[Yaoi] เทพเจ้ากับสุราจอมมาร -- จบ

ตอนที่ 9 : ๙ ทรยศ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6,333
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 222 ครั้ง
    16 ก.ค. 60


๙ ทรยศ

            พวกทหารเชิญจอมมารไปรักษาตัวนอกปราสาทเร่งด่วนแล้ว ได้ยินว่าหากมารอ่อนแอเพราะสัมผัสกายเทพต้องเยียวยาในที่ซึ่งมีพลังมารเข้มข้น ไอศูรย์เกรงกลิ่นอายเทพสวรรค์จะทำลายวิธีเยียวยาเข้าจึงไม่ได้ตามไป ยิ่งห่วงก็ยิ่งกังวลจนเขาต้องหาการอื่นทำ

            เมฆครึ้มเหนือแดนวิปโยคเริ่มเป็นสีแดงดั่งโลหิต ไม่สิ สีเพลิงนรก

            สัญญาณเค้าลางร้าย...

            เมธากลับสำนักทิพย์วิทยาไปเตรียมทำพิธีชำระล้างฟ้าดินให้บริสุทธิ์แล้ว ส่วนไอศูรย์ยังต้องหาชาลวัชฌ์ก่อน การที่จ้าวสวรรค์กับจอมมารอ่อนแอพร้อมกันส่งผลต่อสมดุลธรรมชาติ มิหนำซ้ำจ้าวนรกยังมาอยู่บนผืนดินนานเกิน พลังของนรกเข้มข้นกว่าฝ่ายอื่นย่อมรบกวนสมดุลอีกเท่าตัว คลื่นพลังในธรรมชาติแปรปรวน หากเกิดมหาวิบัติจะไม่มีฝ่ายใดต้านทานไหว

            สาวรับใช้เห็นว่าไอศูรย์รีบจึงช่วยเร่งฝีเท้านำทาง แล้วยืนส่งเขาที่หน้าห้องรับรองด้านริมสุดของชั้น

            แทบไม่อยากเชื่อว่าผู้ที่ตามหาจะยอมอยู่ในห้องรับรองของมาร

            ห้องกว้างทึบแสงมีเปลวเทียนส่องสลัวสามสี่จุดอย่างไม่ค่อยเต็มใจสว่าง กลิ่นเลือดลอยมาแตะจมูกของไอศูรย์ มันเหม็นคาวเจือราคะชวนอาเจียน เดินไม่กี่ก้าวก็เห็นเลือดซะเป็นทาง ครั้นเร่งก้าวเท้าตามรอยเลือดอ้อมเตียงมาอีกด้านก็ต้องตะลึงค้างมองท่อนขาล่างของสตรีถูกโซ่ล่ามตรงข้อเท้าแน่น ขาช่วงบนและตัวเจ้าของหาย

            “สาบานได้ข้าไม่ได้ตัดขานาง” เสียงเอ่ยมาจากมุมสลัวเจือความพึงพอใจจนน่ารังเกียจ ชาลวัชฌ์นั่งจิบสุราอยู่ตรงนั้น นัยน์ตาเพลิงโลกันตร์ลุกวาวโดดเด่น สีของเพลิงแทบเปลี่ยนห้องให้เป็นอีกหนึ่งขุมนรก

            “เจ้าทำอะไรลงไป” ไอศูรย์เค้นเสียงถามแทนการเดินเข้าไปหา

            บุรุษผู้สำราญสุดขีดหัวเราะลั่นอยู่นานกว่าจะตอบ

            “ข้ากับนางก็มีความสุขกันดี...คิดว่านะ แต่พอชวนคุยเรื่องจอมมาร นางกลับเอาแต่บ่ายเบี่ยงน่ารำคาญ เจ้าก็รู้นี่ว่าข้าไม่ชอบอดทนกับอะไรนานๆ พอนางกลัวแผนของจอมมารรั่วไหล กลัวต้องตายอย่างทรมานตามที่ข้าขู่เล่น ก็ทิ้งขาไว้ข้างหนึ่งหนีหัวซุกหัวซุนน่าสมเพชเชียว”

            ชาลวัชฌ์ตวัดกายแกร่งลุกจากเก้าอี้เดินเข้ามาหา ยืนประชันหน้าเสียใกล้ชิด ใช้สายตาแฝงเลศนัยน่ากลัวจ้องมองกายปลอมของไอศูรย์ตั้งแต่ใบหน้าไล่ต่ำลงถึงเท้า แล้วย่อตัวอุกอาจรั้งข้อเท้าข้างหนึ่งขึ้นจนไอศูรย์เสียหลักต้องล้มนั่งบนเตียง

            “หรืออยากถูกล่ามบ้าง จะกลัวข้าจนตัดขาหนีไหม”

            “ชาลวัชฌ์” ไอศูรย์สบตาตรงๆ ติดหน่ายระอามากกว่าจะมัวสั่นสะท้าน “หากข้าอ่อนแอคงไม่เป็นสหายของเจ้ามานานขนาดนี้ ถึงเจ้าล่ามข้า ข้าก็มีปัญญาปลดโซ่โดยไม่ต้องตัดขา อีกอย่างเดี๋ยวเดียวเจ้าก็เบื่อ ข้าคงไม่จำเป็นต้องหนีให้เปลืองแรง”

            “...ข้าเริ่มเบื่อเจ้าอีกแล้วสิ” มือสีคล้ำนึกจะปล่อยข้อเท้าก็ปล่อยทิ้ง

            ไอศูรย์ยั้งเท้าตนเองไม่ให้ร่วงกระแทกพื้น ยิ้มสบายไม่ถือโทษทั้งสิ้น

            “ไปคุยกันที่อื่น ข้าไม่ชอบกลิ่นคาวในห้องเจ้า”

            “คุยที่นี่แหละ” ชาลวัชฌ์รำคาญใจกับหน้ายิ้มของเทพเจ้า เคลื่อนตัวไปกระชากโซ่ขาดคามือ เอาขาเลือดอาบของสตรีมารไปโยนพ้นระเบียง หอบผ้านวมเปรอะเปื้อนที่ใช้รองเตียงออกไปโยนทิ้งด้วย แล้วยิ้มกระหยิ่มให้กับความสนุกเกินพอดีของตน

            ได้ยินเสียงทหารมารโหวกเหวกอยู่ด้านล่าง คงไม่พอใจกับความไร้มารยาทของใครบางตนที่ทำลายทัศนียภาพอันงดงามของปราสาท

            ไอศูรย์เดินตามชาลวัชฌ์มายังชานระเบียง นี่เป็นชั้นที่เก้าของปราสาท นับว่าสูงพอตัว แต่ก็ยังไม่สูงเท่าห้องของจอมมารอันเป็นชั้นบนสุด

            “ชาลวัชฌ์ เจ้าต้องกลับนรก” ไอศูรย์เริ่มบทสนทนาเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายพอใจจะฟังเสียที “จอมมารอ่อนแอลง ตัวข้าก็อ่อนแอ พลังของนรกแผ่ซ่านขึ้นมาแทน มันไม่ควรเป็นเช่นนี้ สมดุลของมหาธาตุในธรรมชาติแปรปรวน เจ้าต้องกลับนรก”

            “ไม่” ชาลวัชฌ์ตอบห้วนๆ อย่างไม่ไยดี

            “ทุกคนจะเดือดร้อน” ไอศูรย์ใส่น้ำหนักเหตุผล

            “อย่ามายุ่งกับข้าน่า” ผู้หัวดื้อกลับหัวเสียหนักขึ้นแทน

            “ต้องยุ่ง มันสำคัญ มีเหตุผลหน่อยไม่ได้หรือ”

