[NCT] Pure Love จอมใจองค์ราชัน II [ JaeDo]

ตอนที่ 3 : Chapter 2 :ก้อนหิน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,829
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 128 ครั้ง
    23 เม.ย. 59

[Fic NCT]  Pure Love  [ #JaeDo , #TaeTen , #HanTa ft. Johnil]

By winata

Chapter  2 :ก้อนหิน






ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยมีผู้ใดที่ดูถูกโดยองมากขนาดนี้  แล้วพลันดวงตาเรียวรีดุจกระต่ายป่าแลเห็นหินก้อนขนาดพอเหมาะมือก็ก้มลงหยิบแล้วขว้างใส่ร่างสูงกะให้โดนจังๆ




“โอย  เจ้า...” แจฮยอนรู้สึกเสียวแปลบที่แขนแกร่งขึ้นมาทันทีแม้ว่าจะเบี่ยงตัวหลบทันแต่มิวายยังโดน




“อะไรกัน...กะอีแค่ก้อนหินถึงกับทำให้ชาวทงเย...เอ๊ะ...เลือด” คราแรกโดยองกะจะเอ่ยแดกดันร่างสูงที่ชอบว่าตนเองนัก  แต่ตอนนี้จากยืนอยู่ห่างเสียเกือบโยชน์   คนตัวเล็กกว่ากับสาวเท้าเร็วๆ มาประชิดตัวร่างสูง พร้อมกับดึงข้อมือใหญ่ให้เดินตามตนเองมานั่งยังใต้ร่มไม้และเอ่ยเองเสียเสร็จสรรพ




“นั่งรอเราอยู่ที่นี้  แล้วเจ้าอย่าขยับแขนข้างที่เจ็บเป็นอันขาด”




อากัปกิริยาของร่างบางเสียงรอยยิ้มได้จากใบหน้าคม  เพราะเมื่อครู่เจ้าเด็กน้อยยังมีท่าทีเดือดดาลดูน่าขันจริงเทียว  มือบางที่กำหมัดแน่น  ดวงตาเรียวที่ฉายความเกรี้ยวกราดราวกับแมวป่าที่พร้อมจะกระโจนเข้าหาเหยื่อ  แต่พอเห็นเขาบาดเจ็บเท่านั้นทุกอย่างก็พลันเปลี่ยนไป




โดยองรีบเดินไปหยิบห่อผ้าประจำตัวที่มีติดไว้กับจางโฮเสมอยามที่ออกมานอกวัง  ก่อนจะรีบเดินกลับมาหาร่างสูงที่ดูท่าจะเชื่อฟังจริงๆ เพราะยังนั่งนิ่งอยู่ท่าเดิม  แต่นัยน์ตาคมที่แพรวระยับมันทำให้ไม่อาจมองสบตาคมเสียตรง ๆ ได้  จนต้องแอบบ่นอุบอิบเบาๆ




“มองแบบนี้  มันน่าเอาลูกศรจิ้มตาเสียจริง”




แจฮยอนมองมือบางที่รั้งชายแขนเสื้อตัวนอกสีน้ำตาลเข้มของตนขึ้นมาดูบาดแผล  ก่อนที่อีกฝ่ายจะจิปากอย่างไม่สบอารมณ์




“แผลยาวขนาดนี้คงมิใช่โดนก้อนหินที่เราขว้างใส่แน่” เอ่ยขึ้นมาก่อนพร้อมตวัดดวงตาเรียวคู่สวยขึ้นมามองสบกับสายตาคม ที่จับจ้องมาอยู่ก่อน




“ต้องถอดเสื้อออกก่อน  แผลยาวตั้งแต่หัวไหล่จนถึงข้อศอก  เดี๋ยวเราจะทำแผลให้  แล้วอย่าหาว่าเราโม้เลยในสี่อาณาจักรหาได้มีอาณาจักรใดจักมีสมุนไพรรักษาแผลสดได้ดีเลิศเทียบเท่าพูยอ”




แจฮยอนได้แต่นั่งฟังเงียบๆ พลางเอี้ยวตัวถอดเสื้อออก  ดูท่าเจ้าตัวบอบบางจะเป็นคนร่าเริงแจ่มใสและเป็นมิตรกับคนอื่นไปทั่วถึงได้พูดเจื้อยแจ้วขนาดนี้ทั้งที่เมื่อครู่ยังเหมือนโกรธกันเป็นฟืนเป็นไฟอยู่เลย




“โชคดีนะ  แผลเจ้าไม่ลึกมาก  เราใช้น้ำเกลือเช็ดทำความสะอาดแผล  ส่วนยานี้ที่เรากำลังพอกให้เป็นยาสูตรพิเศษที่เราคิดค้นขึ้นเองเลยนะมันจะช่วยสมานแผลสดให้หายภายในสามวัน”



“...”




