เนเฟอร์ตีตี จอมราชินีลุ่มน้ำไนล์

ตอนที่ 3 : บทที่ 2 มหานครแห่งจักรวรรดิ(1)รีไรท์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,674
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    23 มิ.ย. 57

                                                           บทที่สอง 

                                              มหานครแห่งจักรวรรดิ


หลังจากเรือเข้าเทียบท่าในตอนเช้าวันรุ่งขึ้น  อัยย์และบุตรสาวก็ขึ้นนั่งบนคามหามซึ่งมีหลังคาคลุมทับด้วยผ้าม่านทั้งสี่ด้านโดยมีทาสผิวดำร่างสูงใหญ่สี่คนทำหน้าที่พลหาม ส่วนนางพี่เลี้ยงไอริสและบ่าวไพร่คนอื่นๆที่ติดตามมานั้นจะคอยเดินตามมาคานหามของผู้เป็นนายมาทางเบื้องหลังเพื่อไปยังคฤหาสน์หลังใหญ่ที่เมริเรได้มา สร้างเอาไว้สำหรับเป็นที่พักยามที่ตนเข้ามาทำธุระในเมืองหลวง


เนเฟอร์ตีตีแหวกผ้าม่านออกเล็กน้อยเพื่อชมภาพด้านนอก ถนนในนครธีบส์ดูพลุกพล่านกว่าที่นางเคยเห็นในอัคห์มิม ผู้คนมากมายเดินสวนกันไปมา ส่วนสองข้างทางนั้นก็เต็มไปด้วยบ้านเรือนจำนวนมากโดยมีทั้งที่สร้างจากดินเหนียวตากแห้งและอิฐเผา บ้านส่วนใหญ่เป็นอาคารทรงสี่เหลี่ยม ซึ่งหลังคามีลักษณะเป็นดาดฟ้าที่ถูกใช้งานเป็นพื้นที่เอนกประสงค์ มีกรอบประตูของบ้านทำจากไม้ ส่วนกำแพงบ้านเป็นสีออกขาวจากการขัดถูด้วยน้ำมะนาวตามความนิยม ผู้คนแต่งกายด้วยผ้าลินินสีขาวทั้งชายและหญิง โดยผู้ชายจะเปลือยร่างท่อนบน ขณะที่ผู้หญิงนั้นสวมชุดยาวกรอมข้อเท้า

นอกจากนี้ เด็กสาวยังเห็นพลตระเวนผิวดำที่เรียกว่า เมดจาย(
1) แต่งกายด้วยผ้าลินินเนื้อหนา เปลือยร่างท่อนบน ผมบนศรีษะถักเป็นเปียเล็กๆจำนวนมากและย้อมทับด้วยขี้ผึ้งจนเคลือบหนา ที่เอวเหน็บดาบสั้น มือถือหอกและโล่ขนาดเล็ก เดินตรวจตราดูแลความสงบเรียบร้อยของเมือง


ครู่ต่อมา ขบวนของ อัยย์กับบุตรสาว ก็ผ่านเข้าไปยังบริเวณย่านตลาดของเมือง ซึ่งมีเพิงไม้หลังคามุงด้วยผ้าและหนังสัตว์จำนวนมากของบรรดาพ่อค้าที่นำสินค้ามาวางขายตั้งเรียงราย เหล่าคนขายของต่างก็ร้องเชิญชวนให้ผู้คนที่สัญจรผ่านไปมาแวะเวียนเข้ามาซื้อหาสินค้าของตน โดยของที่วางขายอยู่นั้นมีทั้ง ผ้าลินิน ม้วนปาปิรัส เบียร์ เหล้าองุ่น เครื่องหอม ขนมปัง เครื่องปั้นดินเผา แป้งฝุ่น แซ่ปัดแมลงที่ทำจากหางยีราฟ เครื่องประดับทำจากหินมีค่า หนังสัตว์ รวมทั้งสัตว์เลี้ยงและสินค้าอื่นๆอีกหลายชนิด เสียงสนทนาของผู้คนและเสียงเจรจาต่อรองซื้อขายดังอยู่เซ็งแซ่ ขณะที่ไกลออกไปจากตลาด เนเฟอร์ตีตีได้เห็นแนวกำแพงยาวสีสันสดใสของหมู่วิหารพร้อมกับรูปสลักหินขนาดใหญ่อันสวยงามของเทพเจ้าตั้งตระหง่านอยู่


