เนเฟอร์ตีตี จอมราชินีลุ่มน้ำไนล์

ตอนที่ 19 : บทที่หก งานฉลองแห่งเทวะ (2)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,041
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    5 ก.พ. 53


เนเฟอร์ตีตี
หันไปมองตามที่อีกฝ่ายบอก และเห็นพระนัดดาของฟาโรห์พร้อมกับข้าหลวงของพระองค์อยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก

 "ข้าว่า เรารีบไปจากที่นี่ ก่อนที่พระองค์จะทรงเห็นเถอะ… " เด็กสาวหันมาบอกกับนางพี่เลี้ยงด้วยท่าทางไม่สบายใจนัก ด้วยว่านางยังคงจำความรู้สึกอึดอัดใจเมื่อตอนที่พบกับเจ้าชายหนุ่มเป็นครั้งแรกได้

"คงมิทันแล้วล่ะเจ้าคะ นายหญิงน้อย" อีกฝ่ายลดเสียงลง "ดูเหมือน พระนัดดาจะทรงเห็นท่านแล้ว"

  ในขณะเดียวกันนั้นเอง หลังจากที่ทรงทอดพระเนตรเห็นเด็กสาวแล้ว  เจ้าชายเคเฟรนก็รีบเสด็จพระราชดำเนินตรงมายังจุดที่เนเฟอร์ตีตีกับพี่เลี้ยงคนสนิทของนางกำลังยืนอยู่ทันที โดยมีบรรดาข้าหลวงของพระองค์อีกหลายคนตามเสด็จมาด้วย

" เนเฟอร์ตีตี "เจ้าชายหนุ่มตรัสเรียกหลังจากทรงมาถึงแล้ว " นั่นเจ้าจะรีบไปที่ใดหรือ"

"ถวายบังคม องค์ชาย เพคะ"เด็กสาวย่อกายลงถวายความเคารพ ก่อนจะทูลตอบว่า "หม่อมฉันจะรีบไปเข้าเฝ้าพระมเหสีเพคะ"

"อยู่สนทนากับข้าสักประเดี๋ยวจะได้หรือไม่ "เจ้าชายเคเฟรนตรัสถามก่อนจะย่างพระบาทเข้ามาใกล้อีกเล็กน้อย

"ยามนี้ เป็นเวลาสายมากแล้ว หากหม่อมฉันไปถึงพระตำหนักล่าช้า เกรงว่าพระมเหสีจะทรงกริ้วเอาได้เพคะ" เนเฟอร์ตีตีพยายามทูลบ่ายเบี่ยง 

"เช่นนั้น ขอให้ข้าเดินไปส่งเจ้าจนถึงตำหนักก็แล้วกัน" เจ้าชายตรัสด้วยน้ำเสียงกึ่งขอร้องแกมบังคับ "หวังว่าเจ้าคงมิขัดข้องอันใดนะ"
เด็กสาวไม่มีทางเลือก "เอ่อ เพคะ"

ระหว่างที่เสด็จพระราชดำเนินไปส่ง เจ้าชายเคเฟรนทรงชวนเด็กสาวสนทนาหลายเรื่อง ทว่านางก็ทำเพียงทูลตอบพระองค์ไปเฉพาะที่จำเป็นเท่านั้น 

หลังจากสนทนากันได้ครู่หนึ่ง เจ้าชายหนุ่มก็ทรงมีรับสั่งถามเนเฟอร์ตีตีว่า "เจ้าเดินผ่านทางนี้ ทุกเช้ากระนั้นหรือ"
"เพคะ"

"เช่นนั้น หากวันพรุ่ง ข้าแวะเวียนมาที่นี่ ก็คงได้พบเจ้าอีก ใช่หรือไม่"
"เอ่อ…เพคะ" นางทูลตอบไม่เต็มเสียงนัก