            “เหตุผลของข้าเจ้าไม่ควรยุ่งย่าม!” ชาลวัชฌ์กัดฟันกรอดทำเสียงเหี้ยม ดุดันคร่ำเครียดเกินปกติ หากรำคาญคงเดินหนีไปทำอย่างอื่น นี่กลับยังยืนขบเขี้ยวเคี้ยวฟันไม่สบสายตา

            ไอศูรย์นิ่งพิจารณาอีกฝ่ายอย่างถ้วนถี่

            “...ป้ายทองของเจ้าหายไปไหน”

            “บัดซบ!” ชาลวัชฌ์ใส่อารมณ์ทุบขอบระเบียงทันที หัวเสียยิ่งขึ้นเมื่อถูกเอ่ยจี้จุด นัยน์ตาสีแดงเพลิงโกรธขึ้งน่ากลัว “ขยะพรรค์นั้นไม่ใช่ของข้าแต่แรก จอมมารอยากได้นักก็ให้มันไป!

            โทสะล้วนๆ สติคงเหลือเพียงฝุ่นผง

            ที่แท้แล้วจ้าวนรกทิฐิหนายิ่งกว่ากำแพงหิน คงทิ้งป้ายไว้ที่ใดสักแห่ง ปล่อยให้คิดเองเออเองเดี๋ยวจะยิ่งไปกันใหญ่ ต้องเตือนสติ

            “ไม่ได้...” ไอศูรย์ส่ายหน้าเชื่องช้า ยอมปรับน้ำเสียงเบาลงเผื่อมันจะเหนี่ยวนำให้อีกฝ่ายเย็นลงบ้าง “จอมมารเป็นมาร เจ้าต่างหากที่เป็นสายเลือดจ้าวนรกบริสุทธิ์ ไร้สิ่งอื่นเจือปน พลังของเจ้ามีมากกว่าเขม่าพิษพวกนั้น ไฟของนรกภูมิไม่เคยมอดดับสักครา ขึ้นอยู่กับว่าเจ้าต้องการเป็นจ้าวนรกอย่างแท้จริงหรือไม่ ทว่าเจ้ารังเกียจมัน ไม่เคยเรียกหามันเสียเอง”

            ไม่ตอบอีก ชาลวัชฌ์นิ่งเงียบ ช่างเหมือนเตาฟืนกรุ่น ไม่ประทุแต่ก็หาได้มอดดับ นัยน์ตาสีเพลิงคู่นั้นเป็นสิ่งเดียวที่ไอศูรย์อ่านความคิดอีกฝ่ายได้ บัดนี้มันกำลังมองมาอย่างไม่ยอมอ่อนข้อ ชาลวัชฌ์คงไม่ยอมเสียหน้ากลับไปหยิบป้ายทองเด็ดขาด

            ไอศูรย์ถอนหายใจแทนคำพูด จะว่าหมดคำพูดก็ได้

            หลังจากสบตาชาลวัชฌ์อีกครั้งไอศูรย์ก็ยอมเดินออกจากห้องเอง ปล่อยชาลวัชฌ์เอาไว้อย่างนั้นก่อน แล้วไล่ตามกลิ่นอายมอดไหม้ของป้ายทองแสนล้ำค่าจนกลับขึ้นมาถึงชั้นบนสุด

            ป้ายทองลายวิจิตรยังคงนิ่งอยู่ที่เดิม จอมมารไม่ได้นำป้ายไป มารตนอื่นก็ไม่คิดแตะต้อง เพราะพวกพลังน้อยนิดจะถูกไฟนรกเผาทันทีที่แตะมัน มิน่าเล่าชาลวัชฌ์เลยเรียกว่าขยะ นี่ถ้าแย่งกันสักหน่อยชาลวัชฌ์คงยอมมาแย่งชิงกลับคืน

            ...ป้ายทองเลยไม่มีใครสนใจ

            แต่ป้ายนี่มันสำคัญมากมิใช่รึ! นรกเถิด!

            ไอศูรย์แอบตำหนิติเตียนเจ้าของขณะหยิบป้ายทอง แม้ตนจะเหลือพลังน้อย ทว่าไฟนรกไม่อาจเผาเทพสวรรค์เว้นเสียแต่เป็นการลงทัณฑ์ เขาต้องคิดให้ออกโดยไวว่าจะเกลี้ยกล่อมชาลวัชฌ์อย่างไรต่อ

            วูบ!

            กลิ่นไอชั่วร้ายผ่านเข้ามาในกระแสการรับรู้ขณะใช้ความคิด

            ไอศูรย์ชะงักกึก กวาดสายตาสังเกตโดยรอบ ความเงียบเชียบโอบล้อม มีเพียงทหารมารยืนนิ่งเฝ้าหน้าห้องที่สำคัญ

            ...ไร้ความผิดปกติใดๆ กลิ่นอายมารคลุ้งก็จริงแต่ไม่เข้าขั้นเลวร้าย

            ถ้าไม่ใช่ที่นี่หรือว่า...!

            กระแสจิตอีกส่วนพลันเพ่งไปยังผลึกดอกบ๊วยฉับไว

            หากไม่ใช่ความชั่วร้ายที่รายล้อมรอบตัวเขา ก็คงเป็นความชั่วร้ายที่รายล้อมผนึกดอกบ๊วยแน่ ความน่าสะอิดสะเอียนและน่าสะพรึงถาโถมเข้ามา

            ที่แท้จอมมารกำลังอยู่ในสถานที่เสื่อมทราม!

            ความมืดเข้มข้นเสียจนส่งผลร้ายสะท้อนกลับมาบีบศีรษะให้ปวดแปลบ ไม่เพียงแค่รู้สึกถึง ไอศูรย์ยังสามารถจับกระแสเสียงที่กระทบผลึกดอกบ๊วยได้อีกด้วย ยิ่งแทรกซึมรับฟังก็ยิ่งบีบศีรษะไม่หยุด ร่างกายซวนเซพิงกำแพงหินแต่ยังพยายามประคองจิตสอดแนม

            “หากจ้าวสวรรค์รู้ทัน สลายดวงจิตชิงตายไปก่อน ไม่ยอมตกสู่ความเสื่อม ทุกอย่างที่ทำมาจะไร้ประโยชน์” มารสักตนในที่แห่งนั้นเอ่ยขึ้นด้วยความรีบร้อน จังหวะหายใจถี่เหมือนกับหวาดกลัวคู่สนทนาสุดขีด

            “ที่พูดเช่นนี้เจ้าอยากทำแทนข้ารึ” เสียงของจอมมารปราภพเย็นชาประดุจคมน้ำแข็ง จิตสังหารแผ่ซัดรุนแรงจนหมู่มารที่นั่นเงียบกริบหลายอึดใจ กลิ่นไอความหวาดผวาของพวกเขาฟุ้งท่วมท้น

            อาการปวดศีรษะคล้ายแผ่ลามมาปวดในใจของไอศูรย์ด้วย

            ...ความจริงจอมมารอยากให้เขาตกสู่ความเสื่อมหรือ อยากทำลายสวรรค์หรือ คิดจะทำให้เขากลายเป็นมารหรือ

            ราตรีอันมืดมนจนมองไม่เห็นสิ่งใดที่แท้แล้วก็ซ่อนความหลอกลวง!

