เนเฟอร์ตีตี จอมราชินีลุ่มน้ำไนล์

ตอนที่ 6 : บทที่สาม ขัตติยะกุมาร(1) รีไรท์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,544
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    22 ก.ค. 57

บทที่สาม
ขัตติยะกุมาร

         ในราวป่าแห่งหนึ่งบนที่ราบริมฝั่งแม่น้ำไนล์ตอนบน ชายฉกรรจ์หลายร้อยคน แต่งกายด้วยผ้าลินิน เปลือยท่อนบน แต่ละคนสะพายหอกด้ามสั้นไว้ที่ไหล่ซ้ายและถือเกราะไม้ขนาดเล็กอยู่ในมือ พร้อมกับไม้สำหรับเคาะ ชายทั้งหมดเดินเรียงเป็นแถวหน้ากระดานโดยเว้นช่วงห่างกันคนละสองช่วงแขน ทุกคนออกเดินอย่างช้าๆพร้อมทั้งเคาะเกราะในมือเป็นจังหวะไปด้วย ขณะที่บุกฝ่าไปตามดงหญ้าสูงและพุ่มไม้เตี้ยๆ โดยมุ่งหน้าไปยัง ที่โล่งบริเวณริมฝั่งแม่น้ำ  

        ที่บริเวณพื้นดินแข็งริมฝั่งแม่น้ำ ฟาโรห์อเมนโฮเทปและเจ้าชายผู้เป็นพระราชโอรสต่างประทับยืนบนรถศึกเทียมม้าคู่ คันละพระองค์ ขณะที่นายพลราดาเมสขุนศึกคู่พระทัยของฟาโรห์ยืนอยู่บนรถศึกอีกคันหนึ่ง โดยมีทหารองครักษ์สวมเกราะหนัง ถือหอกและโล่ห์ขนาดใหญ่ จำนวนห้าสิบคน ยืนรักษาการณ์เป็นรูปสี่เหลี่ยมอยู่รอบรถศึกทั้งสาม

    "ที่จริง ข้าคิดว่าไม่จำเป็นจะต้องมีทหารองครักษ์มากมายมายืนล้อมอยู่แบบนี้ก็ได้ เพราะมันทำให้บรรยากาศในการล่าสัตว์ต้องเสียไปเปล่าๆ" ฟาโรห์อเมนโฮเทปตรัสกับแม่ทัพคู่พระทัยขณะที่ทอดพระเนตรเหล่าทหารราชองครักษ์ชาวนูเบียที่ยืนรักษาความปลอดภัยอยู่โดยรอบ " ใจข้านั้นอยากจะกลับไปล่าสัตว์แบบเมื่อครั้งที่พวกเรายังเป็นหนุ่มอยู่มากกว่า" องค์ฟาโรห์ทรงหยิบลูกศรขึ้นมาจากแล่ง "เจ้ายังจำได้หรือไม่ ราดาเมส ในยามนั้นที่เจ้ากับข้าออกล่าสัตว์ร่วมกัน โดยเราสองต่างใช้รถศึกคนละคัน ขับฝ่าเข้าไปในท้องทุ่งแล้วล้มควายป่าด้วยหอกซัดเพียงเล่มเดียว"

"ข้าพระองค์ยังคงจำได้ พะย่ะค่ะ ด้วยว่าฝีพระหัตถ์ของฝ่าพระบาทนั้นทรงแม่นยำเหนือกว่าผู้ใด" แม่ทัพราดาเมสค้อมศรีษะพร้อมกับกราบทูล

องค์ฟาโรห์ทรงพระสรวลอย่างชอบพระทัย ก่อนจะผินพระพักตร์มาทางพระราชโอรส"ได้ออกมาล่าสัตว์ที่นี่แล้ว เจ้ารู้สึกอย่างไรบ้าง มันแตกต่างกับชายป่าใกล้นครธีบส์หรือไม่"

"แตกต่างกันมากนัก พะย่ะค่ะ" เจ้าชายกราบทูล" การเดินทางตามเสด็จในครั้งนี้ หม่อมฉันรู้สึกเหมือนกับเป็นการเปิดหูเปิดตา ด้วยว่าได้พบได้เห็นสิ่งแปลกใหม่หลายอย่างยิ่งนัก" 