โดยองที่เพิ่งสังเกตว่าตอนนี้มีแค่ตนเป็นฝ่ายพูดอยู่เพียงลำพัง  ในขณะที่ร่างสูงเอาแต่มองมานิ่งๆ




“เจ้าเป็นหมอหรอกรึเจ้าเด็กน้อย  หรือเพียงแค่เพิ่งริจะเริ่มเรียน” เสียงทุ้มนุ่มหูที่เอ่ยมาด้วยไม่มีวี่แววความยั่วเย้ากวนประสาทมันทำให้แก้มนวลขึ้นสีระเรื่อเพราะบุรุษนี้อีกครั้งแล้วยิ่งนัยน์ตาสีรัตติกาลที่มองมานิ่งๆ มันชวนให้น่าค้นหาว่าภายในใจของผู้เป็นเจ้าของยามนี้คิดอะไรอยู่




“ใช่แล้วเราเป็นหมอ  แล้วเจ้าตอนนี้ต้องสำนึกบุญคุณเราเสียให้มากกับการรักษาในครั้งนี้”



“เราขอร้องเจ้ารึ..เจ้าเด็กน้อย?”




“เจ้า!” ก่อนมือบางจะมัดปมผ้าผันแผลเสียแรง ๆ



“โอย...นี่เจ้าแกล้งเรารึ” เมื่อเห็นใบหน้าเนียนใสงอแล้วยิ่งริมฝีปากบางที่เชิดจนจะชนกับปลายจมูกรั้น ๆ มันทำให้ร่างสูงอดจะยิ้มเสียไม่ได้




“นอกจากจะเด็กแล้วยังจะขี้งอนเสียด้วยนะเจ้า”




โดยองเก็บข้าวของใส่ห่อผ้าเรียบร้อยพร้อมกับลุกขึ้นและหยิบเกาทัณฑ์ขึ้นคล้องบ่าบางของตน




“เจ้าเพิ่งมาชั่วครู่เดียว  จะกลับแล้วรึ” แจฮยอนรีบดึงชายเสื้อของร่างบางไว้




“นี่...เราเพิ่งทำแผลให้เจ้านะ  แขนข้างนี้อย่าเพิ่งใช้งานเดี๋ยวมันจะยิ่งระบมหนักกว่าเดิม” หันมาแวดเสียงใส่คนดึงชายเสื้อที่ยังนั่งพิงต้นไม้




“แผลแค่นี้  ปกติเราเลียเดี๋ยวก็หาย”




“ปากเจ้านี่นะ  อึ้ยยยยยย  คราวหน้าถ้าเราเจอเจ้ามีแผลมานะ  ต่อให้ทองหนักเท่าตัวเราก็ไม่รักษาแต่จะให้เจ้าใช้น้ำลายตัวเองรักษาแทน”



ร่างสูงพยายามกั้นเสียงหัวเราะเมื่อเห็นใบหน้าเนียนใสกระเง้ากระงอดตน




“เอาน้า  อย่างไรเสียเราก็ต้องขอบใจเจ้าอยู่ดีที่อุตส่าห์มีน้ำใจช่วยทำแผลให้เรา  ไหน ๆ พวกเราก็มีวาสนาต่อกันหากเจ้าไม่เร่งร้อนรีบกลับอยู่สนทนากับเราสักครู่เถอะเจ้าเด็กน้อย”




“บอกตั้งหลายครั้งแล้วว่าเรามิใช่เด็กน้อย  เจ้าก็เรียกเราเด็กน้อย..เด็กน้อยอยู่ได้” จากที่คิดจะกลับกับกลายเป็นว่าตอนนี้ร่างบางเดินมานั่งพิงต้นไม้ใหญ่ข้าง ๆ กับร่างสูง




“ฮึ..เราไม่เรียกว่าเด็กน้อยก็ได้  แล้วเจ้ามีชื่อว่า...”




“เชอะ..อยากรู้ชื่อผู้อื่น  แล้วเหตุใดเจ้ามิเอ่ยบอกชื่อเสียงเรียงนามของเจ้ามาเสียก่อนเล่า  เจ้าคนไม่มีมารยาท”




วันนี้ร่างสูงคร้านจะนับว่าตนอดจะยิ้มกับร่างบางที่นั่งเคียงข้างเสียกี่ครั้ง  เพราะกิริยาที่แสดงออกมามันล้วนน่ารักน่าชังเสียจริง ๆ  นอกจากเขาจะเป็น  เจ้าคนโอหัง  เจ้าคนสามหาว  แล้วตอนนี้ยังเป็นเจ้าคนไม่มีมารยาทเสียอีกอย่าง