            “ม...ไม่ ข้าไม่...” มารตนเดิมเพิ่งได้สติตอบ ทว่าก็ตอบอย่างเสียสติ

            “เรื่องจ้าวสวรรค์ข้าจัดการเองได้ พวกเจ้าไม่ต้องยุ่ง” จอมมารยังคงมีเสียงที่น่ากลัวทั้งที่เอ่ยช้าลง ทว่าความหนักแน่นในทุกถ้อยแถลงยังแสดงอำนาจ

            “ม...ไม่มีผู้ใดกล้าแตะต้องจ้าวสวรรค์ทั้งนั้น ท่านโปรดวางใจ...”

            “ท่านปราภพ  ข้าไม่ได้เร่งเร้าอะไร ตามที่เรารู้กันการดึงจ้าวสวรรค์สู่ความเสื่อมจะทำให้แดนสวรรค์ถล่มสู่ผืนดิน ต่อไปปวงเทพก็เป็นแค่วิหคไร้ปีก ท่านมีเขม่านรกแล้ว เหลือเพียงแค่ชิงพลังสวรรค์มาได้ทุกสิ่งย่อมอยู่ในมือ ริปูขอสนับสนุนท่านเต็มที่” มารอีกตนเอ่ยออกมา

            ริปู...

            ไอศูรย์เพิ่งรับรู้ว่าจอมมารโป้ปดมากเพียงใด

            จอมมารเกี่ยวข้องกับพวกริปู...

            แผ่นฟ้าคำรามฮึ่ม สะเทือนถึงผืนดินในบัดดล ปราสาทหินสั่นไหว เมฆด้านนอกเป็นสีดำหนาม้วนตัวรวดเร็ว มันกำลังจะก่อพายุร้าย ไอศูรย์ต้องรีบดึงสติกลับคืน มุ่งกลับมาหาชาลวัชฌ์โดยเร็ว เก็บแผนก่อการร้ายของมารไว้ในส่วนลึกของใจเสียก่อน

            ยิ่งเก็บเอาไว้ก็ยิ่งปวดร้าว

            จ้าวนรกยังคงยืนไร้ความเป็นมิตรอยู่ที่ระเบียงเช่นเดิม นัยน์ตาสีเพลิงโมโหร้ายมองกลุ่มเมฆดำ ไอศูรย์กำป้ายทองแน่นก้าวเท้าเข้าไปหา เกือบเอ่ยเรียกแล้วทว่าสายตาเหลือบมองก้อนเมฆเดียวกับอีกฝ่ายเสียก่อน

            “ข้าชอบสีแดงมากกว่าสีดำ” ชาลวัชฌ์พูดขึ้น

            “เมฆดำเกิดที่นั่น...มันไม่ได้เกิดเหนือปราสาท” ไอศูรย์เพิ่งจับความผิดปกติได้ หัวใจเริ่มเต้นระส่ำบีบคั้นให้เม็ดเหงื่อซึมบนหน้าผาก

            เหนือปราสาทคือเมฆสีแดงเพลิง ทว่ามันยังไม่ป่วนปั่นสั่นประสาทเหมือนเมฆดำตรงนั้น อาเพศไม่ได้มาจากจ้าวนรกผู้เดียว แต่มาจากป่าที่ซ่อนเด็กสายเลือดต้องห้ามเอาไว้

            ไยเป็นที่นั่น จอมมารไม่ได้อยู่ที่นั่นสักหน่อย

            หรือเกิดอะไรขึ้นกับเด็ก!?

            ไอศูรย์กัดฟันแน่น เหน็บป้ายทองกับสายคาดเอวของชาลวัชฌ์แล้วกระโดดระเบียงทันที ปีกทองกางแผ่กว้างสะบัดแรงให้ตนพุ่งทะยานสู่ป่าด้วยความรีบร้อน ลัดเลาะหาถ้ำ ครั้นมาถึงก็ตกตะลึงที่ทหารมารเฝ้าปากถ้ำสิบตนนอนตายเรียบ เลือดทะลักจากปากเป็นสีดำเข้ม

            ถูกวางยาพิษหรือ?!

            ไอศูรย์กวาดสายตามองอย่างระมัดระวังขณะลงสู่พื้นดิน สองขาวิ่งต่อไม่คิดพัก เขาต้องรีบเข้าถ้ำไปดูเด็กก่อน หนึ่งชีวิตที่ยังเหลือสำคัญกว่าการเก็บหลักฐาน ทว่าก้าวได้เพียงสองก้าวกลับถูกกระแสภัยพิบัติกระแทกออกมาด้านนอก

            เงาในถ้ำมืดขยับไหว เป็นเด็กชายสายเลือดต้องห้ามพุ่งตามมาด้วย นัยน์ตาคู่นั้นแดงก่ำส่อแววเลวร้าย ผิวสีเขียวซีดประหนึ่งศพ เส้นโลหิตคล้ำปูดโปนขยายใหญ่เต้นตุบๆ ตามอารมณ์บ้าคลั่ง ไม่มีกลิ่นอายเทพหลงเหลือแล้ว

            ไม่ใช่แค่ถูกเปลี่ยนเป็นมารเต็มตัว ทว่าเป็นมารร้ายโดยสมบูรณ์!

            ใครกันลอบทำพิธีก่อน ยังไม่ถึงฤกษ์กลับชิงลงมือ ผลที่ได้ผิดเพี้ยนจากที่ทุกตนคาดคะเนยิ่งนัก ไม่แน่ใจว่าผู้ร้ายต้องการชิงทดสอบก่อน หรือต้องการทำลายพิธีที่แท้จริงกันแน่

            เด็กตนนั้นจ้องจะฆ่าไอศูรย์ ประเมินความเร็วแล้วรับมือไม่ยาก ไอศูรย์ตั้งตัวได้ก็ประทับฝ่ามือลงดิน ผลักคลื่นพลังสวรรค์ออกจากกายชะลอความเร็วอีกฝ่ายลง ชาลวัชฌ์กลับโผเข้ามาซ้อนพลังให้รุนแรงอีกขั้นแล้วถีบเด็กชายล้มนอน ฝ่าเท้ากระทืบลงกลางอกซ้ำเหยียบหยุดไว้

            “อย่าฆ่าเด็ก!” ไอศูรย์รีบห้าม

            ไม่ทันการ เด็กสำลักโลหิต แน่นิ่งต่อหน้าต่อตา

            จอมมารปราภพกับมารตนอื่นมาถึงพอดี คล้ายทุกอย่างจะสงบแต่กลับเดือดปะทุขึ้นมาแทน เหล่ามารโกรธาที่ชาลวัชฌ์ฆ่าความหวังแสนสำคัญของพวกตน พากันเงื้อง้างอาวุธพุ่งเข้าใส่คิดชำระแค้น ไม่ถามเอาความอะไรทั้งนั้น ชาลวัชฌ์พาลไม่สบอารมณ์ ไอศูรย์เร่งรีบไหวตัวตามจำเป็นต้องช่วยสหายก่อน ไม่สนว่าตนต้องตกอยู่ในวงล้อมอันบ้าคลั่งด้วย

            ก่อนการปะทะจะหนักขึ้นปราภพกลับมาจับยึดแขนของไอศูรย์ไว้ ไม่ให้สู้รบ อีกมือยังฉวยป้ายทองจากชาลวัชฌ์ ใครเลยจะรู้ว่าจอมมารผู้นิ่งขรึมมือไวเพียงใด แค่พริบตาเดียวแสงจากป้ายทองก็สาดสว่างจนตาพร่ากันทั่ว พาทั้งไอศูรย์ทั้งชาลวัชฌ์หนีจากวงล้อมลงมายังนรกภูมิ

