[Fic EXO] [คุณชายมาเฟีย[ Taokai,Krislu,Hunkris,Chanbaek]

ตอนที่ 24 : ตอนพิเศษ Taokai[คุณชายเล็ก] รักครั้งแรกของสองเรา[Taokai Ft. Chanbaek]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 114
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    7 มี.ค. 60

ตอนพิเศษฉบับก่อนรีไรท์ในเล่มคุณชายเล็ก  ขออนุญาตเอามาลงให้อ่านกัน ><

รักครั้งแรกของสองเรา[Taokai  Ft. Chanbaek]





          เคยมีคนบอกไว้รักแรกมักไม่สมหวัง  แต่เป็นจุดเริ่มต้นของอะไรหลายสิ่ง ๆ ที่เป็นทั้งความทรงจำที่สวยงาม  หรือความทรงจำที่ผู้เป็นเจ้าของอยากจะพยายามฝังมันให้ที่สุดของหัวใจ  อย่างไรเสียมันก็คือที่สุดของชีวิต อาจจะประทับใจที่สุด  เจ็บปวดที่สุด  เศร้าที่สุด  หรือแม้กระทั่งร้ายกาจที่สุด  แต่คนเราจะไม่มีวันลืมมันลงไปได้ง่าย ๆ ยกเว้นความตายที่จะมาพรากไป

 



          ภาพที่คุ้นตาของทุกคนในโรงพยาบาลที่จะเจอคุณหมอจงอินที่ยิ้มแย้มทักทายกับผู้ป่วยตามรายทางเดินอยู่  โดยเฉพาะผู้ป่วยเด็กแม้ว่าคยองซูที่เป็นน้องชายที่เคยพักรักษาตัวอยู่ที่นี่มาหลายปีได้ย้ายออกไปแล้ว  แต่มันเหมือนความเคยชินที่ว่างเมื่อไหร่ต้องแวะมาที่ฝั่งกุมารเวชเสมอ



          “คิดละว่านายต้องอยู่นี่  อาจารย์หมอเรียกพบวะ” คุณหมอแทมินที่อาสามาตามเพื่อนสนิทที่ออกเวรก่อนแล้วเอ่ยปากพร้อมทำสีหน้าล้อเลียน  เพราะคุณหมอคิมจงอินยื่นใบลาพักร้อนต่อด้วยถึงสองอาทิตย์



          “หยุดทำหน้าแบบนี้ซะที  มันเหมือนฉันกำลังจะหนีที่บ้านไปเที่ยวยังไงยังงั้น”



          “หรือว่ามันไม่จริง” พูดจบก็หัวเราะเสียงดังแบบไม่กลัวเสียภาพพจน์เพราะตอนนี้พวกเขาทั้งคู่อยู่ในลิฟต์โดยสารเพื่อไปยังห้องพักของอาจารย์หมอที่เป็นรองผู้อำนวยการของโรงพยาบาลนี้ด้วย



          “อีแทมิน” จงอินเรียกเพื่อนเสียงเข้มแต่มีหรือที่คุณหมออารมณ์ดีอย่างอีแทมินจะกลัวเพราะพอลิฟต์เปิดเจ้าตัวก็เผ่นแน่บไปหาแฟนหนุ่มทันที

 




          ก๊อก  ก๊อก



          “เชิญ” หลังได้ยินเสียงอนุญาต  คิมจงอินก็เปิดประตูห้องอาจารย์หมอเข้าไปทันที  อาจารย์คังยอนบิน...อาจารย์ที่ปรึกษาตั้งแต่สมัยยังเป็นนักศึกษาแพทย์  และเป็นอาจารย์หมอนี่เองที่แนะนำให้จงอินมาทำงานที่โรงพยาบาลแห่งนี้



          “นั่งก่อนสิจงอิน  ขอเวลาอาจารย์ดูเอกสาร 2 นาทีกับสั่งงานพยาบาลแป๊บ”   ไม่นานนักอาจารย์ยอนบินก็ส่งแฟ้มเอกสารที่มีโลโก้ของสถาบันที่มีชื่อแห่งหนึ่งของอเมริกาให้จงอินดู



          “โปรเฟสเซอร์  เค้าส่งกลับมาหาอาจารย์ตั้งแต่เมื่อวันก่อน  พอดียุ่ง ๆ เลยไม่ได้เอาไปให้  จะใช้คนอื่นก็กระไรอยู่เพราะอาจารย์อยากจะคุยกับเธอด้วยคิมจงอิน”



          มือบางสั่นระริกยามที่เปิดแฟ้มเอกสารดู  มันนาน...นานจนลืมว่าตัวเองเคยขอทุนวิจัยและเรียนต่อไปกับสถาบันแห่งนี้



          “อาจารย์แค่อยากจะบอกว่า  โอกาสไม่ได้เข้ามาหากับทุกคน  แต่เมื่อเรามีโอกาสก็อยากจะให้ใช้มัน”



          “...” อาจารย์หมอยอนบินยิ่งเห็นลูกศิษย์เงียบก็พูดต่อ



          “ถ้าเราตัดสินใจไปเรียนต่อ  อาจารย์จะทำหนังสือตอบรับกับเอกสารรับรองให้  มีเวลาเตรียมตัวเกือบสองเดือนไปถึงโน้นก็เรียนภาษาก่อนที่เริ่มเรียนคลินิก”



          จงอินได้แต่กุมมือของตัวเองที่ตอนนี้มันชื้นเหงื่อไปหมดทั้งที่ยังเป็นต้นเดือนมกราคมที่อากาศหนาวอยู่แท้ ๆ



          “ผม...”