“เรา ชื่อ อูแจ  แล้วเจ้ากันเล่า  อย่าริอาจเบี้ยวมิบอกชื่อตนเองนะ” แอบขู่ร่างบางไว้ก่อน




“คิมโด” บอกอีกฝ่ายเบา ๆ ก่อนจะตะล่อมถามไถ่ว่าเหตุใดชาวทงเยถึงได้มาไกลถึงพูยอ  เผื่อในภายภาคหน้าจะเกิดประโยชน์



“แล้วเจ้ามาทำอะไรที่พูยอนี่รึ”



“เจ้าควรเรียกเราว่า พี่อูแจ นะ   หากอายุเจ้ามิทันถึงสิบแปดนั่นคือเจ้าเป็นน้องเราเสียสิบปี” ร่างสูงเอ่ยบอก




ตอนนี้ร่างบางเบิกตาโพลงเพราะไม่คาดคิดว่าชายหนุ่มร่างสูงขาวจัดแต่ดูก็รู้ว่าตอนนี้คร้ามแดดจะมีอายุแก่กว่าตนเสียเกือบรอบ



“มิน่าเล่า  ท่านถึงกล้าเรียกเราว่าเด็กน้อย” สรรพนามในการพูดเปลี่ยนไปรวมถึงกิริยาที่มีต่อผู้มีอาวุโสกว่าสื่อให้เห็นว่าร่างบางได้รับการอบรมมาอย่างดี   ร่างสูงคาดคะเนว่าคงเป็นลูกชายของคหบดีที่มีฐานะของพูยอเป็นแน่แท้เพราะทั้งผิวพรรณและอาภรที่สวมใส่แม้จะดูธรรมดาและเมื่อพินิจดี ๆ แล้วล้วนแต่เป็นของชั้นดี




“เป็นเด็กนะดีแล้วรู้ไหม  ไม่ต้องเผชิญกับปัญหามากมาย  อย่าเพิ่งรีบโตเลย” บอกพร้อมกับที่มือหนาเอื้อมไปลูบเส้นผมดำขลับที่ยามนี้สายลมพัดเสียปรกใบหน้าเนียน  แล้วช่วยทัดไว้ข้างหูเล็ก



อีกคราที่โดยองรู้สึกกระตุกวูบที่หัวใจดวงน้อยของตนยามสบดวงตาคม




“เผลอเป็นไม่ได้ต้องลามปามนะ” บอกพร้อมใช้มือสะบัดมือหนาของคนร่างสูงกว่าให้ออกจากพวงแก้มของตน




“เราแค่...” เสียงใสแย้งขึ้นมาก่อนเพราะกลัวอีกฝ่ายจะพาการสนทนาเข้าป่าวกวนไปไกล




“ยังมิบอกเราเลยว่าเหตุใดถึงเดินทางมาไกลเสียถึงพูยอ”




“มาซื้อ ขาย แลกเปลี่ยนม้า” ทันควันแบบตอบโดยมิหยุดคิดสักนิด




“ฮึ..พ่อค้าม้าหรอกรึ”




“แล้วเจ้าคิดว่าหากเราไม่เป็นพ่อค้าม้าแล้ว  เราจักเป็นอะไรไปได้รึเด็กน้อย” เสียงทุ้มเอ่ยเนิบ ๆ ทั้งปกตินิสัยเกลียดคนช่างซักถามและวุ่นวายกับตนยิ่งนัก




โดยองแอบจิปากแต่คร้านจะเถียงเรื่องเรียกชื่อ  เพราะดูท่าร่างสูงคงมิเปลี่ยนใจเรียกชื่อ 




ขนาดรู้จักเสียงเรียงนามยังมิวายเรียก “เด็กน้อย”




“นักรบ”




แจฮยอนเลิกคิ้วอย่างแปลกใจ  พลางเพ่งพินิจร่างบางที่นั่งข้าง ๆ ที่ตอนนี้กำลังนั่งถอนต้นดอกหญ้าเล่น




“ทำไมถึงคิดเยี่ยงนั้น”




“การบังคับม้า  แล้วไหนจะฝีมือการยิงเกาทัณฑ์ดูแล้วเหมือนผู้ที่ผ่านการกรำศึกใหญ่น้อยมานักต่อนัก”




“ชาวทงเย ต่างเชี่ยวชาญการบังคับม้าและอาวุธ” เอ่ยตอบก่อนจะส่งยิ้มบางๆ ให้ร่างบางที่ใบหน้าใสเริ่มงอเมื่อได้รับคำตอบที่คาดว่ามิใคร่จะพอใจ  จนร่างสูงแอบคิดว่าเจ้าน้อยนี่ช่างสังเกตเกินไปแล้ว