            “ข้าหาใช่พวกขี้ขลาดตาขาวไยต้องหนี!” ชาลวัชฌ์เดือดดาลทันทีที่สัมผัสถึงกลิ่นไอนรกได้เต็มเปี่ยม โทสะแผดเผาอยู่ในแววตา

            “ข้าไม่ได้ทำเพื่อเจ้า” นัยน์ตานิ่งน่ากลัวของจอมมารไม่แยแสอารมณ์ของจ้าวนรกแม้แต่น้อย ที่ห่วงใยมีเพียงเทพเจ้าที่ตนจับแขนเอาไว้แทบไม่อยากปล่อยมือ

            ไอศูรย์สบตากับจอมมารอย่างไม่สบายใจ ไม่ไว้ใจดั่งเก่าอีกด้วย

            “ข้าต้องการคำอธิบาย”

            “ยังไม่ใช่เวลาที่ข้าจะอธิบายอะไรได้” ปราภพเองก็ต้องฝืนใจปิดบัง

            แน่ชัดแล้วว่าปราภพมีเรื่องปิดบัง...

            “นรกไม่ใช่ที่ที่จะให้มารมาทำตามใจชอบ!” เสียงเหี้ยมของชาลวัชฌ์ขัดขึ้น เห็นสหายกับมารส่งสายตาให้กันก็ทั้งรำคาญตาทั้งหัวเสีย “มารรีบไสหัวออกไปเดี๋ยวนี้ ก่อนที่ข้าจะหมดความอดทน หากคิดว่าไอศูรย์คุ้มกะลาหัวเจ้าได้ถือว่าคิดผิด นรกไม่ต้อนรับเจ้า!

            “นึกว่าเจ้ายกนรกให้ข้าแล้วเสียอีก” ปราภพพูดเสียงนิ่ง

            ชาลวัชฌ์ตาแดงก่ำโกรธขึ้งสุดขีด ลมเพลิงนรกแทบกลายเป็นพายุ ความไร้ปรานีแผ่ซ่านอย่างเลือดเย็นบีบเค้นให้สัตว์นรกยิ่งทรมานยิ่งร้องโหยหวน

            “มารช่างกำแหงนัก! ส่งป้ายทองมา!

            “อยู่ในนรกที่ไม่ใช่ของเจ้าไปจนตายเสียเถิด” นัยน์ตาปราภพน่าหวาดกลัวสุดหยั่ง ไม่คิดคืนป้ายทอง แขนแกร่งยังโอบตัวไอศูรย์ไว้ “จงพ่ายแพ้อยู่กับสิ่งที่ไม่มีอะไรเป็นของเจ้าเสียจ้าวนรก ข้าจะคอยพรากทุกอย่างของเจ้า ทำลายทิ้งไม่เว้นแม้แต่...สหายหนึ่งเดียวของเจ้าเอง”

            ไอศูรย์ตระหนกกับคำพูดนั้น ยังไม่ทันตั้งตัวก็ถูกมารพาออกจากนรกแล้ว

            ชาลวัชฌ์คำรามลั่น ระเบิดโทสะจนทั้งนรกคลั่ง ไม่อาจไล่ตาม เมื่อไร้ป้ายทองก็เท่ากับไร้อำนาจเข้าออกนรกเองตามใจชอบ ยิ่งคิดว่าตนถูกขังอยู่ในนรกที่เป็นของจอมมารแล้วก็ยิ่งเดือดดาล เพลิงในใจลุกฮือไม่คิดยอมจำนนต่อคำพูดของจอมมารโดยเด็ดขาด

 

            ปราภพผนึกจิตมารของตน พาไอศูรย์มาส่งยังห้องพักในสำนักทิพย์วิทยา ถึงแม้กายจะอ่อนพลังลงมากแต่ก็ไม่แสดงออกต่อหน้าเทพเจ้า ยอมฝืนสะกดกลั้นความทรมานเอาไว้ ขอแค่ให้ได้สัมผัสอีกฝ่ายนานขึ้น

            สองแขนโอบกอดไอศูรย์ แทบไม่อยากคลายออก ยิ่งคิดว่าอาจได้กอดเป็นครั้งสุดท้ายก็ยิ่งอยากหยุดกาลเวลา ในหัวของปราภพคิดแต่เรื่องที่ทำให้ตนเองประหลาดใจ ไม่นึกเลยว่าวันหนึ่งจะมาหลงใหลเทพสวรรค์ คิดแล้วอยากเป็นมารหูหนวกตาบอดสักพัก ไม่ต้องการสิ่งอื่นใดท่ามกลางความเงียบสงบนี้

            ทว่าไอศูรย์ยืนนิ่งอย่างเหนื่อยใจ ไม่ใช่นิ่งอย่างยินยอม

            “ข้ายังไว้ใจท่านได้หรือ...” คำถามของไอศูรย์แผ่วลอย เหมือนกับสายลมที่พร้อมจากจรหรือสูญสลาย หากมารมีเพียงมือเปล่าคงไม่อาจไล่ไขว่คว้า

            ...สิ่งที่ต้องใช้เหนี่ยวรั้งคือหัวใจ

            “จ้าวสวรรค์กำลังอ่อนแอ” ปราภพลูบแก้มอีกฝ่ายปลอบขวัญ น้ำหนักมืออ่อนโยนหาได้ผิดจากเดิม ความรู้สึกไม่เคยเปลี่ยนไปจากคราแรกพบ “ข้าก็อ่อนแอลงเพราะไม่อาจห้ามใจตนเอง เราทั้งสองต่างติดกับแล้ว รับมือริปูด้วยสภาพนี้ไม่ไหว ถึงต้องใช้วิธีโหดร้ายกับจ้าวนรกก็ต้องทำให้เขาออกจากนรกด้วยตนเองให้ได้”

            ผู้ฟังชะงักกึก ถอยศีรษะออกห่าง

            “นี่ท่าน...แสร้งขู่ชาลวัชฌ์?”

            “...ต้องเป็นอย่างนั้น” บุรุษมารผู้แสนองอาจครานี้กลับต้องเก็บงำความเศร้าลึกสุดใจ “พูดดีๆ เขาคงไม่ฟัง ข้าเลยใช้อุบายยั่วยุ หากข้าเป็นอะไรไปจ้าวนรกก็ควรแข็งแกร่งพอที่จะปกป้องเจ้า”

            “ให้ชาลวัชฌ์ปกป้องข้าหรือ” ไอศูรย์เลิกคิ้ว คิดภาพตามไม่ออกสักนิด “ปกป้องจากแผนเลวทรามของท่านรึ”

            หนนี้ไอศูรย์ไม่ได้พูดเล่นลิ้น เพียงแต่พูดเพื่อเค้นเอาความจริง

            ปราภพเองก็ดูออก

            “ไอศูรย์ ริปูรู้ว่าเจ้าเป็นจ้าวสวรรค์ รู้ด้วยว่าพลังของเจ้ากลับคืนมาเพียงนิด พวกมันไม่ได้วางแผนดึงเจ้าตกสู่ความเสื่อมแต่แรก ประเด็นสำคัญคือพวกมันต้องการให้ข้าแตะต้องกายของเจ้า เพื่อให้ตัวข้าอ่อนแอ ทีนี้ต่อให้แดนสวรรค์ไม่ถล่ม จ้าวสวรรค์ไม่ตกสู่ความเสื่อม พวกมันก็ยังยึดอำนาจได้อยู่ดี เพราะพอกำจัดข้ากับเจ้าพ้นทางได้พวกมันก็จะไร้ผู้ต่อกร ข้าถึงต้องหาทางดึงจ้าวนรกเข้ามา”