"อันที่จริงแล้ว การล่าสัตว์นั้น จะเปรียบไป ก็เสมือนเป็นการซ้อมรบอย่างหนึ่งเช่นกัน" องค์ฟาโรห์ทรงมีรับสั่งอย่างช้าๆ "เนื่องด้วยเจ้าต้องใช้ทั้งสมองและพละกำลัง เพื่อให้ตนได้เป็นผู้พิชิต และหากเจ้าตัดสินใจพลาดแม้เพียงพริบตาเดียว เจ้าก็อาจกลายเป็นผู้ถูกพิชิตเมื่อไหร่ก็ได้"

"พะย่ะค่ะ พระบิดา " เจ้าชายน้อมรับพระดำรัส

องค์ฟาโรห์ทรงแย้มพระสรวลเล็กน้อยก่อนจะทรงหันพระพักตร์กลับไปยังเบื้องหน้าอีกครั้ง โดยมิได้ทรงมีรับสั่งอันใดอีก ตลอดช่วงเวลานั้น ทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบสงบ คงมีเพียงเสียงตีเกราะเคาะไม้ของเหล่าทหารที่ทำหน้าที่ไล่ต้อนสัตว์ดังมาให้ได้ยินเท่านั้น 

     ในขณะนั้น เสียงอันเกิดจากคนจำนวนมาก ได้ทำให้เหล่าสัตว์ป่าที่ซุ่มซ่อนตัวอยู่ ตื่นตระหนกตกใจ และพากันเผ่นโผนโจนทะยานออกจากที่ซ่อนของพวกมัน นกเขาจำนวนหลายร้อยโผบินขึ้นสู่ท้องฟ้า ฝูงกาเซลล์และโอริคทะเลทรายจำนวนมากกระโจนร่างสูงขึ้นไปในอากาศก่อนจะออกวิ่งสุดฝีเท้า ขณะที่หมูป่าหลายตัวมุดหนีซอกซอนไปตามพงหญ้ารก 

 ท่ามกลางความโกลาหลแตกตื่นของสัตว์ป่าเหล่านั้น องค์ฟาโรห์ยังทรงยืนบนรถศึกของพระองค์โดยมิได้ขยับพระวรกาย นอกจากทอดพระเนตรไปยังราวป่าเบื้องหน้า โดยมิได้สนพระทัยกับเหล่าสัตว์เล็กสัตว์น้อยหลายตัวที่วิ่งผ่านไปในระยะใกล้

        สิงโตตัวผู้ขนาดใหญ่มีแผงคอสีส้มอมทองที่กำลังนอนหลับอยู่ในดงไม้เตี้ยๆ ถูกรบกวนด้วยเสียงเอะอะของผู้คนจนตกใจตื่น เจ้าสิงห์ร้ายลุกขึ้นยืนและร้องคำรามด้วยความโกรธระคนตกใจ  เมื่อพวกทหารเข้ามาใกล้ ชั่วขณะนั้นเอง มันก็กระโจนออกมาจากดงไม้นั้นอย่างรวดเร็ว จนทหารที่ทำหน้าที่ไล่ต้อนสัตว์พากันแตกกระเจิงออกไป 

สิงโตหนุ่มหยุดยืนกับที่และหันรีหันหันขวางไปมาเล็กน้อยเพื่อมองหาผู้ที่มารบกวนการพักผ่อนของมัน ดวงตาของมันฉายแววเกรี้ยวกราด เมื่อเห็นมนุษย์จำนวนมากอยู่รอบตัว มันคำรามอย่างดุร้าย ก่อนจะพุ่งทะยานออกไปยังทิศที่ขบวนขององค์ฟาโรห์ตั้งอยู่   

         เมื่อทอดพระเนตรดังนั้น ฟาโรห์อเมนโฮเทปก็ทรงยกคันธนูขึ้นเหนี่ยว เล็งและปล่อยลูกศรออกไปอย่างรวดเร็ว ลูกศรดอกนั้นเข้าสู่เป้าหมายอย่างแม่นยำ โดยปักเข้าที่คอของสิงโตขณะที่มันกำลังกระโจน เจ้าสิงห์ร้ายหล่น ผลั่กลงบนพื้นและดิ้นตีแปลงด้วยความเจ็บปวด 