เป็นอย่างไรบ้าง ลูกพ่อ” อัยย์เอ่ยขึ้นเมื่อสังเกตเห็นว่าบุตรสาวของตนกำลังเพลิดเพลินกับสิ่งที่ได้พบเห็นดูท่าทางเจ้าคงจะสนใจบ้านเมืองที่นี่มากสินะ

ข้ามิคิดเลยว่ากรุงธีบส์จะกว้างใหญ่ถึงเพียงนี้เนเฟอร์ตีตีกล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น สิ่งแปลกใหม่ในเมืองหลวงที่นางได้พบ ทำให้นางลืมความขุ่นข้องใจเรื่องการถวายตัวไปได้ชั่วขณะเทียบกันกับอัคห์มิมของพวกเราแล้ว ข้าว่าที่นั่นยังมิได้ครึ่งของธีบส์เลย

ผู้เป็นบิดาหัวเราะเบาๆ อย่าว่าแต่จะเปรียบกันเพียงครึ่งเลย แม้เปรียบเป็นสักหนึ่งในสิบ ก็ยังมากเกินไปด้วยซ้ำ

ถึงเพียงนั้นเชียวหรือเจ้าคะ

แน่นอน”  อัยย์พยักหน้าก่อนจะกล่าวเพิ่มเติมว่าและที่นครธีบส์รุ่งเรืองถึงเพียงนี้ ก็ด้วยพระปรีชาสามารถขององค์ฟาโรห์และพระเมตตาของจอมเทพอมุน

ข้าเคยอ่านจากม้วนปาปิรัสเก่าๆ ที่เขียนเล่าว่า ในบรรดาฟาโรห์ของเคมเมตที่ผ่านมานั้น เคยมีฟาโรห์ที่เป็นสตรีขึ้นครองแผ่นดินด้วยบุตรสาวบอก

ความรู้ของเจ้า นับว่าใช้ได้ทีเดียว ผู้เป็นบิดากล่าวชมในอดีตที่ผ่านมานั้น แผ่นดินเคมเมตเคยมีฟาโรห์ที่เป็นสตรีขึ้นครองราชย์มาแล้วหลายพระองค์ แต่ที่เป็นที่กล่าวขานกันมากที่สุดก็คือ ฟาโรห์ฮัตเชปซุท(2)”

ข้าจำได้ เจ้าค่ะเนเฟอร์ตีตีพูดพร้อมกับพยักหน้าพระนางฮัตเชปซุททรงเคยเป็นผู้สำเร็จราชการเมื่อครั้งที่ฟาโรห์ทุตโมซิสยังทรงพระเยาว์ จากนั้นพระนางก็เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นฟาโรห์ในเวลาต่อมาน้ำเสียงของเด็กสาวแสดงถึงความชื่นชมเมื่อกล่าวมาถึงตอนนี้พระนางทรงสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้กับเคมเมตเป็นอันมาก โดยนอกจากจะทรงโปรดให้ขยายเส้นทางการค้าออกไปในดินแดนเอเชียอย่างกว้างไกลแล้ว พระนางยังทรงมีบัญชาให้ส่งกองเรือสินค้าข้ามทะเลแดงไปค้าขายกับอาณาจักรพันต์(3) อันห่างไกลอีกด้วย