            ไอศูรย์นิ่งฟังหลายอึดใจ ต่อให้ตึงเครียดตามก็ยังใช้สีหน้าสงบสู้ ที่แท้แล้วเบื้องหลังซับซ้อนจนเขาไม่รู้ว่าควรเชื่อสิ่งใด แม้สบตาจอมมารอยู่ตลอดก็ยังไม่กล้าวางใจ ก่อนหน้าเคยทำงานยากแสนเข็ญบนสวรรค์ ก็ยังไม่เคยหนักใจเท่ากับการงานที่มีอารมณ์ความรักเข้ามาเกี่ยวข้อง

            “ไยริปูต้องทำร้ายท่าน” ไอศูรย์ไต่ถามอีกข้อ

            “ข้าไม่ใช่สายเลือดมารโดยสมบูรณ์ อย่างที่ชาลวัชฌ์บอก ข้ามีสายเลือดจ้าวนรกตนก่อนด้วย มารไม่เคยก้มหัวให้นรกหรือสวรรค์ ไม่แปลกหากมีมารคิดต่อต้านจอมมารลูกผสม แม้มีอำนาจยิ่งใหญ่เพียงใดก็ไม่พ้นถูกทรยศหักหลัง ริปูเคยลอบสังหารข้าครั้งหนึ่ง หลังจากครั้งนั้นข้าก็ตัดสินใจผนึกเจตจำนงแห่งริปู สลายกลุ่ม ถึงอยากฆ่าล้างบางพวกมันก็ต้องอดกลั้นเพื่อไม่ให้เกิดความแตกแยก ไม่คิดว่าเมื่อผนึกคลายแล้วพวกมันจะกลับมาขโมยเจตจำนงไปซ่อน”

            สายตาของจอมมารบ่งบอกว่ากำลังเล่าความจริง

            “แต่ท่านก็เป็นหนึ่งในพวกมัน” ไอศูรย์ขัด

            “หลังจากเกิดเหตุกับอริยะ ข้าก็สืบเรื่องริปู” ปราภพเล่าต่อโดยไม่ปฏิเสธ “ตัวแทนริปูจึงมาเจรจา ยุยงให้ข้าคิดเปลี่ยนจ้าวสวรรค์เป็นมาร ประจวบเหมาะกับข้าต้องการรู้ที่ซ่อนของเจตจำนงของริปูเลยยอมเล่นตามน้ำ”

            “ท่านยอมทำลายข้าเพื่อแลกกับสิ่งที่ต้องการ?”

            ถึงรู้ว่าปราภพทำตามนิสัยปกติของมาร แต่ไอศูรย์ก็อดเจ็บปวดไม่ได้ สัมผัสจากมือกำยำที่ยังมาเทียวประคองไล้แก้มยิ่งตอกย้ำความเจ็บ ไยจอมมารชอบทำเช่นนี้หนอ ทำราวกับว่าเขาถูกโอ้โลมถูกลวงหลอกง่าย

            “...ข้าดูไม่มีความจริงใจต่อเจ้าเลยหรือ” ปราภพถามสวนกลับ

            “ต้องการพยานไหม หูข้านี่ไงได้ยินชัดเจนว่าท่านจะเปลี่ยนข้า เลิกปดเถิดจอมมาร เคยบอกแล้วมิใช่หรือว่าหากคิดจะลวง ท่านต้องลวงด้วยความจริง ไหนกันความจริง”

            “ไม่” คำตอบสั้นนัก

            “ไม่อะไร”

            “...ไม่เคยคิดทำร้ายเจ้าเลยแม้แต่เสี้ยวความคิดเดียว” กล่าวจบพลันโน้มศีรษะมาจูบไอศูรย์เสียทั้งอย่างนั้น ชอบทำในสิ่งที่ไม่ควรทำอีกคราแล้ว อธิบายความด้วยจูบอีกแล้ว ยามคลายจูบกันจอมมารก็ยังปลอบโยน

            ทั้งที่อีกฝ่ายแสดงท่าทีทะนุถนอม ไยไอศูรย์กลับรู้สึกเจ็บปวดอยู่

            “ข้าไม่ได้เสียขวัญ ข้ากำลังเสียความรู้สึก” ไอศูรย์บอก

            “ข้าเปลี่ยนเจ้าเป็นมารไม่ได้หรอกหากเจ้าไม่ยินยอม”

            “แล้ววิธีของริปูเล่า เด็กตนนั้นไม่น่ายอมยังถูกเปลี่ยน”

            “วิธีเปลี่ยนเทพเป็นมารของพวกมันน่าสงสัย ข้ากำลังตามสืบ เหมือนเป็นพิธีกรรมสำหรับการอื่นเสียมากกว่า ถึงกับชิงลงมือกับเด็กก่อนถึงฤกษ์พิธีของข้าคงมีความใดปิดบัง แล้วอย่างนี้ข้าจะปล่อยให้เจ้าไปอยู่ในกำมือพวกมันได้อย่างไร ไม่อยากให้คลาดสายตาหรือห่างไกลเลยด้วยซ้ำ แต่รั้งเจ้าไว้ใกล้ก็กลัวเจ้าจะพลอยมีอันตรายไปด้วย”

            กลายๆ จะบอกว่าห่วง...

            ใจคล้อย แทบหวั่นไหวตามทั้งที่ไอศูรย์เดาใจจอมมารไม่ออกสักนิด ยิ่งฟังยิ่งคล้ายตัวเขาหลงทางจนเข้าติดบ่วงเสน่หา

            “ไยเงียบ เจ้าคิดอะไร ไอศูรย์” ปราภพเรียก “ไอศูรย์”

            เสียงทุ้มทรงอำนาจไม่ได้ทำให้ไอศูรย์รู้ตัว เป็นลมหายใจอุ่นต่างหากที่มากระทบใบหูให้ร้อนวูบตามจึงทันได้สติ

            “อืม ข้าฟังอยู่” เอ่ยออกไปรับหน้าเร็วไว

            “ตาเจ้าเล่าบ้าง” ใบหน้าคมสันดุดันของปราภพไม่เคยแปรเปลี่ยน เว้นเสียแต่มือที่มักฉวยโอกาสแตะต้องเทพเจ้า “เราต้องรู้ให้ได้ว่าพวกมันทำอะไรกับเด็ก ทำลงไปเพื่ออะไร เจ้าถึงที่เกิดเหตุก่อนหน้าเห็นพิรุธสิ่งใดบ้าง ตอนที่ข้าตามไปถึงหลักฐานสำคัญก็ถูกความวุ่นวายทำลายแล้ว มารที่ไปด้วยมีแต่พวกริปู”

            มันคือเหตุผลที่ปราภพไม่อยากให้ไอศูรย์อยู่ในวงล้อมของริปูในตอนนั้น

            จอมมารแสดงความบริสุทธิ์ใจได้แนบเนียนเหลือเกิน

            ไอศูรย์ไตร่ตรองตาม แล้วถอนหายใจยาว ขืนมัวตั้งแง่คงไม่มีอะไรคืบหน้า ถ้าจอมมารกล่าวจริงก็ควรร่วมมือกันแก้ปัญหาเสียก่อน

            “เด็ก...อาจไม่ได้ตายเพราะชาลวัชฌ์”