"แต่ที่จริง การได้พบเจ้าในวันนี้ก็นับว่าเหมาะนัก" เจ้าชายหนุ่มตรัสพร้อมกับแย้มพระสรวล "เพราะข้ามีของสิ่งหนึ่งที่ได้เตรียมเอาไว้เพื่อจะมอบให้กับเจ้าอยู่พอดี"
"ของอันใดหรือเพคะ" อีกฝ่ายสงสัย

แทนคำตอบ เจ้าชายหนุ่มทรงหันไปยังขุนนางคนสนิทที่เดินนำกลุ่มข้าหลวงตามเสด็จมาข้างหลัง  "ราโมส ,เอากล่องใบนั้นออกมา"
"พะย่ะค่ะ" อีกฝ่ายรับบัญชาก่อนจะสั่งให้นางข้าหลวงนำกล่องใบกะทัดรัดแกะสลักจากไม้เนื้ออ่อนใบหนึ่งมาให้ตนก่อนจะเดินนำส่งกล่องใบนั้นมาหยุดต่อเบื้องพระพักตร์ของเจ้าชาย

พระนัดดาแห่งฟาโรห์ทรงพยักพระพักตร์ให้ขุนนางคนสนิท ก่อนที่ฝ่ายนั้นจะเปิดฝากล่องออก เผยให้เห็นสิ่งที่อยู่ข้างใน

"เครื่องประดับชุดนี้ ข้าได้สั่งให้ช่างฝีมือทำขึ้นเพื่อเจ้าโดยเฉพาะ "เจ้าชายตรัสบอก "อัญมณีแต่ละเม็ด ล้วนแต่คัดเลือกมาเป็นพิเศษทั้งสิ้น"  

เนเฟอร์ตีตีมองดูของที่อยู่ในกล่องใบนั้น ซึ่งประกอบด้วย สร้อยคอสองเส้นที่ทำจากพลอยน้ำงาม พร้อมกับต่างหูทองคำที่ทำเป็นลายดอกไม้อีกสองคู่ แสงแดดตกกระทบเครื่องประดับเหล่านั้นจนเกิดเป็นประกายระยิบระยับ

เด็กสาวละสายตาจากของในกล่อง ก่อนจะทูลบอกเจ้าชายว่า "ขอบพระทัยที่ทรงมีพระเมตตาต่อหม่อมฉันเพคะ หากแต่หม่อมฉันคงมิอาจรับของเหล่านี้ไว้ได้หรอกเพคะ"

ชั่วขณะนั้น สายพระเนตรของเจ้าชายหนุ่มคล้ายจะฉายแววความกริ้วโกรธออกมา ก่อนจะกลับคืนเป็นปกติอีกครั้ง 

"เจ้าจะปฏิเสธน้ำใจของข้ากระนั้นหรือ" เจ้าชายเคเฟรนตรัสถามกึ่งตัดพ้อกึ่งไม่พอพระทัย  "หรือว่าเครื่องประดับเหล่านี้ยังมิงดงามถูกใจเจ้า หากเป็นเช่นนั้นแล้ว ข้าจะสั่งให้ช่างฝีมือเร่งทำเครื่องประดับชุดใหม่มาให้"

"หามิได้เพคะ เครื่องประดับเหล่านี้ล้วนแต่งดงามยิ่งนัก" เด็กสาวรีบทูลบอก " หากแต่ของที่ล้ำค่าเช่นนี้ นางกำนัลธรรมดาเช่นหม่อมฉันหาคู่ควรไม่"

"หากหญิงงามเยี่ยงเจ้ายังมิคู่ควรกับของเหล่านี้แล้ว ข้าก็มิเห็นว่า ในแผ่นดินเคมเมตนี้ จะยังมีสตรีคนใดที่ควรคู่กับมันอีก"เจ้าชายหนุ่มตรัส

 "พระนัดดาทรงมีรับสั่งเกินจริงไปแล้วล่ะเพคะ หม่อมฉันเชื่อว่า ในแผ่นดินเคมเมตนี้ ยังมีหญิงงามอื่นๆอีกมากที่คู่ควรกับเครื่องประดับพวกนี้ยิ่งกว่าหม่อมฉัน" เนเฟอร์ตีตีทูลด้วยอาการถ่อมตัว "ยามนี้ก็มาถึงยังหน้าตำหนักพระมเหสีแล้ว ถ้าอย่างไร หม่อมฉันขอทูลลานะเพคะ"