“เหอะ มันก็ควรจะเป็นเช่นนั้นล่ะ  ก็ในเมื่อองค์ราชันของพวกเจ้าทรงโปรดการทำศึกมิใช่หรอกรึ”




กระแสเสียงที่บ่งบอกความไม่ชอบใจยามเอ่ยถึงองค์ราชันแห่งทงเยของร่างบางอย่างชัดเจน  ทำให้ร่างสูงเริ่มจะโมโห




“ในใต้หล้า องค์ราชันแห่งทงเยเป็นนักรบผู้กล้าหาญ ยากจะมีใดต่อกรได้ของกองทัพของพระองค์”




“เรามิปฏิเสธ  แต่พระองค์จะรู้หรือไม่  ความเก่งกล้าประดุจดั่งสองสองคม คมหนึ่งฟาดฟันผู้อื่น อีกคมก็รั้งจะย้อนคืนฟาดฟันตนเอง  ในวันใดวันหนึ่งข้างหน้า  รังแต่จะสร้างความเจ็บปวดบนกองเลือดและหยาดน้ำตา  สงครามมิใช่ทางออกของทุกอย่าง”






“ราชันแห่งทงเย มิเคยเกรงกลัวต่อความเจ็บปวดใด ๆ ทรงเชื่อมั่นว่าความเข้มแข็งเท่านั้นจะทำให้ทรงอยู่รอด...อยู่เหนือต่อผู้อ่อนแอกว่า  ผู้ชนะย่อมมีสิทธิที่จะปกครองหรือทำการใดก็ได้ต่อผู้ที่พ่ายแพ้”




จากบรรยากาศที่สบายหายวับไปกับสายลมยามคู่สนทนาสองเอ่ยถึงเรื่องบ้านเมือง




ดวงตาสองคู่ที่หันมามองสบการนิ่งนาน  ไม่เชิงเป็นศัตรูแต่ก็มิใช่มิตร






“นั่นเป็นความแตกต่างระหว่างองค์ราชันของพวกเรา  องค์ราชันของเจ้ากระหายแต่สงคราม  ในขณะที่องค์ราชันแห่งพูยอทรงปรารถนาแต่สันติสุขของประชาราษฎร์”




“เด็กน้อย  เจ้าลองคิดดูหรือไม่  หากวันใดวันหนึ่งหรือยามนี้สิ้นบุญองค์ราชันของเจ้า  พูยอจะเป็นเยี่ยงไรในภายภาคหน้าในเมื่อองค์รัชทายาทยังเยาว์นัก” อดจะเอ่ยถึงความจริงมิได้  ทั้งที่ร่างสูงก็รู้ว่าคู่สนทนาเป็นชาวพูยอแม้จะไม่รู้ว่าอีกลูกหลานผู้สูงศักดิ์หรือจักเป็นเพียงประชาชนธรรมดา





คราแรกที่ได้ฟังร่างบางเกือบจะตวาด...แต่ลองตรองตามคำพูดของบุรุษต่างเมืองก็ล้วนเป็นความจริง  แม้ว่าฮันซลจะอายุมากกว่าตนเพียงสองขวบปี  หากต้องขึ้นปกครองบ้านในยามนี้คงยากที่จะพาบ้านเมืองให้อยู่รอดจากอาณาจักรใหญ่ที่จ้องจะหาผลประโยชน์จากพูยอที่นอกจากจะเป็นเมืองเรืองชื่อด้านยารักษาโรคที่มิว่าโรคใดยารักษาของพูยอก็จักรักษาให้หายขาดได้  และชาวพูยอเองยังมีความลับของเผ่าพันธุ์ที่มิอาจเปิดเผยแก่ผู้อื่นได้อีก




“เจ้าคนยโส  มิสำเหนียกเลยว่าบัดนี้ตัวเจ้ายืนอยู่บนแผ่นดินของพูยอ  แต่ยังสามหาวกล้าเอ่ยลบหลู่ถึงองค์ราชันของเรา”




“มินานดอก  จะถึงการผลัดเปลี่ยนองค์ราชันแห่งพูยอ” ร่างสูงเอ่ยเสียงกร้าวเพราะ “เจ้าคนยโส” ที่ร่างบางเอ่ยมันทำให้อารมณ์กรุ่นขึ้น




แล้วพลันร่างบางก็ลุกขึ้นจากที่นั่งพิงต้นไม้ใหญ่พร้อมกับตัวชาแทบก้าวเท้ามิออก




“เราอาจใจดีและให้ความเมตตา  หากเจ้าหันมาสวามิภักดิ์องค์ราชันแห่งทงเย”




