เนเฟอร์ตีตี จอมราชินีลุ่มน้ำไนล์

ตอนที่ 1 : บทที่1 จักรวรรดิแห่งสายน้ำ(ตอน1)รีไรท์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,662
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 10 ครั้ง
    20 มิ.ย. 57

                                                           บทที่1 
                                               จักรวรรดิแห่งสายน้ำ

 

ลุ่มน้ำไนล์ 1357 ปี ก่อน คริสตกาล

กลิ่นเครื่องหอมอ่อนจางล่องลอยอยู่ในบรรยากาศของราตรีกาล อากาศยามค่ำคืนเย็นเยือกผิดกับความร้อนระอุของยามกลางวันโดยสิ้นเชิง ภายในห้องทรงสี่เหลี่ยมผนังสีขาวนวลตา ทุกสิ่งล้วนอยู่ในความเงียบสงบ คงมีเพียงเปลวไฟที่จุดด้วยเชื้ออันทำจากเส้นใยผ้าลินินซึ่งถูกฟั่นเป็นเกลียวเชือกจุ่มอยู่ในจานตะเกียงน้ำมันที่แกะสลักจากงาช้างเท่านั้น ที่ยังคงเต้นระริกไปตามแรงลมที่พัดผ่านช่องหน้าต่างเข้ามา แสงจากเปลวอัคคีดวงน้อยตกกระทบวัตถุที่อยู่รายรอบ ก่อเกิดเป็นรูปเงาวูบไหวบนผนังห้อง


บนตั่งไม้มะเกลือที่ตั้งอยู่ใกล้กับช่องหน้าต่าง ดรุณีน้อยวัยสิบห้าปีผู้หนึ่งนั่งนิ่งอยู่เพียงลำพัง นางแต่งกายด้วยชุดกระโปรงแขนกุดมีกลีบเป็นชั้นที่ทำจากผ้าลินินสีขาวเนื้อบางเบายาวกรอมข้อเท้า เส้นเกศายาวสลวยเหยียดตรงสีดำขลับที่ประบ่าทั้งสองข้างพลิ้วไหวไปเล็กน้อย ยามต้องสายลมที่พัดมาจากภายนอก ผิวสีน้ำผึ้งอ่อนจางค่อนข้างขาวของสาวน้อยแลดูนวลเนียนกระจ่างตาแม้ในสถานที่อันมีแสงสว่างแต่เพียงน้อย ใบหน้าเรียวรูปไข่และนาสิกที่งามพอเหมาะได้รูปเข้ากับริมฝีปากอวบอิ่มสีชมพูระเรื่อ ทำให้ดวงหน้านั้นดูงดงามและแฝงด้วยเสน่ห์ชวนมอง ทว่าสิ่งที่โดดเด่นที่สุดคือดวงตาคู่งามที่มีนัยน์ตากลมโตสีน้ำตาลเข้มของนาง ซึ่งอยู่ใต้คิ้วโก่งเรียว ดวงตาคู่นั้นมีประกายคมกริบอันบ่งบอกถึงความเข้มแข็งที่ซ่อนอยู่ภายใน


เด็กสาวเหม่อมองออกไปนอกช่องหน้าต่าง ที่ซึ่งทัศนียภาพอันเงียบสงบในยามราตรีของเมืองทั้งเมืองปรากฏให้เห็น ในเวลาค่ำคืนเช่นนี้ ผู้คนต่างหลับใหล อาคารบ้านเรือนล้วนไร้ซึ่งแสงสว่างใดๆลอดออกมาให้เห็น จะมีก็เพียงแสงจากดวงจันทราที่ลอยเด่นบนฟากฟ้าเท่านั้น แสงจันทร์สีเงินยวงตกกระทบกับผืนน้ำในสายนทีอันไหลผ่านหน้าเมือง ก่อเกิดเป็นประกาย ครั้นยามใด มีสายลมพัดผ่านมา ผิวน้ำนั้นก็กลายเป็นระลอกคลื่นวูบไหว

เนเฟอร์ตีติพยายามปลดปล่อยอารมณ์และความคิดที่สับสนของนางให้ล่องลอยไปกับความเงียบสงบและสายลมแห่งราตรีกาล เช่นดังทุกครั้ง ที่เกิดปัญหาให้ต้องเก็บมาครุ่นคิด แม้ว่าที่จริงแล้ว ตลอดชีวิตที่ผ่านมาของนางแทบไม่เคยพบเจอปัญหาที่ทำให้ต้องครุ่นคิดบ่อยครั้งนัก ถ้าหากจะมี ก็แต่เพียงเรื่องรบกวนใจเล็กน้อยที่ทำให้ไม่สบอารมณ์เท่านั้น ซึ่งเรื่องน้อยนิดเหล่านั้น ใช้เพียงแค่เวลาไม่นาน ก็สามารถขจัดมันออกไปได้ แต่ดูเหมือนว่าในครั้งนี้ ปัญหาที่นางกำลังเผชิญอยู่นั้นจะใหญ่หลวงจนเกินกว่าที่จะปล่อยมันผ่านไปได้ง่ายๆเช่นดังที่ผ่านมา


นับแต่เด็กสาวได้รับรู้ว่า อัยย์ ผู้เป็นบิดาของนางมีความปรารถนาจะให้นางเข้าถวายตัวเพื่อเป็นชายาของเจ้าชายอเมนโฮเทปแล้ว ภายในใจของเด็กสาวก็มิเคยสงบลงเลยแม้เพียงเพลาเดียว ด้วยนางเอง หาได้มีความประสงค์เช่นนั้นไม่ ทั้งนี้มิได้เป็นเพราะนางมีชายใดในดวงใจอยู่ก่อนแล้ว หากแต่เป็นเพราะเด็กสาวไม่ปรารถนาที่จะวิวาห์กับบุรุษที่นางไม่เคยได้รู้จักพานพบมาก่อน แม้ว่าบุรุษผู้นั้นจะทรงศักดิ์สูงส่งเป็นถึงเจ้าชายรัชทายาทก็ตาม และที่สำคัญก็คือนางยังไม่ต้องการละทิ้งชีวิตอันแสนสุขของนางเข้าไปใช้ชีวิตในพระราชวังหลวงที่เต็มไปด้วยกฏมณเฑียรบาลใหญ่น้อยมากมาย จนดูแล้วแทบไม่ต่างอะไรกับเครื่องพันธนาการที่ทำให้ชีวิตไร้สิ้นซึ่งอิสระ ทว่าผู้เป็นบิดาหาได้ยอมเข้าใจถึงความคิดเหล่านี้ของนางไม่…

