครน่าน(ปรับปรุง)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 562
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 13 ครั้ง
    30 มี.ค. 61

ภายในคุ้มหลวงนครน่าน พญาแก่นท้าวทรงตกพระทัยเป็นอย่างยิ่ง หลังทราบข่าวว่าทัพอโยธยาล่าถอยกลับไปแล้ว และในเวลานี้ กองทัพเชียงใหม่กำลังมุ่งหน้ามายังเมืองน่าน

อโยธยาพ่ายไปแล้ว พญาติโลกราชคงมิละเว้นข้าเป็นแน่เจ้านครน่านรับสั่งอย่างปริวิตก นี่ข้าควรทำฉันใดดี

ท้าวผาแสงทรงมองผู้เป็นลุง ก่อนทูลขึ้นว่า “แม้ทัพใต้จักพ่ายไป แต่เวียงเรายังมีคนรบถึงหมื่นสอง ทั้งข้าวปลาก็มากอยู่ ข้าเจ้าเชื่อว่า คงพอรับศึกได้

 “แล้วสูคิดว่า จักต้านไว้ได้นานเพียงใด

อีกสองเดือน ก็เข้าหน้าฝน ข้าเจ้าคิดว่า หากรักษาเวียงได้ถึงยามนั้น ทัพเชียงใหม่คงล่าถอยกลับไปแน่

พญาติโลกราชคงมิปล่อยให้เวียงเรารอดได้ถึงยามนั้นดอก สูเอย

เช่นนั้นเจ้าลุงจักทำฉันใด

ข้าจักส่งคนถือสาส์นไปขอให้ล้านช้างยกพลมาช่วย แม้ต้องเป็นเวียงออกเขา ก็คงต้องยอมพญาแก่นท้าวตรัสตอบก่อนจะทรงถอนพระทัย...

*****************

ยามบ่าย บนทางเกวียนกลางทุ่ง ชายฉกรรจ์สองคนแต่งกายรัดกุมควบม้าสองตัววิ่งห้อตะบึงมาอย่างรวดเร็ว

ลูกธนูสองดอก พุ่งออกจากพงหญ้า เสียบร่างทั้งสองคน จนตกลงมากลิ้งบนพื้น ขณะที่ม้าสองตัวยังคงวิ่งต่อไปอีกระยะหนึ่งโดยปราศจากคนขี่ ก่อนหยุดยืนเล็มหญ้าอยู่ข้างทาง

ชายสามคนสวมชุดดำ คาดหน้าผากด้วยแผ่นหนังเสือสะพายธนู เดินมาที่ร่างของชายเคราะห์ร้ายทั้งสอง คนแรกสิ้นลมแล้วด้วยถูกลูกธนูเสียบทะลุลำคอ ขณะอีกคนยังหายใจรวยรินโดยมีลูกธนู ปักคาอยู่ที่ชายโครงด้านซ้าย

ผู้มาใหม่ทั้งสามหยุดอยู่ที่ร่างของชายที่ยังไม่ตาย หนึ่งในนั้น คุกเข่าลงและดึงมีดที่เหน็บเอวขึ้นมา ก่อนปาดเข้าที่ลำคอของคนเจ็บจนอีกฝ่ายขาดใจตาย จากนั้นจึงหยิบกระบอกสาส์นที่ผูกกับศพออกไป....

ชะรอยพญาแก่นท้าวคงคิดว่าล้านช้างจักมาช่วยมันได้กระมังพญาติโลกราชทรงรับสั่งขึ้นหลังทอดพระเนตรสาส์นที่หมื่นหางช้างนำมาถวาย “แล้วยามนี้ เหตุการณ์ เป็นเช่นใดบ้าง หมื่นหางช้าง”

“พญากาวให้ท้าวผาแสงนำพลหกพันมาตั้งค่ายนอกเวียงห้าร้อยเส้นเพื่อขวางทัพเรา แลได้เรียกคนขึ้นเฝ้ากำแพงเวียงทุกด้าน ทั้งเร่งกวาดผู้ข้าวปลาอาหารเข้าในเวียงเพื่อเตรียมรับศึกหมื่นหางช้างกราบทูลรายงาน

