เนเฟอร์ตีตี จอมราชินีลุ่มน้ำไนล์

ตอนที่ 2 : บทที่1 จักรวรรดิแห่งสายน้ำ(2)รีไรท์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,836
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    23 มิ.ย. 57

 ก่อนเที่ยงวัน การรบก็สิ้นสุดลง ด้วยความพ่ายแพ้ของเหล่ากบฏ ร่างไร้ชีวิตของนักรบทั้งฝ่ายอียิปต์และนูเบียจำนวนเรือนหมื่น รวมทั้งชิ้นส่วนอวัยวะ เช่น แขน ขา และศรีษะที่ถูกตัดขาดจากร่าง กระจายเกลื่อนทั่วพื้นทรายอันเป็นสมรภูมิที่อาบไปด้วยโลหิตสีแดงฉาน กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้ง แร้งอียิปต์ขนสีเทาจำนวนหลายพันตัวบินวนเวียนไปมาบนท้องฟ้า เหนือบริเวณสนามรบเพื่อรอเวลาลงจิกกินซากศพเบื้องล่าง จนแทบจะทำให้ท้องฟ้าบริเวณนั้นมืดมัวไป ทหารอียิปต์ได้ตัดมือขวาของพวกข้าศึกที่ถูกฆ่าตาย นำมากองรวมกันไว้เพื่อนับจำนวน ส่วนพวกกบฏที่รอดชีวิตถูกจับและกวาดต้อนไปยังนครนาปาต้าอันเป็นที่ตั้งค่ายหลวงของฝ่ายอียิปต์


เมืองนาปาต้าเป็นนครกึ่งป้อมปราการที่ตั้งอยู่บริเวณพื้นที่ใกล้แก่งน้ำตกที่สี่ของแม่น้ำไนล์ นครแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นในรัชสมัยของฟาโรห์ทุตโมซิสที่สาม(1) โดยหลังจากทรงพิชิตดินแดนนูเบียได้สำเร็จแล้ว ทุตโมซิสที่สามได้ทรงมีพระบัญชาให้สร้างเมืองแห่งนี้ขึ้นเพื่อใช้เป็นสถานีการค้าและป้อมปราการสำหรับควบคุมไม่ให้ชนพื้นเมืองของนูเบียคิดแข็งข้อต่อจักรวรรดิ แต่กระนั้นก็ยังไม่อาจกำราบชนพื้นเมืองเหล่านี้ได้อย่างถาวร ด้วยว่าในเวลาต่อมา ชาวนูเบียก็ยังคงหาโอกาสก่อกบฏต่ออียิปต์อีกหลายครั้ง


ในพลับพลาที่ประทับขององค์ฟาโรห์ ซึ่งอยู่บริเวณลานกว้างกลางเมือง ฟาโรห์อเมนโฮเทป ประทับบนตั่งที่ปูลาดด้วยหนังเสือดาว ที่ข้อพระกร(2) ข้างขวาของพระองค์ถูกพันไว้ด้วยผ้าลินินขึ้นไปจนถึงพระพาหา(3) ท่อนล่างอันเป็นผลจากอุบัติเหตุที่ทรงได้รับจากการรบ ทั้งสองข้างของตั่งที่ประทับขององค์ฟาโรห์มีบรรดาแม่ทัพนายกองทั้งหลายนั่งเรียงอยู่เป็นแถว โดยผู้ที่อยู่ทางหัวแถวด้านขวาคือ เจ้าชาย ผู้เป็นพระโอรส ส่วนอีกด้านหนึ่งคือ นายพลเจฮูติ แม่ทัพฝ่ายขวาและนายพลราดาเมส แม่ทัพฝ่ายซ้าย สองขุนพลคู่พระทัย

ข้าแต่ฟาโรห์ผู้ยิ่งใหญ่ บัดนี้ พวกกบฏได้ยอมจำนนต่อกองทัพเราจนหมดสิ้นแล้ว พะย่ะค่ะนายพลเจฮูติ กราบทูลรายงาน

ดีมากฟาโรห์ทรงพยักพระพักตร์อย่างพอพระทัย ก่อนจะทรงมีรับสั่งถามอีกฝ่ายว่าศึกครั้งนี้ ฝ่ายเราจับเชลยได้เท่าใด

