[Fic EXO] [คุณชายมาเฟีย[ Taokai,Krislu,Hunkris,Chanbaek]

ตอนที่ 23 : ตอนพิเศษ Taokai[คุณชายเล็ก] ระยะห่าง[SuDo ft. KrisLu]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 148
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    7 มี.ค. 60

ตอนพิเศษฉบับก่อนรีไรท์ในเล่มคุณชายเล็ก   ขออนุญาตเอามาลง2ตอนจาก 4ตอนพิเศษ

ระยะห่าง[SuDo ft. KrisLu]

 



ร่างสูงที่แอบอยู่มุมซอกต้นไม้หน้าห้องน้ำ  ลอบมองเด็กชายในชุดไฮสกูลปีหนึ่งที่เดินคอตกกดลิฟต์ไปยังชั้นผู้บริหารของWUกรุ๊ป  แม้จะไม่ได้ขึ้นไปด้วยแต่จุนมยอนก็รู้ดีกว่าปลายทางที่เด็กชายตากลมคนนั้นจะอยู่ที่ห้องของประธานบริษัทอย่างอู๋อี้ฟาน  คุณชายใหญ่



“ซุ่มดูอะไรอยู่ครับพี่จุน” เสียงใส ๆ ที่ดังขึ้นข้าง ๆ ทำเอาคุณเลขาของคุณชายเล็กสะดุ้งโหยง



“คุณลู่หาน”



จุนมยอนเรียกคู่หมั้นของคุณชายใหญ่  ที่มาดูแลงานในส่วนของคุณชายเล็กที่ตามไปเฝ้าคุณหมอจงอินที่ไปเรียนต่อที่อเมริกาอย่างตกใจ   เพราะรอยยิ้มของคนตาสวยเหมือนกวางมันพราวระยับแปลก ๆ




“ผมไม่ได้ซุ่มดูอะไรหรอกครับ  นี่กำลังจะกลับไปทำงานแล้ว” จุนมยอนเอ่ยก่อนจะขอตัวกลับไปทำงานที่ห้องทำงานของตัวเอง   เพราะมัวแต่คิดถึงเด็กชายตากลมที่ตัวเองเฝ้าเว้นระยะห่างจนลืมสังเกตสิ่งแวดล้อมรอบข้าง ๆ ว่าชั้นที่ทำงานมันเงียบผิดปกติ  ทั้งที่เหลือเวลาอยู่เกือบสามชั่วโมงก่อนเวลาเลิกงาน




อีกวันที่จุนมยอนทำงานล่วงเวลา   และเป็นอีกมื้อที่ชายหนุ่มฝากท้องไว้กับรามยอนสำเร็จรูปซึ่งอาจเป็นครั้งสุดท้ายที่จะได้กินมื้อเย็นที่บริษัท   นี่ถ้าคุณชายใหญ่หรือคุณนายใหญ่อนุญาตให้คิมจุนมยอนย้ายออกจากบ้านตระกูลอู๋แยกออกมาอยู่ลำพังได้ก็คงจะดี   ไม่ใช่ว่าไม่เคยขอแต่ถูกปฏิเสธมาทุกครั้ง    มือหนาเปิดตู้เก็บของในห้องแคนทีนหยิบขวดวิสกี้ที่แอบเอามาซุกไว้  รินใส่แก้วกาแฟจิบ  ดวงตาคมมองไปยังวิวนอกหน้าต่างของกรุงโซลที่ตอนนี้  ทั้งที่การดื่มออนเดอะร็อคพร้อมยืนชื่นชมแสงไฟของตึกต่าง ๆ สว่างไสวจนบดบังแสงของดวงดาวของกรุงโซลที่เคยชื่นชอบนักหนา  มันกลับไม่ทำให้ความรู้สึกหน่วง ๆ ในใจของเขาบรรเทาลงเลย 




จุนมยอนยกมือขึ้นคลึงขมับที่ปวดตุบ ๆ มาตั้งแต่บ่าย  และกำลังชั่งใจว่าควรจะกลับไปนอนค้างที่บ้านตระกูลอู๋หรือจะนอนที่ทำงานที่ในช่วงหลังตัวเขาเองยึดโซฟาในห้องทำงานเป็นเตียงนอนประจำ   คิดแล้วก็ขำทั้งที่มีบ้านให้กลับแต่เขากลับไม่กล้า...ไม่กล้าที่กลับไปเจอกับเด็กตากลมคนนั้น ทั้งที่คิดว่าผ่านไปหลายปีโดคยองซูโตขึ้นได้อยู่ในสังคมเพื่อนวัยใกล้เคียงกันแล้ว    ความรู้สึกที่เจ้าตัวเคยบอกเขาไว้เมื่อหลายปีก่อนจะจางหายไป  



...ระยะห่างที่คิมจุนมยอนตั้งใจเว้นเอาไว้




แม้ตัวจุนมยอนจะนอนที่ทำงาน  แต่ตอนเช้าเขาก็ต้องขับรถกลับบ้านตระกูลอู๋ไปเปลี่ยนชุดทำงานที่บ้านก่อนจะออกมาทำงานอีกครั้ง ห้องนอนของตัวเองที่เหมือนไม่ใช่ของตัวเองเพราะมันมีกลิ่นอายความเป็นโดคยองซูอยู่ทุกอณู    ชุดทำงานที่อีกฝ่ายเตรียมไว้ให้ราวกับรู้ว่าเขาจะกลับไปตอนไหน  แม้ว่าเขาจะเลี่ยงกลับไปเปลี่ยนชุดตอนที่อีกฝ่ายไปโรงเรียนแล้ว   เตียงนอนพร้อมชุดเครื่องนอนสีฟ้าน้ำทะเลที่มีตุ๊กตานกฮูกคู่วางเรียงไว้ที่หัวเตียง ของใช้คู่ที่เด็กตากลมขยันและสรรหามาให้ใช้คู่กัน  