            บ้ามากที่อยู่ๆ เขายอมพูดเรื่องน่าขันเช่นนี้ เหมือนเพ้อเจ้อ กระนั้นปราภพก็ไม่ได้หัวเราะเยาะใส่ กลับมีสีหน้าของผู้ฟังที่ดีเกินคาด

            “ต้องขยายความให้ละเอียด” มารพยักหน้าให้เล่าต่อ

            “มันเป็นแค่ข้อสันนิษฐาน” ไอศูรย์เห็นมารจริงจังจึงย้ำว่าเป็นแค่ความคิดของตนเองเผื่อไว้ “เด็กสำลักโลหิตพิษสีดำเหมือนทหารที่เฝ้าปากถ้ำ ท่านน่าจะเห็นสีของมัน ถ้าเด็กไม่ได้กระอักโลหิตเพราะถูกชาลวัชฌ์เหยียบก็อาจตายก่อนที่ข้ากับชาลวัชฌ์จะไปถึง จิตสังหารที่แผ่ออกมาจากถ้ำเข้มข้นมาก มากจนไม่น่าใช่จิตของเด็ก ต่อให้เป็นมารไปแล้วก็เถิด จิตที่เพิ่งรู้ความย่อมไม่มีประสบการณ์ความชั่วร้ายสะสมมากเช่นนั้น ให้บอกว่าถูกสิ่งชั่วร้ายสิงยังเชื่อง่ายกว่า”

            “จิตชั่วร้าย หรือพิธีกรรมนั่น...” บรรยากาศรอบกายปราภพพลันตึงเครียดกดดันมหาศาล ความน่าหวาดผวาของมารสำแดงออก แล้วสายตาคมกริบก็เพ่งมาที่ไอศูรย์ “เจ้าต้องกลับแดนสวรรค์ นี่เป็นปัญหาของหมู่มาร ไม่เกี่ยวกับเทพเจ้า”

            นึกจะผลักไสก็ไล่ห่างเชียวหรือ

            “อย่าห้ามข้าให้เสียแรง” ไอศูรย์ยิ้มโดยมิได้อวดดีแต่อย่างใด

            “ไม่ได้ห้าม ข้าเตือน อีกอย่างข้าเป็นห่วงตรีชฎา นางอยู่ในปราสาทอาจมีอันตราย ข้าจะไปอยู่กับนาง หากเจ้าไปด้วยคงไม่เหมาะ”

            ตรีชฎา...อดีตเทพสตรีที่ปราภพรับเป็นภรรยา

            สามีภรรยาอยากอยู่ใกล้ชิด ไม่ใช่กงการให้เทพเจ้าส่วนเกินเข้าไปขัด

            รอยยิ้มแฝงอารมณ์ที่ยากเกินอธิบายเสียแล้ว ไอศูรย์พยักหน้ารับฟังอย่างเข้าใจแจ่มแจ้งโดยดี หากแต่เบี่ยงสายตาหลีกลี้ พึงระลึกเสมอว่าตนไม่ใช่คู่ครองตามประเพณี การฉกฉวยสามีของผู้อื่นไว้ไม่ใช่สิ่งที่เทพเจ้าควรทำ

            มีสิ่งเดียวที่เขาทำได้...

            “รักษาตัวด้วย ขอให้ท่านปลอดภัย”

            ...คืออวยพร

            ปราภพคอยมองด้วยนัยน์ตาแห่งวังวนอันนิ่งสงบ คล้ายมารเห็นบางอย่างแม้ว่าไอศูรย์จะไม่สบตา ความเงียบกำลังกลืนกินหัวใจให้ต่างฝ่ายต่างกล้ำกลืนเก็บงำความรู้สึก จนปราภพกลัวใจอ่อนจึงละมือห่างจากกายของไอศูรย์แล้วใช้ม้วนคาถากลับปราสาท

            ไปแล้ว...

            ไอศูรย์ค่อยๆ หลับตาลงแผ่วช้า บางทีความเงียบก็ทำให้ตระหนักได้ว่าตนต้องเจ็บปวดมากเพียงใด ยิ่งเมื่อได้ใกล้ชิดและวันหนึ่งได้ห่างไกล... ก็เหมือนไอศูรย์ได้เห็นหัวใจของตนเองชัดเจนยิ่งขึ้น

            พอเสียทีเถิดหัวใจ

            ไอศูรย์สลัดเรื่องจอมมารออกจากหัว เร่งออกจากห้อง มองหาคน

            ลมด้านนอกปะทะเข้ามายามประตูเปิด บรรยากาศของหอพักหม่นคล้ายอยากหยอกล้อความรู้สึกของเขา ครั้นได้คุยกับบัณฑิตคนหนึ่งก็เพิ่งรู้ว่าสำนักทิพย์วิทยาเกิดโกลาหล ยันต์คุ้มภัยเสื่อม ห้องตำราของเมธาถูกค้น ไม่รู้ตัวผู้บุกรุกทั้งที่มีหลายคนถูกดักทำร้าย หัวหน้าสำนักกำลังเรียกประชุมเร่งด่วน

            เป็นไปได้อย่างไร

            ไอศูรย์รีบรุดมาห้องตำรา กวาดสายตามองแผ่นความรู้ที่แผ่ตามพื้น เขาเดาสิ่งที่ผู้บุกรุกกำลังตามหาได้ฉับไว

            ...มันกำลังหาวิธีปลดผนึกจิตมารของราชินีอัญญาวีร์

            ความแค้นของสตรียิ่งใหญ่คับฟ้า อดีตราชินีมนุษย์ผู้เคยอ่อนหวานเปราะบางกลายเป็นนางมารร้าย เรื่องราวเล่าขานสืบต่อจนเป็นนิทานเสียแล้ว ไอศูรย์ยังจำเหตุการณ์ตอนปราบนางได้ดี จะต่างจากนิทานก็ตรงที่มันไม่สนุกด้วยเลยสักนิด

            เขาปราบอัญญาวีร์ ทว่าไม่ได้ทำลายดวงจิต เพื่อความปลอดภัยเลยแยกจิตมารของนางผนึกไว้ในดิน ใต้ร่มไม้ ให้ความร่มเย็นของแผ่นดินช่วยชำระล้างไฟโทสะ ส่วนจิตวิญญาณอันบริสุทธิ์ก็ปล่อยให้เวียนว่ายตายเกิดตามการตัดสินของนรก หากมารสักตนตามหาจิตมารอันร้ายกาจของนาง มารตนนั้นคงคิดการใหญ่เอาเรื่อง เมื่อได้ไปครองก็โค่นจอมมารและจ้าวสวรรค์ได้เชียว

            ฝีมือของริปูอย่างนั้นหรือ?