ทั้งแม่ทัพนายกองและไพร่พลที่จับได้รวมทั้งสิ้นสี่พันเศษพะย่ะค่ะอีกฝ่ายกราบทูลตอบ

องค์พระประมุขแห่งอียิปต์ทรงแย้มพระสรวลอย่างเหี้ยมเกรียมก่อนจะทรงมีพระบัญชาว่า เจฮูติ, เจ้าจงคัดแยกบรรดาเชลยที่เป็นแม่ทัพนายกองของข้าศึกออกจากพวกไพร่พล จากนั้นให้นำตัวพวกมันไปฝังทั้งเป็นในทะเลทรายให้หมดสิ้น เพื่อให้ชีวิตของพวกมันเป็นเครื่องสังเวยแด่จอมเทพอมุน-รา แลเพื่อให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่ผู้ใดก็ตามที่คิดจะแข็งข้อต่อเคมเมตในภายภาคหน้า ส่วนพวกเชลยไพร่พลที่เหลือนั้น หากมีผู้ใดที่บาดเจ็บจนเดินทางมิได้ ก็จงบั่นหัวมันเสีย ส่วนพวกที่ยังแข็งแรงนั้น ให้นำตัวพวกมันกลับไปเป็นทาสยังนครธีบส์

น้อมรับพระบัญชา นายพลเจฮูติ กล่าวพร้อมก้มศรีษะลงถวายความเคารพก่อนออกจากพลับพลาไป

ข้าแต่พระบิดา หม่อมฉันมีความเห็นว่า พระองค์น่าจะทรงประทานอภัยโทษแก่เหล่าเชลยศึก เพื่อแสดงถึงพระเมตตา พะย่ะค่ะเจ้าชายตรัสเสนอ

เจ้าใจอ่อนเกินไป องค์ฟาโรห์ทรงมีรับสั่งตำหนิพระโอรส การแสดงความเมตตากับชนป่าเถื่อนเช่นนี้ รังแต่จะถูกพวกมันตีความว่าพวกเรานั้นอ่อนแอ ซึ่งสุดท้ายจะทำให้พวกมันล้วนได้ใจและก่อการกระด้างกระเดื่องต่อเราไม่มีวันสิ้นสุด

เมื่อทรงสดับดังนั้น เจ้าชายอเมนโฮเทปก็ทรงก้มพระพักตร์ลงด้วยอาการของผู้ที่จำยอมรับ มากกว่าจะทรงเห็นด้วยกับพระบิดาจริงๆ

เอาล่ะทุกคน พวกเราออกไปชมการลงทัณฑ์พวกมันพร้อมกันเถอะองค์ฟาโรห์ทรงลุกขึ้นและเสด็จออกไปนอกพลับพลาโดยมีเหล่าแม่ทัพตามเสด็จไปด้วย

….ที่ลานกว้างทางด้านตะวันออกของกำแพงเมือง ทหารอียิปต์จำนวนสองพันนายถือหอกและโล่ยืนตั้งขบวนเป็นรูปสี่เหลี่ยมจตุรัสสองชั้นล้อมรอบหลุมขนาดใหญ่หลุมหนึ่ง โดยที่บริเวณใกล้กับปากหลุมดังกล่าวนั้น เชลยศึกซึ่งล้วนเป็นเหล่านายทหารชาวนูเบียจำนวนห้าร้อยคนถูกจับมัดมือไพล่หลังนั่งรวมกลุ่มกันอยู่ หลายคนนั่งก้มหน้านิ่ง คอตก อย่างผู้ที่รู้และยอมรับชะตากรรมของตน แต่บางคนก็มีสีหน้าที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวกับการลงทัณฑ์ที่กำลังจะเกิดขึ้น