บางทีทำถึงขั้นเอาเสื้อผ้าสำรองมาไว้ที่ทำงาน  เด็กน้อยตากลมที่รู้ทันเพราะเลิกเรียนทีไรก็มาหาตลอดโดยไม่เว้นสักวันจนตัวเขาเองหาวิธีหลบหลีกไม่ซ้ำกันไปในแต่ละวัน   คุณเลขาตัวขาวเคยคิดว่าเด็กลืมง่าย  แต่ใครจะคิดว่าผ่านไปห้าปีเด็กคนนั้นยังมีความรู้สึกให้เขาแบบเดิม




ไม่ใช่ไม่เคยออกปากห้าม  แต่ห้ามจนไม่รู้จะห้ามยังไงสุดท้ายแล้วจะรักษาระยะห่างยังไง  ไม่ให้ใกล้กันไปมากกว่านี้ทั้งที่พยายามตีตัวออกห่างตลอดมา  แต่โดคยองซูก็ยังรั้น...รั้นที่จะวิ่งตามาเรื่อย ๆ แล้วยิ่งตอนนี้คุณนายใหญ่คิมซอนซารักเด็กน้อยตากลมนี่มาก  จนรับเป็นลูกบุญธรรมอีกคน  นั้นยิ่งทำให้คิมจุนมยอนต้องเจียมตัวและคิดอยู่เสมอว่าอีกฝ่ายคือเจ้านายอีกคนของตัวเอง  เขามันก็แค่เด็กกำพร้าที่ตระกูลอู๋ให้ความเมตตาเก็บมาชุบเลี้ยงก็เท่านั้นเอง   เพราะงั้นอะไรที่ควรจะทำ...ไม่ควรทำให้ผู้มีพระคุณต้องเสื่อมเสียหรือไม่ชอบใจคิมจุนมยอนจะไม่มีวันทำเด็ดขาด




ที่จริงวันนี้มันก็ไม่มีงานเร่งด่วนที่ขนาดเขาต้องอยู่ค้างคืนเพื่อเคลียร์หรอก  ตอนนี้คิมจุนมยอนแค่ต้องการพักพิงหัวใจกับเหตุการณ์เมื่อบ่ายที่ผ่านมาก็เท่านั้น  คิดแล้วก็น่าขำ...เคยได้ยินแต่คนอื่นพูดกันคนเราจะรู้ค่าของในมือก็ต่อเมื่อสูญเสียมันไปแล้ว  ซึ่งตอนนี้ตัวเขาเองกำลังเป็นเช่นนั้น...จะโทษใครได้นอกจากตัวเองก็เท่านั้น




วันนี้ช่วงบ่ายหลังจากที่ไปคุยธุระกับคู่ค้าหุ้นส่วนใหม่ของโรงแรมแทนคุณชายเล็กแล้ว  ชายหนุ่มก็แวะรับเค้กสปันด์มะนาวเคลือบไอซิ่งของโปรดของเด็กน้อยตากลม  ที่เขาตัดสินใจที่จะไปเซอร์ไพรที่หน้าโรงเรียนหลังจากที่หลายปีมานี้ด้วยภาระหน้าที่การงานทำให้เขาไม่ได้เป็นคนไปรับไปส่งคยองซูเหมือนตอนเด็ก ๆ




ภาพหน้าโรงเรียนที่จุนมยอนเพิ่งหาที่จอดรถได้ที่ซ้ายข้างโรงเรียน  พลางก้มมองนาฬิกาเหลือเวลาเกือบสองชั่วโมงกว่าเด็กน้อยตากลมจะเลิกเรียน  แต่คิ้วได้รูปของเขามุ่นขึ้นเมื่อเห็นมอเตอร์ไซด์บิ๊กไบต์คันใหญ่ที่มีนักเรียนไฮสกูลปีหนึ่งซ้อนมาจอดถัดจากรถของคิมจุนมยอนไป  ก่อนที่เจ้าตัวจะก้าวลงจากรถ  ทันทีที่ชายหนุ่มเห็นใบหน้าน่ารักที่ตอนนี้กำลังส่งยิ้มจนตาหยีปากบาง ๆ เป็นรูปกระจับหัวใจถอดหมวกกันน็อคสีขาวคืนให้เจ้าของมอเตอร์ไซด์บิ๊กไบต์คันใหญ่ที่ก้าวลงมายืนข้าง ๆ พร้อมกับช่วยจัดทรงผมให้เด็กน้อยตากลมโตที่ตอนนี้หัวเราะร่าอย่างมีความสุขและสดใสสมวัย




ตอนแรกจุนมยอนกำลังจะตัดสินใจเปิดประตูรถลงไปอยู่แล้ว  แต่ทุกสิ่งที่คิดว่าตัวเองจะทำภายในวันนี้ต้องล้มเลิกทุกอย่าง  เพราะการที่โดคยองซูเอียงแก้มให้ใครอีกคนหอมแก้มอย่างเต็มใจ  รวมถึงการเขย่งตัวจูบปลายคางใครคนนั้น   มันทำให้คิมจุนมยอนตัดสินใจได้ว่ามันดีแล้วที่ตัวเขาเองรักษาระยะห่างเท่าเดิมเหมือนที่เคยทำมา  ทั้งที่ในวันนี้ที่เป็นวันเกิดโดคยองซู...เขาคิดจะร่นระยะห่างระหว่างกันเข้ามา  แต่พอถึงตอนนี้มันไม่จำเป็นแล้ว  เพราะเท่าที่มองผ่านกระจกหน้ารถทั้งคยองซูและเด็กคนนั้นที่สูงมาก ๆ อยู่ในวัยใกล้เคียงกันมันคงดีกว่าลุงแก่ ๆ ที่อายุปาเข้าไปเกือบสามสิบสามแล้ว