….ในชั่วขณะนั้นเอง ความคิดของเนเฟอร์ตีตีก็ย้อนไปถึงภาพการสนทนาระหว่างตัวนางกับผู้เป็นบิดาเมื่อวันที่บิดาแจ้งเรื่องนี้แก่นางเป็นครั้งแรก

“เหตุใด ท่านพ่อจึงได้ตัดสินใจเช่นนี้ โดยมิได้ปรึกษากับข้าเลยแม้แต่น้อย” เด็กสาวเอ่ยท้วงขึ้นแทบจะในทันที ที่ได้ทราบเรื่อง

“ แล้วมันจะเป็นอันใดไปเล่า ในเมื่อสิ่งที่พ่อได้ตัดสินใจให้กับเจ้านี้ เป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับชีวิตของเจ้า”ผู้เป็นบิดากล่าวก่อนยิ้มเชิงหว่านล้อม”ลูกเอ๋ย.. จงเชื่อพ่อเถิด นี่เป็นโอกาสที่ดีอันหาได้ยากยิ่งนัก”

“แต่ข้ามิเคยพบพานเจ้าชายผู้นั้นมาก่อน ”

“ นั่นหาใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด ”  อัยย์ หัวเราะ ”ด้วยว่าในบ้านเมืองเรานี้ มีหญิงชายมากมายที่วิวาห์กันโดยที่ต่างก็มิเคยประสบพบหน้ากันมาก่อน แต่พวกเขาเหล่านั้นก็ยังสามารถใช้ชีวิตร่วมเรียงเคียงหมอนกันอย่างมีความสุขได้มิใช่หรือ”

“แต่เวลานี้ ข้ายังไม่ปรารถนาที่จะวิวาห์กับผู้ใด”

“แม้แต่กับเจ้าชาย ผู้ทรงเป็นรัชทายาทแห่งราชบัลลังก์อย่างนั้นหรือ”

“ใช่” ผู้เป็นบุตรพยักหน้าอย่างจริงจัง” ไม่ว่าจะเป็นผู้ใดก็ตาม ข้าก็หาต้องการไม่”

“เช่นนั้น เจ้าจงบอกเหตุผลมาว่า เหตุใดเจ้าจึงไม่ปรารถนาจะมีคู่ครอง”

“คือ... ”เนเฟอร์ตีตีอ้ำอึ้งก่อนจะพยายามหาเหตุผลมาค้านกับผู้เป็นบิดา”คือข้าคิดว่า การวิวาห์ในยามนี้ ยังเร็วเกินไปสำหรับข้า”

“เจ้าเองก็มิใช่เด็กน้อยแล้ว จะรออันใดอยู่อีกเล่า”

“แล้วเหตุใด ท่านพ่อจึงต้องเร่งรัดข้าถึงเพียงนี้ด้วย”เด็กสาวว่ากลับอย่างไม่เข้าใจ

“เร่งรัดอันใดกัน” อัยย์ กล่าว” เพราะหากจะว่าไปแล้ว สตรีส่วนใหญ่ ต่างก็ล้วนแต่เข้าพิธีวิวาห์ในวัยเดียวกับเจ้าทั้งนั้น มิใช่หรือ”

“แต่..”อีกฝ่ายทำท่าจะค้านต่อ

“เอาล่ะ อย่าได้ปฏิเสธอีกเลย ลูกพ่อ”ผู้เป็นบิดาพูดเป็นเชิงตัดบท”เชื่อพ่อเถิด แล้ววันหนึ่งข้างหน้า เจ้าจะต้องดีใจที่ยอมทำตามที่พ่อบอก ในวันนี้”

เด็กสาวมองบิดาด้วยสายตาที่ไม่เห็นด้วยกับคำพูดนั้นเลยแม้แต่น้อย

….เมื่อได้นึกย้อนไปถึงการสนทนาในตอนนั้นแล้ว เนเฟอร์ตีตี ก็อดที่จะนึกน้อยใจในผู้เป็นบิดามิได้ ที่ตัดสินใจลงไปโดยไม่เคยถามความสมัครใจของนางแม้แต่น้อย หากปฏิบัติกับนางราวกับนางเป็นวัตถุหรือนางทาสีที่จะยกให้แก่ผู้ใดก็ได้ดังประสงค์

เด็กสาวถอนหายใจเบาๆอย่างกลัดกลุ้ม ก่อนจะลุกขึ้นจากตั่ง และหยุดยืนนิ่งพลางทอดสายตาออกไปยังภาพเบื้องนอกอีกครั้ง ชั่วครู่นั้นเอง นางก็อดรู้สึกไม่ได้ว่า ทางออกสำหรับปัญหาของนางนั้น ดูช่างมืดมนไม่ต่างอะไรกับท้องฟ้าของค่ำคืนนี้

เนเฟอร์ตีตีละสายตาจากภาพเบื้องหน้า ก่อนจะหันหลังและเดินมายังเตียงนอนที่วางอยู่อีกด้านหนึ่งของห้อง เตียงหลังนี้แกะจากไม้มะเกลือและปูลาดด้วยหนังกาเซลแดง(1) อันอ่อนนุ่ม เด็กสาวเอนกายลงนอนอย่างช้าๆ นางหลับตาลงด้วยหมายจะใช้การนิทราเพื่อให้ละจากปัญหาที่กำลังเกาะกินใจนางอยู่ แม้จะเป็นแค่เพียงชั่วข้ามคืนก็ตาม….

**********************

ท่ามกลางบรรยากาศยามอรุณรุ่งแห่งทะเลทราย เมื่อแสงแรกของดวงสุริยันผ่านพ้นไปได้ไม่นาน ไอหมอกและความหนาวเย็นจากยามราตรีได้ถูกขับไล่ออกไปจนสิ้น บนสันทรายมหึมาอันยาวเหยียดที่ทอดตัวไปบนที่ราบกว้างใหญ่จนดูราวกับพญางูยักษ์ คือขบวนของรถศึกเทียมม้าคู่จำนวนหนึ่งพันคันที่ตั้งแนวเรียงรายอยู่ตลอดสันทราย บนรถศึกแต่ละคันประกอบด้วยพลขับหนึ่งคนและพลธนูที่ยืนอยู่ด้านหลังอีกหนึ่ง ทั้งพลธนูและพลขับล้วนแต่งกายด้วยผ้าลินินสีขาวที่ห่มพันกายท่อนล่างและปล่อยชายด้านข้างยาวลงมาถึงเข่า ขณะที่ร่างกายส่วนบนนั้นสวมเกราะเกล็ดที่ทำจากแผ่นหนังดิบและแผ่นสำริด(2) ร้อยสลับกันด้วยเส้นเอ็น ศีรษะคลุมด้วยผ้าลินินสีขาวลายน้ำเงินคาดทับด้วยเส้นหนัง