    องค์ฟาโรห์ทรงยุติความทรมานของมันด้วยหอกซัดในพระหัตถ์ที่พุ่งเข้าเสียบทะลุขั้วหัวใจ สิงห์ร้ายสิ้นชีพ ขณะที่ราชันย์แห่งอียิปต์ทรงแย้มพระสรวลบางๆอย่างพอพระทัย 

   ทันใดนั้นเอง เหล่าทหารองครักษ์ที่ยืนอยู่ทางเบื้องหลังของพระองค์ก็ส่งเสียงร้องด้วยความตื่นตระหนกตกใจ องค์ฟาโรห์ทรงรีบหันกลับไปและเห็นสิงโตอีกตัวหนึ่งซึ่งมีขนคอสีดำสนิทและตัวใหญ่ยิ่งกว่าตัวแรกพุ่งผ่านแนวเหล่าองครักษ์เข้ามาอย่างรวดเร็ว โดยที่ฟาโรห์ยังไม่ทันทรงหยิบลูกศร

    ชั่วพริบตานั้น เจ้าสิงห์ร้ายก็ล้มกลิ้งด้วยลูกศรที่ปักเข้าที่สีข้าง ทำให้ฟาโรห์ทรงมีโอกาสใช้ลูกศรอีกดอกปลิดชีพของมันลงได้   

 หลังจากสังหารสัตว์ร้ายลงได้ เหล่าไพร่พลต่างโห่ร้องถวายพระพรเสียงเซ็งแซ่ ขณะที่ฟาโรห์อเมนโฮเทปทรงหันไปยังราดาเมส
"ขอบใจเจ้ามาก, สำหรับลูกศรเมื่อครู่"

"ขอเดชะ พระอาญามิพ้นเกล้า ลูกศรดอกนั้นหาใช่ของข้าพระองค์ไม่" นายพลคู่พระทัยรีบกราบทูลบอก"หากแต่เป็นขององค์ชาย พะย่ะค่ะ"

"กระนั้นรึ" องค์ประมุขแห่งอียิปต์ทรงเลิกพระขนงเล็กน้อยก่อนจะทรงหันมาทางพระโอรสและทอดพระเนตรคันธนูที่เจ้าชายทรงถืออยู่ " เจ้าเป็นคนยิงลูกศรเมื่อครู่กระนั้นรึ"
"พะย่ะค่ะ "
"เจ้าเก่งมาก ลูกพ่อ" ฟาโรห์ตรัสชมพระโอรสพร้อมกับทรงแย้มพระสรวลบางๆ" นับได้ว่านี่เป็นประสบการณ์ของวันสุดท้ายที่ลุ่มน้ำไนล์ตอนบน อันน่าประทับใจจริงๆ"...

                                                                          **************.
       วันรุ่งขึ้น กองทัพหลวงก็เคลื่อนทัพออกจาก นครนาปาต้า เพื่อกลับสู่นครธีบส์โดยทางบก ส่วนฟาโรห์อเมนโฮเทปและเจ้าชายรัชทายาทพร้อมกับกองทัพอีกส่วนหนึ่งนั้น ได้เดินทางกลับนครธีบส์โดยขบวนเรือพระที่นั่ง ทั้งนี้องค์ฟาโรห์ทรงตั้งพระทัยที่จะแวะตรวจตราความเรียบร้อยของบรรดาหัวเมืองตามสองฝั่งของลุ่มน้ำไนล์ที่ขบวนเสด็จผ่านด้วย