          “กลับไปคิดดี ๆ อนาคตของเราเชียวนะ  แล้วคลินิกที่คลีฟแลนด์เค้ารับต่างชาติแค่ปีการศึกษาละไม่ถึง10คน ใจจริงอาจารย์อยากให้เราตอบรับเสียเดี๋ยวนี้  แต่ก็นะ...อย่างที่รู้ ๆ กัน ไว้เราคิดใคร่และตัดสินใจได้แล้วค่อยมาบอกอาจารย์อีกที”




          ร่างโปร่งของคุณหมอจงอินโค้งให้อาจารย์หมอก่อนจะขอตัวกลับบ้าน  ระหว่างทางที่นั่งรถจากโรงพยาบาลกลับบ้านตระกูลอู๋แฟ้มเอกสารการเรียนต่อที่อยู่ในกระเป๋าทำงานนั้น  จงอินกอดมันไว้แน่นอย่างคิดไม่ตก  หากเป็นเมื่อก่อนเขาคงไม่รีรอที่จะตอบตกลงไปเรียนต่อทันที   แต่ตอนนี้ชีวิตของคุณหมอคิมจงอินไม่ใช่มีแค่น้องชายอย่างโดคยองซูแค่นั้นอีกแล้ว



          “โอ๊ยยย”



          “ขอโทษนะครับคุณหมอ”  จงอินส่งยิ้มให้คนขับรถก่อนจะบอกว่าไม่เป็นไร  ที่เมื่อกี้เลี้ยวหลบกะทันหันก่อนจะถึงบ้านตระกูลอู๋เพราะหลบรถคุณชายเล็กที่แล่นสวนออกไปอย่างรวดเร็ว



          “รีบไหนของเค้านะ” วางมือถือลงเพราะดูจากความรีบร้อนที่การขับรถรออีกสักพักใหญ่ ๆ แล้วค่อยโทรหาจะดีกว่า




          คิ้วได้รูปเลิกขึ้นเมื่อเดินเข้ามาในครัวใหญ่   พร้อมกับอดจะเขินสายตาล้อเลียนจากเหล่าบรรดาแม่บ้านเสียไม่ได้



          “คุณชายเธอเตรียมไว้เองหมดเลยนะ  แต่เมื่อกี้ได้รับโทรศัพท์ด่วนก็ผลุนผลันออกไปเลย  ป้านึกว่าไปรับคุณเสียอีก” คุณป้าโบรึมแม่บ้านใหญ่บอก



          “สวนกันตรงทางเข้าบ้านนี่เองครับ  มีอะไรให้ผมช่วยบ้าง”



          “คุณจงอินนั่งตรงนี้  เดี๋ยวป้าให้เด็กยกของว่างที่คุณชายเตรียมไว้เอามาให้  แค่ทานให้หมดก็พอแล้วค่ะ”



          ถึงแม้ยุ่งจนไม่ได้เจอกันแต่สิ่งหนึ่งที่คุณชายเล็กไม่เคยละเลยคือการดูแลเรื่องอาหารของคุณหมอจงอิน



          เล็ก ๆ น้อย ๆ แค่เป็นการกระทำให้จากคนที่เรารักมันมีความสุข

 




          “ฮัลโหล...จื่อเทา  คุณ” เสียงซ่า ๆ ขาด ๆ หายไปของสัญญาณปลายสายทำให้จงอินดึงมือถือที่แนบหูอยู่ออกมาดู



          [ครับอินนี่  ทานของว่างก็อาบน้ำพักผ่อน  แล้วเจอกันตอนมื้อค่ำ  ตอนนี้ขอจัดการธุระแป๊บ]



          “โอเคครับ  อย่าให้ผมต้องรอนานนะ”



          จงอินอมยิ้มหลังจากวางสาย  เพราะดูท่าคุณชายเล็กคงจะยุ่งจริง ๆ ไหนจะอาการรีบร้อนที่แสดงออกมาผ่านน้ำเสียงนั่นอีกแต่คุณหมอไม่รู้เลย  ว่าคืนนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญอีกครั้งของชีวิตอีกครั้ง

 




          ฮวางจื่อเทาที่หมุนพวงมาลัยรถยนต์ถอยหลังเข้าซองพร้อมจอดเรียบร้อยของลานจอดรถสนามบินอินชอน  พร้อมกับก้าวขายาว ๆ เข้าไปในสนามบินบริเวณขาเข้าพลางมองหาร่างเล็กของน้องชายคนสุดท้อง    แล้วสายตาคมก็มองเห็นร่างเล็กที่นั่งคดคู้อยู่ข้างเสาตรงข้ามร้านกาแฟชื่อดัง



          “น้องแบค”



          “พี่เล็ก ฮื้ออออออออ” ดวงตาช้ำและน้ำตามากมายบนใบหน้าน้องชายทำให้ฮวางจื่อเทารู้สึกเจ็บ  จนต้องดึงน้องชายคนเล็กเข้ามากอด  โดยที่ไม่อยากจะคิดว่าหากคุณชายใหญ่ คุณชายรองรู้เรื่องจะเกิดอะไรขึ้น  แม้จะเดาได้ไม่อยากอะไรที่ทำให้น้องชายที่แสนดื้อและรั้นของเขาบินกลับมาจากฝรั่งเศสแบบเร่งด่วน   จนไม่มีแม้แต่กระทั่งกระเป๋าเสื้อผ้าติดตัว!



          “เอ้า ค่อย ๆ จิบ แล้วทีนี้เล่าได้ยังเกิดอะไรขึ้น” จื่อเทาส่งแก้วโกโก้ร้อนให้น้องชายที่ตอนนี้อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่แล้วมานั่งขดตัวที่โซฟาอย่างหมาเหงา




          “...”