17 ปี  มันคงห่างกันไปจริง ๆ




สายตาคมของจุนมยอนมองกล่องเค้กกับกล่องของขวัญที่ใช้เวลาเลือกและทำเกือบสี่เดือน  มันคงไม่จำเป็นแล้ว...เพราะมันคงสายเกินไปแล้ว  มันคงถึงเวลาเสียทีที่ต่างคนต่างใช้ชีวิตของตัวเองไม่ได้ผูกติดกันด้วยคำสัญญาในวันนี้เมื่อห้าปีก่อนในวันเกิดของโดคยองซู   บางทีที่คยองซูยังทำอะไร ๆ ให้...อาจจะเป็นแค่ความเคยชินที่เด็กคนนั้นเคยทำมาก็ได้มันก็แค่เท่านั้นจริง ๆ




มือหนากำกล่องของขวัญสีฟ้าอ่อนที่ผูกริบบิ้นแดง  ก่อนที่ดวงตาคมจะหลับลงก่อนจะลืมขึ้นใหม่ด้วยแววตาที่ว่างเปล่า  พร้อมกับเปิดกระจกหน้าต่างด้านคนขับเพื่อโยนกล่องเค้กที่อุตส่าห์ไปสั่งเชฟที่ห้องอาหารพาราไซด์ให้ทำล่วงหน้าและกล่องของขวัญทิ้งขยะ  โดยไม่แม้จะหันไปมองอีกสักครั้งเมื่อขับรถออกจากบริเวณโรงเรียนของโดคยองซู




เสียงนาฬิกาดังขึ้นเมื่อเวลา 19.30 น.  เมื่อเขาสั่งพิมพ์เอกสารสำคัญเสร็จพอดี  สายตาคมไล่อ่านข้อความในกระดาษอย่างละเอียดอีกครั้ง      ก่อนจะจรดปลายปากกาลงชื่อพร้อมกับพับใส่ซองที่จ่าหน้าถึงคุณชายใหญ่อู๋อี้ฟาน  เพราะเขาตัดสินใจแล้วที่จะลาออกจากบริษัทของตระกูลอู๋รวมถึงย้ายออกจากตระกูลอู๋ด้วยตั๊วเครื่องบินอีทิกเก็ตที่เอเจนซี่เพิ่งส่งเมล์ยืนยันมาให้นั่น   มันทำให้เขาพร้อมที่จะออกเดินทางในไฟล์ทบินสุดท้ายของคืนนี้



ใช่แล้ว  คิมจุนมยอนกำลังจะไปจากเกาหลีใต้...เพราะเอาเข้าจริงจะให้เขาใช้ชีวิตอยู่ในเมืองที่มีร่องรอยของโดคยองซูเต็มไปหมดนั้นมันทำไม่ได้




ทำไม่ได้จริง ๆ  หากต้องรู้และเห็นเต็มตาสองมากไปกว่านี้ว่าเด็กน้อยนั่นมีคนอื่นข้างกายที่ไม่ใช่ตัวเอง




เมื่อก่อนตอนที่เขาเข้ามาอาศัยใบบุญของตระกูลอู๋   คิมจุนมยอนก็มาแต่ตัวตอนนี้จะไปก็จะไปแต่ตัวทุกทิ้งทุกอย่างเขาจะไม่เอาไปด้วย  ยกเว้นเงินเก็บส่วนตัวที่ได้จากการทำงานและเขาหวังว่าคุณชายใหญ่จะเข้าใจเหตุผลส่วนตัว ที่เขายื่นใบลาออก




ตอนนี้คิมจุนมยอนกำลังอยู่ระหว่างทางไปสนามบินอินชอน  เขามีแค่กระเป๋าเสื้อผ้าใบเล็กที่มีเอาไว้ติดท้ายรถเวลาไปทำงานต่างจังหวัดเท่านั้น  เพราะถ้ากลับไปเก็บของที่บ้านตระกูลอู๋ก็คงไม่แคล้วโดนขัดขว้างแน่ ๆ ขอแค่เวลาหัวใจของเขากลับมาเป็นปกติ  แล้วตอนนั้นเขาคงกล้าพอที่จะกลับมาบ้านตระกูลอู๋อีกครั้ง




 RRR…RRR




เสียงเรียกเข้ามือถือเบอร์บ้านของตระกูลอู๋   ทำให้จุนมยอนถึงกับมุ่นคิ้วด้วยความรู้สึกแปลก ๆ เพราะนี่เกือบสามทุ่มแล้ว  ถ้าเป็นคุณชายใหญ่ที่มีธุระด่วนก็ไม่ควรใช้เบอร์บ้านโทรมาเวลานี้



“จุนมยอนพูดครับ”



[จุนมยอน  นี่ป้าโบรึมนะ  คุณน้องคยองคะ  ไม่รู้ว่าเธอ...]



เสียงแม่บ้านใหญ่พูดอะไรบ้างจุนมยอนฟังไม่รู้เรื่องแล้ว  เพราะใจเขาตอนนี้มันลอยกลับไปที่บ้านหรือพูดให้ถูกคือคฤหาสน์อู๋   ร่างสูงรีเทิร์นรถกลับอย่างรวดเร็วเพราะตอนนี้ในสมองมีแค่คำว่า



...คุณคยองซูหายไป...