"แต่..ว่า"เจ้าชายเคเฟรนทรงทำท่าจะตรัสต่อ

ทว่าเนเฟอร์ตีตีไม่เปิดโกาสให้เจ้าชายหนุ่มทรงมีรับสั่งอันใดได้อีก นางรีบตัดบทโดยการถวายบังคมลาก่อนจะเร่งฝีเท้าขึ้นไปบนพระตำหนักพร้อมกับนางพี่เลี้ยง โดยปล่อยให้พระนัดดาของฟาโรห์ประทับยืนนิ่งอยู่ที่เดิม

หลังจากที่เด็กสาวกับนางพี่เลี้ยงเดินขึ้นพระตำหนักของพระมเหสีไปได้ครู่หนึ่งแล้ว ราโมสที่ยังคงยืนถือกล่องใส่เครื่องประดับอยู่ ลอบสังเกตดูท่าทางของเจ้าชายเคเฟรนผู้เป็นนายของตน ที่ยามนี้ยังคงยืนนิ่งอยู่ ก่อนจะทูลถามขึ้นด้วยน้ำเสียงเกรงๆว่า 
"เอ่อ..แล้วองค์ชายจะให้ทรงทำอย่างไรกับของประดับพวกนี้ พะยะค่ะ"

เจ้าชายหนุ่มทรงกระชากกล่องใบนั้นมาจากคนสนิท ก่อนจะทุ่มมันลงบนพื้นอย่างไม่ไยดี " เอามันไปให้พ้นตาข้า!" ทรงตวาดลั่น

ราโมสลนลานก้มเก็บของทั้งหมดก่อนจะรีบถอยออกไปให้พ้นพระพักตร์ของผู้เป็นนาย

 "เนเฟอร์ตีตี.."สายพระเนตรของเจ้าชายเคเฟรนฉายแววแข็งกร้าว "ข้าจะคอยดูว่า เจ้าจะรอดพ้นมือข้าไปได้อีกนานสักเพียงใด" 

                                                   **************

บ่ายวันนั้น หลังเสร็จจากถวายรับใช้พระมเหสีแล้ว เนเฟอร์ตีตีออกมานั่งเล่นที่เขตอุทยานด้านนอก โดยมีไอริสเดินไปมาแถวๆนั้น เพื่ออยู่เป็นเพื่อนด้วย ระหว่างที่เด็กสาวนั่งพักทอดสายตาชมทิวทัศน์ของอุทยานอยู่นั้นเอง นางก็นึกไปถึงเรื่องที่ตนเองกำลังประสบอยู่ 

    หลายวันที่ผ่านมา พระนัดดาเคเฟรนได้ทรงให้นางข้าหลวงนำของมีค่าต่างๆมาให้นางหลายครั้ง และทุกครั้งที่มา นางข้าหลวงเหล่านั้นก็มักจะพูดเป็นนัยๆว่า เจ้าชายหนุ่มทรงกำลังสนพระทัยในตัวของนาง ซึ่งทำให้เนเฟอร์ตีตีรู้สึกไม่สบายใจเท่าใดนัก เมื่อมาคิดว่า ขณะที่นางกำลังพยายามหาวิธีเอาตัวรอดจากการต้องเป็นชายาของพระโอรสของฟาโรห์ นางอาจต้องตกไปเป็นชายาพระนัดดาของฟาโรห์แทนก็เป็นได้ ซึ่งแน่นอนว่านั่นย่อมมิใช่ทางออกที่นางปรารถนา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นางเองเพิ่งได้รับรู้มาว่า พระนัดดาเคเฟรนผู้นี้ทรงมีกิตติศัพท์ในเรื่องความเจ้าชู้และมีหญิงงามอยู่ในตำหนักของพระองค์สับเปลี่ยนหมุนเวียนนับสิบนับร้อยคน  