ถัดมาจากขบวนรถศึกคือ กองทหารราบสองกองพลซึ่งมีจำนวนรวมหนึ่งหมื่นคน ทหารแต่ละกองพลจัดขบวนเป็นแถวซ้อนกันสิบชั้น โดยทหารในสามแถวแรกนั้น ต่างคลุมศีรษะด้วยผ้าลินินสีขาวมีสายหนังรัดทับ ร่างกายส่วนล่างนุ่งห่มด้วยผ้าลินินสีขาวปล่อยชายเช่นเดียวกับพลรถศึก ต่างกันก็แต่เพียงร่างท่อนบนนั้นสวมเสื้อเกราะที่ทำจากแถบหนังคาดทับหน้าอกเป็นชั้นๆแทน ในมือทั้งสองถือโล่หนังวัวรูปวงรีและดาบโค้งที่ทำจากสำริด ส่วนทหารราบอีกเจ็ดแถวที่เหลือนั้น ล้วนเปลือยร่างท่อนบนโดยมิได้สวมเกราะใดๆ หากแต่ถือเพียงโล่หนังวัวและใช้หอกด้ามไม้ใบหอกทำด้วยสำริด นอกจากนี้ทหารราบทุกคนยังมีขวานศึกขนาดเล็กเหน็บอยู่กับสายคาดเอวด้วย

และที่เนินทรายเล็กๆ ซึ่งอยู่บริเวณหน้าสุดของขบวนแถวทหารราบกับกองรถศึกทั้งหมดนั้น มีแถวสั้นๆของรถศึกเทียมม้าคู่ของเหล่านายทหารตั้งอยู่ นายทหารทุกคนแต่งกายท่อนล่างด้วยผ้าลินินขาวเหมือนบรรดาไพร่พล แต่คาดเอวด้วยสายคาดทองแดง ร่างกายท่อนบนสวมเกราะเกล็ดที่ทำจากแผ่นสำริดล้วนนำมาร้อยเข้าด้วยกันเป็นชั้นๆ ศรีษะมีผ้าคลุมสีขาวลายทางสีน้ำเงินคาดทับด้วยแผ่นเงิน ส่วนที่ข้อมือและต้นแขนกับหน้าแข้งนั้นมีปลอกทองแดงสวมอยู่ และที่ตรงกลางแถวรถศึกของเหล่านายทหารนั้น มีรถศึกเทียมม้าคู่คันใหญ่สองคันประดับด้วยทองคำและเงินอย่างงดงามจอดอยู่ รถศึกคันหนึ่งนั้นเทียมด้วยอาชาคู่สีดำสนิท ส่วนอีกคันหนึ่งนั้นเทียมด้วยอาชาคู่สีน้ำตาลแดง

บนรถศึกที่เทียมด้วยอาชาคู่สีดำนั้น บุรุษวัยกลางคนรูปร่างสูงใหญ่ ยืนอยู่เบื้องหลังนายสารถี ดวงหน้าของบุรุษผู้นั้นคมเข้มงามสง่า ผิวคล้ำเยี่ยงนักรบ สวมเกราะสำริดประดับด้วยทองคำ ใส่หมวกรูปรีทรงสูงไม่มีปีกทำจากสัมฤทธิ์หุ้มทองคำ ประดับด้วยอัญมณีที่ตรงกึ่งกลาง ไหล่ทั้งสองคลุมด้วยผ้าคลุมสีแดงที่โบกสะบัดไปตามแรงลม ในมือข้างหนึ่งถือคันศร ขณะที่มืออีกจับอยู่กับขอบของรถศึก

บุรุษผู้นี้ คือ ฟาโรห์อเมนโฮเทปที่สาม จอมราชันย์แห่งดินแดนลุ่มน้ำไนล์ ทั้งนี้ นับเป็นเวลานานกว่าสามเดือนแล้วที่พระองค์ทรงยกกองทัพอันเกรียงไกรของพระองค์ซึ่งประกอบด้วยทหารกล้าแห่งกองพลอมุนและกองพลรา เดินทางมาปราบกบฏของชนพื้นเมืองในดินแดนนูเบีย(3) หลังจากการรบอันดุเดือดหลายครั้งได้ผ่านพ้นไป บัดนี้ทหารของพระองค์ได้รุกไล่ข้าศึกจนมาถึงยังที่มั่นสุดท้ายของพวกกบฏแล้ว

มาณพน้อยวัยสิบแปดปีที่ยืนอยู่หลังนายสารถีบนรถศึกอีกคันหนึ่งที่เทียมด้วยม้าคู่สีน้ำตาลแดง คือ เจ้าชาย อเมนโฮเทปซึ่งเป็นพระโอรสของฟาโรห์ เจ้าชายหนุ่มทรงสวมชุดเกราะเกล็ดที่ทำจากแผ่นสำริดประดับด้วยเงิน คลุมพระเศียรด้วยผ้าสีน้ำเงินมีลายทางสีทองและทรงมีพระพักตร์คล้ายคลึงกับองค์ฟาโรห์ จะต่างกันเพียงองค์ชายนั้นทรงมีพระฉวีที่ออกขาวกว่ากับดวงพระเนตรที่อ่อนโยนแฝงไว้ด้วยแววของบุรุษช่างฝันเฉกเช่นดังจินตกวีผู้เต็มไปด้วยจินตนาการ ผิดไปจากแววพระเนตรอันแข็งกร้าวดุดันเยี่ยงนักรบของพระบิดา

“พระบิดา ยามนี้กองทัพของเราพร้อมแล้ว จะทรงมีพระบัญชาให้เข้าโจมตีหรือยัง พะย่ะค่ะ” เจ้าชายหนุ่มทูลถามพระบิดาด้วยน้ำเสียงที่แฝงด้วยความตื่นเต้น แม้ว่าพระองค์จะได้ตามเสด็จฟาโรห์อเมนโฮเทปมาประทับที่แคว้นนูเบียได้นานนับเดือนแล้ว แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมานั้น เจ้าชายหนุ่มต้องทรงอยู่แต่เพียงที่ค่ายหลวงโดยยังไม่ได้ออกสู่แนวหน้าแม้สักครั้งเดียว ดังนั้นนี่จึงเป็นครั้งแรกที่เจ้าชายได้เข้าสู่สมรภูมิและกำลังจะได้มีโอกาสทอดพระเนตรการรบจริงๆ