        ระหว่างที่ทรงอยู่ในเรือที่ประทับ เจ้าชายหนุ่มทรงทอดพระเนตรทิวทัศน์ตลอดสองข้างทางที่ขบวนเรือพระที่นั่งเคลื่อนผ่าน ก่อนที่จะพ้นเขตนูเบียไปเล็กน้อย ทิวทัศน์ข้างทางที่เต็มไปด้วยแนวไม้เขียวขจีริมฝั่งก็เริ่มเปลี่ยนเป็นทุ่งราบ ทว่าบริเวณริมฝั่งทั้งสองข้างยังคงเต็มไปด้วยภาพที่เห็นจนชินตาของนกช้อนหอยจำนวนนับพันที่รวมฝูงหากินอยู่ตามกอหญ้าริมแม่น้ำ ใกล้ๆกับฝูงนกพวกนั้น ยังมีจระเข้ขนาดใหญ่อีกหลายตัวนอนอ้าปากผึ่งแดด ขณะที่ม้าแม่น้ำ(ฮิปโปโปเตมัส)จำนวนมากแช่ร่างอันใหญ่โตของมันอยู่ในแม่น้ำ โผล่ให้เห็นเพียงบางส่วนของหัวเท่านั้น ทิวเขาที่อยู่ไกลลิบปรากฏเป็นแนวยาว คล้ายเป็นฉากหลังของธรรมชาติ 

     ทว่าภาพที่ประทับใจของเจ้าชายหนุ่มมากที่สุดคือ ภาพของดวงอาทิตย์ยามรุ่งอรุณในเช้าของวันที่ขบวนเรือแล่นออกจากนาปาต้ามาได้สองวัน ดวงตะวันกลมโตสีส้มค่อยๆสาดแสงทั่วฟากฟ้าขับไล่ความมืดและเหน็บหนาวของยามราตรีออกไป  แสงตะวันที่สาดส่องผ่านเงาไม้ของราวป่าที่ขึ้นอยู่สองฝั่งแม่น้ำไนล์ ทะลุผ่านม่านหมอกบางๆที่ปกคลุมผืนป่า ซึ่งค่อยๆจางหายไปอย่างช้าๆเมื่อดวงตะวันเลื่อนสูงขึ้น  สำหรับเจ้าชายผู้มีหัวใจเป็นนักกวี ภาพเช่นนี้เป็นที่ประทับใจของพระองค์ยิ่งนัก
                                                            *********************
      หลายวันมานี้ บรรยากาศในนครธีบส์ค่อนข้างวุ่นวาย เนื่องจากการเตรียมตัวสำหรับงานฉลองชัยชนะ ของกองทัพแห่งจักรวรรดิ บ้านเรือนจำนวนมากได้ถูกจัดตกแต่งอย่างสวยงามเพื่อเตรียมต้อนรับการกลับมาของเหล่าทหารกล้า โดยเฉพาะในพระราชวังนั้นค่อนข้างจะวุ่นวายพลุกพล่านยิ่งกว่าที่อื่น บรรดานางข้าหลวงและเหล่ามหาดเล็ก ล้วนวิ่งวุ่นอยู่กับการจัดเตรียมสถานที่ สำหรับจัดงานฉลองทั้งเพื่อองค์จอมเทพและองค์ฟาโรห์ 

ส่วนท้องพระโรงและลานด้านหน้าที่จะใช้เป็นสถานที่จัดเลี้ยงก็ถูกตกแต่งอย่างงดงาม  เครื่องสังเวยจำนวนมาก อันประกอบด้วยวัวนับร้อยพร้อมทั้งอาหารและเครื่องดื่มชนิดต่างๆรวมทั้งเครื่องหอมถูกจัดเตรียม สำหรับพิธีสังเวยแด่ทวยเทพ โดยเฉพาะเทพรา จอมเทพผู้เป็นใหญ่เหนือเทพทั้งปวง 

      เนเฟอร์ตีตี เฝ้ามองความวุ่นวายเหล่านี้ ด้วยความสนใจ แม้ว่านางจะเคยพบเห็นงานฉลองมาหลายต่อหลายครั้งแล้ว แต่งานฉลองโดยมากที่นางเคยเห็นก็แค่งานฉลองเทพเจ้าประจำเมือง เมื่อได้มาเห็นงานฉลองในวังหลวงที่ใหญ่โตตระการตาผิดกว่าที่นางเคยเห็น ก็ย่อมสร้างความสนใจให้กับนางได้มากเป็นธรรมดา 