เจ้าช่างรอบรู้ยิ่งนัก มิเสียทีที่พ่อให้เจ้าได้ฝึกร่ำเรียนเขียนอ่านมาแต่เล็ก ”  อัยย์  รู้สึกพอใจในความรอบรู้ของบุตรสาวนอกจากขยายเส้นทางการค้าแล้ว ฟาโรห์ฮัตเชปซุตยังทรงเน้นการสร้างสัมพันธไมตรีกับแว่นแคว้นรอบข้างมากกว่าการแผ่แสนยานุภาพด้วยสงคราม จึงทำให้อียิปต์ในรัชสมัยของพระนางเป็นยุคแห่งความสงบสุขและมั่งคั่ง

พระนางทรงพระปรีชาสามารถยิ่งนักนะเจ้าคะ ท่านพ่อ

ที่เจ้ากล่าวมานั้นก็ใช่อยู่ผู้เป็นบิดาพยักหน้าก่อนจะกล่าวต่อ แต่ถึงจะทรงพระปรีชาสามารถสักเพียงใด อย่างไรเสีย พระนางฮัตเชปซุทก็ทรงเป็นเพียงสตรีเพศ ดังนั้นการขึ้นครองราชบัลลังก์ของพระนางจึงสร้างความไม่พอใจให้กับเหล่าขุนนางจำนวนไม่น้อยรวมทั้งองค์ยุวราชาทุตโมซิสผู้เป็นพระราชนัดดาของพระนางเองด้วย

แต่ข้ามิเห็นว่า การเป็นสตรีนั้นจะผิดแปลกสักเพียงใด ขอเพียงสามารถสร้างความรุ่งเรืองให้แก่บ้านเมืองได้ ก็น่าจะเพียงพอแล้วเนเฟอร์ตีตีกล่าวอย่างรู้สึกไม่พอใจนัก

แต่มันผิดไปจากจารีตที่เป็นมา ด้วยว่าหาใช่เรื่องอันสมควรไม่ ที่สตรีจะขึ้นกุมอำนาจเป็นใหญ่ในแผ่นดิน”  อัยย์ ส่ายหน้าก่อนจะเล่าต่อ ด้วยเหตุนี้ เมื่อองค์ยุวฟาโรห์ทุตโมซิสทรงเจริญชันษาจนได้ครองราชย์อีกครั้งหนึ่งหลังจากการสิ้นพระชนม์ของพระนางฮัตเชปซุทแล้ว พระองค์จึงได้ทรงมีพระบัญชาให้ทำลายรูปสลักและจารึกต่างๆของพระนางลงไปเป็นอันมาก เพื่อมิให้คนรุ่นหลังได้จดจำในสิ่งที่พระนางทรงกระทำไว้

ฟาโรห์ทุตโมซิสทรงพระทัยแคบยิ่งนัก

เจ้าหาควรกล่าววาจาเช่นนี้ไม่ ข้าหลวงใหญ่แห่งอัคห์มิมทำเสียงดุผู้เป็นธิดาจารีตของบ้านเมืองเราแต่เดิมมา บุรุษนำ สตรีตาม องค์ทุตโมซิสทรงกระทำถูกแล้ว ที่ไม่ยกย่องฟาโรห์สตรีเช่นฮัตเชปซุท หาไม่แล้วบ้านเมืองจะปั่นป่วน ด้วยชายหญิงไม่กระทำตนให้อยู่กรอบอย่างที่พึงกระทำ

เนเฟอร์ตีตีมองผู้เป็นบิดาอย่างไม่เห็นด้วยสิ่งที่อีกฝ่ายกล่าวเลย แม้แต่น้อย แต่นางก็รู้ดีว่าสิ่งที่บิดากล่าวมานั้น คือความจริงสำหรับแผ่นดินแห่งนี้ โดยสตรีนั้นเป็นได้เพียงผู้ตามและผู้รับคำสั่ง เหมือนเช่นที่ยามนี้ตัวนางต้องมายังธีบส์เพื่อเตรียมถวายตัวต่อเจ้าชายว่าที่รัชทายาทตามคำสั่งของบิดาของนาง

เด็กสาวปิดผ้าม่านที่คลุมคานหามลงตามเดิม ด้วยว่าในเวลานี้นางไม่มีอารมณ์ที่จะชื่นชมกับทิวทัศน์ของเมืองหลวงอีกต่อไป..