“ต่อให้เราจักต้องตายเราก็มิเคยคิดจะหันไปสวามิภักดิ์ต่อองค์ราชันใดๆ ทั้งสิ้น  ทั้งตัวเราและจิตวิญญาณของเราสวามิภักดิ์ต่อองค์ราชันแห่งพูยอเพียงผู้เดียว” เอ่ยด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยวเช่นเดียวกับแววตาแข็งกราวที่หันมามองร่างสูงที่ยังนั่งพิงต้นไม้ใหญ่อยู่




“เด็กหนอเด็ก  หากต้องสิ้นชีพอยู่ในป่านี้ก็ยังมิเปลี่ยนใจแน่รึ” แจฮยอนเอ่ยข่มขู่ พร้อมคุกคามร่างบางด้วยดาบคู่กายที่บัดนี้มันจ่อชี้ที่ลำคอระหง




“ชาวพูยอทุกคนยอมพลีชีพหากจะคงไว้ซึ่งอาณาของเราและองค์ราชัน”




“เราชื่นชมน้ำใจเจ้าเสียจริงๆ หากเราเป็นมิตรต่อกันได้คงดีมิน้อย” เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจังพลางเก็บดาบคืนฟักพร้อมกับที่ร่างสูงลุกขึ้นมายืนเคียงข้างร่างบาง




“เราก็เป็นมิตรกับทุกคนนั่นล่ะ ยกเว้นแต่ผู้ที่คิดร้ายต่อพูยอ”




“เราทุกคนต่างมีหน้าที่  และบางครั้งด้วยเพราะหน้าที่ทำให้เรามิอาจเป็นมิตรต่อกันได้เพราะหน้าที่ย่อมอยู่เหนือความรู้สึกส่วน” ร่างสูงเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ แต่แฝงไปด้วยความเย็นชาจนร่างบางรู้สึกถึงความหนาวเหน็บและความโดดเดี่ยวของผู้พูด




“งั้นหวังว่าภายภาคหน้าอย่าให้ต้องถึงกับเป็นศัตรูกันเลยก็แล้วกัน” โดยองพึมพำก่อนจะตัดสินใจกลับเสียทีเพราะเลยเวลากลับเข้าวังมานานแล้ว




“เดี๋ยวก่อนเด็กน้อย  วันพรุ่งเจ้าจะมาที่แห่งนี้อีกหรือไม่?”




ร่างบางส่ายหน้าไปมา




“ว่าอย่างไร  จะมารึไม่มา” ร่างสูงเอ่ยถามอีกครา




“เรามิอาจตอบท่านได้ดอก”





“ทำไม  หรือเจ้าต้องรักษาผู้ป่วยมากมายจนปลีกตัวมาไม่ได้เชียวรึ?” ร่างสูงอดเอ่ยเย้าไม่ได้ในขณะที่มือหนายังกำข้อมือบางไว้





“ก็ทำนองนั้น  แล้วท่านเล่า  มาค้าขายใยมีเวลาว่างมาเที่ยวเล่นเยี่ยงนี้ ไม่กลัวกำไรหดหายขาดทุนเลยรึ”




อีกคราที่ร่างบางต้องหลบสายตาคมที่มันวาบวับชวนใจสั่นทุกครั้งที่มองสบ  พลางดึงข้อมือเล็กออกจากมือใหญ่ที่ยังไงก็ยังไม่หลุดเป็นอิสระ





“ถึงมิได้เป็นพ่อค้า ทุกคนก็คิดถึงกำไรได้  ชีวิตมนุษย์เราแสนสั้นควรให้กำไรชีวิตของตนมากกว่าแสวงหากำไรให้ผู้อื่น”





“งั้นแค่ทำตนเป็นคนดี ไม่เบียดเบียนผู้อื่นทำประโยชน์ให้แก่บ้านเมืองจักคงพอแล้วกระมังชีวิตนี้” เสียงใสเอ่ยบอก





“มิพอดอก  มันต้องได้สักสิบเท่าของทุกสิ่งจึงจักได้ชื่อว่าได้กำไรของชีวิต” ขยับกายเข้าหาร่างบางอีกนิดจนบัดนี้สองร่างเกือบที่จะยืนแนบชิดกันแล้ว





“ท่านดูท่าจะเป็นวานิชที่หน้าเลือดเสียจริง”





สิ้นเสียงใสที่เงยหน้าต่อปากต่อคำ   ร่างสูงก็หลุดเสียงหัวเราะกังวานจนใบหน้าคมดูอ่อนโยนลงแล้วรอยยิ้มบนริมฝีปากได้รูปพร้อมรอยบุ๋มที่ข้างแก้มกร้านมันทำให้โดยองที่เงยหน้ามองอยู่ต้องเสมองทางอื่น





“เราแค่นิยมซื้อขายแบบตรงไปมาก็เท่านั้น  และมิเคยที่คิดจะเอาเปรียบผู้ใด”