ไหว้สา เจ้าพ่อ ท้าวศรีบุญเรืองกราบทูลขึ้น “ชาวน่านคงหมายรักษาเวียงจนกว่าทัพลาวยกมาช่วย หรือมิเช่นนั้น พวกมันก็อาจคิดว่าจักรอจนถึงหน้าฝน แลทัพเราก็คงต้องถอยกลับไป

จอมคนแย้มสรวลเล็กน้อย แล้วสูคิดหรือ ว่าพญาแก่นท้าวจักรักษาเวียงไว้ได้ จนถึงยามนั้น

ข้าเจ้าคิดว่า เจ้าพ่อคงมิยอมให้พวกมันทำเยี่ยงนั้นได้แน่

แทนคำตอบ พญาติโลกราชทรงหันไปยังหมื่นหางช้างและตรัสถามว่า สูได้ให้เหล่าสมิงดำทำการดังข้าสั่งไปหรือไม่

เพลานี้ ข้าเจ้าได้ส่งนักรบสมิงดำปลอมตัวปะปนกับชาวบ้านเข้าไปในเวียงแล้วหมื่นหางช้างกราบทูล

ดีมาก ยามใดที่ทัพเราเข้าหักเวียง พวกมันจักช่วยไขประตูเวียงให้จอมคนรับสั่งอย่างพอพระทัย

         รุ่งขึ้น พญาติโลกราชทรงให้ท้าวศรีบุญเรืองนำพลหนึ่งหมื่นยกไปตีค่ายของท้าวผาแสง ทัพเชียงใหม่เข้าตีสองวันสองคืนติดกัน ฝ่ายท้าวผาแสงพยายามรบอย่างเต็มกำลัง แต่น้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ จึงแตกพ่ายล่าถอยกลับเข้าเมือง  จากนั้นพญาติโลกราชจึงให้กองทัพทั้งหมดเคลื่อนกำลังเข้าล้อมเมืองน่าน

********************

         ปืนใหญ่ร่วมร้อยแผดเสียงกึกก้อง ลูกกระสุนหินจำนวนมากพุ่งกระแทกกำแพงเมืองและปลิดชีวิตไพร่พลบนกำแพง ก่อนที่กองทัพเชียงใหม่จะบุกเข้าโจมตีเมืองน่าน ไพร่พลชาวเมืองพยายามต้านทานด้วยสรรพวุธนานา ทั้งธนู ลูกดอก หอกซัด แหลนหลาว ตลอดจนกรวดทรายคั่วร้อนและน้ำมันเดือดที่เทราด ยามทหารข้าศึกใช้บันไดพาดกำแพงเมืองปีนขึ้นมา กระนั้นก็ไม่อาจหยุดยั้งความเหี้ยมหาญของฝ่ายเชียงใหม่เอาไว้ได้

หลังกองทัพเชียงใหม่ยกมาถึงเมืองน่าน พญาติโลกราชได้ให้คนนำสาส์นที่เมืองน่านส่งไปขอความช่วยเหลือจากล้านช้าง คืนให้แก่พญาแก่นท้าว พร้อมกับให้ยิงธนูจำนวนมากซึ่งผูกหนังสือแจ้งแก่ชาวเมืองว่า ไม่มีทัพใดยกมาช่วยได้อีก ความพ่ายแพ้ของกองทัพท้าวผาแสง ประกอบกับข้อความจากหนังสือที่ข้าศึกส่งมา ทำให้ขวัญและกำลังใจในการสู้รบของชาวเมืองลดต่ำลงเป็นอันมาก

ท่ามกลางความชุลมุนของการสู้รบ ก็ปรากฏชายฉกรรจ์กลุ่มหนึ่งเข้าไปฟาดฟันทหารชาวน่านที่เฝ้าประตูตะวันออกจนล้มตายสิ้นและเปิดประตูเมือง ทำให้ทหารโยนกบุกเข้าเมืองราวกับน้ำหลาก