**************************


หลังจากมาพำนักที่เคหสถานของบิดาในนครธีบส์ได้สามวัน เนเฟอร์ตีตีกับผู้เป็นบิดาก็ได้รับพระเสาวนีย์จากพระนางไทยีให้เข้าเฝ้าที่พระตำหนักส่วนพระองค์

บริเวณตำหนักหลังน้อยที่สร้างขึ้นในบริเวณอุทยานซึ่งมีคลองขุดที่ส่งน้ำจากแม่น้ำไนล์เข้ามาเพื่อใช้หล่อเลี้ยงพรรณไม้นานาชนิดในอุทยาน พระนางไทยีประทับบนตั่งไม้ประดับทองคำที่ปูลาดด้วยพรมขนแกะภูเขา โดยมีนางกำนัลสี่คนนั่งกึ่งหมอบอยู่บนพื้นรอบๆตั่งที่ประทับ แม้จะทรงมีพระชนมายุกว่าสี่สิบพระชันษาแล้ว ทว่าพระนางก็ยังทรงมีพระสิริโฉมงดงามอยู่

พระนางไทยีทอดพระเนตรสองพ่อลูกที่หมอบอยู่ ณ.เบื้องพระพักตร์ครู่หนึ่ง ก่อนจะทรงมีรับสั่งให้ทั้งสองลุกขึ้นและให้นั่งลงบนตั่งเตี้ยๆที่จัดเอาไว้

มิได้พบกันเสียนานเลยนะ  อัยย์ พระนางตรัสทักทาย เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง

ด้วยพระบารมีของพระนางเจ้า ข้าพระองค์สุขสบายดีพะย่ะค่ะอีกฝ่ายกราบทูลตอบ

พระนางแย้มพระสรวลเล็กน้อย ก่อนจะหันพระพักตร์มาทางเด็กสาวที่นั่งก้มหน้าอยู่ใกล้ๆ

นั่นรึ บุตรสาวของเจ้า ไหนลองเงยหน้าขึ้น ให้ข้าเห็นชัดๆหน่อยซิ

เนเฟอร์ตีตีเงยหน้าขึ้นและสบกับสายพระเนตรของ องค์ราชินีอยู่ครู่หนึ่ง

เจ้ามีชื่อว่าอะไร พระราชินีตรัสถาม

เนเฟอร์ตีตี(4) เพคะเด็กสาวกราบทูลตอบ

ปีนี้ เจ้าอายุเท่าไหร่แล้วราชินีไทยีตรัสถาม

สิบห้าเพคะ

พระนางทรงใช้สายพระเนตรพินิจเด็กสาวที่อยู่เบื้องพระพักตร์อยู่ครู่หนึ่งก่อนจะทรงยิ้มอย่างพอพระทัย เป็นเด็กสาวที่งามมาก งดงามสมกับชื่อจริงๆ

 อัยย์  ลอบยิ้มกับตัวเองอย่างสมคะเนก่อนจะกราบทูลขึ้นว่า ข้าแต่พระนางเจ้า ข้าพระองค์นั้นมี ธิดาอยู่เพียงคนเดียว หากแม้นพระนางจะทรงเมตตาต่อนางบ้างแม้สักเพียงน้อย ก็นับได้ว่า เป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างใหญ่หลวงต่อข้าพระองค์และลูก พะย่ะค่ะ

องค์ราชินีแห่งไอยคุปต์ ทรงยิ้มคล้ายกับจะทรงรู้เท่าทันความคิดของญาติผู้น้อง ก่อนจะตรัสว่า

เอาเถิด ถึงอย่างไร บุตรสาวของเจ้าก็เป็นหลานของข้า พระนางทอดพระเนตรเด็กสาวอีกครั้งข้าจะรับนางไว้เอง

นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างที่สุดแล้ว พะย่ะค่ะ”  อัยย์  กราบทูลพร้อมกับรีบฉุดมือบุตรสาวให้หมอบถวายบังคม

ไม่เป็นไร พวกเจ้าพ่อลูก ลุกขึ้นมาเถอะพระนางตรัสบอก

พะย่ะค่ะทั้งสองกล่าวก่อนจะลุกขึ้นนั่งตามเดิม

แต่วันนี้ ข้าคงต้องให้เจ้าพาลูกสาวกลับไปเสียก่อน เอาไว้อีกสองวัน เจ้าค่อยพานางมาให้ข้า ก็แล้วกัน องค์ราชินีทรงหันมาแย้มพระสรวลกับเด็กสาว เจ้าจงกลับไปก่อนนะ แล้วข้าจะให้คนจัดที่พักเตรียมไว้ให้เจ้า

เพคะเด็กสาวพูดเบาๆ

พระนางไทยีทรงพยักพระพักตร์เล็กน้อย เป็นทีว่าการสนทนาจบลงแล้ว จากนั้นทั้ง อัยย์ และเนเฟอร์ตีตี จึงถวายบังคมลาพร้อมกัน


หลังจากที่ทั้งสองพ่อลูกถวายบังคมลาและกลับออกไปได้สักครู่หนึ่งแล้ว องค์ราชินีแห่งอียิปต์ก็ทรงหันพระพักตร์มายังนางกำนัลคนสนิทที่อยู่ข้างหลัง

เป็นเด็กสาวที่สวยสดงดงามยิ่งนัก พระนางไทยีทรงมีรับสั่งถึงดรุณีน้อยที่เพิ่งออกไป เจ้าเห็นด้วยกับข้าหรือไม่, มีอา

เพคะนางกำนัลคนสนิทก้มศรีษะและรับคำ

อืม แล้วเจ้าคิดว่า ลูกข้าจะพึงใจนางหรือไม่

หม่อมฉันมิบังอาจถวายความเห็นเพคะ มีอากราบทูล

ในฐานะที่เจ้าเป็นคนสนิทรับใช้ใกล้ชิดข้ามานาน จงพูดออกมาเถิด มิต้องเกรงใจ ด้วยว่าข้าใคร่ฟังความเห็นของเจ้า องค์ราชินีตรัสประทานอนุญาต

นางกำนัลคนสนิทนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกราบทูลขึ้นว่า หม่อมฉันคิดว่า บุตรีของท่านข้าหลวงแห่งนครอัคห์มิม ผู้นี้นับว่าเป็นสาวงามผู้หนึ่ง แต่จะเป็นที่พอพระทัยแก่เจ้าชายหรือไม่นั้น ยามนี้ คงยังไม่อาจสรุปได้หรอกเพคะ เพราะเรื่องเช่นนี้คงต้องขึ้นอยู่กับพระองค์ชายมากกว่า หากแต่…” มีอาหยุดไปเล็กน้อยอย่างไม่แน่ใจว่าควรจะกราบทูลต่อไปดีหรือไม่

เจ้าจงพูดต่อให้จบเถอะ พระนางผู้เป็นใหญ่ตรัสบอก

เพคะอีกฝ่ายรับพระบัญชาก่อนจะทูลต่อหม่อมฉันมีความรู้สึกว่า บุตรีท่านข้าหลวงผู้นี้ มีท่าทางเหมือนจะมิเต็มใจ ในการที่จะต้องเข้ามาอยู่ในวัง เพคะ

ข้าเองก็รู้สึกเช่นนั้นเหมือนกัน พระนางตรัสช้าๆข้าพอจะรู้นิสัย อัยย์ ดี ญาติผู้น้องของข้าคนนี้คงหมายใช้บุตรสาวของตนเพื่อช่วยเสริมอำนาจของตัวเองให้เพิ่มมากขึ้น