“แล้วท่านจะอยู่ที่พูยออีกนานหรือไม่” อดจะถามมิได้





“ไม่แน่นอน  แล้วเด็กน้อยเหตุใดจึงใคร่อยากรู้เรื่องของเรานักละฮึ” ร่างสูงเอ่ยเย้าเพราะร่างบางยังมิวายดึงมือตัวเองออกจากการเกาะกุมของเขา




“อ้าว.. ทีท่านถามเราได้  แล้วเหตุใดเราจะถามมิได้เล่า  ไหนว่ามิใช่ผู้ที่คิดจะเบียดเบียนผู้อื่นไงเล่า” เสียงใสเริ่มกระเง้ากระงอด





“ฮาๆ เรายังอยู่ที่นี้อีกหลายราตรี” เสียงทุ้มเอ่ยพร้อมกลั้วยิ้มพราย  มันทำให้ร่างบางร้อนวูบที่ใบหน้า





“แล้วนั่น  เจ้าเขินอายที่ต้องใกล้ชิดเราหรือไรถึงได้อายเสียหน้าดำหน้าแดง”





“เจ้าคนหลงตัวเอง  มันไม่ใช่อย่างที่เจ้าคิด” เอ่ยปฏิเสธอย่างรวดเร็ว ก่อนที่ร่างบางจะคิดหาทางหนีทีไล่เพราะร่างสูงกว่ายังมิยอมปล่อยมือบางเสียง่าย ๆ หากจะผลักออกแรง  มือหนาข้างนั้นก็เป็นข้างที่ร่างสูงเจ็บเสียด้วย





“แล้วเจ้ารู้ใจเรารึยังไงเจ้าเด็กน้อย  ว่าตอนนี้เราคิดอะไรอยู่”





ระยะห่างที่ตอนนี้มันแทบไม่เหลืออยู่แล้ว  เพราะจมูกโด่งของร่างสูงแทบจะจรดหน้าผากเนียนอยู่แล้วห่างเพียงเสี้ยวเดียว





“นี่แน่ะ...” เท้าเล็กของร่างบางเตะแรง ๆ เข้าที่หน้าแข็งของร่างสูงที่ตอนนี้เผลอตัวปล่อยมือออกจากข้อมือเล็ก





“โอย...นี้เจ้าทำร้ายเราทีเผลอหรอกรึ” เสียงทุ้มเอ่ยอุทธรณ์เพราะแรงเตะของร่างบางใช่ว่าจะเบาเสียเมื่อไหร่





“ฮาๆ เรามิขอโทษเจ้าหรอกนะ  เจ้านะมันคนชอบลามปาม  อย่าลืมพอกยาทุกเช้าและเย็นนะ” เสียงใสมิวายสั่งก่อนจะเดินตรงไปหาอาชาสีขาวปลอดของตนที่เหมือนรู้หน้าที่  ที่จะต้องพาผู้เป็นนายกลับเพราะมันเดินมาหาร่างบางเช่นกันพร้อม ๆ กับอาชาสีนิลของร่างสูง




“นี่เจ้ากล้าทำร้ายมิตรเชียวเหรอ”





“อ้าวเหรอ  ปากเจ้าบอกว่ามิตรแต่ในใจอาจคิดว่าเราคือศัตรูที่พร้อมจะห้ำหั่นเสียก็เป็นได้” เสียงใสยอกย้อนกลับมา





“แต่สำหรับชาวทงเย  หากปากบอกว่าผู้ใดคือมิตร  ผู้นั้นก็คือมิตร  ศัตรูก็คือศัตรู  มิตรย่อมไม่ทำร้ายมิตรลับหลัง และเราก็ไม่คิดผูกมิตรกับผู้ที่ริอาจหาญเป็นศัตรูกับเรา”





โดยองแม้มิหันไปมองก็รับรู้ถึงความเด็ดเดี่ยวของร่างสูง  หากบุรุษผู้นี้เป็นทหารกล้าของกองทัพทงเยและชาวทงเยหาญกล้าเฉกเช่นบุรุษผู้นี้ทั้งหมด  ใยพูยอจะต่อกรกับกองทัพขององค์ราชันที่กระหายสงครามอย่างจองแจฮยอนได้





หากวันหน้าเกิดศึกสงครามขึ้น  อาจถึงคราวที่ มิตรย่อมล้างมิตรให้แตกดับกันไปข้าง





“เราก็มิได้ทำร้ายลับหลัง  แต่เราทำร้ายซึ่งหน้าเจ้าเลย  ถ้าเตะหน้าแข้งมันเบาไปคราวหน้าเราจะเอาลูกศรยิงปักหัวใจเจ้าก็แล้วกันอูแจอา” เอ่ยบอกก่อนจะตวัดกายขึ้นนั่งจางโฮพร้อมกระตุกบังเหียนควบจากไป