           





            ใช้เวลาไม่นานจุนมยอนก็ขับรถกลับมาถึงคฤหาสน์บ้านตระกูลอู๋ที่ตอนนี้ดูอลม่านไปหมด ลูกน้องหลากหลายที่เดินกันให้วุ่น  เพราะมัวแต่คิดถึงเด็กน้อยตากลมที่หายใจจนทำให้คุณเลขาตัวขาวลืม...ลืมที่จะสังเกตสีหน้าของแต่คนให้ดี  ทันทีที่จอดรถเสร็จก็แทบจะวิ่งเข้าไปถึงห้องรับแขกที่ตอนนี้มีลู่หานกับคุณแม่บ้านที่เดินกันไปมาอยู่   ส่วนคุณชายใหญ่ก็กำลังโทรศัพท์สั่งงานนิชคุณและแทคยอนอยู่



            “พี่จุน  น้องหายไปไหนก็ไม่รู้” ลู่หานบอกเสียงสั่น ๆ พร้อมกับที่ดวงตากลมโตมีน้ำตาคลอ  แล้วไหนจะป้าโบรึมคุณแม่บ้านใหญ่ที่กำลังใช้ผ้าเช็ดหน้าซับน้ำตาอยู่



            “ป้าผิดเองค่ะ  ถ้าสนใจว่าคุณหนูคยองเธอไปไหนกับใคร  ก็คงจะดี”



            “เพื่อน  คุณคยองซูละครับ  โทรถามรึยัง” อาการของคนทั้งคู่ทำให้จุนมยอนเดาได้ว่ารายชื่อเพื่อนทั้งหมดที่โรงเรียนของคยองซูคงถูกโทรตามหมดแล้ว    แบบนี้ไงด้วยธุรกิจของตระกูลอู๋ทำให้เล่าคุณชายทั้งหลายต้องมีบอร์ดี้การ์ดในการคุ้มครอง



            “ใครวันนี้เวรดูแลคุณคยองซู” จุนมยอนถามเสียงเข้ม  ในขณะลูกน้องคนอื่น ๆ ต่างยืนก้มหน้านิ่ง



            “ผมเองครับ พี่จุนมยอน  หลังคุณคยองซูกลับมาพร้อมกับคุณลู่หานแล้วก็ไม่ได้ออกไปไหนอีก  ตอนนี้กำลังให้คนค้นในคฤหาสน์”




            “นานแค่ไหนถึงรู้ว่าหายไป”



            “มื้อเย็นค่ะ ได้เวลาอาหารป้าไปตามคุณหนูที่ห้องก็ไม่เจอเธอกับกระเป๋าเลย”



            จุนมยอนสูดลมหายใจเข้าปอด เขาแค่มองหน้าทุกคนก่อนจะหมุนตัวเดินขึ้นบันไดตรงไปยังห้องคยองซูโดยไม่หันไปมองคนอื่น ๆ ที่อยู่ในห้องรับแขกสักนิด



            ประตูไม้สีน้ำตาลเข้มที่อยู่ข้าง ๆ ห้องของคิมจุนมยอน  ที่ทุกครั้งเขาเพียงแค่ยืนมองมันนิ่ง ๆ แต่คราวนี้เขากลับกล้าที่จะเปิดเข้าไป  ห้องนอนสีขาวที่เหมือนห้องนอนของเขาไม่มีผิดต่างตรงที่ห้องนี้มีตู้หนังสือมากมายจนเต็มจะทำให้ห้องนี้กลายเป็นห้องสมุด



            “คืนนี้ น้องคยองขอนอนด้วยนะครับพี่จุน  ห้องคยองหนังสือแย่งเตียงอ่ะ” ข้ออ้างที่ไม่น่าเชื่อที่เด็กคนนั้นอ้างส่ง ๆ เพื่อตีเนียนขอมานอนด้วย



            นานแค่ไหนกัน...ที่ระยะห่างที่จุนมยอนเว้นเอาไว้มันมากขนาดนี้



            ในสมองของชายหนุ่มกำลังครุ่นคิด  จะมีที่ไหนที่โดคยองซูจะไป  และไปยังไงให้รอดผลสายตาจากคนบ้านตระกูลอู๋ที่มีหูตาแทบจะเป็นสับปะรด  มือหนาลูบไปบนที่ผ้าห่มสีฟ้าริ้วขาวที่เหมือนกับของตัวเองก็อย่างว่าข้าวของเครื่องใช้ของพวกเขาทั้งคู่ในห้องนอนต่างเหมือนกันราวกับแฝด ๆ แล้วสายตาคมก็ไปหยุดที่ปฏิทินที่ตั้งอยู่บนโต๊ะเขียนหนังสือของคยองซู



            เดี๋ยวก่อนนะ...