นายกองผู้หนึ่งวิ่งขึ้นมาบนเชิงเทิน อันพญาแก่นท้าวประทับบัญชาการศึกอยู่ ก่อนกราบทูลด้วยน้ำเสียงระร่ำระลักว่า ไหว้สา พญาเจ้า ยามนี้ทัพเชียงใหม่บุกเข้าประตูตะวันออกมาแล้ว จักให้ทำฉันใดดี

พระเนตรของเจ้านครน่านเบิกกว้างอย่างตกพระทัย ประตูด้านนั้นแข็งแรงแน่นหนา พวกมันเข้ามาได้เยี่ยงไร

ข้าแต่พญาเจ้า มีไส้ศึกกลุ่มหนึ่งฆ่าคนรบฝ่ายเราแลเปิดประตูเวียงให้ทัพยวนเข้ามาอีกฝ่ายกราบทูลตอบ

แล้วผาแสงเล่า ยามนี้อยู่ที่ใด

เจ้าแกมเมือง(3)นำคนรบไปต้านศึกยังประตูตะวันออก หากข้าศึกมากนัก จึงยังขับออกไปมิได้

พญาแก่นท้าวทรงนิ่งไปครู่หนึ่ง สายพระเนตรมองไปยังกองทัพมหาศาลของข้าศึกที่อยู่เบื้องหน้า ก่อนจะทรงเม้มพระโอษฐ์อย่างผู้ที่ตัดสินใจบางอย่าง

สูจงรีบไปแจ้งหลานข้า ให้เขาไปพบข้ายังคุ้มหลวงบัดเดี๋ยวนี้เจ้านครน่านตรัสสั่งนายทัพผู้นั้น ก่อนจะเสด็จลงจากเชิงเทินไปอย่างรวดเร็ว...

เจ้าลุงจักทิ้งเวียงหรือเจ้าผาแสงอุทานเมื่อได้ยินรับสั่งของผู้เป็นลุง

หากมิทำเช่นนั้น เห็นทีเราคงมิพ้นมือพญาเชียงใหม่แน่พญาแก่นท้าวตรัสด้วยสุรเสียงหวาดหวั่น

อีกฝ่ายเชิดพักตร์ขึ้น หากเจ้าลุงใคร่หนีก็ไปเถิด ตัวข้านั้นขอยอมตาย ดีกว่าทิ้งเวียง

เจ้าปากเยี่ยงนี้ หาว่าข้าเป็นคนขลาดกระนั้นหรือ

หามิได้ เพียงแต่เมื่อเจ้าลุงเลือกที่จักรักษาชีวิตตนไว้ ข้าเจ้าเองก็ขอเลือกรักษาศักดิ์ศรีของตนเองเช่นกัน กราบทูลจบท้าวผาแสงก็ผลุนผลันออกไปจากคุ้มหลวงทันที โดยมิฟังเสียงรับสั่งเรียกของพญาแก่นท้าวอีก...

รุ่งเช้าของวันต่อมา ทัพเชียงใหม่ก็ยึดเมืองน่านได้สำเร็จ บรรดาทหารและชาวเมืองที่รอดตายถูกกวาดต้อนมารวมกันไว้ยังลานกว้างกลางเมืองโดยมีทหารเชียงใหม่เป็นผู้ควบคุม

ในคุ้มหลวงนครน่าน พญาติโลกราชประทับนั่งบนบัลลังก์เจ้านครพลางทอดพระเนตรเชลยคนสำคัญที่อยู่เบื้องหน้า

ขณะที่บนพื้นนั้น ท้าวผาแสงซึ่งมีวรกายเต็มไปด้วยบาดแผลและคราบโลหิตเกรอะกรังนั่งคุกเข่าอยู่ แม้ว่าจะอยู่ในฐานะผู้แพ้ แต่อีกฝ่ายก็ยังเชิดพักตร์ขึ้นตรงอย่างผู้ที่ไม่หวั่นเกรงต่อสิ่งใด