เมื่อพระนางเจ้าได้ทรงทราบเช่นนี้แล้ว เหตุใดจึงยังทรงรับเอาบุตรสาวของเขาไว้อีกเล่า เพคะมีอากราบทูลถามอย่างสงสัย

คงเป็นด้วยข้านั้นรู้สึกถูกชะตากับนางกระมัง พระนางไทยีตรัสกับนางข้าหลวง เมื่อได้เห็นนางแล้ว ก็ทำให้ข้าอดนึกย้อนไปถึงตัวเองเมื่อสมัยที่เข้าวังเป็นครั้งแรกไม่ได้ ข้ายังจำได้ว่า ในเวลานั้นข้าเองก็ไม่ได้เต็มใจเหมือนกับนาง แต่ก็ไม่อาจขัดใจพ่อข้าได้

องค์ราชินีทรงถอนหายใจเบาๆคล้ายจะทรงระลึกถึงความหลัง ขณะมีอายังคงหมอบนิ่ง ทุกสิ่งเงียบไปชั่วขณะ

ครู่หนึ่งพระนางไทยีก็ทรงมีรับสั่งขึ้นอีกว่าอีกอย่างหนึ่ง จากที่ข้าได้เห็นแววตาของนางผู้นี้แล้ว ข้ารู้สึกได้ว่า ภายในวันหน้า นางคงไม่ยอมให้บิดาของนางครอบงำได้ดังใจนักหรอกพระนางทรงพระสรวลเล็กน้อย น่ากลัวว่า บางที ญาติของข้า อาจต้องผิดหวังเสียแล้ว

                                                       *******************




 ----------------------------------------------------------------------------------------------------------
1.ทำหน้าที่คล้ายกับตำรวจของอียิปต์โบราณ โดยพวกเมดจายนี้ จะเกณฑ์มาจากเหล่าเชลยศึกชาวนูเบีย
2.ฮัตเชปซุต เป็นพระราชธิดาของ ฟาโรห์ทุตโมซิสที่1และเป็นพระวิมาดา (ป้า)ของทุตโมซิสที่พระนางทรงเป็นผู้สำเร็จราชการเมื่อครั้งที่ทุตโมซิสที่สามยังทรงพระเยาว์ก่อนจะขึ้นเป็นฟาโรห์หญิงในเวลาต่อมา*
3. พันต์ (Punt) เป็นอาณาจักรการค้าลึกลับ เชื่อกันว่า อยู่ในแถบประเทศโซมาเลียในปัจจุบัน เป็นดินแดนที่มีสินค้าหายากหลายชนิดเช่น กำยาน งาช้าง ไม้หอม ซึ่งเป็นที่ต้องการของอียิปต์*
4.เนเฟอร์ตีตี หมายถึง โฉมงามปรากฏขึ้นแล้ว*

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

287 ความคิดเห็น

  1. #248 เด็กอมมือ!! (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 9 มีนาคม 2553 / 23:49

    ว้า...เสียดาย เกิดไม่ทัน อยากเห็นด้วยตัวเองจัง

    #248
    0
  2. #242 Pamut (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2553 / 15:33

    เพิ่มเติมเรื่องฟาโรห์หญิงแต่ไม่สมบูรณ์ครบถ้วนเพราะไม่ได้อัพเดทข้อมูลปัจจุบันจ้า ^^"
    http://iyakoop.exteen.com/20080917/hatshepsut

    โดยส่วนตัวจากที่ศึกษาประวัติของฟาโรห์หญิงมา ค่านิยมของอียิปต์ไม่แน่ชัด
    "เรื่องไม่สมควรที่สตรีจะขึ้นกุมอำนาจเป็นใหญ่ในแผ่นดิน" จากข้อมูลเรื่องวัฒนธรรม
    "ชายเดินหน้า หญิงตามหลัง" ก็ไม่ได้มีระบุไว้ชัดเจนด้วย