            ขอให้เขาคิดถูก  ขอให้เด็กคนนั้นไปอยู่ที่นั่นในคืนนี้

 



            คุณชายใหญ่ส่ายหน้าไปมาเล็กน้อยเมื่อเห็นเด็กดื้อของตัวเองหันไปแปะเมื่อกับคุณแม่บ้านใหญ่ที่ตอนนี้เข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ย   หลังจากที่จุนมยอนวิ่งหน้าตื่นขับรถออกไปจากคฤหาสน์อย่างรวดเร็วพร้อมกับตะโกนบอกว่ารู้แล้วคยองซูอยู่ที่ไหนตอนนี้



            “ชอบเชียวนะยุ่งเรื่องชาวบ้าน”



            จะไม่ให้คุณชายใหญ่พูดแบบนี้ได้ไง  ก็เพราะคนวางแผนให้คยองซูนะ..ลู่หานทั้งนั้น  เอากับเค้าสิงานนี้  ก็ตั้งแต่บ่ายที่เจ้าตัวสังเกตเห็นความผิดปกติของจุนมยอนที่กลับเข้าที่ทำงานมาอย่างเหม่อลอย  เลยสั่งลูกน้องจับตามองไว้แล้วยิ่งพอรู้ว่าคุณเลขาตัวขาวของคุณชายเล็กจองตั๊วเครื่องบินขาเดียวไปอังกฤษแบบไม่มีกำหนดกลับอีก   เจ้าตัวยิ่งยอมไม่ได้จากที่คืนนี้จะมีงานเลี้ยงวันเกิดเล็ก ๆ ให้คยองซูแต่ทุกอย่างต้องเปลี่ยนแผนทันที



            แล้วยิ่งน้ำตาเม็ดโต ๆ ที่ไหลลงบนแก้มของคยองซู  พอรู้ว่าจุนมยอนคิดจะบินไปอังกฤษคืนนี้ นั่นยิ่งทำให้ลู่หานโมโห  เลยต้องจัดแจงวางแผน(จับ)จุนมยอนให้คยองซู เฮ้ยแผนปรับความเข้าใจกัน



            “ชาวบ้านหรือคนอื่นที่ไหน  นั่นน้องคยอง แล้วก็พี่จุน  คนที่คุณเคยบอกว่าเปรียบเหมือนพี่ชายคุณไง  แล้วถ้าไม่ช่วยพี่น้องตัวเองแล้วจะให้ช่วยใคร” ลู่หานบอกก่อนจะทรุดนั่งลงที่เท้าแขนโซฟาเดี่ยวที่คุณชายใหญ่นั่งอยู่พร้อมกับกอดอกหน้าเชิด บ่งบอกว่ากำลังงอนอยู่



            “โธ...เสี่ยวลู่” อี้ฟานพูดเสียงอ่อนกับคุณคู่หมั้น



            “คุณไม่เบื่อรึไง  ที่เห็นสองคนนั้นเล่นเกมทอมแอนด์เจอร์รี่ เดี๋ยววิ่งหนี เดี๋ยววิ่งเข้าหากันอยู่นี่ล่ะบอกตรง ๆ ผมโคตรรำคาญ  จะรักไม่รักก็บอกให้มันชัดเจนไปดิจะเอาไง” พอได้ฟังคำพูดลู่หานแล้วมันทำให้คุณชายใหญ่อดจะดึงร่างตัวเล็กมานั่งตักพร้อมกอดเอาไว้อย่างหลวม      เพราะทำให้เขาหวนคิดถึงตอนที่อีกฝ่ายถามขึ้นมาโต้ง ๆ จะเอายังไง  จะรักหรือไม่รัก  จะคบกันแบบไหน  จะให้เป็นแค่ของเล่นแก้เหงาหรือว่าอะไร  เจ้าตัวจะได้จัดลำดับความสำคัญของคุณชายใหญ่ในชีวิตถูก



            “แล้วถ้าสองคนนั้นไปไม่รอด”



            “อย่างน้อย  ครั้งหนึ่งพวกเขาก็ได้รักกัน  แต่เชื่อผมเถอะ  พี่จุนกับน้องคยองเค้าเกิดมาเพื่อรักกัน” ลู่หานบอกอย่างมั่นใจ  เพราะสายตาอ่อนโยนและห่วงใยที่จุนมยอนใช้มองคยองซูทุกครั้งมันแสดงความรู้สึกที่แท้จริงของเจ้าตัวออกมาเสมอ



            แม้ปากจะบอกไม่ได้คิดอะไรเกินเลยกับเด็ก   แต่ที่ลู่หานเห็นนี่อ่อยเหยื่อให้เด็กรักและหลงมากกว่า พอเด็กน้อยตามมาก ๆ ก็ตีตัวออกห่าง  พอจะถอดใจก็วกกลับเข้ามาหา



            “แล้วนายละ  เมื่อไหร่จะใจอ่อนแต่งกับฉันสักที” อี้ฟานถามก่อนหอมแก้มคนในอ้อมกอดแรง ๆ ทั้งสองข้าง



            “โอยเจ็บอ่ะ หนวดคุณอ่ะไม่รู้จักโกน” ลู่หานว่าก่อนจะส่งสายตาเคือง ๆ ให้คุณชายใหญ่แต่ต้องหลบสายตาคมที่มันพราวระยับจนน่ากลัวจะใจอ่อน



            “ไม่  ไว้ให้พี่ใหญ่ผมมีหลานก่อนค่อยว่ากัน” พูดจบเจ้าตัวก็ลูกขึ้นยืนก่อนจะเดินขึ้นบันไดไป  ก่อนจะหยุดที่บันไดขั้นสุดท้าย



            “ผมง่วงแล้ว  ถ้าคืนนี้ไม่มีคุณนอนกอดผมนอนไม่หลับนะจะบอกให้”



            อู๋อี้ฟานยิ้มกว้างกับคำพูดน่ารัก ๆ ของคนปากแข็ง  บางทีนะเขาควรโทรหาจางอี้ชิงให้รีบปั้มหลานกับภรรยาสาวจะดีไหม  เผื่อสักวันเจ้ากวางดื้อจะใจอ่อนแต่งงานกับเขาสักที  ทั้งที่ตอนนี้พี่น้องคนอื่นของคุณชายใหญ่ต่างเป็นฝั่งเป็นฝากันหมดแล้ว  แต่เอาเถอะถึงจะยังไม่ได้แต่งงานกัน...แค่อยู่ด้วยกันตอนนี้แทบจะยี่สิบสี่ชั่วโมงก็โอเคแล้ว