ทันทีที่ฟาโรห์ได้เสด็จมาถึงยังลานกว้างแห่งนั้นพร้อมกับเจ้าชายและเหล่าแม่ทัพนายกองทั้งปวงแล้ว เสียงกลองอันเป็นสัญญาณให้เริ่มการลงทัณฑ์บรรดาเชลยศึกก็ดังขึ้น มีเชลยหลายคนส่งเสียงคร่ำครวญร้องขอชีวิตอย่างน่า สงสาร ทว่าก็ถูกเหล่าทหารอียิปต์กระชากตัวให้ลุกขึ้นและไล่ต้อนด้วยคมหอกให้เดินไปยังปากหลุมโดยไร้ซึ่งความปราณี จากนั้นเชลยศึกชาวนูเบียทั้งหมดก็ถูกผลักตกลงไปในหลุมนั้น ก่อนจะถูกพวกทหารที่อยู่ข้างบนโกยทรายทับถมลงไป เสียงร้องด้วยความหวาดกลัวของผู้เคราะห์ร้ายดังระงมอย่างน่าเวทนา ขณะที่พวกทหารโกยทรายลงไปเรื่อยๆ


เจ้าชายหนุ่มทรงเบือนพระพักตร์จากภาพอันน่าสยดสยองนั้น ขณะที่พระบิดาซึ่งทรงสังเกตเห็นอาการของพระโอรสทรงขมวดพระขนงเล็กน้อย หากแต่ก็ไม่ได้ตรัสสิ่งใด

เสียงกรีดร้องคร่ำครวญโหยหวนของเหล่าเชลยศึกที่ถูกลงทัณฑ์ยังคงดังอยู่อีกพักใหญ่ ก่อนจะเงียบหายไปเมื่อร่างของเชลยศึกคนสุดท้ายได้จมลึกลงไปใต้ผืนทราย….

********************

รถเทียมม้าคันหนึ่งแล่นมาอย่างรวดเร็วตามถนนดินของนครอัคห์มิม (4)จนฝุ่นตลบ ก่อนจะหยุดลงเมื่อมาถึงยังบริเวณด้านหน้าซุ้มประตูของคฤหาสน์แห่งข้าหลวงผู้ปกครองเมือง ชายหนุ่มผู้เป็นคนขับโดดลงจากรถและนำสาส์นที่เขียนลงในม้วนปาปิรัส(5) ซึ่งบรรจุอยู่ในกระบอกไม้ มอบให้แก่ทหารรักษาการณ์ที่ยืนถือหอกเฝ้าอยู่ด้านหน้าประตู

ครู่ต่อมา สาส์นฉบับนั้นก็มาถึงมือของ อัยย์ ผู้เป็นเจ้าของบ้าน หลังจากอ่านจบ บุรุษวัยกลางคนยิ้มอย่างสมคะเน ก่อนจะเดินขึ้นไปยังห้องชั้นบนของผู้เป็นบุตรสาว

เนเฟอร์ตีตี พ่อมีข่าวดีมาบอกกับเจ้า ”  อัยย์กล่าวเมื่อเห็นหน้าบุตรสาว

ข่าวอะไรหรือ ท่านพ่อผู้เป็นบุตรถาม

คนนำสาส์นของพ่อที่เดินทางมาจากนครนาปาต้า ได้นำข่าวมาแจ้งว่า บัดนี้กองทัพอียิปต์มีชัยชนะเหนือพวกกบฏแล้ว ผู้เป็นบิดาพูด

แล้วข่าวนี้เกี่ยวอะไรกับข้าเด็กสาวสงสัย

ย่อมต้องเกี่ยวแน่นอน ด้วยว่าเมื่อสงครามสงบลงเช่นนี้แล้ว อีกไม่นานองค์ฟาโรห์พร้อมเจ้าชายก็จะเสด็จกลับยังนครธีบส์ อัยย์กล่าวอย่างกระหยิ่มใจ วันพรุ่ง พ่อจะพาเจ้าเดินทางไปยังธีบส์

พรุ่งนี้!เด็กสาวอุทานอย่างตกใจ เหตุใด ต้องรีบร้อนเช่นนั้นด้วย ท่านพ่อ

ที่ต้องเร่งเดินทาง ก็เพราะว่า พ่อต้องการให้เจ้าไปถึงที่นั่น ก่อนเวลาที่ทัพหลวงจะเดินทางไปถึงผู้เป็นบิดาขยายความพ่อจะพาเจ้าไปเข้าเฝ้าพระมารดาของเจ้าชายรัชทายาท เพื่อให้พระนางได้ทรงรู้จักเจ้า ก่อนที่เจ้าจะถวายตัวเป็นชายาขององค์รัชทายาท