          ร่างสูงถอนหายใจก่อนจะสูดลมหายใจเข้าปอดลึก ๆ แต่ไหนแต่ไรใช่ว่าตัวเขาเองจะเป็นคนอารมณ์เย็นและใจเย็นเสียเมื่อไหร่



          “พยอนแบคฮยอน!” เหลืออดเมื่อเห็นน้องชายเอาแต่เหม่อลอยมองออกไปนอกหน้าต่างของเพ้นท์เฮาส์ที่จื่อเทาเคยอาศัยอยู่กับคุณหมอจงอินและน้องคยอง  แต่ตอนนี้พวกเขาไปอยู่คฤหาสน์ตระกูลอู๋แล้ว



          “เงียบแล้วแก้อะไรได้ไหม  บ้านก็ไม่ยอมกลับจะเอายังไง  หรือจะให้พี่โทรตามพี่ใหญ่ พี่รอง หรือว่าลู่หาน นี่ไม่งั้นจะโทรหาไอ้โย่งหูกางแล้วนะ”



          “พี่อย่าว่าชานยอลนะ”



          คนเป็นพี่ชายได้แต่ร้อง..ฮึ...ในลำคอ  ก่อนสาวเท้าเดินกลับเข้าไปในครัวแล้วหาอะไรเย็น ๆ มาดื่มดับความโมโห  ตอนแรกได้ยินน้ำเสียงสะอื้นของน้องชายก็ตกใจแถมยิ่งบินกลับมาเกาหลีแบบนี้ยิ่งตกใจเข้าไปใหญ่  แต่ดูท่าคงจะทะเลาะกับคนรักมาแน่ ๆ



          “พี่รู้รึเปล่า  เรื่องชานยอลกับคุณหมอ” แบคฮยอนถามเสียงสั่น ๆ มือเรียวไล้ขอบแก้วไปมา



          “ก็พอรู้มาบ้างแล้วยังไง” จื่อเทาถามขึ้น  ก็แบบแล้วไงคนเป็นเพื่อนรักกัน  เคยมีความรู้สึกดี ๆ ให้กันไม่แปลกที่จะติดต่อกันอยู่เพราะเขามั่นใจว่าคนที่คิมจงอินรักคือฮวางจื่อเทาคนนี้   คนอื่นถ้าคิดจะกลับมาแย่งหรือจะเข้ามาแย่ง...มันต้องตายกันไปข้าง



          “น้องจะทำยังไง  จะทำยังไงดีพี่เล็ก  ชานยอลไม่เคยลืมคุณหมอเลย  แม้กระทั่งตอนนี้ก็ยังรักอยู่ทุกลมหายใจ”



          จื่อเทาจิบเบียร์ในมือ  คราวนี้เขาไม่ช่วยน้องชายซับน้ำตาเพราะยิ่งช่วยซับน้ำตาของพยอนแบคฮยอนก็จะยิ่งไม่หยุดไหล



          “จะเอาไง  จะรักต่อหรือจะเลิก”



          เรื่องการถามตรง ๆ แบบไม่มีรักษาน้ำใจไม่มีใครเกินคุณชายเล็กฮวางจื่อเทา  เมื่อเห็นน้องชายยังเงียบ  ร่างสูงก็ยิ้มมุมปากอย่างว่าตีเหล็กก็ต้องตีตอนร้อน ๆ



          “ยังไม่ตอบเลยจะรักหรือเลิก  ถ้ารกหูรกตาไม่กล้าพูดเดี๋ยวพี่จะให้คนไปจัดการเก็บให้”



          “อย่าทำอะไรชานยอลนะ” เสียงใสแทบจะตะโกนออกมาทันที



          “รักสินะ  ปาร์คชานยอลคนนั้น” จื่อเทาถามเสียงเรียบพร้อมจ้องตากับน้องชายคนเล็ก



          “อื้อ  น้องรักมาก...มากอย่างที่ไม่เคยรักใครมาก่อน”



          “เจ้าลูกหมาเอ้ย  มีอะไรก็ทำไมไม่คุยกันก่อนหนีมาเล่า” พูดพลางเอื้อมมือไปขยี้ผมน้องชายที่สระแล้วแต่ไม่ยอมหวีแถมเส้นผมยังหมาด ๆ อยู่



          “ไม่ได้หนี  แค่กลับมาตั้งหลักก่อน”



          “โอเค  งั้นมีอะไรก็คุยกันแล้วกัน  พี่กลับบ้านละป่านนี้อินนี่คงคอยแล้ว” ดวงตาเรียวเล็กของพยอนแบคฮยอนเบิกกว้างมากขึ้นพร้อมกับอ้าปากค้างเมื่อเห็นร่างสูงโย่งของใครอีกคนก้าวออกมาจากห้องนอนเล็กที่คยองซูเคยพักอยู่  ทั้งที่ตอนนี้อีกฝ่ายควรที่จะอยู่ปารีส



          “เคลียร์กันซะ  ฉันก็ไม่ชอบใจที่น้องฉันต้องเสียน้ำตาเพราะนายบ่อย ๆ นะปาร์คชานยอล” พูดแล้วก็ตบบ่าอีกคนเบา ๆ ก่อนจะหยิบเสื้อคลุมแล้วก็กุญแจรถ



          “น้องแบค  ไม่ว่าจะรักตอนนี้หรือตอนไหน  มันไม่สำคัญเท่ากับว่าตอนนี้เค้าคนนั้นรักใครและยืนอยู่ข้างใคร” พูดจบก็เดินออกมาจากเพ้นเฮาส์เลย  ก่อนจะกดลิฟต์รัวๆ แต่มันดูเหมือนว่าจะไม่ได้เร็วดั่งใจจนกระทั่งประตูลิฟต์เปิดออกและใครบางคนที่อยู่ในนั้นกำลังจะก้าวออกมา



          “อินนี่”

 



          หลังจากที่เจ้าของเพ้นท์เฮาส์ตัวจริงเดินออกไปจากห้องแล้ว   ทั้งห้องก็ต้องอยู่ในความเงียบและกลายเป็นปาร์คชานยอลที่ทำลายความเงียบนั้นขึ้น



          “บอกกี่ครั้งก็ไม่จำ  ว่าอาบน้ำสระผมแล้วให้รีบเช็ดให้แห้ง” ว่าแล้วก็ดึงผ้าขนหนูผืนเล็กที่คุณชายน้องคล้องคออยู่มาเช็ดผมให้เจ้าตัวที่นั่งก้มหน้านิ่ง  สองมือเล็กกุมแก้วโกโก้ไว้แน่น



          “ฉันไม่รู้หรอกนะ  ว่าเพราะอะไรแบคถึงได้หนีมาแบบนี้   แต่ฉันมีบางอย่างที่จะเล่าให้ฟัง”



          “...”  มือของชานยอลยังคงทำหน้าที่ช่วยเช็ดผมของคนตัวลูกที่เขาชอบคิดว่าเป็นลูกหมาตัวเล็กตาแป๋วที่ชวนให้เล่นด้วยทุกครั้งก่อนจะพูดต่อไปเรื่อย ๆ