 




            จุนมยอนแทบจะเหยียบคันเร่งให้มันเร็วมากกว่านี้   แต่เพราะตอนนี้หิมะที่เริ่มตกลงมาทั้งที่พยากรณ์อากาศบอกไว้อากาศจะอุ่นขึ้นแท้ ๆ แต่ต้นเดือนมกราคมแบบนี้โซลก็ยังคงหนาวและมีหิมะตกอยู่บางประปรายเกือบห้าทุ่มแล้ว  ป่านนี้สวนสนุกคงจะปิดแล้วแต่คิมจุนมยอนกลับมั่นใจว่าโดคยองซูจะอยู่ที่นั่น



            ที่แห่งความทรงจำของพวกเขาทั้งคู่  สถานที่ที่ผู้ใหญ่ถูกเด็กน้อยตากลมขอเป็นแฟนตอนที่เจ้าตัวอายุสิบขวบ...เวลาผ่านไปเร็วจริง ๆ พอรู้ตัวอีกทีจากเด็กน้อยก็เริ่มเป็นเด็กหนุ่มที่น่ารัก...และน่ารักมาก...มากจนผู้ใหญ่ต้องจำใจเว้นระยะห่างให้มากขึ้น  เพราะคิดว่าความรู้สึกของเด็กอาจจะแค่ชั่ววูบหรือแค่หลง  ทั้งที่ความรู้สึกของคนแก่กว่ามันเป็นของเด็กน้อยไปนานแล้ว



            ทั้งที่รักและห่วงใย...แต่ไม่กล้าที่จะแสดงออก



            ร่างเล็กที่ยืนอยู่สวนสนุกที่ปิดไฟหมดแล้วเหลือเพียงไฟด้านหน้าเพียงไม่กี่หลอด  ในชุดเสื้อฮู้ดเนื้อบางกับเป้สะพายหลัง  ยืนตัวสั่นพร้อมกับที่มือเล็กถูกันไปมาเพื่อไล่ความหนาวที่ดูจะทวีมากขึ้นเรื่อย ๆ



            จุนมยอนที่ขบกรามแน่น  ก่อนจะจอดรถและก้าวเดินไปหาเด็กน้อยเร็ว ๆ



            “พี่จุน”



            “อย่าทำแบบนี้อีก” พูดได้แค่นั้นจริง ๆ แล้วจุนมยอนก็รวบเด็กน้อยเข้ามากอดเอาไว้  เนื้อตัวที่เย็นเฉียบมันยิ่งทำให้เขารู้สึกแย่..แย่ที่ไม่สามารถตัวแลโดคยองซูให้ดีกว่านี้ไปได้



            “พี่จะทิ้งน้องคยองไปไหม” มือเล็กกำเสื้อจุนมยอนแน่พร้อมกับสะอื้นฮัก  เพราะแค่อีกคนจำสัญญาที่บอกว่าจะสวนสนุกในวันนี้ไม่ได้ก็เจ็บพอแล้ว   แถมยิ่งพอรู้ว่าอีกฝ่ายจะทิ้งไปอังกฤษแบบไม่มีกำหนดกลับอีก



            “พอแล้ว  อย่าพูดอะไรอีกเลย  พี่ยอมแล้ว  ยอมหมดแล้วทุกอย่าง” จุนมยอนบอกพร้อมกับใช้นิ้วโป้งปาดน้ำตาออกจากแก้มเนียนใส



            “...”



            “อย่าทำแบบนี้อีก  ถ้าเราเป็นอะไรไปพี่จะอยู่ยังไง ฮึ น้องคยอง” จุนมยอนยิ้มก่อนจะผละตัวออกมาแล้วขยับออกจากไปเล็กน้อย  และจะส่งมือให้คยองซู



            มือเล็กยกขึ้นปิดปากตัวเองพลางกลั้นสะอื้น  ไม่เคยเลยสักครั้งที่จุนมยอนจะเป็นฝ่ายเข้าหาหรือฝ่ายที่รอมีแค่โดคยองซูตลอดมาที่วิ่งเข้าหา  หรือไล่ตาม  แต่วันนี้อีกคนกลับยืนรอพร้อมส่งมือให้แม้จะยังไม่มีคำพูดใด ๆ ที่ชัดเจนออกมา   มันพอแล้วกับความพยายามในตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมา  พอแล้วจริง ๆ ความรู้สึกแบบนี้



            “กลับบ้านเรากันเถอะ  น้องคยอง” ขอคยองซูเข้าข้างตัวเองคำว่า “เรา” ที่ออกจากปากจุนมยอน แม้ไม่ได้ครอบครองขอแค่ได้รักและอยู่ใกล้ชิดก็พอแล้ว



            จุนมยอนพยายามปรับฮีสเตอร์ในรถเพื่อเพิ่มความอบอุ่นให้เด็กน้อยตากลม  ที่นั่งสั่นอยู่ข้าง ๆ แม้จะมีผ้าห่มผืนเล็กคลุมอยู่  แต่เพราะยืนตากหิมะเป็นเวลานานตอนนี้เสื้อผ้าหรือแทบจะทั้งตัวของคยองซูชื้นหมด  ทั้งที่ตอนขับรถมาสวนสนุกเหมือนเวลาผ่านไปแต่ละนาทีนานมาก ๆ แต่พอขากลับนั้นกลับไม่ได้ใช้เวลานานเท่าที่คิด