แล้วเหตุใด ท่านพ่อจึงต้องให้ข้าไปเข้าเฝ้าพระมารดาของเจ้าชายด้วยเล่า เด็กสาวข้องใจ

เจ้ากล่าวมาเช่นนี้ ดูช่างมิรู้เรื่องราวอันใดเอาเสียเลยผู้เป็นบิดาทำเสียงกึ่งตำหนิกึ่งเอ็นดูที่พ่อต้องการให้เจ้าไปเข้าเฝ้าพระนางก่อนนั้น ก็ด้วยหมายให้พระนางทรงเมตตาเจ้าและจะได้ทรงให้การสนับสนุนตัวเจ้าให้ได้เป็นคนโปรดของพระโอรส เผื่อว่าในวันหน้าเมื่อเจ้าชายได้ทรงขึ้นครองราชย์แล้ว ไม่แน่ว่าเจ้าอาจมีโอกาสได้เป็นถึงราชินีแห่งอียิปต์ก็เป็นได้

เนเฟอร์ตีตีนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ แต่ท่านพ่อน่าจะรู้ว่า ตัวข้านั้นหาได้ปรารถนาที่จะเป็นราชินีไม่

เจ้าหมายความว่าอย่างไรนะ”  อัยย์  ขมวดคิ้ว เจ้ารู้หรือไม่ว่า สตรีทั่วแผ่นดิน ล้วนปรารถนาโอกาสเช่นนี้ แล้วตัวเจ้ากลับกล่าววาจาเยี่ยงนี้ได้อย่างไร

แต่ข้าหาได้ต้องการโอกาสเช่นนั้นไม่ นางเถียง

เนเฟอร์ตีตี!ข้าหลวงใหญ่แห่งอัคห์มิมเรียกชื่อบุตรสาวด้วยน้ำเสียงไม่พอใจเจ้าพูดออกมาเช่นนี้ คิดจะขัดคำสั่งพ่ออย่างนั้นรึ

ก็แล้วที่ท่านพ่อบังคับจิตใจของข้าเล่า เด็กสาวเถียงกลับอย่างไม่ยอมแพ้ตามนิสัย ท่านพ่อตัดสินใจเรื่องที่สำคัญที่สุดต่อชีวิตของข้าลงไป โดยมิเคยถามถึงความสมัครใจของข้าเลยแม้เพียงน้อย เช่นนี้แล้วท่านพ่อจะให้ข้าทำตามได้อย่างไร!

นี่เจ้าบังอาจต่อว่าเช่นนี้พ่อเชียวรึผู้เป็นบิดาขึ้นเสียงด้วยความโกรธ เอาล่ะในเมื่อเจ้ากล่าวว่าพ่อบังคับจิตใจของเจ้า เช่นนั้นพ่อก็จะออกคำสั่งว่า ในวันพรุ่งนี้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม เจ้าก็จะต้องเดินทางไปยังธีบส์พร้อมกับพ่อ โดยไม่มีข้อโต้แย้งใดๆทั้งสิ้น

ท่านพ่อ!อีกฝ่ายอุทาน

“ ..และหากพรุ่งนี้ เจ้ายังขัดขืนไม่ยอมไปแต่โดยดีแล้วล่ะก็ พ่อจะสั่งให้พวกทาสจับเจ้ามัดมือมัดเท้าแล้วส่งตัวไปยังธีบส์เองกล่าวจบ  อัยย์ก็เดินออกจากห้องไปด้วยความโมโห

เนเฟอร์ตีตีอึ้งกับความโกรธของบิดา ก่อนพยายามกลั้นหยาดน้ำตาที่เอ่อคลอนัยน์ตาคู่งาม นับแต่เล็กคุ้มใหญ่ บิดาไม่เคยดุว่านางแม้เพียงคำเดียว มีแต่จะตามใจสารพัด ด้วยว่ามารดาของนางนั้นเสียชีวิตตั้งแต่นางยังเล็ก ผู้เป็นบิดาจึงรักและทะนุถนอมนางราวแก้วตาดวงใจ ทว่าในวันนี้ เพียงเพราะตัวนางไม่ต้องการจากบ้านไปวิวาห์กับชายที่นางไม่ปรารถนา กลับทำให้บิดาถึงกับกริ้วโกรธจนถึงขั้นดุด่า ทำให้เด็กสาวเต็มไปด้วยความน้อยใจยิ่งนัก