    แต่ที่ความคิดแบบนี้อาจจะเป็นเพราะตำราที่เป็นภาษาไทยหลายต่อหลายตำรา
    ผู้เขียนแทรกทัศนคติส่วนตัวของ "ค่านิยมเอเชีย" ลงไป โดยเฉพาะค่านิยมของ "ไทย"
    และแถมยังเอาไปเทียบกับ "บูเช็คเทียน" ของ "จีน" ที่โดนนักประวัติศาสตร์จีน
    ในยุคแรกยำจนเละ ปัจจุบันมีการตรวจสอบเรื่องของบูเช็คเทียนใหม่แล้ว และ
    ทางการจีนก็เริ่มเผยแพร่ความรู้ใหม่ให้กับประชาชนที่เข้าใจผิดเพราะ "ภาพยนตร์"
    เผยแพร่ข้อมูลที่โดนบิดเบือนจากนักประวัติศาสตร์ที่ใส่อคติในยุคแรก ๆ

    หากได้ไปอ่านเรื่องการแต่งงานที่ blog ที่ข้าพเจ้าเคยนำบทความมาแปลไว้
    หากวิเคราะห์จะพบว่า ในสมัยอียิปต์โบราณให้เกียรติและสิทธิของสตรีมากกว่า
    คนในปัจจุบันนี้อีก

    ดังนั้นกรณีทำลายรูปสลักและชื่อของฮัตเชปซุสทั้งหมดไม่ใช่แค่เพราะ "จารีต"
    แต่มันมีเรื่อง "การเมือง" เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ถ้าทุตโมสซิสที่ 3 ไม่กระทำเหตุการณ์
    ดังกล่าว ย่อมมีผลถึงความศรัทธาในฐานะฟาโรห์ของตัวเอง มันเป็นการประกาศ
    ในคนทั่วไปรวมถึงประเทศข้างเคียงรู้ว่า "ฉันคือฟาโรห์ตัวจริง ไม่ใช่หุ่นเชิดที่ไม่มีพิษสง"
    มันเป็นการประกาศแสนยานุภาพว่า "ฟาโรห์ที่พวกแกเคารพว่ายิ่งใหญ่สุดท้าย
    ฉันก็เอาชนะได้แล้ว"

    อย่าลืมว่ายุคสมัยของทุตโมซิสที่ 3 เกิดสงครามติด ๆ กัน บ่อยมาก นั้นหมายถึง
    "ความไม่เชื่อถือ" ของชนเผ่าต่าง ๆ ที่สมัยฮัตเชปซุสสามารถปกครองอย่างสงบนั้น
    กลับไม่เชื่อถืออำนาจของทุตโมซิสที่ 3

    เมื่อมาเทียบเคียงข้อมูลของเนเฟอร์ติติเองก็โดนกระทำเช่นเดียวกับฮัตเชปซุสเช่นกัน
    รูปสลักโดนทำลายเพราะกรณีของพระนางเนเฟอร์ติติไปขัดแย้งกับศาสนาเดิม
    เมื่ออำนาจโดนสั่นครอนและสามารถยึดอำนาจกลับคืนมาได้ การทำลายให้คนอื่น ๆ เห็น
    เป็นการ "เขียนเสือให้ลิงกลัว" เพื่อไม่ให้คนอื่น ๆ กล้าลุกขึ้นมาต้านอำนาจอีก

    จากความเห็นส่วนตัวนะจ้ะ ไม่ต้องเครียดถกเถียงข้อมูลกันสนุก ๆ

    #242
    0
  3. #222 Detectiveoat13 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 21 มกราคม 2553 / 22:27
    1. เสริมข้อมูล Medjay ให้ครับ จริงๆแล้ว Medjay มีการเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยด้วยนะครับ ตามนี้ครับ