“รอก่อน” องค์ฟาโรห์ทรงยกพระหัตถ์ข้างหนึ่งขึ้นเป็นเชิงปราม พร้อมกับทรงมีรับสั่งว่า “เมื่อครู่ นายพลเจฮูติ ได้นำข่าวจากกองสอดแนมมาแจ้งว่า กองกำลังของข้าศึกมีมากกว่าฝ่ายเรา หากเราเข้าโจมตีในที่มั่นของพวกมัน เราอาจเสียเปรียบได้”

“แต่หากเรารอให้พวกข้าศึกจัดขบวนทัพจนแล้วเสร็จ จะมิเท่ากับเป็นการเปิดโอกาสให้ศัตรูได้ชิงลงมือก่อนหรือ พะย่ะค่ะ”ผู้เป็นโอรสสงสัย

“ในการสงครามนั้น ไม่จำเป็นหรอกว่า ฝ่ายที่ชิงลงมือก่อน จะเป็นผู้กำชัยชนะเสมอไป ”เจ้าเหนือหัวแห่งอียิปต์ตรัสช้าๆ ”แต่ฝ่ายที่เตรียมพร้อมก่อนเข้าสู่สมรภูมิได้มากกว่าต่างหาก คือผู้ที่มีโอกาสได้ชัยชนะ”

เจ้าชายหนุ่มทรงนิ่งฟังเงียบๆขณะที่องค์พระบิดายังทรงมีรับสั่งเพิ่มเติมอีกว่า “ลูกข้า นี่เป็นครั้งแรกที่เจ้าได้ออกมายังแนวหน้า ฉะนั้นจงเปิดหูเปิดตาของเจ้า เพื่อศึกษาและเรียนรู้” องค์ฟาโรห์ทรงหันพระพักตร์มายังพระโอรส “ เพราะวันหนึ่งข้างหน้า เจ้าจะต้องทำหน้าที่เป็นจอมทัพของแผ่นดิน”

“ ลูกรับทราบ” เจ้าชายหนุ่มทรงรับคำ

“ดีแล้ว” พระบิดาของเจ้าชายทรงพยักพระพักตร์เล็กน้อยก่อนจะทรงหันกลับไปยังเบื้องหน้าอีกครั้ง

ไกลออกไปจากบริเวณอันเป็นที่ตั้งขบวนทัพของอียิปต์ มีเนินทรายสูงใหญ่แห่งหนึ่งตั้งอยู่ ห่างออกไปทางด้านหลังของเนินทรายดังกล่าว เป็นดงไม้ปาล์มและอินทผาลัมที่ขึ้นปกคลุมอยู่รอบโอเอซิสขนาดใหญ่ อันเป็นที่สถานที่ชุมนุมพลของเหล่าข้าศึกชาวนูเบีย ชั่วขณะหนึ่งนั้น ทุกอย่างยังคงอยู่ในความเงียบสงบ ดวงอาทิตย์ที่อยู่ด้านหลังของขบวนทัพอียิปต์ค่อยๆลอยสูงขึ้นอย่างช้าๆ

ทันใดนั้นเอง เสียงเป่าเขาสัตว์ก็ดังก้องกังวานมาจากด้านหลังเนินทรายแห่งนั้น ก่อนที่จะบังเกิดฝุ่นทรายจำนวนมากฟุ้งตรลบไปทั่วราวกับพายุทรายกำลังจะมา เพียงแต่ฝุ่นละอองเม็ดทรายที่ปลิวฟุ้งขึ้นไปเหล่านั้น ล้วนเกิดจากฝีเท้าของคนจำนวนนับหมื่นที่เหยียบย่ำลงไป และในเวลาไม่นานนัก ภาพของนักรบชาวอัฟริกันร่วมสองหมื่นคนก็ปรากฏขึ้นที่บนเนินทรายแห่งนั้น ผิวกายของนักรบแต่ละคนดำสนิทเป็นมันมะเมื่อมราวกับรูปสลักจากนิลมณี พู่ขนนกกระจอกเทศและนกเหยี่ยวที่ประดับศรีษะของพวกเขา มองดูละลานตาคล้ายดังทุ่งหญ้าที่เคลื่อนที่ได้ ทุกคนล้วนเปลือยร่างท่อนบนและพันกายท่อนล่างด้วยแผ่นหนังสั้นๆที่ทำจากหนังยีราฟและหนังเสือดาว นักรบส่วนใหญ่ใช้หอกด้ามยาวและดาบใบโค้งที่ทำจากสัมฤทธิ์เป็นอาวุธ นอกจากนี้นักรบทุกคนยังถือโล่กลมขนาดใหญ่ทำจากหนังสัตว์ ยกเว้นแต่กลุ่มทหารซึ่งทำหน้าที่เป็นองครักษ์ของแม่ทัพแห่งชนทมิฬเท่านั้น ที่ถือโล่หนังรูปวงรีมีขนาดยาวพอๆกับตัวคน

“พวกนูเบีย ! “ เจ้าชายอเมนโฮเทปรงอุทานขึ้นเบาๆเพื่อระงับความตื่นเต้น

เสียงเป่าเขาสัญญาณดังขึ้นอีกครั้ง ขณะที่เหล่านักรบผิวดำทำการจัดขบวนรบ พลธนูและหอกซัดจำนวนสามพันคน ซึ่งไม่ได้ถือหอกและโล่ เปลือยร่างท่อนบน มีเพียงหนังเสือดาวตัดเป็นแผ่นสั้นๆที่ห่มพันร่างกายท่อนล่างที่เอวเหน็บมีดสัมฤทธิ์เล่มยาวมีด้ามที่ทำจากเขาสัตว์ เคลื่อนกำลังมาตั้งแนวอยู่ด้านหน้าขบวนทัพทั้งหมด จากนั้นกองทัพกบฏชาวนูเบียได้ขยายแถวก่อนจะเคลื่อนพลลงจากเนินทรายและตรงเข้ามาอย่างช้าๆเพื่อให้ได้ระยะยิงของพลธนูฝ่ายตน

ฟาโรห์ทรงทอดพระเนตรภาพที่เห็นก่อนจะทรงแย้มพระสรวลอย่างพอพระทัย จากนั้นพระองค์จึงทรงหันกลับไปมีรับสั่งต่อเหล่าไพร่พลทั้งหลายด้วยพระสุรเสียงดังกังวาน

“นักรบทั้งหลายของข้า จงฟัง! ในนามแห่งอมุน-รา(4) องค์ปิยมหาเทพบิดรแห่งลุ่มน้ำไนล์ ผู้ทรงอำนาจเหนือเทพเจ้าทั้งปวง ข้าจะนำพวกเจ้าไปสู่ชัยชนะ ความเหนื่อยยากของพวกเจ้าทุกคนจะสิ้นสุดลงในวันนี้ นักรบของข้า เหล่าทหารกล้าแห่งเคมเมต(5) ในวันนี้ ทวยเทพจะทรงประทานชัยชนะให้พวกเรา ขอให้ทุกคนจงต่อสู้ให้สุดกำลังและสังหารพวกคูช(6)ต่ำช้าเหล่านี้ให้สิ้น!”