 ขณะที่เด็กสาวกำลังคิดเรื่องต่างๆอยู่นั้นเอง ก็มีเสียงหนึ่งดังแทรกทำลายความเงียบขึ้นว่า
" ข้าใคร่รู้นักว่า สิ่งใดหนอที่ทำให้หญิงงามแห่งเคมเมตต้องมานั่งเฉยด้วยท่าทางซึมเซาเช่นนี้"

"เมโนฮัท " เด็กสาวหันมายังเจ้าของเสียง ก่อนอุทานออกมาด้วยน้ำเสียงที่แฝงความยินดี "เจ้ามาถึงตั้งแต่เมื่อใด"

 "ก็นานพอที่จะเห็นว่าท่าทางของเจ้ามิรื่นเริง ราวกับนกน้อยที่ถูกจับขังในกรงทอง" เจ้าชายอเมนโฮเทปที่ยามนี้ทรงใช้พระนามปลอมว่า เมโนฮัท ตอบ

"เจ้านี่ช่างสังเกตเหลือเกินนะ "เด็กสาวอดค่อนว่าไม่ได้ ก่อนจะหันไปมองดูรอบๆและถามขึ้นอย่างแปลกใจ "แล้วนี่จู่ๆ ไอริสหายไปไหนกัน เหตุใดข้าจึงมิเห็นนาง"

"ข้าให้นางไปคอยดูต้นทาง เพื่อว่าเราทั้งสองจะได้สนทนากันโดยสะดวก มิมีผู้ใดมารบกวน" ชายหนุ่มตอบ
"เดี๋ยวนี้ พี่เลี้ยงของข้ากลายเป็นคนของเจ้าไปแล้วกระนั้นหรือ"

"มิได้หรอก" เมโนฮัทกล่าวยิ้มๆ " ข้าว่านางคงเห็นว่า ข้าสามารถจะทำให้นายหญิงน้อยของนาง หายจากอาการซึมเซาที่กำลังเป็นอยู่ได้มากกว่ากระมัง"
เด็กสาวมองอีกฝ่ายอย่างหมั่นไส้ "ฮึ..สู่รู้.."

"นี่เจ้าต่อว่าผู้ใดกัน"ชายหนุ่มแกล้งถาม
"ผู้ใดใคร่รับก็รับไปสิ"เด็กสาวเชิดหน้า 

ชั่วขณะนั้นเอง เมโนฮัทก็สังเกตว่า อีกฝ่ายยังสวมสร้อยคอที่เขาซื้อให้อยู่ เมื่อได้เห็นเช่นนั้น ชายหนุ่มก็หัวเราะเบาๆ ก่อนจะกล่าวขึ้นว่า "ท่าทางเจ้าอารมณ์ไม่ดีเช่นนี้ คงมีเหตุจากเรื่องพระนัดดา เมื่อเช้านี้กระมัง" เขาหยุดเล็กน้อยก่อนจะแกล้งพูดแหย่อีกฝ่ายว่า "ที่จริง ข้าคิดว่า เจ้าชายเคเฟรนคงจะทรงสนพระทัยในตัวเจ้าอยู่มิใช่น้อย"
"เจ้ารู้ได้อย่างไร" 

"ก็ไม่มีอะไรมาก หากเพียงเมื่อเช้า ข้าได้เห็นเจ้าชายจะทรงประทานของขวัญให้กับเจ้า" 
"นี่ เจ้าแอบตามดูข้าหรือ"

"หามิได้ ข้าเพียงเห็นเข้าโดยบังเอิญเท่านั้น"เมโนฮัทรีบกล่าวออกตัว "ว่าแต่ ของขวัญชิ้นนั้นของพระนัดดาคงงดงามล้ำค่ามากสินะ"
"จะงดงามหรือไม่ แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเจ้าด้วยมิทราบ" อีกฝ่ายย้อนถามอย่างไม่พอใจ