พญาแห่งสูอยู่ที่ใด ผาแสงพญาติโลกราชตรัสถาม

ท่านหนีออกไปแต่ก่อนค่ำแล้ว

แล้วเป็นใด สูไม่หนี

ข้าเป็นเจ้าแกมเมือง หากต้องตกตายก็ขอตายในแผ่นดินแห่งตน มิใคร่ไปตายยังเวียงอื่น

สีพระพักตร์ของจอมคนเชียงใหม่ยังคงเรียบเฉยเย็นชา ขณะที่รับสั่งกับอีกฝ่ายว่า สูคงจำได้ว่า พญาแก่นท้าว ลุงของสู เคยให้สัตย์สาบานยอมเป็นไมตรีกับเชียงใหม่แต่กลับคิดคดหักหลัง สังหารขุนหาญแลคนรบฝ่ายข้าไปนับหมื่น ยามนี้ เมื่อลุงสูมิอยู่แล้ว สูจงบอกมาทีฤาว่า ข้าควรลงโทษสูแลไทกาวทั้งปวงเยี่ยงใด

พญาติโลกราช อุปราชผู้พ่ายศึกทรงมองผู้ชนะด้วยสายพระเนตรเด็ดเดี่ยว สูจักเอาข้าไปตีไปฆ่าเยี่ยงใดก็ได้ ขอแต่อย่าได้ลงโทษทหารแลผู้คนในเวียงนี้เลย ด้วยฝูงเขาเป็นแต่เพียงข้าไพร่บริวาร เจ้านายให้ทำอันใด ย่อมมิอาจขัดขืน

จอมคนทรงทอดพระเนตรอีกฝ่ายด้วยสายพระเนตรคมกริบ สูกล้าหาญนัก สมแล้วที่เกิดเป็นเจ้าเป็นพญา

ขอเพียงสูยอมละเว้นชีวิตผู้คนในเวียง ตัวข้ายอมตายเพื่อสังเวยแก่คนของสูท้าวผาแสงตรัสอย่างเหี้ยมหาญพลางสบพระเนตรกับพญาติโลกราชอย่างไม่ความหวั่นเกรง

รอยแย้มสรวลบางๆปรากฏขึ้นบนพระพักตร์ของเจ้าเหนือหัวเชียงใหม่ ก่อนจะทรงมีรับสั่งว่า เอาเถิด ตัวข้าเองชมชอบผู้กล้าเช่นสู เยี่ยงนั้น ข้าจักมิทำอันใดแก่สู แลให้สูขึ้นครองเวียงน่านแทนพญาแก่นท้าวด้วย

คำตรัสของจอมคนโยนกทำให้ท้าวผาแสงถึงกับตกตะลึง จนไม่อาจกล่าวสิ่งใดออกมา

ผาแสง จอมคนเชียงใหม่ทรงรับสั่งเรียกอีกฝ่าย สูจักให้สัตย์สาบานได้หรือไม่ ว่าหากข้าให้สูครองเวียงน่านแล้ว สูแลชาวกาวทั้งปวงจักมิคิดคดทรยศต่อข้าแลเชียงใหม่

ท้าวผาแสงทรงนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะทรงพยักพระพักตร์รับและยกพระหัตถ์ทั้งสองขึ้นพนมพร้อมกับกล่าวถวายคำสัตย์สาบานว่า

ข้าขอให้สัตย์สาบานต่อผีแถนผีฟ้าทั้งปวง หากวันใด ข้าคิดคดทุรยศต่อพญาติโลกราชแลเวียงพิงค์แล้วไซร้ ขอผีแถนผีฟ้าจงลงทัณฑ์อาญามิให้ตัวข้าได้ตายดี

เมื่อทรงสดับคำถวายสัตย์สาบานของอีกฝ่ายแล้ว พญาติโลกราชก็ทรงแย้มสรวลบางๆอย่างพอพระทัย.....