          “เคยสงสัยใช่ไหม  ทั้งที่ฉันพูดได้แต่ทำไมยังชอบใช้ภาษาอยู่บ่อย ๆ ตอนเด็ก ๆ ฉันเกิดอุบัติพ่อแม่พี่สาวพี่ชายตายหมด ญาติก็ไม่มีใครยอมรับไปเลี้ยง  เลยถูกส่งไปอยู่สถานสงเคราะห์ของคุณแม่มาเรีย  ตอนนั้นไม่มีใครเอะใจสักนิดว่าทำไมถามอะไรแล้วฉันไม่ยอมตอบไม่มีใครรู้สักนิดว่าฉันช็อกจากอุบัติเหตุจนพูดไม่ได้   จนฉันได้เจอจงอิน  เพื่อนคนแรกที่ใส่ใจอาการของฉันและเอะใจจนคุณแม่มาเรียพาฉันไปหาหมอ  พยายามรักษากันนานพอควรเชียวละ  แต่ฉันก็ยังพูดไม่ได้




          แต่คิมจงอินไม่เคยละความพยายามสักนิด  หมอนั่นกลัวฉันจะเหงา  ตอนคุณแม่มาเรียจ้างครูมาสอนภาษามือเจ้านั่นก็มาเรียนด้วย  ใช่ฉันพูดไม่ได้...แต่ได้ยินที่ทุกคนพูดเพราะไม่ได้พิการมาแต่กำเนิด   มันคือความผูกพันของคนสองคนที่เกิดขึ้นสำหรับจงอิน...ฉันเป็นได้แค่เพื่อนรัก  ต่อให้พยายามทำดีด้วยแค่ไหนก็ไม่มีวันที่จะก้าวข้ามไปได้สักนิด”




          แบคฮยอนอดจะน้ำตาไหลไม่ได้เพราะเขาไม่เคยรู้เรื่องราวในอดีตของชานยอลกับคุณหมอเลยสักนิด  ทั้งที่เคยพยายามเพียรถามแต่อีกคนก็บ่ายเบี่ยงตลอดมา



          “เพราะหัวใจของคิมจงอินมีคนอื่นมาตั้งแต่เด็ก ๆ แล้ว  รักแรกของหมอนั่น  ชิ  คิดแล้วก็ตลก  จะสักกี่ครั้งต่อกี่ครั้งฮวางจื่อเทาก็คือคนที่จงอินรักตลอดมา”



          “เอ๋  เป็นไปได้ไง  ก็พี่เล็กเพิ่งมาเจอกับคุณหมอ”  คราวนี้แบคยอนดึงมือชานยอลให้มานั่งโซฟาตัวเดียวก่อนจะพยักหน้าให้ร่างสูงพูดต่อ



          “รู้ใช่ไหมว่าบ้านตระกูลอู๋คือผู้อุปถัมภ์รายใหญ่ของบ้านคุณแม่มาเรีย” ร่างเล็กพยักหน้าว่ารู้



          “แต่เชื่อไหม สองคนนั่นไม่เคยเจอกันสักครั้งคลาดกันตลอด  เรื่องตอนเด็กๆที่เจอกันเป็นยังไงฉันไม่รู้หรอก  รู้แค่ว่าพี่เล็กของนายเป็นแรงบันดาลใจให้จงอินอยากจะเรียนหมอก็แล้วกัน”



          “อ้าว แค่นี้อ่ะน่ะ” ชานยอลอมยิ้มก่อนจะขยี้ผมนิ่มที่ฟู ๆ ของร่างเล็กเบา ๆ



          “ยังเล่าไม่จบเลย  ตอนนั้นที่คุณพ่อจะขอฉันไปเลี้ยงแล้วต้องย้ายไปฝรั่งเศส  ฉันอยากให้จงอินไปด้วยแต่หมอนั่นไม่ยอมไปแถมจงอินยังเอาแต่ขอโทษฉันซ้ำ ๆ ที่รักฉันเกินเพื่อนไม่ได้   เราเลยสัญญากันเอาไว้ถ้าในอนาคตถ้าเราไม่มีใครและรักใครจริง ๆ เราจะต่างให้โอกาสกันและกัน   แต่ทั้งฉันและจงอินก็ไม่สามารถจะทำตามสัญญานั่นได้” ชานยอลหยุดนิ่งไปนิดนึงก่อนจะพูดต่อ



          “เพราะนายที่เข้ามาทำให้ชีวิตที่ราบเรียบของฉันมีความวุ่นวาย  แม้กระทั่งหัวใจ  เพราะนายที่ทำให้หัวใจฉันเต้นแรงอีกครั้งพอฉันรู้ตัวว่าเริ่มรักนาย   แล้วที่หายไปสามวันครั้งโน้นก็บินมาเพื่อขอยกเลิกสัญญาตอนเด็ก ๆกับจงอิน”



          “ชานยอล~”



          “มันจะดีมากนะ  ถ้านายจะเรียกฉันว่าพี่สักครั้ง” บอกด้วยเสียงทุ้ม ๆ ขัดกับหน้าตาอย่างแรงพร้อมกอดร่างเล็กที่โผมากอดเอาไว้แน่น ๆ



          “งื้อ~~ ไว้จะเรียกน้า” แบคฮยอนพูดก่อนจะยิ้มกว้างจนมุมปากเป็นสี่เหลี่ยม  เพราะอะไรที่มันคาใจตอนนี้ร่างสูงก็อธิบายให้เขารู้หมดแล้วก่อนที่จะนึกได้



          “เดี๋ยว  นายรู้ใช่ไหมว่าวันนี้วันเกิดคุณหมอจงอิน”



          ชานยอลพยักหน้าว่ารู้ก่อนจะเอ่ยถาม



          “รู้สิ  ปกติเจ้านั่นไม่ชอบจัดงานวันเกิดหรอก   ส่วนที่ฉันมาที่นี่ถูกได้ไงก็เพราะจงอินละไปรับฉันที่สนามบินไฟลท์ฉันแลนด์หลังนาย15นาทีเองนะ” แบคยอนมองค้อนไฟลท์หลังเขาก็แสดงว่าหมอนี่บินแอร์ฟรานซ์มานะดิ  นายจะรวยเกินไปแล้วนะในขณะที่ตัวเอานั่งอีโคของเคอีมา 