ในที่สุด เด็กสาวก็มิอาจจะอดกลั้นความน้อยใจและเสียใจได้อีกต่อไป นางทิ้งกายและซบหน้าลงบนที่นอน ขณะที่ปล่อยให้น้ำตาไหลอาบสองข้างแก้ม

นายหญิงน้อยเสียงหนึ่งดังขึ้น

เนเฟอร์ตีตี เงยหน้าขึ้นและเห็นหญิงสาววัยยี่สิบห้าปี ผิวสีน้ำตาลอ่อน ผมสีดำยาว แต่งกายด้วยชุดผ้าลินินสีขาวยาวกรอมข้อเท้า ยืนอยู่

นายหญิงน้อย ร้องไห้ทำไมเจ้าคะหญิงผู้นั้นอุทานอย่างตกใจเมื่อเห็นน้ำตานองหน้าผู้เป็นนาย

ไอริส เด็กสาวเรียกชื่อของอีกฝ่าย ก่อนจะโผเข้าหา ท่านพ่อสั่งให้ข้าไปธีบส์ ท่านจะบังคับให้ข้าเป็นชายาของเจ้าชายนางสะอื้นไห้ ท่านพ่อดุข้า ท่านดุข้า เพราะข้าไม่ยอมไปธีบส์

ไอริสโอบกอดเนเฟอร์ตีตี ไว้และปลอบโยนด้วยความสงสาร ในฐานะนางพี่เลี้ยงคนสนิทที่ดูแลอีกฝ่ายมาเป็นเวลานานหลายปี หญิงสาวรู้ดีว่า แต่เล็กจนโต เด็กสาวผู้เป็นนายของตนมิเคยต้องยินถ้อยคำระคายหู แม้เพียงสักครั้งเดียว ครั้นมาถูกบิดาดุว่ารุนแรงเอาเป็นครั้งแรก ก็ย่อมต้องสะเทือนใจเป็นธรรมดา

นายหญิงน้อย อย่าร้องไห้เลยนะเจ้าคะนางพี่เลี้ยงพูดปลอบ นายท่านคงหาได้ตั้งใจจะดุนายหญิงน้อยไม่ หากที่ท่านพูดไปนั้นคงเป็นเพราะความโกรธชั่ววูบมากกว่า

เนเฟอร์ตีตี หยุดสะอื้นไห้ คงเหลือเพียงหยาดน้ำตาบนสองข้างแก้ม ไอริส ข้าไม่อยากไปธีบส์ ข้าไม่ต้องการเป็นชายาของเจ้าชาย เจ้าช่วยข้าทีสิ

นายหญิงน้อย ข้าเองก็เห็นใจท่านนะเจ้าคะ แต่ข้าไม่รู้ว่าจะช่วยได้อย่างไร ท่านเองก็รู้ ว่านายท่าน ไม่มีทางยอมเปลี่ยนใจเป็นแน่ไอริสกล่าวอย่างจนปัญญา

เนเฟอร์ตีตี นิ่งเงียบครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดอย่างนึกขึ้นได้ เช่นนั้น เจ้าก็พาข้าหนีสิ พวกเราหลบไปอยู่ที่ไหนสักพักก็ได้ จนกว่าท่านพ่อจะเลิกล้มความตั้งใจ

ทำเช่นนั้นไม่ได้ หรอกเจ้าค่ะไอริสรีบปฏิเสธด้วยสีหน้าตกใจพวกเราไม่มีทางหนีนายท่านพ้นแน่ หากคิดหนีแล้วถูกนายท่านจับได้ ข้ามีหวังต้องถูกลงทัณฑ์ทรมานจนตายอย่างแน่นอนและที่สำคัญ นายหญิงน้อยเองก็คงต้องถูกลงโทษด้วย

เช่นนั้น เจ้าก็จงออกไปได้แล้วน้ำเสียงของนายสาวกราดเกรี้ยว ในเมื่อเจ้าไม่ยอมช่วย ก็จงไปให้พ้นหน้าข้า. ออกไป! ออกไปเดี่ยวนี้เลย!