"ก็หาเกี่ยวอันใดไม่หรอก "ชายหนุ่มกล่าวพลางยกมือกอดอกด้วยท่าทางสบายๆ " โดยเฉพาะถ้าหากเจ้าต้องการเป็นพระชายาของเจ้าชายเคเฟรนด้วยแล้ว ยิ่งไม่เกี่ยวกับข้าเลย" 

"พูดเยี่ยงนี้ เจ้าคิดว่า ตัวข้าอยากเป็นพระชายามากนักหรือ"น้ำเสียงของเนเฟอร์ตีตีแฝงด้วยแววขุ่นมัว "ข้าจะบอกให้ อย่าว่าแต่เจ้าชายเคเฟรนเลย ต่อให้เป็นองค์รัชทายาท ข้าก็หาได้ต้องการไม่"

"แล้วเจ้าต้องการผู้ใดเล่า"ชายหนุ่มถามกลับด้วยท่าทางอยากรู้
"เอ่อ.."อีกฝ่ายนิ่งอึ้งไปเป็นครู่ใหญ่ ก่อนจะกล่าวเสียงดุๆว่า  "นั่นมิเกี่ยวกับอันใดเจ้า"
"จริงหรือ"เมโมฮัทซ่อนยิ้มในหน้า
"หากเจ้าจะมาสนทนาด้วยเรื่องไร้สาระเช่นนี้ เห็นทีว่าวันนี้ข้าคงมิอาจอยู่สนทนากับเจ้าได้" เด็กสาวว่า ก่อนจะทำท่าลุกไปจากที่นั่น

"ประเดี๋ยวก่อนสิ " ชายหนุ่มรีบบอก "..ข้าขอโทษ โปรดอภัยให้ข้าด้วยเถิด ข้ามิได้ตั้งใจจะทำให้เจ้าต้องขุ่นเคือง "

 "ข้าให้อภัยเจ้าก็ได้ " อีกฝ่ายนั่งลงเช่นเดิม "หากแต่เจ้าอย่าได้สนทนากับข้าถึงเรื่องพวกนั้นอีก"

"ข้าให้สัญญา" เมโนฮัทรีบรับปากก่อนจะถามว่า "เช่นนั้นแล้ว วันนี้เจ้าพอจะอยู่สนทนากับข้าต่อได้หรือไม่"

"นั่นขึ้นกับว่า วันนี้ เจ้าจะมีเรื่องสนทนาอันใด ที่ทำให้ข้ารื่นรมย์ได้บ้าง" เนเฟอร์ตีตีย้อนถามกลับ

" ที่จริง วันนี้ข้าเองก็มีของสิ่งหนึ่งติดมือมาด้วยพอดี" ชายหนุ่มพูดก่อนจะหยุดเล็กน้อยเพื่อดึงความสนใจของอีกฝ่าย " ไม่แน่ว่า มันอาจทำให้เจ้ารื่นรมย์ขึ้นบ้างก็เป็นได้"
"ของอะไรรึ"คู่สนทนาของเขาถาม

แทนคำตอบ เมโนฮัท หยิบกระบอกหนังที่ผูกไว้ที่เอวขึ้นมา และส่งมันให้กับคู่สนทนา
"แค่ม้วนปาปิรัสเองหรอกหรือ" น้ำเสียงเด็กสาวออกจะผิดหวัง "นี่น่ะหรือ ของที่จะให้ข้ารื่นรมย์ได้"

" นี่มิใช่ม้วนปาปิรัสธรรมดา" ชายหนุ่มบอก" แต่เป็นบันทึกเหตุการณ์ทั้งหมดในรัชสมัยของพระนางฮัทเชปซุต ซึ่งล้วนเป็นเอกสารสำคัญ ที่ถูกเก็บไว้แต่เฉพาะในห้องหนังสือของกองอาลักษณ์หลวงเท่านั้น"