          “ไม่ต้องมองแบบนี้  คราวหน้าถ้างอนแล้วหนีมาอีก  ถ้าให้ฉันจับได้จะต้องลงโทษแบบนี้” พูดจบก็ลุกขึ้นยืนคว้าคนตัวเล็กอุ้มพาดบ่าก่อนที่ใช้มือฟาดก้นเล็ก ๆ นั่นสามที



          “โอ๊ยเจ็บนะชานยอล  ไอ้บ้านิ  บอกแล้วไม่ได้หนี  แค่ถอยมาตั้งหลัก”



          “คราวหน้าถ้ามีอีก  ฉันจะลงโทษนายมากกว่านี้  อย่าลืมสิบรรดาพี่ชายนายให้สิทธิ์ฉันดูแลนายแล้วนะ” ชานยอลพูดพร้อมกับฟาดที่ก้นคนตัวเล็กแสนซน...ที่วุ่นวายหัวใจตลอดอีกครั้งก่อนจะปล่อยเจ้าตัวลงพื้น




          “นาย....”




          “อย่าดื้อเชียวนะ  ฉันเตือนนายตั้งแต่แรกแล้วนะ” ชานยอลชี้นิ้วขู่  ก็เพราะดื้อแถมรั้นแบบนี้ขืนใช้ไม้อ่อนพอดีพยอนแบคฮยอน   ที่รู้ว่าเขารักแล้วยิ่งรู้ว่ารักมากมีหรือจะไม่ดื้อไม่ซนให้ตามใจ  แค่ทุกวันนี้ก็อ้อนจนไม่รู้จะตามใจยังไงไหวแล้ว




 

          สองร่างที่นั่งอยู่บนรถสปอร์ตเอสยูวีหรูแบบเงียบ ๆ ในขณะที่แล่นไปบนถนนก่อนที่คุณหมอจงอินจะเป็นฝ่ายเปิดปากพูดก่อน



          “ไปเดินเล่นข้างแม่น้ำฮันกันไหม”



          คุณชายเล็กเลิกคิ้วขึ้นก่อนจะหักพวงมาลัยเลี้ยวตามที่คนรักบอกเพราะอะไรบางอย่างในน้ำเสียงของคิมจงอิน



          “ลมแรงนะวันนี้” มือหนาซุกในกระเป๋าเสื้อโค้ทหลังจากที่ช่วยคุณหมอพันผ้าพันคอที่ร่างสูงสละของตัวเองให้



          “ขอโทษ  ที่ฉันเป็นต้นเหตุที่ทำให้คุณแบคยอนทะเลาะกับชานยอล” จงอินพูดขึ้นมาก่อน



          “ไม่มีใครผิดทั้งนั้นละ  เด็กนั่นมันพวกกระต่ายตื่นตูมไปเองทั้งนั้น” จื่อเทาบอกก่อนจะจับมือคุณหมอค่อย ๆ เดินเลียบทางเดินริมแม่น้ำฮันไปเรื่อย ๆ



          “คะ...คือ” จื่อเทายิ้มเมื่อเห็นท่าทีอึกอักของจงอินก่อนจะกระชับฝ่ามือที่สอดประสานกันอยู่ให้กระชับขึ้น



          “งั้นฉันเล่าเอง  อินนี่คงสงสัยทำไมฉันถึงได้ออกมาอยู่เพ้นท์เฮาส์คนเดียว” ร่างสูงเล่าด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ



          “ที่จริงมันมีที่มา  ตอนเด็ก ๆ ฉันกับน้องเล็ก  เราสนิทกันมากด้วยวัยใกล้เคียงกัน  ฉันเป็นคนดูแลน้องตลอดจนเข้าสู่ช่วงมอต้นความรู้สึกหวงเวลาใครเข้าใกล้แบคยอนมันมีมากขึ้นเรื่อย ๆ จนฉันคุมอารมณ์ตัวอยู่เผลอต่อยเพื่อนในกลุ่มน้องเข้าให้  จนต้องเดือดร้อนถึงพี่อี้ฟาง” ตอนนี้ร่างสูงหยุดยืนนิ่งก่อนจะหันไปมองสบตากับจงอินที่มองมาอยู่ก่อนแล้ว




“วันนั้นพี่รองพูดกับฉันว่า  น้องเล็ก  ไม่มีอะไรยั่งยืนมากกว่าความรักแบบพี่น้อง  อย่าให้มากกว่านั้นเลยเพราะทั้งเราและน้องแบคจะต้องเจ็บ   ยอมเจ็บตอนนี้  มันจะดีกับทุกฝ่าย  พี่เชื่อสักวัน...น้องเล็กจะเจอคนที่ใช่และเป็นคนที่น้องพร้อมจะทำทุกอย่างให้โดยที่เค้าไม่ได้เอ่ยปากขอร้องเลยสักนิด”



“วันนั้นฉันจำได้  ว่าเถียงพี่อี้ฟางไปเยอะมาก  แต่ต้องมาจนมุมกับคำถามตื้น ๆ เคยคิดอยากจะจูบน้อง กอดน้องหรือทำอะไรมากกว่านั้นไหม?  แน่นอนตอนแรกมันไม่มีในหัวฉันเลยสักนิด  แค่คิดว่าอยากให้น้องสนใจตัวเองเป็นอันดับเป็นคนแรกที่น้องคิดถึงก็เท่านั้น   พี่อี้ฟางเลยบอกว่ามันคือความผูกพันและความใกล้ชิดของพี่น้อง  มันไม่ใช่ความรัก  ถึงจะอยู่ห่างไกลกันความรู้สึกห่วงหาอาทรกันก็จะยังคงอยู่  มันก็เลยทำให้ฉันตัดสินใจไปเรียนต่อไฮสกูลที่อังกฤษก่อนจะข้ามฟากไปเรียนมหาลัยที่ฝรั่งเศส  มันก็แค่นี้จริง ๆ ระหว่างฉันกับน้องแบค  ไม่รู้สิแต่ฉันคิดว่ามันคือรักแรกนะ”