อีกฝ่ายยังลังเล เอ่อ..นายหญิงน้อย
ข้าสั่งให้ออกไป!เนเฟอร์ตีตีตวาดลั่นออกไปเดี๋ยวนี้!

เมื่อเห็นดังนั้น พี่เลี้ยงสาวก็รีบหลบออกไปจากห้องนั้น ด้วยความหวาดเกรงแต่ก่อนที่จะก้าวพ้นขอบประตูออกไปนางก็ยังอดมองมาด้วยสายตาที่แสดงถึงความเป็นห่วงไม่ได้ ไอริสยืนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนก้าวออกไปและจะปล่อยให้ผู้เป็นนายอยู่เพียงลำพัง

โอ้ ข้าแต่ ทวยเทพทั้งหลาย ไยพระองค์จึงไม่ทรงเมตตาข้าเลย เหตุใดต้องให้ข้าได้พานพบชะตากรรม เช่นนี้ด้วยเด็กสาวพร่ำรำพัน

*******************

เช้าวันรุ่งขึ้น  อัยย์ ก็นำบุตรสาวออกเดินทางจากนครอัคห์มิมโดยทางเรือล่องขึ้นไป พร้อมด้วยทหารคุ้มกันอาวุธครบมือหลายสิบนาย มุ่งหน้าสู่นครธีบส์ มหานครแห่งจักรวรรดิ อัยย์ตั้งใจว่าจะพาบุตรสาวของตนไปเข้าเฝ้าพระนางไทยีผู้ทรงมีศักดิ์เป็นลูกผู้พี่ของตน ข้าหลวงใหญ่แห่งอัคร์มิมมีความมั่นใจว่า ความสัมพันธ์ฉันท์เครือญาติที่มีอยู่กับพระนาง เมื่อรวมกับรูปโฉมที่งดงามและความเฉลียวฉลาดของบุตรสาวของตน ก็น่าที่จะทำให้พระนางไทยีทรงเมตตาบุตรสาวของตนอย่างแน่นอน

ขณะที่ผู้เป็นบิดากระหยิ่มใจกับความฝันถึงสิ่งที่ตนวาดหวังไว้ ผู้เป็นบุตรสาวกลับมีความรู้สึกที่แตกต่างกัน ตลอดเวลาตั้งแต่ออกจากบ้าน เนเฟอร์ตีตีเอาแต่เก็บตัวอยู่ในห้องพักของเรือและแทบจะไม่ได้เอ่ยปากกับผู้ใด แม้กับไอริสซึ่งเป็นพี่เลี้ยงคนสนิทของนาง อย่างไรก็ตาม ภายในจิตใจของนางนั้นหาได้สงบนิ่งเหมือนดังการแสดงออกภายนอกที่เห็นไม่ ด้วยว่าความคิดของนางวนเวียนอยู่ระหว่างความรู้สึกสองอย่างนั่นคือความไม่พอใจกับความตื่นเต้น ทั้งนี้ แม้ว่าตัวนางจะไม่ต้องการเป็นชายาของเจ้าชาย แต่นางก็มีความปรารถนาที่จะได้เห็นความยิ่งใหญ่ตระการตาของนครธีบส์ เนื่องด้วยทั้งชีวิตของนางนั้น เคยได้ยินเสียงเล่าลือถึงความรุ่งเรืองของมหานครแห่งนี้ แต่ก็หาได้เคยมาเยือนมหานครแห่งนี้เพียงสักครั้งไม่ อันที่จริงแล้วถ้าหากนี่ไม่ใช่การเดินทางมาเพื่อการถวายตัวแล้ว นางก็คงมีความรื่นรมย์กับการเดินทางครั้งนี้ไม่น้อย

 

      ไม่กี่วันต่อมา เรือก็มาถึงบริเวณชานนครธีบส์ ภาพของอนุสาวรีย์ขนาดยักษ์และหมู่วิหารเริ่มปรากฏให้เห็น ความโอ่อ่าตระการตาของมันตรึงตาเด็กสาวยิ่งนัก 
"ดูสิ ลูก นั่นอย่างไรล่ะ ธีบส์ " อัยย์บอกกับบุตรสาว พลางชี้มือไปยังเบื้องหน้า 