            ไอศูรย์รีบเอ่ยคำสั่งเพียงลำพัง เป่าลมหายใจออกไปเป็นละอองทองระยับ ส่งนกน้อยปลุกเสกบินสู่แดนสวรรค์ แล้วผันกายกลับคืนเป็นจ้าวสวรรค์เข้าหอประชุมของสำนักทิพย์วิทยา หัวหน้าสำนักและอาจารย์ส่วนใหญ่ต่างมาประชุมเหตุฉุกเฉินกันที่นี่ ทำให้เขาไม่ต้องเสียเวลาไล่ตามหาให้วุ่น

            เมื่อปรากฏร่างงามสง่ารัศมีทองผ่อง เส้นผมสีทองสยายโดดเด่น ทั้งห้องประชุมพลันเงียบ อาจารย์ทั้งหลายหาได้ตกใจที่ไอศูรย์มา จ้าวสวรรค์มาช่วยยามมีทุกข์ร้อนบ่อนครั้ง ถือเป็นเรื่องปกติ แต่ที่เงียบสงบกันนี้ก็เพราะต่างเห็นว่าไอศูรย์ดูมีเรื่องสำคัญ

            “เมธาอยู่ที่ใด” ไอศูรย์ไม่พบเมธาก็รีบถาม

            “อยู่เรือนพยาบาลหลักไม่ไกล อริยะโดนคำสาปจากผู้บุกรุก เมธาไปช่วยตรวจสอบคำสาปอีกแรง” หัวหน้าสำนักตอบพร้อมลุกยืน ผายมือเชิญให้ไอศูรย์นั่งเก้าอี้แทนที่ตน

            “แน่ใจหรือว่าอยู่กับอริยะ” ไอศูรย์ยังยืนแช่อยู่จุดเดิม ไม่มีแก่ใจพัก

            “อาจารย์แพทย์สองท่านก็อยู่ด้วย ข้าแน่ใจ เวลานี้สำนักปลอดภัยระดับหนึ่งแล้ว คำสาปก็ไม่ร้ายแรงนัก คนอื่นๆ ปลอดภัยดี ไม่มีผู้เสียชีวิต”

            “ประมาทไม่ได้ท่านหัวหน้าสำนัก” ไอศูรย์ถอนหายใจ กระนั้นรัศมีรอบตัวก็ยังสงบเยือกเย็น เขาคลี่แผ่นกระดาษจากห้องของเมธาออกบนโต๊ะ “ดูบันทึกเก่าที่ถูกรื้อนี่เถิด พวกมันกำลังหาตัวผู้ผนึกจิตชั่วร้ายของราชินีอัญญาวีร์ ถ้าผู้รักษาผนึกตาย ผนึกจะคลายออก พลังของจิตชั่วร้ายมีมหาศาลเกินรับมือ เราจะปล่อยให้พวกมันคลายผนึกไม่ได้”

            ฮือฮากันทั้งหอประชุม

            ทุกตนรู้ว่าจิตชั่วร้ายของอัญญาวีร์น่ากลัว ขนาดผู้มีพลังสูงส่งอย่างจ้าวสวรรค์ยังปราบนางยากเย็น ยามนี้แม้แต่จ้าวสวรรค์ก็อ่อนแรงแล้ว จะเหลือใครเล่าปราบนางได้อีก

            “มารหาจิตชั่วร้ายพบแล้วหรือถึงกล้ามาตามหาตัวผู้ผนึก” หัวหน้าสำนักใคร่ครวญอย่างละเอียด ไม่ปล่อยตนเองแตกตื่น “ถ้ามารเข้าใกล้เขตที่ฝังผนึกไยไม่มีการแจ้งเตือนจากเทพารักษ์”

            ไอศูรย์เข้าใจในข้อกังขา ยังตอบความยามนี้ไม่ได้จึงอดใจรอก่อน

            ข่าวสารถูกส่งกลับมาเป็นทอดในรูปนกน้อยปลุกเสก บินมาเกาะปลายนิ้วของไอศูรย์ แล้วกลายเป็นแผ่นกระดาษ

            เทพารักษ์ในสถานที่ฝังผนึกแจ้งว่าจิตชั่วร้ายของราชินีอัญญาวีร์หายไปแล้วจริงๆ ไม่มีร่องรอยมารลอบเข้าเขตสักตน แต่มีพิธีกราบไหว้เทพารักษ์ซึ่งมนุษย์จัดทุกปีเมื่อหลายวันก่อน มิหนำซ้ำจัดเสียใหญ่โต คนแห่แหนร่วมงานมากผิดปกติ รวมถึงคนแปลกหน้าตางถิ่นก็มามากมายเกินคาดหมาย

            ในงานมีแค่มนุษย์...

            โดนเล่นงานแล้วหนอ ระวังกันแต่มาร ลืมระวังผู้มีกิเลสตัณหาครบทุกข้อเสียได้ ฝีมือมนุษย์ ในกลุ่มริปูมีมนุษย์ร่วมด้วย

            เทพารักษ์โทษตนเองยกใหญ่ หัวใจเจ็บช้ำเมื่อรู้ว่าตนถูกมนุษย์หักหลัง ไม่ขอรับเครื่องเซ่นไหว้สามร้อยปี สร้างกายหยาบให้ตนเองเป็นอย่างมนุษย์ ออกไล่สืบหาจิตมารของอัญญาวีร์กลับคืน

            เหล่าอาจารย์ในห้องประชุมมีสีหน้าเคร่งเครียด เรื่องคอขาดบาดตายจะมัวโอ้เอ้ไม่ได้ ข่าวความเคลื่อนไหวของริปูก่อนหน้าก็มีคนตายในแดนมนุษย์เพิ่มเกินนับนิ้ว ถึงอยากกวาดล้างกลุ่มก่อการร้ายแต่ก็ไม่อาจเข้าไปแทรกแซงในเขตมาร ริปูมักหลบซ่อนตัวอยู่ในแดนมาร

            “ก่อนอื่นห้ามเทพเจ้าชั้นสูงเข้าใกล้มาร” หัวหน้าสำนักเอ่ยนำ

            “นั่นคือแผนรึ” อาจารย์วิชาดนตรียังแคลงใจ

            “กันไว้ก่อน ถ้าพวกมันคลายผนึกสำเร็จ พวกมันจะต้องใช้พลังเทพชั้นสูงเพื่อกระตุ้นจิตชั่วร้ายอีกขั้น เราต้องกันพลาดท่าทุกวิธี”

            อืม... ไอศูรย์เองก็เห็นด้วย ไม่รู้ว่ามารมีอุบายใดก็กันไว้ทุกทางดีที่สุด

            ฉับพลันกลับมีภัยคุกคามมากระทบจิตของไอศูรย์ให้ซวนเซวูบ ไม่ได้ยินเสียงหัวหน้าสำนักอีก ความเข้มข้นของภัยสื่อผ่านผลึกดอกบ๊วยรุนแรง ไม่ใช่ลางดีนัก เขาต้องรวบรวมสมาธิเพ่งกระแสจิตไปยังจอมมารทันที

            แวบแรกที่จับสัมผัสได้ ปราภพกำลังเผชิญหน้ากับมารหนุ่มผู้ถือลูกแก้วสีดำ แก้วนิลกาฬ... ความชั่วร้ายรายล้อมรุนแรง น่ากลัวกว่าทุกครา มีเสียงวิญญาณโหยหวนในบริเวณคล้ายถูกสะกดกักขัง ทั้งที่เป็นสถานที่เดิมที่ปราภพเคยรักษาตัว ไม่นึกเลยว่าความเสื่อมทรามจะเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวภายในไม่นาน

            ที่แห่งนี้มันอะไรกัน?!