ทันทีที่สิ้นพระสุรเสียงขององค์พระประมุข เสียงแตรทองเหลืองอันเป็นสัญญาณเปิดฉากการรบของฝ่ายอียิปต์ก็ดังกังวาน พร้อมกันนั้นเหล่าไพร่พลทั้งหลายต่างก็ชูอาวุธในมือขึ้นสูงและส่งเสียงโห่ร้องด้วยความฮึกเหิม

เจ้าเหนือหัวแห่งอียิปต์ทรงทอดพระเนตรภาพกองทัพของพระองค์ด้วยความพอพระทัย ก่อนจะทรงหันกลับมาและตรัสกับเหล่านายทัพที่รอรับฟังพระบัญชาอยู่

“ เจฮูติ, เจ้าจงนำรถศึกสี่ร้อยคันแยกไปทางซ้าย ส่วนราดาเมส จงนำรถอีกศึกสี่ร้อยแยกไปทางด้านขวา ทันทีที่เห็นกองทัพข้าศึกเคลื่อนพลเข้าถึงระยะยิงของธนู พวกเจ้าทั้งสองจงให้พลธนูระดมยิงปีกทั้งสองข้างของทัพข้าศึกและแยกพวกมันออกจากกัน”

“พะย่ะค่ะ” นายพลทั้งสองน้อมรับพระบัญชา

“ส่วนพวกเจ้า ” องค์ฟาโรห์ทรงมีพระบัญชากับเหล่าขุนทัพที่เหลือ” เมื่อเห็นกระบวนทัพข้าศึกแยกจากกันแล้ว จงนำพลเดินเท้าทั้งหมดรุกเข้าโจมตีตัดกลางขบวนทัพของพวกมันโดยทันที”

“พะย่ะค่ะ” ขุนทัพทุกคนน้อมรับพระบัญชา ก่อนจะแยกย้ายกันเข้าประจำตำแหน่งของตน

กองทัพนูเบียเคลื่อนพลใกล้เข้ามาเรื่อยๆ เสียงโห่ร้องด้วยความฮึกเหิมและเสียงกลองศึกดังกึกก้องราวจะสะเทือนไปทั้งแผ่นฟ้าและผืนทราย ทว่าก่อนที่ทัพนักรบผิวดำจะเข้าใกล้พอได้ระยะยิงของพลธนูฝ่ายตนนั้นเอง ขบวนรถศึกของฝ่ายอียิปต์ก็เคลื่อนกำลังเข้าขนาบทางด้านซ้ายและขวาของทัพแห่งชนทมิฬก่อนจะเปิดฉากระดมยิงทันที ทำให้กองทัพศัตรูเริ่มระส่ำระสาย ด้วยห่าฝนลูกธนู

การรุกเข้าจู่โจมของกองรถศึกสร้างความปั่นป่วนให้เหล่านักรบผิวดำเป็นอย่างมาก ธนูของฝ่ายอียิปต์ที่ยิงได้ไกลและแรงกว่า ปลิดชีพนักรบนูเบียล้มตายราวใบไม้ร่วง นักรบที่อยู่ตรงกลางทัพต่างกระจายกำลังแยกกันเป็นสองปีกและพยายามบุกเข้าโจมตีขบวนรถศึกของฝ่ายอียิปต์ ทว่าพวกทหารเดินเท้านั้นไม่อาจจะไล่ตามรถศึกที่รวดเร็วกว่าได้ทัน ทำให้สภาพของกองทัพต้องแตกแยกกระจัดกระจายออกไป

เมื่อทรงเห็นโอกาสเช่นนั้น จอมทัพแห่งไอยคุปต์ก็ทรงมีพระบัญชาให้พลส่งสัญญาณเป่าแตรเป็นสัญญาณ ให้กองทหารราบทั้งหมดของพระองค์เข้าโจมตีทันที เสียงไพร่พลหลายพันคนโห่ร้องก่อนจะพุ่งทะยานเข้าใส่ ทัพข้าศึกเบื้องหน้า เท้านับหมื่นที่วิ่งตะลุยไปทำให้ฝุ่นทรายปลิวฟุ้งขึ้นมาจนแทบจะบดบังแสงแดดให้มืดมัว จากนั้นกองทัพทั้งสองฝ่ายก็เข้าปะทะกันอย่างดุเดือด เสียงอาวุธกระทบกันดังผสมปนเปกับเสียงคนและเสียงม้าจนฟังไม่ได้ศัพท์ นักรบทั้งฝ่ายล้มตายเกลื่อนพื้นทราย ทว่าขบวนรบของฝ่ายอียิปต์ที่เป็นระเบียบและมีอาวุธที่เหนือกว่ากลายเป็นฝ่ายได้เปรียบข้าศึกที่ถึงแม้จะมีกำลังมากกว่าแต่ไพร่พลส่วนใหญ่ตกอยู่ในความสับสนวุ่นวาย อีกทั้งยังเป็นฝ่ายที่หันหน้าเข้าหาแสงอาทิตย์ ทำให้ดวงตาพร่ามัว ทำการรบได้ไม่ถนัด

ขณะที่ทั้งสองรุกรบติดพันอยู่นั้น ฟาโรห์อเมนโฮเทปก็ทรงนำกองรถศึกที่เหลือเข้าโจมตีเป็นระลอกสุดท้าย ท่ามกลางความวุ่นวายของการรบ พระองค์ทรงทอดพระเนตรเห็นแม่ทัพข้าศึกที่คลุมไหล่ด้วยหนังเสือดาวกำลังถอยกลับขึ้นเนิน โดยมีเหล่าองครักษ์จำนวนมากล้อมรอบเพื่อทำหน้าที่คอยคุ้มกัน ด้วยทรงหมายมั่นจะเผด็จศึกโดยเร็ว องค์ฟาโรห์จึงทรงมีพระบัญชาให้สารถีของพระองค์นำรถศึกพุ่งเข้าไปหาแม่ทัพฝ่ายตรงข้าม โดยมีรถศึกคันอื่นๆของฝ่ายอียิปต์ติดตามพระองค์ไปด้วย