"จริงหรือ" เมื่อได้ยินดังนั้น เนเฟอร์ตีตีก็รีบกางม้วนปาปิรัสออกดูด้วยความสนใจ ก่อนจะหันมาถามอีกฝ่ายหนึ่งว่า" แล้วเจ้าเอาออกมาได้อย่างไร"

"ข้าขอร้องให้สหายคนหนึ่งที่ทำงานในที่นั้นช่วยคัดลอกมาให้" 

"ของสำคัญเยี่ยงนี้ เหตุใดสหายเจ้าจึงกล้าคัดลอกออกมา"

"ข้าเคยมีบุญคุณกับสหายผู้นี้มาก่อน เขาจึงยอมคัดลอกมาให้"  ชายหนุ่มตอบก่อนจะถามกลับว่า" แล้วของชิ้นนี้ถูกใจเจ้าหรือไม่"

"อืม… ก็ไม่เชิงนัก" เด็กสาวแกล้งตอบอย่างสงวนท่าที แม้ใจจริงจะชอบของกำนัลชิ้นนี้อยู่มากก็ตาม" แต่อย่างไร ก็ต้องขอบใจเจ้ามากนะ ที่อุตส่าห์นำมันมาฝากข้า "
"หากเจ้าอ่านแล้วชอบใจ ไว้คราวหลังข้าจะหามาให้อีก" เมโนฮัทกล่าว

"มิต้องหรอก" อีกฝ่ายพูด "ข้ามิอยากให้เจ้าต้องลำบากไปขอร้องใคร "

"หากทำเพื่อเจ้าแล้ว ข้าไม่ถือว่าเป็นการลำบากแต่อย่างใดเลย" ชายหนุ่มบอก ขณะที่มองเข้าไปในดวงตาคู่งามของเด็กสาว "ขอเพียงทำให้เจ้าพอใจได้ แม้เพียงน้อย ข้าก็ยินดี"   

                                                ***************

     เสียงสวดบทสรรเสริญต่อ อมุน-รา ดังก้องกังวานในห้องโถงของมหาวิหาร แสงสว่างเพียงน้อยที่ส่องผ่านช่องแคบๆบนกำแพง ทำให้บรรยากาศภายในห้องโถงนั้น ดูสลัวและอับทึม กลิ่นเครื่องหอมและกำยานที่ถูกเผาเป็นเครื่องสังเวยลอยอบอวลอยู่ในบรรยากาศ เสียงสวดของเหล่านักบวชกับกลุ่มควันสีขาวบางๆที่ลอยขึ้นเป็นสายอย่างแช่มช้าจากที่เผาเครื่องหอม ช่วยเพิ่มบรรยากาศของสถานที่ให้ขรึมขลังมากยิ่งขึ้น

        หลังเสียงสวดมนต์จบลง สังฆราชาเคฟเฟอร์ วัยห้าสิบเศษ รูปร่างค่อนข้างท้วม ผิวสีน้ำตาล ศรีษะโกนเกลี้ยง แต่งกายด้วยผ้าลินินเนื้อละเอียดสีขาวคลุมทับด้วยหนังเสือดาวก็นำเหล่านักบวชที่กำลังคุกเข่าอยู่บนลานหน้าแท่นบูชาเบื้องหน้าเทวรูปของอมุน ก้มลงในท่าหมอบคำนับและเหยียดแขนทั้งสองออกไปข้างหน้า จากนั้นทุกคนต่างก็หยุดอยู่นิ่งเช่นนั้นเพื่อถวายความเคารพต่อเทพเจ้า จวบจนเวลาผ่านไปครู่ใหญ่ ทั้งหมดจึงค่อยๆลุกขึ้นและถอยออกมาจากบริเวณหน้าแท่นบูชาแห่งนั้น

  หลังเสร็จจากพิธีถวายเครื่องสังเวยแล้ว  สังฆราชาเคฟเฟอร์และเหล่านักบวชในที่นั้นได้สนทนากันถึงงานพิธีสำคัญที่กำลังจะมาถึง