เด็กสาวมองตามที่ผู้เป็นบิดาบอก แนวกำแพงสีขาวของมหานครใหญ่ปรากฏให้เห็นได้ในระยะไกล แม้ว่าเวลานี้ดวงอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า เหลือเพียงแสงสุดท้ายของวัน แต่ดูเหมือนว่ายังเพียงพอที่จะให้นางได้มองเห็นความยิ่งใหญ่และงดงามของมหานครแห่งไนล์

แม้ภาพของมหานคร ที่นางได้เห็นจะทำให้นางเกิดความรู้สึกตื่นเต้น ทว่ามันก็ทำให้นางรู้สึกไม่สบายใจเพิ่มมากขึ้นด้วยเช่นกัน ด้วยมันหมายถึงว่าอีกไม่นานนางก็ต้องเข้าสู่วังหลวง ที่นางไม่ปรารถนาแล้วนั่นเอง 

เนเฟอร์ตีตีละสายตาจากภาพที่เห็น พลางถอนหายใจเบาๆ เมื่อนึกถึงสิ่งที่กำลังรอนางอยู่เบื้องหลังแนวกำแพงสีขาวนั้น 
                                         
                                                           ***************************




เชิงอรรถ
------------------------------------------------------------------------------------------------------

1. ทุตโมซิสที่สาม - ทรงครองราชย์ระหว่างปีที่ 1458 1425 ก่อน ค.ศ. พระองค์ทรงเป็นพระโอรสของฟาโรห์ทุตโมซิสที่สอง กับพระชายาไอซิส ฟาโรห์ทุตโมซิสที่สาม ทรงได้รับสมญานามจากนักประวัติศาสตร์ว่า นโปเลียนแห่งอียิปต์ เนื่องจากพระองค์ทรงเป็นกษัตริย์นักรบที่ปรีชาสามารถและได้สร้างอียิปต์จนกลายเป็นจักรวรรดิ โดยในรัชสมัยของพระองค์นั้น ได้มีการยกกองทัพเข้าโจมตีดินแดนในเอเชียตะวันตกเฉียงใต้ถึง 17 ครั้งและได้รับชัยชนะทุกครั้ง โดยชัยชนะครั้งสำคัญที่สุดของพระองค์คือการรบกับกองทัพชาวคานาอันซึ่งนำโดยเจ้าชายสามร้อยพระองค์ ที่ช่องเขาเมกิดโด*

2.พระกร มือ

3.พระพาหา แขน

4.อัคห์มิม - นักประวัติศาสตร์เชื่อว่า พระนางเนเฟอร์ตีตี มาจากตระกูลขุนนางของเมืองนี้

5. ปาปิรัสเป็นกระดาษของอียิปต์โบราณ ทำมาจากต้นกกปาปิรัสซึ่งเคยมีอยู่มากตามริมบริเวณฝั่งแม่น้ำไนล์

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

287 ความคิดเห็น

  1. #261 Crepuscolo (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2553 / 19:15
    โอ้...น่าสงสารเนเฟอร์ตีตีจริงๆ

    สู้ๆ

    #261
    0
  2. #246 !T_ช่ ว ง ซ่ อ ม แ ซ ม_T! (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 7 มีนาคม 2553 / 12:42
    อยากให้ใช้ตัวหนังสือ เหมือนตอนที่1 อ่ะ อ่านง่ายดี
    #246
    0
  3. #221 Detectiveoat13 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 21 มกราคม 2553 / 22:04
    ตอนที่ 2 นี้มีเรื่องแนะนำหลายจุดมากๆครับ โดยเฉพาะจุดที่ 3 ผมคิดว่าน่าจะต้องปรับนิดหน่อยกระมังครับ ลองอ่านดูครับ

    1.  เรื่องการที่นำเชลยที่มัดมือลงไปในหลุม แล้วโกยทรายลงไปทับนั้น โดยส่วนตัวคิดว่า การโกยทราย ถ้าโกยด้วยความเร็วที่ไม่มากพอ คนที่ไม่ได้โดนมัดขา สามารถขึ้นมายืนบนทรายที่เพิ่งโกยลงไป และสามารถค่อยๆยืนบนทรายที่กำลังเพิ่มระดับอย่างช้าๆ จนขึ้นมาจากปากหลุมได้ครับ (นอกเสียจากว่าตกลงไปและขาหักเรียบร้อยแล้ว) แต่เรื่องนี้ไม่ซีเรียสครับ