เมื่อเห็นกองกำลังฝ่ายศัตรูพุ่งเข้ามา แม่ทัพนูเบียก็ร้องสั่งให้ทหารของตนเตรียมรับมือ บรรดาทหารองครักษ์ต่างรีบยกโล่ขนาดใหญ่ต่อเรียงกันเป็นกำแพงหนาแน่น เพื่อคุ้มกันแม่ทัพของตน กำแพงโล่ทำให้ลูกธนูไม่อาจทำอันตรายพวกนูเบียได้ ดังนั้นพลรถศึกของอียิปต์จึงวางธนูลงและหยิบเอาหอกซัดที่เตรียมไว้ขึ้นมา โดยหอกซัดแต่ละด้ามมีปลายที่ทำเป็นรูปตะขอ ส่วนที่ด้ามหอกได้ถูกร้อยเชือกเอาไว้ จากนั้นทหารอียิปต์ก็พุ่งหอกไปยังกำแพงโล่เหล่านั้น

หอกซัดร่วมร้อยพุ่งแหวกอากาศก่อนจะปักเข้าไปในโล่หนังและยึดแน่นด้วยตะขอที่ส่วนปลาย เมื่อหอกทั้งหมดเข้าสู่เป้าหมายแล้ว รถศึกทุกคันก็หันกลับและกระชากจนแนวกำแพงโล่ของพวกข้าศึกล้มระเนระนาด จากนั้นพลดาบและขวานของอียิปต์ที่ตามหลังมา ก็เคลื่อนขบวนเข้าฟาดฟันกองทหารองครักษ์ของนูเบียจนแตกพ่าย ล้มตายเกลื่อนกลาด แม่ทัพนูเบียคำรามด้วยความเกรี้ยวกราดและพุ่งทะยานเข้าใส่รถศึกของฟาโรห์ด้วยหมายจะใช้หอกปลิดชีพศัตรู

ทว่าก่อนที่แม่ทัพแห่งชนทมิฬจะเข้าถึงพระองค์ ฟาโรห์อเมนโฮเทปที่ทรงเตรียมพร้อมอยู่แล้ว ก็ทรงหยิบพระแสงหอกขึ้นมาและพุ่งเข้าใส่แม่ทัพข้าศึกทันที หอกแทงทะลุอกศัตรูของพระองค์เกือบครึ่งเล่ม แม่ทัพฝ่ายกบฎล้มลงและขาดใจตายเกือบจะในทันที เหล่าไพร่พลอียิปต์ที่เห็นดังนั้นต่างโห่ร้องยินดี และพุ่งทะยานเข้าสังหารทหารข้าศึกที่เริ่มแตกหนี

“ทหารกล้าแห่งเคมเมตของข้า!” องค์ฟาโรห์ตรัสเร่งเหล่าไพร่พลของพระองค์ด้วยพระสรุเสียงกึกก้อง” ในนามแห่งอมุน – รา ! จงประหารพวกข้าศึกให้สิ้น”

เมื่อสิ้นรับสั่งของเจ้ามหาชีวิต เหล่าทหารอียิปต์ก็ยิ่งถาโถมเข้าใส่ไพร่พลฝ่ายศัตรูอย่างดุดันและไม่ปราณี นักรบนูเบียถูกสังหารล้มตายลงนับไม่ถ้วนโลหิตไหลนองไปทั่วผืนทราย

ท่ามกลางการคลื่นรบพุ่งที่กำลังดำเนินไปในสมรภูมิอย่างดุเดือด องค์ฟาโรห์อเมนโฮเทปได้ทรงมีพระบัญชาให้สารถีบังคับรถศึกของพระองค์ออกไล่ติดตามสังหารทหารข้าศึกที่กำลังแตกพ่าย จอมราชันย์แห่งอียิปต์ทรงเหนี่ยวคันธนู ปล่อยลูกศรเด็ดชีวิตศัตรูดับดิ้นลงคนแล้วคนเล่า ประดุจดังใบไม้ร่วง ทันใดนั้นเอง นักรบนูเบียร่างใหญ่ผู้หนึ่งก็หันมาพร้อมกับพุ่งหอกในมือเข้าใส่รถศึกของฟาโรห์ แม้ว่านักรบผู้นั้นจะถูกสังหารด้วยคมศรของพระองค์ ทว่าหอกเล่มนั้นก็พุ่งมาปักเข้าที่อาชาหนึ่งในสองตัวที่เทียมรถศึกอยู่ หอกจมลึกเข้าไปอกของสัตว์เคราะห์ร้ายจนมันล้มลง ส่งผลให้รถศึกขององค์ฟาโรห์เสียการทรงตัวและพลิกคว่ำ ทำให้พระองค์ทรงพลัดตกลงมาทันที ซึ่งเป็นขณะเดียวกับที่พระโอรสของพระองค์ทรงหันมาทอดพระเนตรภาพนั้นเข้าพอดี 

“ พระบิดา!” เจ้าชายหนุ่มทรงตะโกนสุดพระเสียง                                     

           **********(โปรดติดตามตอนต่อไป)****************

*****************

 

 





-------------------------------------เชิงอรรถ ----------------------------------------------------------------
1.กาเซลแดง - สัตว์จำพวกกวางเขาเกลียวชนิดหนึ่ง มีขนาดปานกลาง สูงราวหนึ่งเมตร ขายาว ขนนุ่มละเอียด

2.สำริด - เป็นโลหะผสมระหว่างทองแดงและดีบุก

3. นูเบีย - ดินแดนนูเบียในปัจจุบันคือประเทศซูดาน ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของอียิปต์ โดยอยู่ในพื้นที่แถบบริเวณลุ่มน้ำไนล์ตอนบน ทั้งนี้เนื่องจากแม่น้ำไนล์นั้นเป็นแม่น้ำที่ไหลจากต้นน้ำซึ่งอยู่ในที่ราบสูงตอนกลางของทวีปแอฟริกาขึ้นไปลงทะเลเมดิเตอร์เรเนียนที่อยู่ตอนเหนือของทวีป จึงทำให้พื้นที่ลุ่มน้ำไนล์ตอนบนตั้งอยู่ทางภาคใต้และลุ่มน้ำไนล์ตอนล่างอยู่ทางภาคเหนือ