คุณชายเล็กขมวดคิ้วเมื่อเห็นสีหน้านิ่ง ๆ ของคนรัก



“คือ  ฉันไม่ได้คิดอะไรกับน้องแบคแล้วจริง ๆ นะ  ไม่ได้อยากกอด อยากจูบแบบที่อยากจะทำกับอินนี่ตลอดเวลาเสียหน่อย  อย่าคิดมากนะ”



คิมจงอินส่งยิ้มกว้างพยักหน้าเข้าใจ  จะว่าไปเขาไม่เคยคิดเรื่องอะไรพวกนี้เลยด้วยซ้ำไปเพราะมองว่ามันเป็นอดีตที่จะคิดไปก็ป่วยการสู้อยู่กับปัจจุบันดีกว่า



ร่างโปร่งของคุณหมอที่ทรุดตัวนั่งลงที่ม้านั่งก่อนจะชักชวนให้คุณชายเล็กนั่งลงข้าง ๆ




“เพื่อความยุติธรรมผมจะเล่าให้คุณฟังบ้าง  ว่าอะไรคือแรงบันดาลใจการอยากจะเรียนหมอเพื่อจะช่วยรักษาคน  ตอนเด็ก ๆ ผมกับชานยอล  เราสองคนซนมากวันหนึ่งพวกเราเล่นแอบโดยพนันกันว่าใครชนะเกมนี้จะได้ทานได้กินของหวานในส่วนของอีกฝ่ายหลังอาหารเย็น  เพราะความอยากจะชนะทำให้ผมหนีไปซ่อนตัวใกล้ ๆ กับพงหญ้าของสถานสงเคราะห์  จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงรถหวอของทั้งตำรวจและรถพยาบาลมาก   ด้วยความอยากรู้ทำให้ผมวิ่งตามไปดู  ก็เจอทั้งซากรถยนต์ที่พลิกคว่ำที่กำลังไหม้และกลุ่มคนที่บาดเจ็บที่กำลังรอรถพยาบาลมาลำเลียงส่งโรงบาล   แล้วก็เจอเด็กชายที่ตัวสูงกว่าผมในตอนนั้นสักสี่ห้าเซนได้ที่มอมแมมไปด้วยคราบเลือดที่มีเด็กผู้ชายตัวเล็กกว่ากอดขาแน่นยืนอยู่  หลังจากที่ยืนพี่ชายฝาแฝดของเค้าถูกปฐมพยาบาลและกำลังรอรถพยาบาลไม่รู้เพราะอะไรทำให้ผมกล้าเดินเข้าไปหาเข้า  พร้อมใช้ผ้าเช็ดหน้าตัวเองกดห้ามเลือดที่หัวไหล่เค้า  ตอนนั้นผมไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่าแผลแบบนั้นคือการโดนหัวกระสุนถากมา” จงอินหยุดเล่าไปนิดนึ่งก่อนจะหันมาสบตากับคุณชายเล็กที่ดวงตาคมสั่นระริกไปหมด





“ผมบอกเค้าว่า ไม่เป็นไรนะ เดี๋ยวถึงมือหมอก็หายเจ็บแล้วก่อนจะส่งยิ้มให้เค้า  แล้วเด็กตัวเล็ก ๆ ที่กอดขาเค้าไว้แน่นก็หันมาถามว่า  พี่สาวไม่ได้โกหกใช่ไหม  คิดแล้วก็ขำตัวผมในตอนนั้นรูปร่างเล็กกว่าเด็กวัยเดียวกันเยอะแถมเสื้อผ้าที่คนเอามาบริจาคช่วงนั้นก็มีแต่เสื้อผ้าของเด็กผู้หญิงแถมยังไว้ผมยาวแล้วมัดแกะสองข้าง  ไม่แปลกหากเด็กคนนั้นจะเข้าใจผิดว่าผมเป็นผู้หญิง  ผมเลยตอบไปว่า พี่ไม่ได้โกหกนะ  ก่อนจะส่งอมยิ้มให้ซึ่งแน่นอนเด็กชายคนที่บาดเจ็บที่หัวไหล่เป็นคนแกะให้น้องชายเค้า  ผมยืนอยู่ตรงนั้นกับทั้งสองคนนั้นจนรถพยาบาลและผู้ชายในชุดสูทสีดำมาพาพวกเค้าทั้งคู่ไป  ตอนจะจากกันผมยังจำได้เด็กชายคนนั้นหันมาบอกผมว่า ขอบใจ  ประโยคเดียวแค่นั้นทั้งที่ตอนนั้นผมคุยไปตั้งมากมายกับน้องชายของเค้า"




“เด็กคนนั้นคืออินนี่เองหรอกเหรอ” จื่อเทาทั้งอยากจะร้องไห้และหัวเราะในเวลาเดียวกัน




“ไม่เจ็บแล้วใช่ไหม” ดวงตาคมหลับลงเมื่อมือนิ่มของคุณหมอจงอินจับลงที่หัวไหล่ข้างซ้ายเพราะเวลาผ่านไปหลายปีแล้วทำให้แผลเป็นที่เคยมีตอนเด็ก ๆ ลบเลือนไปตามกาลเวลา



“ไม่เจ็บแล้ว  ผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นฉันยังเก็บไว้เลยนะ  ถ้าอินนี่อยากจะรู้” ดึงมือนิ่มมากุมไว้