    2. สงสัยว่า นิยายเรื่องนี้เรียก "อียิปต์" ว่า "เคมเมต" แต่กลับไม่เรียก "ธีบส์" ว่า "วาเสต" (Waset) ซึ่งเป็นชื่ออียิปต์โบราณของนครธีบส์ ดูขัดๆกันไหมครับ? (คำว่า Thebes เป็นภาษากรีกครับ)

    3. จุดใหญ่ครับ ตรงที่คุณสิงขรลักษณ์บรรยายเรื่องการล่องเรือที่บอกว่า ออกจาก Akhmim แล้วไป Giza แล้วมาที่ Thebes นี่คือจุดที่ต้องแก้ไขอย่างมากครับ เพราะว่าถ้าจะไล่นคร 3 แห่งนี้จากทิศเหนือลงทิศใต้ จะเจอ Giza ก่อน แล้วเจอ Akhmim แล้วค่อยมา Thebes ครับ ดังนั้น การล่องเรือจาก Akhmim ไป Thebes จะไม่มีทางผ่าน Giza แน่นอนครับ Giza นั้นอยู่ในอียิปต์ล่างครับ  ใกล้ๆ Delta เลย แต่ Akhmim ลงมาทางใต้แล้วครับ ห่างจาก Thebes ประมาณ 100km (วัดระยะทางคร่าวๆจากความยาวแม่น้ำ) เท่านั้นครับ ดังนั้นไม่มีทางผ่าน Giza เลยครับ

    4. Sphinx ที่ Giza คาดว่าสร้างสมัยฟาโรห์ Khafre (เจ้าของพีระมิดองค์ที่ 2) ครับ ไม่ใช่ Menkaure (เจ้าลองพีระมิดองค์ที่ 3)

    5. ผมเห็นว่าเนื้อหาตอนที่ 1 นั้นพิมพ์คำว่า "ศีรษะ" เป็ร "ศรีษะ" หมดเลยครับ (สระ อี ผิดตำแหน่ง) ช่วยแก้ไขด้วยครับ
    #221
    0
  4. #190 กังหันลม (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 31 ธันวาคม 2552 / 15:31

    สนุกมากเลย ใช้ภาษาได้ราบรื่นสละสลวย อ่านแล้วเหมือนอยู่ในยุคอียิปต์โบราณจริงๆ

    #190
    0
  5. #187 ABUT (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 30 ธันวาคม 2552 / 10:50
    ชอบภาษาที่ใช่มากๆ
    #187
    0
  6. #113 เพลงใบไม้(เจ้าน้ำตา) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 7 กันยายน 2552 / 22:20
    ตั้งใจจะมาอ่านแต่ปวดตามากค่ะ

    เพิ่งแต่งนิยายด้วยเองไปด้วยความงงๆ

    ยังไงก็เป็นกำลังใจให้นะคะ
    #113
    0
  7. #65 พันดารา (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 12 กรกฎาคม 2552 / 17:32
    น่าสงสารนางเอก

    ยังอ่อนต่อโลกไป ถูกเลี้ยงดูมาอย่างดี โดนบังคัะบอย่างนี้คงรับได้ยากน่าดู
    #65
    0
  8. #46 mydei (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 1 กรกฎาคม 2552 / 21:31
    สงสารนางเอกอ่ะ
    #46
    0
  9. #26 *เฟมีลน้อย* (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 21 เมษายน 2552 / 10:50
    ว้าว น่าสงสารจังเลย
    #26
    0
  10. #25 F-Za (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 30 มีนาคม 2552 / 03:25
    อ่านละได้ความรู้ไปด้วย
    ภาษาที่ใช้ก้ดีมากและดูเป็ฏนทางการ
    แต่อาจจะเข้าใจยากสำหรับคนที่ชอบ
    อ่านภาษาที่ไม่เป็นทางการก้ได้
    อิอิ...ไงก้พยายามเข้านะคะ
    อ่านละได้ความรู้ชอบ
    #25
    0