4. เทพเจ้ารา เป็นจอมเทพสูงสุดของชาวอียิปต์โบราณ โดยชาวอียิปต์เชื่อว่า เทพรา เป็นผู้สร้างสวรรค์และโลก และฟาโรห์ทุกพระองค์คือตัวแทนของจอมเทพรา โดยจอมเทพรา จะประทานพลัง อำนาจของพระองค์ให้แก่ฟาโรห์เพื่อปกครองอาณาจักร สำหรับในยุคอาณาจักรกลางถึงอาณาจักรใหม่อันเป็นช่วงเวลาของเหตุการณ์ในเรื่อง นั้น ชาวอียิปต์ได้นำเอาพระนามของจอมเทพรา มารวมกับอามอน เทพเจ้าประจำนครธีบส์ ซึ่งเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรอียิปต์ในเวลานั้น โดยถือกันว่า เทพอามอนคือองค์อวตารของจอมเทพรา และมักเรียกพระนามใหม่รวมกันว่า อมุน-รา

5. คำว่า เคมเมต เป็นคำที่ชาวอียิปต์ในยุคโบราณใช้เรียกดินแดนของพวกตน คำนี้มีความหมายถึง”ดินแดนแห่งดินสีดำ” โดยมีที่มาจากดินตะกอนสีดำที่ถูกแม่น้ำไนล์พัดมาทับถมดินแดนสองฝั่งน้ำทุกปี ตะกอนเหล่านี้ทำให้พื้นที่เพาะปลูกของอียิปต์มีความอุดมสมบูรณ์

6. คูช - เป็นอีกชื่อหนึ่งที่ชาวอียิปปต์โบราณใช้เรียกพลเมืองของนูเบีย

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 10 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

287 ความคิดเห็น

  1. #264 tms ★ glamrock (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 15 กรกฎาคม 2553 / 21:32
    ยาวขนาดนี้รอซื้อเลยดีกว่า
    #264
    0
  2. #255 Gradual (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 17 มีนาคม 2553 / 23:06
    โอ้...ตั้งแต่การใช้คำศัพท์และการบรรยายนั้นสุดยอดมากเลยO_o!

    (อึ้ง!)

    ชอบมากๆเลยครับ ติดตามอ่านแน่นอนครับ!
    #255
    0
  3. #247 เด็กอมมือ!! (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 9 มีนาคม 2553 / 23:15
    ชอบมากค่ะ อ่านแล้วคล้อยตามเหมือนหลุดเข้าไปในเรื่องจริง
    โดยส่วนตัวชอบประวัติศาสตร์อียิปต์อยู่แล้ว ยิ่งอ่านยิ่งชอบ
    ปล.จะตามอ่านให้ครบค่ะ
    #247
    0
  4. #233 MijikO H. (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 23 มกราคม 2553 / 23:33
    ในที่สุด หาเวลามาอ่าน เนเฟอร์ติตี ได้สักที... (หลังเคลียร์งานไปได้เรื่องหนึ่ง... อีกเรื่องเขียนมะไหว ปวดตามาก .. มาผ่อนคลายกับนิยายเรื่องนี้ดีกว่า)

    อ่านแล้วรู้สึกได้ถึงความเป็นส่วนตัวของเนเฟอร์ติตี และชีวิตของนางที่ต้องการเป็นอิสระ และไม่อยากเข้าพิธีอภิเษกสมรสกับเจ้าชายที่ไม่เคยเห็นหน้า... การใช้ภาษาบรรยายเชิงนิราศ เขียนได้สวยงาม และบรรยายลักษณะของตัวละคร และสถานที่ได้อย่างชัดเจน... ท่านบรรยายได้เช่นนี้ ข้าพเจ้าอ่านแล้วเห็นภาพหมดเลยค่ะ

    แต่สงสัยอย่างหนึ่ง... ยุคที่เขียนนิ เป็นยุคใดหรือเจ้าคะ.... ยุคต้นราชวงศ์ อาณาจักรเก่า อาณาจักรกลาง หรือ อาณาจักรใหม่ รู้สึกว่า เจ้าชาย อเมนโฮเทป ทรงเป็นฟาโรห์ที่ยิ่งใหญ่มากๆ เลยทีเดียว... 
    เห็นทีจะต้องอ่านตอนต่อไป... (โอ้ว...มีหลายตอนแน่ะ ข้าพเจ้าจะตามอ่านเก็บ)
    #233
    0
  5. #231 เป็นกำลังใจ (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 23 มกราคม 2553 / 20:00
    สู้ๆๆเข้านะค่ะเป็นกำลังใจให้ค่ะ



    ชอบมากๆๆเลย
    #231
    0
  6. #220 Detectiveoat13 (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 21 มกราคม 2553 / 21:40
    สวัสดีครับ แวะเข้ามาอ่านตามคำแนะนำของคุณ Sweet Dreamer ครับ ในตอนแรกนี้อ่านได้ลื่นไหลเห็นภาพดีครับ สนุกด้วย ^^

    แต่อยากถามข้อมูลนิดหนึ่งครับ ถ้าต้องการเขียนโดยอ้างอิงว่า Nefertiti มาจากตระกูลของเมือง Akhmim แล้วทำไมถึงใช้ชื่อบิดาของนางว่า "เมริเร" ล่ะครับ?

    เพราะถ้าจากแนวคิด Akhmim นั้น คุณสิงขรลักษณ์น่าจะรู้จัก Yuya และ Thuyu ใช่ไหมครับ บุคคลทั้ง 2 คือบิดาและมารดาของพระนาง Tiy ซึ่งเป็นมเหสีของฟาโรห์ Amenhotep III และทฤษฏี Akhmim ก็มาจาก Yuya นี่แหละครับ เพราะพื้นเพของ Yuya คือชาว Akhmim ว่ากันว่าลูกของ Yuya นอกจาก Tiy แล้วยังมี Ay ด้วยครับ (Ay เป็นลูกของ Yuya และ Thuyu ซึ่งถือว่าเป็นพี่น้องกับ Tiy) และที่สำคัญ พระนาง Nefertiti ก็คือ "ธิดาของ Ay" ครับ ดังนั้น ถ้าจะอ้างอิงทฤษฎี Akhmim ผมว่า ให้บิดาของ Nefertiti เป็น Ay ดีกว่าครับ