“จากนั้นตอนอายุ13 ชานยอลต้องไปอยู่กับพ่อแม่บุญธรรมที่ฝรั่งเศส  เค้าอยากให้ผมไปอยู่ด้วยแต่ผมไม่อยากทิ้งคุณแม่มาเรียดูแลน้อง ๆ อยู่คนเดียวเลยปฏิเสธไป  ด้วยความรู้สึกผิดมาก ๆ ทำให้ผมตัดสินใจเขียนจดหมายหาผู้มีอุปการะคุณที่ให้ทุนการศึกษากับผม  เพราะท่านเคยสั่งมาเสมอหากมีปัญหาทุกเรื่องให้เขียนจดหมายหาท่านได้  จำได้ว่าส่งไปแบบไม่คิดอะไรแต่ตอนที่ได้รับจดหมายกลับมาด้วย  คือมันดีใจมาก ๆ และยิ่งแกะออกมาแล้วเป็นลาดมือหวัด ๆ มันทำลุ้นมากเพราะมันเหมือนแกะศิลาจารึกภาษาเกาหลี  คนตอบจดหมายคงไม่รู้ว่าไม่กี่ประโยคที่ตอบกลับมามันทำให้หัวใจผมเต้นแรงแค่ไหน” จงอินเงียบไปสักพักก่อนจะพูดต่อ




ดีแล้วที่ทำตามความรู้สึกของตัวเอง  มากกว่าทำตามใจใคร  ให้เค้าเจ็บตอนนี้ดีกว่าเจ็บเพราะเราไม่ได้รักเค้าในแบบที่เค้าต้องการ  การที่กำลังเคว้งคว้างแล้วมีคนมาสนับสนุนความคิดของเราเพื่อตอกย้ำว่าเราตัดสินใจถูกแล้วมันเป็นอะไรที่ดีที่สุดมาก ๆ ผมเขียนจดหมายตอบโต้กับคุณพ่อขายาวไปได้ไม่กี่เดือนเพราะเค้าบอกผมว่ากำลังจะไปต่างประเทศ  และคงจะมีคนอื่นมาช่วยตอบจดหมายแทน  แม้จะเสียใจแต่ผมก็ยังส่งจดหมายเขียนบอกเล่าชีวิตและผลการเรียนรายงานไปเสมอแต่คราวนี้ส่งทุก ๆ สามเดือนแทน   แล้วจู่ๆ ตอนผมเข้าเรียนมหาลัย  วันหนึ่งก็มีจดหมายส่งตรงถึงผมจากปารีส  ตอนแรกผมนึกว่าเป็นของชานยอลแต่พอเห็นรายมือที่จ่าหน้าซอง  มันทำให้ผมทั้งตื่นเต้นและอยากจะร้องไห้ออกมา”




“ชีวิตผมเรียนรู้อยู่กับการไม่คาดหวัง  เพราะยิ่งคาดหวังแล้วไม่ได้เหมือนกับที่หวังไว้มันยิ่งจะเจ็บ    ผมมาแน่ใจว่าคุณพ่อขายาวของตัวเองกับคุณชายเล็กฮวางจื่อเทาเป็นคน ๆ เดียวกัน  เพราะการ์ดใบนั่นที่มากับช่อดอกไม้”




ประโยคเดียวเท่านั้น




Do you believe in destiny?




ตอนนี้ฮวางจื่อเทายิ้มจนแก้มแตก  ทั้งที่ตลอดมาคิดมาตลอดว่าคงเป็นฝ่ายเดียวที่จะพยายามทำให้เป็นคนที่คิมจงอินขาดไม่ได้  แต่ตอนนี้มันไม่จำเป็นแล้ว  เพราะหัวใจของคิมจงอินเป็นของฮวางจื่อเทามาตั้งแต่เด็ก ๆ ทั้งที่พวกเขาต่างยังไม่รู้จักกันเลยสักนิด



“แล้วตอนนี้รักฉันมากไหม อินนี่”



“รัก  รักมากจนอธิบายไม่ถูก”




“ก็ดีแล้วที่เราได้รักกัน” เคยมีคนบอกจื่อเทาเอาไว้  การเจอกันของคนสองถ้าบังเอิญเจอกันมากกว่าสองครั้งนั่นคือพรหมลิขิต   แต่พรหมลิขิตกับความจงใจแค่ก็เส้นกั้นบาง ๆ แต่สำหรับเขากับคุณหมอที่อยู่ในอ้อมกอดของฮวางจื่อเทาตอนนี้เขาเชื่อแล้วว่าพวกเข้าเกิดมาเพื่อกันและกัน  ก็แค่เวลาและโอกาสเท่านั้นที่เป็นอุปสรรคเพราะว่ากว่าจะทำให้กลับมาเจอกันอีกครั้งก็นานพอควร  แต่แค่ตอนนี้มีกันและกันก็พอแล้ว



พอแล้วจริง ๆ

 


“แต่ดูเหมือนอินนี่จะยังบอกอะไรไม่หมดนะ” คุณชายเล็กที่ตอนนี้กำลังตักอาหารค่ำใส่จานให้คุณหมอที่นั่งตรงข้าม  หลังจากที่พวกเค้ากลับมาจากเดินเล่นที่แม่น้ำฮัน  และมานั่งฉลองวันเกิดคุณหมอเงียบ ๆ กันอยู่สองคน



“เรื่อง?” จงอินถามย้อนกลับแบบงง ๆ



“คอลัมน์ที่พับหน้าสัมภาษณ์ฉันไว้  หรือเรื่องที่คุยกับอาจารย์หมอ?”



ก็บอกแล้วถ้าคุณชายเล็กฮวางจื่อเทารักใครแล้วละก็  ต่อให้เป็นเรื่องเล็ก ๆแค่ไหนก็ใส่ใจทุกอย่างก็แล้วกัน



คราวนี้คุณหมอจงอินถึงกับหลุดยิ้มออกมาก่อนจะถามคำถามคาใจที่ตอนแรกคิดว่าจะไม่ถาม



“เรื่องที่ให้สัมภาษณ์  ใฝ่ฝันอย่างมีภรรยาน่ารัก ๆ กับลูกชายหรือลูกสาวสัก 2-3 คน  เอ่อคุณคิดที่จะอยากกลับไปใช้ชีวิตในแบบเดิม ๆไหม”



ทุกครั้งที่จริงจัง  คุณหมอคิมจงอินจะเรียกคุณชายเล็กว่า “คุณ” และแทนตัวเองด้วย “ผม” เสมอ



“ไม่เคยสักครั้ง  ตั้งแต่รู้ว่ารักนาย  เอาละเรื่องนี้เคลียร์แล้วที่สัมภาษณ์ก็แค่ความใฝ่ฝัน  แต่ความฝันใช่ว่าจะต้องจำเป็นต้องเป็นจริงเสมอไปนี่น้า”  จงอินส่ายหน้าไปมากับคำพูดที่เอาแต่ใจ  แต่ก็แบบนี้ไม่ใช่รึไงที่เขาชอบและรัก...รักทุกสิ่งที่เป็นตัวตนของคุณชายฮวางจื่อเทา



“อาจารย์หมอเรียกไปคุย...