"เหลืออีกเพียงเจ็ดวัน ก็จะถึงงานพิธีโอเปตแล้ว สิ่งของต่างๆที่ต้องใช้ในพิธีถูกเตรียมไว้พร้อมแล้วหรือยัง,บาตา "สังฆราชาถามนักบวชร่างใหญ่ผู้หนึ่งซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบ
"ทุกสิ่งได้ถูกเตรียมไว้พร้อมแล้วขอรับ" นักบวชผู้นั้นตอบ 

"ดี" สังฆราชาเคฟเฟอร์พยักหน้าอย่างพอใจ " เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว พิธีในปีนี้ก็คงผ่านไปได้โดยไม่มีปัญหาอันใด"

"ข้าแต่ท่านสังฆราชา, ข้าพเจ้ามีเรื่องหนึ่งใคร่แจ้งขอรับ" นักบวชร่างเล็กผู้หนึ่งเอ่ยขึ้น
สังฆราชาหันมาทางผู้พูด "เรื่องอะไร,เกนเฮอเคฟ"

"คนดูแลที่ดินของวิหารได้รายงานแก่ข้าพเจ้าว่า หลายวันที่ผ่านมา มีขุนนางมาทำการสำรวจจำนวนข้าวสาลีที่ถูกเพาะปลูกในที่ดินอันเป็นสิทธิของทางวิหาร ขอรับ"
" แล้วมันได้แจ้งหรือไม่ ว่าเป็นคนมาจากสังกัดใด"
"ตำหนักรัชทายาท ขอรับ"

"น่าแปลกนะขอรับ ที่องค์รัชทายาททรงสนพระทัยในเรื่องนี้"นักบวชผิวคล้ำนาม จาเจมันค์ ออกความเห็น" หรือว่าองค์รัชทายาทจะทรงมีแผนการบางอย่างอยู่ในพระทัย"

"ข้ากลับคิดว่า พระองค์อาจทรงแค่เพียงต้องการที่จะศึกษาสิ่งเหล่านี้ เพื่อการเตรียมตัวสำหรับการขึ้นครองราชย์เสียมากกว่า"สังฆราชากล่าวอย่างไม่ใส่ใจนัก " ข้ามิคิดว่า บุรุษเป็นกวีช่างฝันเช่นองค์รัชทายาทพระองค์นี้จะทรงคิดกระทำสิ่งใดที่เป็นปัญหาต่อพวกเราได้"

"แต่ท่านอย่าลืมนะขอรับ ว่า ที่ผ่านมา สมเด็จพระบิดาขององค์รัชทายาทเอง ก็ทรงแสดงพระองค์เป็นนัยๆอยู่หลายครั้งว่า ไม่พอพระทัยในการที่เหล่านักบวชได้รับผลประโยชน์ต่างๆเป็นจำนวนมาก" จาเจมันค์กล่าวเตือน

"เรื่องนั้นข้าย่อมรู้ดี ด้วยเหตุนี้ จึงได้ให้พวกเจ้าทั้งหลายคอยจับตามองความเคลื่อนไหวของทางราชสำนักเอาไว้อย่างไรเล่า" ผู้มีตำแหน่งสูงกว่าพูด " แต่ขนาดองค์เหนือหัวซึ่งทรงมีพระอุปนิสัยแกร่งกร้าว ก็ยังมิอาจทรงทำกระการหักหาญต่อพวกเราเหล่านักบวชได้ แล้วกับองค์รัชทายาทเยาว์วัย ผู้ทรงมีอุปนิสัยอันเงียบขรึม อ่อนโยนและไม่เอาเรื่องเอาราวแก่ผู้ใดอื่นเช่นนั้น จะกล้ากระทำตนเป็นปรปักษ์แก่พวกเราเชียวหรือ" 