ร่างสูงมองตามร่างบางที่นั่งหลังตรงบนอาชาสีขาวที่หายลับตาไปไกลแล้ว





“ไง...เจ้าชอบเจ้าเด็กน้อยคิมโดนั่นรึไงฮึ  ถึงได้ยอมให้เค้าลูบตัวได้ง่าย ๆ ” ร่างสูงเอ่ยเบาๆ กับอาชาคู่ใจ





เพราะน้อยคนนักที่โฮฮงจะยอมยืนนิ่งให้เข้ามาลูบแผงขนที่คอได้ง่ายๆ





แล้วเรื่องกินน้ำอ้อยจากมือคนอื่นที่มิใช่ทหารประจำพระองค์หรือตัวองค์ราชันแจฮยอนเองอย่าได้หวังเลย





แต่กับเจ้าเด็กน้อยคิมโด  โฮฮงกลับยอมเสียง่ายๆ















ร่างบอบบางที่กำลังเดินเลียบทางเดินยังท้ายตำหนักหลวง  ต้องลี้กายแอบข้างพุ่มไม้ทันทีเมื่อเห็นขบวนนายทหารจำนวนเกือบสิบกว่านายที่เดินนำหน้าไปยังส่วนอุทยานหลวง  สถานที่ทรงประทับส่วนพระองค์ขององค์ราชันและรานีแห่งพูยอ




“เหตุใดทหารของรอกเจถึงได้มาอยู่ที่นี่” เอ่ยพึมพำก่อนจะสะดุ้งสุดตัว




“โอย  ท่านพี่ฮันซลใยมาเงียบๆ เล่าน้องตกใจหมด”





“พี่เรียกเจ้าตั้งหลายครั้งแล้วเถอะ แต่ใจเจ้าล่องลอยไปทีใดถึงไม่ได้ยิน” องค์ชายใหญ่เอ่ยขึ้นก่อนที่คิ้วเข้มจะขมวดมุ่นอย่างมิชอบใจเมื่อเห็นเครื่องแต่งกายของพระอนุชา





“อย่ามามองแบบนี้” รีบเอ่ยท้วงเพราะรู้ว่าตนจะโดนดุด้วยเหตุใด





“รีบกลับตำหนักเจ้าเสียเถอะ  ตอนนี้เสด็จพ่อมีราชการกับองค์ชายซึงรี มิเป็นการควรหากเราจะไปขัดจังหวะ  แต่เอ๋..เราเปลี่ยนใจละ มิได้เล่นหมากรุกกันเสียนาน  ไปเล่นเป็นเพื่อนพี่ที่ตำหนักเราเสียดีกว่า”  ฮันซลเอ่ยพร้อมกับจับข้อมือบางกึ่งจูงกึ่งลากไปทันทีเพราะหากทนอยู่ต้องเกรงจะสงบสติอารมณ์ไม่ไหวต้องกระโจนไปทำร้ายคนจากอาณาจักรรอกเจที่หันมามองโดยองราวกับจะกลืนกินไปเสียทั้งตัว!!!







หากไม่มีรับสั่งจากองค์ราชันมาห้ามปราม     นับแต่วันที่เขาได้รู้จุดประสงค์ที่แท้จริงในการมาเยือนพูยอเป็นครั้งที่สามในรอบสองเดือนขององค์ชายซึงรีแล้วไซ้      คงได้มีการท้าดวลเรียกเลือดเป็นแน่แท้กับการอุกอาจมาขอแก้วตาดวงใจของพูยอเป็นพระชายา!!!

 

 


 

 

+++++++++tbc+++++++++++

 ยาวไหม  บอกเลยไม่ยาวนะ....ถ้ายาวมากๆ เราอาจแต่งไม่ไหว 5555

ราวๆ 15 ตอนก็น่าจะจบ   ขอบคุณทุกคนที่ช่วยกัน RT คนที่หลงมาอ่านและกดFav


ร่วมด้วยกันหวีดที่ #PLJaeDo

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 128 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

627 ความคิดเห็น

  1. #591 ReallyRy (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2562 / 17:46
    ชอบภาษามากเลยค่ะ สู้ๆนะคะ
    #591
    0
  2. #576 ploy wty (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2562 / 00:29
    คือไม่มีใครยอมบอกชื่อจริงๆกันเลย ทงเยคงต้องเปิดศึกกับรอกเจแล้ว บังอาจมาแย่งองค์ชายน้อยไป
    #576
    0
  3. #570 jn_leejn (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 29 พฤศจิกายน 2561 / 15:59