“อยากไปเรียนต่อรึเปล่า?” คราวนี้จงอินวางตะเกียบพร้อมยกน้ำขึ้นมาจิบละ  ลองได้ถามแบบนี้คาดว่าอาจารย์หมอยอนบินคงโทรรายงานพร้อมแจกแจงรายละเอียดให้ฟังหมดแล้วแน่ ๆ



“แล้วนายคิดว่าไงละ” จงอินย้อนถามกลับอย่างงอน ๆ



“งั้นไปเรียนต่อ”



“ห๊า” อุทานเสียงหลงใครจะคิดว่ามันจะง่ายขนาดนี้  ตอนแรกเขาคิดแทบตายจะอธิบายหรือหาเหตุผลอะไรมาตัดสินใจดีแต่อีกฝ่ายกลับตัดสินใจให้แบบไม่มีอาการลังเลเลยสักนิด



“ฉันรู้ว่าอินนี่อยากจะไปเรียนต่อ   แล้วพอดีว่าที่ร้านเพื่อนฉันที่เพิ่งกลับบ้านเกิดเมืองนอนที่คลีฟแลนด์ต้องการปาติเย่ประจำร้านพอดี  แถมพี่ใหญ่ก็มีลู่หาน จุนมยอนแล้วก็บรรดาเลขามากมายช่วยงานอยู่แล้วเพราะงั้นพวกเราเก็บกระเป๋ากันไปเรียนต่อเร็วที่สุดกันเถอะ”




“เดี๋ยวก่อน  น้องคยองอีกละ  ฉันจะทิ้งน้องไปได้ยังไง” คุณหมอท้วงขึ้นมาทันที




“คุณป๋ากับนายแม่ก็อยู่  ถ้านายคิดจะพาคยองซูไปอยู่อเมริกาด้วยพวกเราคงไม่ต้องไปไหนกันพอดี” ก็ใช่อย่างที่จื่อเทาพูดเพราะทุกวันนี้คยองซูแทบจะเป็นลูกชายคนเล็กของตระกูลอู๋อย่างแท้จริง  ซึ่งคุณอู๋และคุณนายใหญ่รักและตามใจมากกว่าลูกแท้ ๆ เสียอีก




“แต่...” คนเป็นพี่ยังไงก็อดห่วงน้องไม่ได้อยู่ดี




“ที่คลีฟแลนด์  นายก็รู้ดีเมืองนั้นไม่เหมาะกับการที่เราจะพาคยองซูไปเรียนหรืออยู่ด้วยแน่ เมืองที่มีผิวสีมากมายแล้วไหนจะเป็นเมืองที่ขึ้นชื่อด้านอาชญากรรมท็อปเทนของอเมริกาอีก  บอกเลยถ้าฉันไม่ไปด้วยนายก็อย่าหวังว่าจะได้ไปเรียนต่อที่นั่นเลยคนเดียว  น้องอยู่นี่มีทั้งนายแม่ พี่ใหญ่ จุนมยอนคอยดูแลไม่ต้องห่วงอะไรคิดถึงก็บินมาหา ไม่งั้นก็ให้จุนมยอนพาน้องบินไปหาก็สิ้นเดือน  อ๋อไม่ต้องหาข้อโต้แย้งพอดีฉันรวยและอยากให้นายกับน้องใช้เงินฉันด้วยแค่นี้ไม่สิ้นเปลือง”




สมกับเป็นคุณชายเล็กที่หาเหตุผลต่าง ๆ จนคุณหมอจงอินเถียงไม่ขึ้น   ที่ไม่เถียงเพราะรู้อยู่แล้วว่าสิ่งที่อีกฝ่ายทำให้กันนั้นทำให้ด้วยความรักและหวังดีล้วน ๆ





“ขอบคุณครับ  ขอบคุณที่รักกัน”

 

 

 Fin

         

          คิดถึงกันบ้างไหม  ^^

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

258 ความคิดเห็น

  1. #251 lovetuan (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 10 มีนาคม 2560 / 21:42
    คิดถึงคุณชายเล็กกับคุณหมอมากกก
    #251
    0
  2. #248 whitetyy (@whitetyy) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 7 มีนาคม 2560 / 22:59
    ดี๊ดี อ่า ชีวิตจงอิน
    เทา เปย์ หนักมากจริงๆ
    คือ อยากให้แฟนใช้เงินตัวเอง
    เพราะรวย ง่อวววว อยากได้สักคน
    ดูท่าอะไรๆ ก็ราบรื่นไปหมด
    ได้ไปเปิดร้านที่นู้น พร้อมกับให้จงอินเรียนต่อ
    ดีงาม

    นี้จะมี เปิด คุนชายเล็กไหมคะ
    อยสกได้เล่มมาก เลย
    #248
    0
  3. #247 TakeASmile (@TakeASmile) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 7 มีนาคม 2560 / 21:52
    ฮือ!!คุณชายเล็กทำไมถึงดีอะไรเช่นนี้มีความซึ้งในความรักของเขาทั้งคู่ขอบคุณไรท์นะคะที่แต่งนิยายดีๆแบบนี้มาให้อ่านหนูรออ่านคู่อื่นนะคะ
    #247
    0
  4. #246 Saninaao (@aongina) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 7 มีนาคม 2560 / 19:50
    ไรต์คัมแบค ดีจายยยยยยยยยย มาต่ออีกนะคะ555555 รู้สึกโลภ5555 รอคู่Hunkris ใจจดใจจ่อเลยค่ะ ปูเสื่อรอเลยค่ะ...พรึ่บ!//ยกเสื่อขึ้นแล้วปูนอนรอ
    #246
    0