    ปล. Ay ที่ว่านี้คือ ฟาโรห์ที่ครองราชย์ต่อจาก Tutankhamun น่ะครับ แต่ไม่ทราบว่า ถ้าเปลี่ยนเนื้อหาให้ตรงกับแนวคิดที่นักประวัติศาสตร์เสนอจริงๆแล้ว จะทำให้ดำเนินเรื่องติดขัดหรือเปล่าน่ะครับ ถ้าติดขัดก็ไม่เป็นไรครับ ^^
    #220
    0
  7. #219 กุหลาบป่า (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 15 มกราคม 2553 / 16:31

    มาอ่านตอนแรก ก็ชอบจังเลย เดี๋ยวจะอ่านต่อให้จบเลย

    #219
    0
  8. #204 ooAdamasoo (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 8 มกราคม 2553 / 03:19

    เราชอบเรื่องนี้มากเลย ที่จริงชอบบรรกาศแบบอียิปต์อยุ่แล้ว ถ้าจะขอเรื่องมาลองฝึกวากการ์ตูนประกอบดุจะว่าอะไรไหมค่ะ
     ช่วยตอบกลับด้วยนะจ๊ะ

    #204
    0
  9. #203 ooAdamasoo (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 8 มกราคม 2553 / 03:18

    เราชอบเรื่องนี้มากเลย ที่จริงชอบบรรกาศแบบอียิปต์อยุ่แล้ว ถ้าจะขอเรื่องมาลองฝึกวากการ์ตูนประกอบดุจะว่าอะไรไหมค่ะ
     ช่วยตอบกลับด้วยนะจ๊ะ

    #203
    0
  10. #199 มอร์กาน่า (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 6 มกราคม 2553 / 20:14
    แวะมาอ่านแล้วค่ะ
    #199
    0
  11. #191 นอนเมมเซ็ง (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 31 ธันวาคม 2552 / 20:09
    บ๊ะ!!! พิมพ์ไปเยอะแยะยาวมาก พอกดส่งมันดันบอกว่ามีข้อความที่สงสัยว่าจะเป็นลูกโซ่!! หายหมดเลย!!



    ไว้มีกำลังใจจะกลับมาเม้นใหม่แล้วกันนะคะ *เซ็ง*
    #191
    0
  12. #186 ABUT (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 30 ธันวาคม 2552 / 10:34
    เอ๋ เคเมตไม่ได้แปลว่าดอกบัวเหรอ??
    #186
    0
  13. #181 ส.โสมนิจ (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 26 ธันวาคม 2552 / 01:19
    ภาษาสวยมากคะ พริ้วดีจังเป็นกำลังใจให้นะคะ สู้ๆ
    #181
    0
  14. #134 ลำหับ (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 22 กันยายน 2552 / 18:04
    มาตามคำชวนแล้วคร้า!!!

    ภาพที่บรรยายชัดมากค่ะ รู้สึกเหมือนอยู่กลางสนามรบเลย ตื่นเต้นมากค่ะ..

    เป็นกำลังใจให้ก่อนนะคะ เดี๋ยวตามอ่านตอนต่อไปค่ะ
    #134
    0
  15. #127 mac (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 17 กันยายน 2552 / 18:26
    very good novel
    #127
    0
  16. #126 ILoveHollywood (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 17 กันยายน 2552 / 18:15
    เนื้อหาดึงดูดใจมากเลยค่ะ แต่ก่อนหนูยังไม่รู้เลยว่าเนเฟอร์ตีตีคือใคร (แป่ว!) จนกระทั่งเข้ามาอ่านดู ^ ^
    #126
    0
  17. #100 Little_Tiger (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 29 สิงหาคม 2552 / 16:23
    มาตามคำชวนค่ะ  ^ ^

    ภาษาสวยมากค่ะ  ไม่ค่อยมีความรู้เรื่องอียิปดท่าไร แต่ก็สนใจอยู่เหมือยกันค่ะ  

    จะแวะมาเรื่อย ๆ นะคะ ช่วงนี้ขอเคลียงานของตัวเองก่อน  เสร็จแล้วจะรีบมาอ่านค่ะ
    #100
    0
  18. #99 แม่น้องเดียว (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 29 สิงหาคม 2552 / 15:18
    ภาษาสวยงามมากค่ะ ลื่นไหลอ่อนโยนดังสายน้ำเย็น
    แต่สำหรับแน้องเดียวแล้ว ไม่ค่อยน่าติดตามค่ะ แบบว่าออกแนวจืดๆไป
    ขอโทษด้วยนะคะ นึกว่าติเพื่อก่อก็แล้วกันน้อ

    เคยอ่านสารคดีเรื่องเนเฟอร์ตีติแล้วเจอว่านางเป็นผู้หญิงผิวดำจ้า
    ลองสังเกตุจากรูปตามเน็ทซิค่ะ
    ส่วนคลีโอพัตรานั้นพบรูปปั้นเมื่อไม่นานมานี้พบว่านางออกท่วมๆไปนิด
    แต่เรื่องฉลาดล้ำ อันนี้ชัวร์

    ว่างๆแวะไปติด ปีกหิมพานต์ของแม่น้องเดียบ้างนะคะ
    ภาษาไม่ได้ครึ่งของท่านดอกจ้า

    #99
    0
  19. #64 พันดารา (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 12 กรกฎาคม 2552 / 17:29
    ภาษายังดีไม่แพ้เรื่องเก่าเลยค่ะ

    บทแรกก็น่าติดตามแล้ว ^^
    #64
    0
  20. #45 mydei (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 1 กรกฎาคม 2552 / 21:24
    แวะมาตามคำชวนนนนนนนนนนนนน

    อิอิ
    #45
    0
  21. #24 เปียโนเจียระไน (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 27 เมษายน 2552 / 16:05

    เนื้อหาดีจริงๆคะ
    สู้ต่อไปนะคะ

    #24
    0
  22. #23 F-Za (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 30 มีนาคม 2552 / 03:12
    อืม รายละเอียดแน่นเลย
    น่าสนใจ
    #23
    0
  23. #22 gokleng (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 20 มีนาคม 2552 / 16:09
    ผมอ่านจบแล้ว ก็สนุกดีนะครับ ภาษาดีครับ
    #22
    0
  24. #21 Myjay (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 20 มีนาคม 2552 / 14:13
    ภาษายังดีเหมือนเคย แต่ยังติดภาษาเชิงไทยแบบสงครามเก้าทรพมาอยู่เลยค่ะ
    #21
    0