            “ฮัดดดดดดเชย” เสียงจามพร้อมสูดน้ำมูกทำให้จุนมยอนอดจะตวัดสายตาคมไปมองแบบดุ ๆไม่ได้



            “น้องคยองขอโทษ” คยองซูพูดเสียงอ่อยพร้อมกับกุมฮอทแพคที่จุนมยอนจอดรถซื้อให้ที่ร้านสะดวกไว้แน่นเพราะอาการเงียบ ๆ แบบนี้ของคุณเลขาตัวขาวคือสิ่งที่คยองซูไม่ชอบที่สุด  แล้วดวงตากลมโตก็เบิกกว้างมากขึ้น  เมื่อเห็นจุนมยอนเลี้ยวอีกทางไม่ได้ขับรถตรงกลับคฤหาสน์ตระกูลอู๋



            “ที่นี่มัน...” บ้านหลังเล็กสีขาวชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น  ที่ร่ายล้อมไปด้วยต้นไม้นานาชนิดพร้อมกับศาลาสีขาวที่เอาไว้นั่งเล่น



            “ลงมาสิ  จะได้รีบอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า” จุนมยอนบอกเสียงเรียบ  ก่อนจะจูงมือเด็กน้อยเข้าบ้าน...บ้านที่ตัวเองสร้างจากน้ำพักน้ำแรงของตัว  ซึ่งเอาจริง ๆ บ้านหลังนี้ก็แค่อยู่ติดกับคฤหาสน์อู๋ก็เท่านั้นเอง



            “น้องคยองอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าห้องนี้   ส่วนพี่จะไปอาบอีกห้อง  ตามสบายเลย” เจ้าของบ้านพูดพร้อมกับดันเด็กน้อยเข้าไปในห้องอาบน้ำ  ก่อนที่ตัวเองจะหมุนตัวเดินออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว ๆ



            คยองซูมองการตบแต่งในห้องน้ำกว้าง ๆ อย่างสังเกต    ทุกสิ่งทุกอย่างบ่งบอกความเป็นตัวตนของคิมจุนมยอน  ผู้ใหญ่ใจร้าย โทนสีขาวดำตบแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์น้อยชิ้นแต่เน้นการใช้การ  เรียบหรูดูสันโดษ  ข้าวของในห้องน้ำบ่งบอกถึงการอาศัยแค่คนเดียว  นั่นยิ่งทำให้เด็กน้อยตากลมยิ้มกว้างจนริมฝีปากบางเป็นรูปหัวใจ



            ใช้เวลาไม่ถึงสิบนาทีร่างเล็กก็อาบน้ำเสร็จก่อนจะใส่เสื้อคลุมออกมาจากห้องน้ำ  ก็เจอชุดนอนสีฟ้าอ่อนวางอยู่ปลายเตียงนอนซึ่งเขาก็หยิบมาสวมทันทีเพราะรู้ดีกว่าใครเป็นคนเอามาให้  ก่อนจะหันไปหยิบเป้สะพายหลังของตัวเองแล้วหยิบกล่องของขวัญที่มีคราบเลอะอยู่เล็กน้อยออก



            ของขวัญที่เพื่อนสนิทของคยองซูอย่างชเวจุนฮงเห็นโยนทิ้งถังขยะที่ข้างโรงเรียน  ของขวัญที่มีการ์ดเขียนถึงโดคยองซู  ลายมือสวยเป็นระเบียบที่เขียนด้วยลายเส้นหนักแน่น  พร้อมกับข้อความสั้น ๆ ที่ทำให้คยองซูรู้สึกอิ่มเอมก่อนจะเปลี่ยนเป็นตั้งคำถาม 



            ทำไมต้องโยนทิ้ง ผ้าพันคอสีแดงที่ดูปุ๊บก็รู้ทันทีว่าเป็นของทำเองเพราะฝีเข็มที่ใช้ถักมันไม่สม่ำเสมอเป็นตะปุ่มตะป่ำ



            “ทำไม...” จุนมยอนที่อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จเดินกลับเข้ามาในห้องนอนใหญ่ของบ้านก็เจอเด็กน้อยตากลมที่นั่งมองกล่องของขวัญที่ถูกเปิดออกพร้อมกับของในนั้น



            “ผมมากกว่าไหมที่ควรถาม”



            “...”



            ท่ามกลางความเงียบระหว่างเด็กน้อยและผู้ใหญ่



            “เซโล่ เป็นคนเห็นบางคนทิ้งลงถังขยะ  เค้าโทรหาผมเพราะเห็นในกล่องของขวัญมีการ์ดเขียนชื่อผมแต่ไม่ได้ลงชื่อว่าใคร  ไหนเมื่อพี่ไม่อยากถามผมจะบอกเอง  เซโล่เป็นเพื่อนสนิทที่โรงเรียน พี่ลู่หานก็รู้จัก วันนี้ผมไปเป็นเพื่อนเจ้าหมอนั่นออกไปซื้อของขวัญให้จงออบแฟนของเซโล่ที่อยู่ต่างโรงเรียน” น้ำเสียงเจือสะอื้นมันบาดใจจุนมยอนยิ่งนัก



            “พอแล้ว  พี่ขอโทษที่ไม่ได้ถามเอง  คิดเองเออเอง” จุนมยอนบอกพร้อมกับดึงร่างเล็กกว่ามากอดเอาไว้



            “ฮื้อ  ผมรักพี่นะพี่จุนมยอน”



            “ครับ  รู้แล้วครับ  พี่ก็รักเด็กน้อยคนนี้เหมือนกัน”