    ก้คือปะทะฝีปากกันตลอดดด

    #570
    0
  4. #555 เคเฮชเย็นเย็น (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 13 กันยายน 2561 / 13:23
    ศึกชิงนาง
    #555
    0
  5. #529 jubjang21 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 26 ธันวาคม 2560 / 22:36
    อหหหหหหหห แจฮยอนต้องสู้แล้วนะคะ เขาจะมาเอาตัวน้องโดยองไปแล้ววว;-;
    #529
    0
  6. #510 anndirus (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 26 มิถุนายน 2560 / 21:29
    งานนี้จะมีดราม่าไหมคะ รู้สึกมันลอยมาจาง ๆ แล้ว ถ้าเขารู้ความจริงจะโกรธกันไหม;----;
    หรือเหตุผลที่อยากให้ทงเยตีพูยอเพราะคนของรอกเจที่จะมาสู่ขอองค์ชายน้อยกันแน่นะ?
    #510
    0
  7. #476 cyn'dy (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 11 เมษายน 2560 / 18:29
    โดยองของเราแอบใจสั่นกับแจฮยอนแล้วนะ 5555555 แล้วนี่คือต่างคนต่างโกหกไม่บอกชื่อเต็มๆของตัวเองกับอีกคนด้วย 55555555 อ้าววว เอาแล้ววง ซึงรีมาขอน้องโด หรือนี่เป็นอีกหนึ่งเหตุผลให้ยุนโฮต้องพึ่งแจฮยอนให้มายึดอาณาจักรตัวเองจะได้มีอำนาจต่อรองกับซึงรร
    #476
    0
  8. #331 BBelliZ (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 8 พฤษภาคม 2559 / 00:26
    อูแจหลงเสน่กระต่ายแล้ววหรอ
    ฮิฮิฮิ
    #331
    0
  9. #277 kyosan (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 30 เมษายน 2559 / 01:07
    พี่ฮัลซลมีความหวง 55555
    #277
    0
  10. #102 JannieJK (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 23 เมษายน 2559 / 10:34
    ทำไมมีความตะมุตะมิ555
    #102
    0
  11. #30 ปงจี้ (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 21 เมษายน 2559 / 01:07
    อูแจจจจจจ๊ รีบมาเข้าเฝ้าราชายุนโฮเร็ว มีคนมาสู่ขอองค์ชายแล้วนะเฮ้ย อย่าพึ่งสนใจสงคร๊ามมม สนใจเมียก๊อนนนนนร
    #30
    0
  12. #26 CaramelMocha (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 20 เมษายน 2559 / 20:06
    อูแจกะไม่ใช่เล่นๆเล้ยอิอิอิ
    #26
    0
  13. #18 นี่ี่พี่เอง (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 20 เมษายน 2559 / 10:39
    ชอบบบบบฮือออออ เค้าจะได้รักกันไหมนะ รับรู้ถึงกลิ่นดราม่าตั้งแต่ไม่บอกชื่อจริงๆกัน ;_;
    #18
    0
  14. #17 WIFE_ENGINEER (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 20 เมษายน 2559 / 10:12
    ถ้าต่างฝ่ายมารู้ทีหลังคงเจ็บปวด
    #17
    0
  15. #16 ความลับ (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 20 เมษายน 2559 / 08:33
    อูแจต้องช่วยพูยอจากรอกเจให้ได้นะ พาร์ทนี้ก็หวานใช้ได้อยู่นะ แหย่กันไปก็แหย่กันมา อันที่จริงราชาจองแจก็ไม่ได้โหดมขนาดนั้นนน นางออกจะใจดีด้วยซ้ำ ฮ่าๆๆๆๆ
    #16
    0
  16. #15 Parknyoung40 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 20 เมษายน 2559 / 07:48
    อูแจกับคิมโดจะรักกันได้มั้ยเนี่ย รู้สึกหน่วงๆ โดยองจะเลือกพูยอมากกว่าแจฮยอนมั้ยยย โอ้ยยย ไรท์ยิ่งอ่านยิ่งลุ้น รอมาอัพต่อนะคะ เป็นกำลังใจให้
    #15
    0
  17. #14 miskook (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 20 เมษายน 2559 / 03:13
    มีความรู้สึกว่ามันจะต้องดราม่าแน่ๆ ตอนที่รู้ความจริงว่าต่างคนต่างเป็นใคร ฮืออรอต่อนะคะ ;;-;;
    #14
    0
  18. #13 neonice (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 20 เมษายน 2559 / 02:36
    เป็นงานย้อนยุคที่เลอค่าฝุดๆ
    #13
    0
  19. #12 CreamJa Koedphon (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 20 เมษายน 2559 / 02:25
    ง่าาาาา ชอบบๆๆ555
    #12
    0