    จริงๆแล้ว คำว่า Medjay เมื่อก่อนหมายถึง ชนเร่รอน แถวๆทะเลทรายตะวันออก รวมทั้งพวก นูเบีย ด้วย ยังไม่ได้หมายถึง "ตำรวจ" แต่อย่างใด พอมาถึงราชอาณาจักรกลาง พวกนี้ก็ยังมีส่วนในการรบเหมือนเดิม โดยเป็น หน่วยสอดแนมในทะเลทราย และประจำตามป้อมต่างๆ พอมาถึงสมัย Kamose ในราชวงศ์ที่ 17 Medjay ก็มาเป็นทหารช่วยทำการรบด้วยเหมือนกันครับ ในช่วง New Kingdom Medjay ถูกว่าจ้างให้เข้ามาดูแลความสงบเรียบร้อยของอียิปต์ ซึ่งก็เริ่มทำหน้าที่เหมือนตำรวจตั้งแต่สมัยนี้เองครับ ทำให้คำว่า Medjay สื่อความหมายถึง "อาชีพ" แทน "กลุ่มชน" ตั้งแต่ตอนนี้ด้วยครับ แต่หลังจากราชวงศ์ที่ 20 เป็นต้นไป ก็คาดว่าไม่มี Medjay อีกแล้วครับ แต่จะมีกลุ่มชนกลุ่มหนึ่งที่ชื่อว่า Meded ซึ่งมีหลักฐานว่าได้ต่อสู้กับชาว Kush เมื่อประมาณ 500-400BC นักอียิปต์วิทยาคาดว่า Meded กับ Medjay น่าจะเป็นกลุ่มคนกลุ่มเดียวกันครับ 

    2. เรื่อง Hatshepsut ถ้าออกเสียงว่า ฮัตเปซุต น่าจะโอเคกว่านะครับ (เป็น ช ช้าง) และไม่อยากให้กล่าวว่านางคือ "ฟาโรห์หญิงองค์แรก" ของอียิปต์ เพราะก่อนหน้าพระนางก็มีฟาโรห์หญิงแล้วหลายพระองค์ครับ ไม่ว่าจะเป็น Meritneith, Khentkawes I, Nitokris (3 คนนี้ไม่แน่ชัด) แต่ Sobekneferu แห่งราชวงศ์ที่ 12 นี่ชัดเจนครับ ดังนั้น Hatshepsut ไม่ใช่ฟาโรห์หญิงองค์แรกแน่นอนครับ

    3. ผมไม่ทราบว่าในนิยายเรื่องนี้จะเขียนให้ เมริเร กับ Ay นี่เป็นคนเดียวกันหรือเปล่านะครับ (หมายถึงว่า ไปเฉลยตอนท้ายว่า เมริเร ก็คือ Ay อะไรแบบนี้) เพราะถ้าอ้างอิงจากแนวคิดนักอียิปต์วิทยาจริงๆ ต้องบอกว่า Ay และ Tiy เป็นพี่น้องกัน (ทฤษฎี Akhmim) และไม่ทราบว่าถ้าอ้างอิงแบบนี้ จะทำให้เรื่องเปลี่ยนหรือเปล่าน่ะครับ

    4. เจอคำว่า "ศรีษะ" อีกแล้วครับผม
    #222
    0
  4. #167 Magnum (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 12 พฤศจิกายน 2552 / 23:16
    มาตามอ่านด้วยคนครับ มีเพื่อนแนะนำมาว่าเรื่องนี้สนุก และอ่านแล้วขอบอกว่า ไม่ผิดหวังเจงๆ
    #167
    0
  5. #66 พันดารา (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 12 กรกฎาคม 2552 / 17:34
    เพิ่งรู้ความหมายของชื่อ ไพเราะจริงๆ
    #66
    0
  6. #47 mydei (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 1 กรกฎาคม 2552 / 21:36
    สนุกนะ
    #47
    0
  7. #28 *เฟมีลน้อย* (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 21 เมษายน 2552 / 10:53
    ชอบเรื่องแนวนี้จัง
    #28
    0
  8. #27 F-Za (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 30 มีนาคม 2552 / 03:34
    เรื่องกำลังน่าสนใจมากเลย
    รีบๆมาอัพนะคะ
    #27
    0