            “ถ้ารักแล้ว  ห้ามทิ้งหรือหนีกันไปไหนนะ” จุนมยอนอดหัวเราะไม่ได้ก่อนจะก้มลงจุ๊บริมฝีปากแดง ๆ นั้นเบา ๆ



            “ครับ  จะไม่ทิ้งจะไม่หนีไปไหน  แต่ถ้าจะไปไหนเราจะไปด้วยกันทั้งคู่”



            “สัญญากับน้องคยองแล้วนะ”



            “สัญญาแล้ว  นี่ก็ดึกมากแล้วสมควรแก่เวลาที่เด็กน้อยของพี่จุนต้องนอนแล้ว” คนโดนเรียกว่าเด็กน้อยทำปากเชิดก่อนจะเดินตามเจ้าของบ้านมานอนที่เตียงใหญ่



            “พี่จุน~~”



            “นอนได้แล้วครับคนเก่ง   เป็นแฟนกับพี่แล้วห้ามดื้ม ห้ามซน ต้องว่าง่าย ๆ แล้วคิมจุนมยอนจะรักหมดทั้งหัวใจ”




            คำพูดหวาน ๆ ที่ไม่คิดจะได้ฟังทำเอาใบหน้าใสของเด็กน้อยแทบไหม้จนต้องมุดหน้าลงกับแผ่นอกของเจ้าบ้านที่ตัวเองนอนซบอยู่




            “พี่จุน~~ไม่อยากจะ...” ดวงตากลมโตที่ช้อนขึ้นมามองชวนทำให้จุนมยอนหัวใจแกว่งไม่ใช่ไม่เข้าใจความหมายบางอย่าง  แต่บางสิ่งบางอย่างมันควรค่อย ๆ เป็นค่อย ๆ ไป



            “อายุแค่นี้เป็นแฟนกันไปก่อน   ถ้าจะเป็นแฟนพี่แบบแอดวานซ์ต้องพิจารณาหลายอย่างนะ”



            “ห๊า”



            “ต้องดูความประพฤติ  ดูการเรียนก่อนเพื่อนำมาประกอบการพิจารณาว่าควรเลื่อนลำดับขั้นไหม” จุนมยอนว่าพร้อมกับกดศีรษะกลม ๆ ให้นอนลงไม่ให้ยุกยิกก่อนที่อะไรๆ มันจะตื่น  การมีคนตัวเล็กเนื้อตัวนุ่มนิ่มมานอนกอดใช้ว่าจะดีเสมอไป  แต่การที่เขาเป็นผู้ใหญ่กว่าย่อมคิดถึงเหตุผลมากกว่าอารมณ์



            “พี่จุนอะ” คยองซูทำเสียงฮึดฮัดแบบคนโดนรู้ทัน



            “ไว้โตกว่านี้ก่อนไม่ใช่ว่าพี่ไม่รักน้องคยองถึงไม่ได้ยอมกอดเรา  ของแบบนี้มันต้องค่อย ๆ เป็นค่อย ๆ ไปไว้ถึงตอนนั้นต่อให้เราห้ามเท่าไหร่พี่จะไม่ฟังนะ  แต่ตอนนี้เด็กดีต้องนอนแล้วพรุ่งนี้ยังต้องไปโรงเรียน  ถ้าคิดจะมีรักในวัยเรียนก็อย่าให้ความรักมาทำให้การเรียนเราเสีย”



            อีกครั้งที่เหตุผลของผู้ใหญ่ตัวขาวของคยองซูที่ทำให้เถียงไม่ขึ้น  แต่เชื่อเถอะอีกไม่นานเด็กน้อยคนนี้ละจะทำให้ผู้ใหญ่บางคนตบะแตก  ไม่ใช่ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายพยายามสงบจิตสงบใจเอาไว้




            “เกือบลืม  สุขสันต์วันเกิดเด็กน้อยของพี่”



            “ขอบคุณครับ  ฝันดีครับพี่จุน”



            ไม่นานนักเสียงลมหายใจสม่ำเสมอของเด็กน้อยในอ้อมกอดจุนมยอนก็ดังขึ้นบ่งบอกว่าเจ้าตัวหลับสนิทไปแล้ว  คราวนี้ดวงตาคมกรอกตามองเพดานห้องนอนเพราะคงต้องหาเหตุผลดี ๆ คุยกับคุณชายเล็กกับคุณหมอจงอิน  นี่ยังไม่นับรวมคุณชายทั้งหลายอีก  แต่อย่างว่าก็มันรักไปแล้วจะห้ามได้ยังไงกัน



            “งื้อ...พี่จุน~~” เสียงใสที่ละเมอเบา ๆ ทำให้ใบหน้าคมมีรอยยิ้มกว้างมากขึ้นขนาดตอนหลับตัวเค้าเองยังอยู่ในห้วงคำนึงของเด็กน้อย  มือหนาลูบแผ่นหลังเล็กเบา ๆ ขับกล่อมให้อีกฝ่ายฝันดีก่อนที่เปลือกตาจะปิดบ้าง



            สุดท้ายระยะห่างมันก็แค่สิ่งที่คนเราตั้งใจเอามาขว้างความรู้สึกดี ๆ ของตนก็เท่านั้นเพราะตอนนี้





            คราวนี้ผู้ใหญ่บางคนก็คงได้รู้แล้ว

            หากเด็กลองได้ฝังใจว่ารักอะไรแล้วไม่ว่ายังไงก็จะรัก 

            ...รักทั้งที่ไม่มีเหตุผล...

            ก็แค่รักก็เท่านั้นเอง

 

 

Fin




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

258 ความคิดเห็น