อย่างไรก็ดีนางเองก็ต้องเข้าร่วมกับความวุ่นวายนี้เช่นกันโดยเฉพาะเมื่อใกล้ถึงกำหนดเวลาที่กองทัพหลวงจะกลับถึงธีบส์ พระราชินีไทยีมีรับสั่งให้นางต้องอบผิวและประทินโฉมทุกวัน โดยทรงให้เหตุผลว่า ต้องการให้นางเป็นเด็กสาวที่งดงามที่สุด ในงาน   ซึ่งเรื่องนี้แม้จะไม่ตรงกับความต้องการของเด็กสาวสักเท่าไหร่นัก  แต่นางเองก็เตรียมการสำหรับงานฉลองที่จะมาถึงเอาไว้แล้วเช่นกัน
      "ไอริส เมื่อตอนเช้า พระมเหสีทรงมีรับสั่งกับข้าว่าในวันพรุ่งนี้ ขบวนเรือพระที่นั่งของฟาโรห์จะเดินทางมาถึงกรุงธีบส์ " เนเฟอร์ตีตีพูดกับพี่เลี้ยง ที่ห้องพักของนางในตอนบ่าย หลังกลับจากเข้าเฝ้าพระนางไทยี "พระนางตรัสว่าจะให้ข้าไปกับขบวนรับเสด็จยังท่าเทียบเรือด้วย " เด็กสาวพูดด้วยน้ำเสียงที่ค่อนข้างกระวนกระวาย "แล้วของที่เจ้าเคยบอกกับข้า เจ้าหามาได้หรือไม่" ประโยคหลังนางลดเสียงพูดให้เบาลง

พี่เลี้ยงสาวรีบลุกไปที่ประตูเมื่อดูแล้วไม่พบใครอยู่บริเวณนั้น นางจึงปิดประตูและกลับมานั่งพับเพียบใกล้กับผู้เป็นนาย พร้อมกับพูดด้วยเสียงเบาๆ
"ไอริสเตรียมมาแล้วเจ้าค่ะ นายหญิงน้อย"

"อยู่ไหนล่ะ" ผู้เป็นนายถาม
ไอริสหยิบถุงหนังใบเล็กๆใบหนึ่งขึ้นมา " นี่เจ้าค่ะ "

" แล้วเจ้าแน่ใจหรือว่า แผนนี้จะได้ผล" ผู้เป็นนายถามอย่างไม่แน่ใจนัก
"แน่ใจสิเจ้าคะ นายหญิงน้อย ด้วยว่าข้าได้ทดลองกับตัวเองมาแล้ว"พี่เลี้ยงสาวยืนยัน ก่อนจะเทถุงหนังออก ใบไม้สีเขียวอ่อนใบเรียวเป็นหยักๆ สามสี่ใบหล่นลงมาบนฝ่ามือ
เนเฟอร์ตีตีมองดูของในมือนางพี่เลี้ยงอย่างชั่งใจ...
                                                                  ****************** 

                                                        

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

287 ความคิดเห็น

  1. #272 dfd (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 29 ธันวาคม 2553 / 21:48
    สนุกมากค่ะ
    #272
    0
  2. #69 พันดารา (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 12 กรกฎาคม 2552 / 17:39
    ลุ้นๆๆๆ
    #69
    0
  3. #50 mydei (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 1 กรกฎาคม 2552 / 21:56
    เจ้าชายนี่ก็เก่งเหมือนกันนะเนี้ย

    อิอิ
    #50
    0
  4. #38 นาโน (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 29 เมษายน 2552 / 11:13
    อยากอ่านอีกอ่ะ ใครมีช่วยเอามาให้อ่านอีกเด่ะ
    #38
    0
  5. #37 *เฟมีลน้อย* (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 28 เมษายน 2552 / 12:29
    เนเฟอร์ตีตีจะทำอะไรนะ
    #37
    0
  6. #36 •S3IOUS• (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 27 เมษายน 2552 / 17:28

    เม้นเป็นกำลังใจให้จ้า ^^

    #36
    0
  7. #35 นิรนาม (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 27 เมษายน 2552 / 15:08

    ตามมาติดๆเลย ชอบมาก

    #35
    0