ข้าเจ้ามิเข้าใจว่าเหตุใดเจ้าพ่อจึงยอมให้ท้าวผาแสงครองเวียงน่าน ท้าวศรีบุญเรืองกราบทูลถาม หลังเลิกประชุมและพญาติโลกราชทรงให้ท้าวผาแสงกับเหล่าขุนทัพทั้งปวงออกไปแล้ว “ถึงเยี่ยงไร คนผู้นี้ก็เป็นหลานแห่งพญาทุรยศนั่น ฉะนี้แล้วเราจักวางใจมันได้เยี่ยงไร

พ่อเชื่อว่า พ่อมองคนมิผิดเจ้าเหนือหัวเชียงใหม่ตรัส ผาแสงผู้นี้ ลักษณะเป็นคนซื่อถือสัตย์ คงมิคิดทุรยศเราในวันหน้า แลที่สำคัญ ยามนี้ เราจำต้องใช้เจ้านายฝ่ายเขาดูแลเวียงน่าน หาไม่ฝูงไทกาวจักกระด้างกระเดื่องได้

ถึงแม้จักเป็นเช่นนั้น แต่ข้าเจ้าก็ยังมิอาจวางใจ

หากสูยังแคลงใจ ก็จงจัดให้คนรบส่วนหนึ่งอยู่คอยกำกับเวียงนี้ไว้ แต่จงระวังอย่าให้คนของสูเกิดการกระทบกระทั่งกันขึ้นกับเหล่าไทกาวชาวน่านทั้งหลาย พญาติโลกราชรับสั่งบอก สูต้องจำเอาไว้ว่า อันการปกบ้านปกเวียงให้สงบสุขได้นั้น ใช่แต่ใช้เพียงคมดาบไม่ หากต้องรู้หลักครองใจผู้คนด้วย

ข้าเจ้าจักจำไว้ท้าวศรีบุญเรืองก้มพักตร์ลงน้อมรับ...

หลังตีเมืองน่านได้แล้ว พญาติโลกราชได้ให้ท้าวผาแสงแลขุนนางไทกาวทั้งปวงเข้าพิธีถวายสัตย์สาบานเพื่อแสดงความจงรักภักดีต่อพระองค์และโยนกนครพิงค์ จากนั้นจอมคนเชียงใหม่ได้ประทับอยู่ในเมืองต่อเป็นเวลาครึ่งเดือนเพื่อจัดการเรื่องการปกครองต่างๆให้เรียบร้อย จากนั้นจึงเสด็จนำทัพกลับยังนครพิงค์

หลังกลับถึงนครพิงค์ได้สามวัน พญาติโลกราชก็ทรงทราบข่าวจากอุปนิกขิตว่า ยามนี้ พญาแก่นท้าว อดีตเจ้านครน่านได้พาครอบครัวและบริวารหนีไปอาศัยอยู่กับเจ้าเมืองสุโขทัยซึ่งเป็นสหายเก่า พระองค์จึงทรงมีพระบัญชาให้หมื่นหางช้างนำนักรบสมิงดำจำนวนหนึ่งเดินทางไปกำจัดพญาแก่นท้าวเสีย มิให้เป็นเสี้ยนหนามต่อไปในภายหน้า

*************

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 13 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

541 ความคิดเห็น

  1. #352 นาคาแห่งนที (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2556 / 14:18
    ในที่สุด จุดจบของคนทุรยศก็ใกล้เข้ามาแล้ว เชียร์ท้าวผาแสง กล้าหาญมาก ที่ยอมสู้ตาย
    #352
    0
  2. #351 วิชชารัณ (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2556 / 22:37
    เอ อันนี้ไม่มีในฉบับเดิมนี่นา จำได้ แล้วแบบนี้ ชะตากรรมของเจ้าเมืองน่านจะเป็นไงน้า
    #351
    0