        คำกล่าวที่เต็มไปด้วยความมั่นใจของสังฆราชาเคฟเฟอร์ทำให้เหล่านักบวชอื่นๆที่อยู่ในที่นั่นต่างเห็นด้วย ยกเว้นก็แต่ เคนามุน ที่ขมวดคิ้วทั้งสองเข้าหากันเล็กน้อยเมื่อได้ยินสังฆราชากล่าววาจาด้วยน้ำเสียงเป็นเชิงดูแคลนเจ้าชายหนุ่ม เนื่องด้วยนักบวชวัยกลางคนคิดเห็นว่า แม้องค์รัชทายาทจะทรงมีพระอุปนิสัยเงียบขรึมและอ่อนโยนแตกต่างไปจากพระบิดาอเมนโฮเทบผู้แกร่งกร้าว แต่ทว่าในฐานะที่เขาเคยเป็นพระอาจารย์ถวายการสอนเมื่อครั้งที่เจ้าชายยังทรงพระเยาว์มาก่อนนั้น ทำให้เคนามุนรู้ดีว่าเจ้าชายหนุ่มพระองค์นี้ทรงมีความเฉลียวฉลาดเพียงใด และเขาก็ยังเชื่อด้วยว่า อย่างไรเสีย ลูกไม้ลูกนี้ย่อมมิหล่นไกลจากต้นเป็นแน่แท้

  อย่างไรก็ตาม เฉกเช่นเดียวกับทุกครั้ง ที่มีผู้สนทนาถึงเรื่องความขัดแย้งระหว่างราชสำนักและฝ่ายศาสนา เคนามุนเลือกที่จะสงวนท่าทีของตนโดยการนิ่งเงียบและไม่ได้กล่าวสิ่งที่คิดอยู่ออกมาให้ผู้ใดได้รับรู้

                                                    ********************
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

287 ความคิดเห็น

  1. #207 sweet dreamer (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 9 มกราคม 2553 / 15:18
    มันจะแซ่บมากๆเลยนะพี่จ๋า ถ้ามีการแทรกประวัติศาสตร์ว่าใครเป็นใคร และจักมีความสำคัญต่อไปอย่างไรในหน้าประวัติศาสตร์ อย่างถ้า SD ไม่มีความรู้มาก่อนเลยว่าเนเน่จังกับอัคนาเตนจะล้มล้างระบบหลายเทวะ มาเป็นนับถือเทพองค์เดียว และย้ายวังหลวงไปที่ใหม่ ต้องฝืนทนแรงต่อต้านมากมาย และทายาทก็ตืออังเซสนามุนก็จะอภิเษกกับตุตันคาเมน เกิดเรื่องราวมากมาย มีเสนาบดีอัยย์สถาปนาตนเองเป็นฟาโรห์ นู่นนี่นั่น

    ถ้า SD ไม่รู้มาก่อนก็คงไม่เข้ามาอ่าน แม่นบ่? บอกกันตรงๆเพราะเรื่องราวค่อนข้างหนักและไม่มีการปูพื้นความรู้มาก่อน ทำให้ขาดความน่าสนใจ บางทีตัวละครทีมีความสำคัญต่อไปในอนาคตเดินโฉบออกมาแล้ว แต่คนอ่านก็ไม่รู้จักเพราะคุณลืมให้ความสำคัญ พอ SD อ่านไปเรื่อยๆแล้วก็จะเกิดความรู้สึกว่า... แล้วไง? คุณต้องการสื่ออะไรกันแน่? แผ่นดินที่คุกรุ่นด้วยความขัดแย้ง จนบัดนี้ก็คิดว่ามีแต่การจีบกันไปมา ยังไม่เห็นมีการปูพื้นให้เริ่มเห็นความขัดแย้งมาสักเท่าไหร่เลย หรือว่าเน้นการเล่าเรื่องในมุมมองของเนเฟอร์ติติ

    ถ้าเช่นนั้น เธออยู่ในวังก็น่าจะมีจุดประเด็นอะไรให้เธอสะกิดความตั้งใจจะปฎิรูปศาสนาร่วมกับพระสวามี เพราะในอนาคตคงไม่ใช่จู่ๆก็ลุกขึ้นมาทำแน่ๆ แม่นบ่? ถ้าแรงไปจนรับไม่ได้ก็ขออภัยนะค่ะ
    #207
    0