            อั่ก! ศีรษะของไอศูรย์ดั่งถูกบีบให้ปวดทรมานทุกขณะ มันไม่ได้มีแค่กลิ่นอายมารหนาแน่น กลับยังเต็มไปด้วยจิตชั่วช้าเสื่อมทรามที่อยากกลืนกินเทพเจ้าชั้นสูงในพริบตา

            “ผิดหวังนัก คิดว่าท่านจะพาจ้าวสวรรค์มาร่วมโลงด้วยเสียอีก” ความโอหังเปี่ยมในน้ำเสียงของมารหัวขบถ ตนนี้น่าจะเป็นหัวหน้าริปู

            “ไยเทพสูงส่งต้องมาพบมารต่ำช้าอย่างเจ้า” ปราภพดูแคลน

            หัวใจไอศูรย์สั่น

            ที่ปราภพไม่ยอมให้เขาตามมาด้วยเพราะแท้จริงแล้วมีอันตรายรออยู่

            “โธ่เอ๋ย ก็คงยอมมาเหตุผลเดียวกับที่ท่านต้องมา เพราะภรรยาเอกผู้ป่วยกระเสาะกระแสะของท่านอยู่ในเงื้อมมือข้า นางพยายามตายตั้งหลายหน ไม่ให้เป็นภาระท่าน ควรขอบคุณที่ข้าขัดขวางนางไว้ แล้วไม่ต้องห่วง ข้าไม่ได้ทำร้ายนางเลย ขอแค่ท่านเอาชีวิตของจ้าวสวรรค์มาแลก ข้าจะยอมปล่อยนางไป”

            ไยข้อต่อรองน่าเจ็บปวดนัก เหมือนไอศูรย์ต้องมาฟังว่าปราภพจะเลือกใคร ใครที่สำคัญมากกว่ากัน หากปราภพเลือกคนใดคนหนึ่ง แล้วความรู้สึกของอีกคนเล่าจะเป็นเช่นไร

            ในสถานการณ์คับขันผลึกดอกบ๊วยกลับแตกเป็นเสี่ยง แตกกระจายสลายไป ไม่ทานทนต่อความเลวร้ายที่กดดันหนาแน่นได้อีก ราวกับความเลวนั้นพยายามจะทะลุผ่านผลึกเข้าใส่จิตเทพ

            ไอศูรย์เกือบเอาชีวิตไปทิ้งโชคดีหัวหน้าสำนักช่วยดึงจิตกลับทัน กระนั้นร่างกายก็รับผลกระทบหนักทรุดนั่งหายใจหอบแทบพื้น เหงื่อไคลรินไหลทั่วเหมือนผ่านสนามรบหนักหนาสาหัสมา

            “แก้ว... ริปูมีแก้ว...นิลกาฬ” ไอศูรย์ฝืนพูดทั้งที่หอบ

            มันคือลูกแก้ววิเศษที่มารใช้กักเก็บพลังสวรรค์

            “ระวัง อย่าให้เทพถูกชิงพลังไปเก็บไว้ในนั้น” หัวหน้าสำนักย้ำ หอบไม่แพ้กัน

            “ไม่ ไม่ทัน” ไอศูรย์กล้ำกลืนความรู้สึกจนใจเอาไว้ “แก้วนิลกาฬมีตราเทพสมบูรณ์พร้อม พวกมันได้พลังที่ต้องการ...ครบแล้ว”

            เสียงฮือฮาครอบงำหอประชุมอีกหลายระลอก ยากที่จะสงบ

            “เป็นไปได้อย่างไร ระยะนี้ไม่มีเทพชั้นสูงล้มป่วย” หนึ่งในอาจารย์ผู้เป็นเทพชั้นสูงเอ่ยแย้งจากอีกฟาก

            ข้อนี้น่าคิด หากเทพเจ้าถูกชิงพลังยอมมีร่องรอยบ่งบอก และล้มป่วย เทพชั้นสูงทั้งหลายก็อยู่ครบครัน ไม่มีใครมีร่องรอยผิดสังเกตสักองค์

            ถ้าที่อ่อนแอก็มี...

            ทุกสายตาเลื่อนมามองไอศูรย์อย่างครุ่นคิด

            ตลกนัก! ไอศูรย์กล้าสาบานได้ว่าในแก้วนิลกาฬไม่มีพลังของเขาแน่นอน เพราะเขาไม่เคยมีพลังเหลือพอให้ประจุลงจนเต็มเลยสักที แม้แต่ยามนี้ก็ยังน้อยไม่ต่างจากเทพชั้นกลาง

            “ถ้าไม่มีเทพชั้นสูงถูกชิงพลังแล้วพวกมันเอาพลังไปจากที่ใด” อาจารย์อีกท่านตั้งคำถาม

            นั่นแหละปัญหา

            บนสวรรค์เองก็กำลังรวบรวมข้อมูลวุ่นวาย ยังไม่มีคำตอบ

            ไอศูรย์ไม่อยากใช้เวลาถกปัญหาต่อ ในเมื่อที่นี่มีบรรดาหัวกะทิช่วยกันคิดแล้วเขาจึงเดินหลบออกมา ตั้งใจมุ่งไปเรือนพยาบาล ถ้าได้เห็นว่าเมธาปลอดภัยดีก็จะได้รีบหาทางติดต่อจอมมาร บางทีจอมมารอาจอาจรู้แล้วว่าเรื่องทุกอย่างที่ริปูก่อเกี่ยวข้องโยงใยกันอย่างไร

            ฉับพลันกลับนึกบางอย่างขึ้นได้ บางอย่างที่ทุกคนต่างมองข้าม

            “ไม่มีเทพชั้นสูงถูกชิงพลังหรือ...” ไอศูรย์เดินช้าลงจนกลายเป็นหยุดฝีเท้า สายตาสงบเย็นสบตาหัวหน้าสำนัก “แต่เรามีเทพเจ้าที่สิ้นไร้พลังเทพ แล้วกลายเป็นมารตนหนึ่งไม่ใช่หรือ”

            ประเด็นนี้คล้ายจุดสายฟ้าให้ฟาดเปรี้ยงใส่เหล่าผู้ฟัง ตัวชากันสิ้น

            “เท่าที่ข้าตรวจร่างกาย อริยะไม่มีร่องรอย” อาจารย์แพทย์รายงานโดยเร็ว “จิตเทพของเขาไม่อ่อนแอลงเลย...ไม่สิ ตอนนี้เปลี่ยนเป็นจิตมาร”

            เปลี่ยนเป็นจิตมาร...

            วิธีเปลี่ยนมันเป็นอย่างไรแน่?

            ไอศูรย์ลูบคางครุ่นคิด แม้แต่จอมมารยังไม่เชื่อในวิธีของริปูเลย ซ้ำยังบอกว่าอาจไม่ใช่พิธีเปลี่ยนเทพเป็นมาร

            ถ้าไม่ใช่แล้วมันจะเป็นพิธีอะไรได้นอกจาก...!

            “โธ่ อริยะไม่ได้ถูกเปลี่ยนให้เป็นมาร!” ไอศูรย์เข้าใจทันทีเร่งพุ่งไปที่ประตู “จิตเทพถูกชิงพลัง อ่อนแอจนถูกจิตของมารตนอื่นแทรกแซงเข้ายึดร่างต่างหาก มันขโมยร่างและความทรงจำของเขาอยู่เราจึงดูไม่ออก มันแกล้งทำคำสาปเรียกให้เมธาไปติดกับแล้ว!

            อาจารย์ทั้งหลายตระหนกพร้อมพลัน รีบเผยพลังพุ่งทะลุกำแพงตามติดไอศูรย์ไปห้องพยาบาล ไม่มีใครมัวเสวนากันต่อ

            เรือนพยาบาลแทบพังพินาศ

            ไม่ใช่พังเพราะมารที่ยึดร่างของอริยะอาละวาดเลย มารตนนั้นยังไม่ทันลงมือ ไหวตัวหนีไม่ทันด้วยซ้ำ เป็นเหล่าอาจารย์ต่างหากที่ใช้พลังรัวๆ ทะลุผ่านเข้ามา ใช้อาคมเรียกอาวุธคู่กายพร้อมสรรพ ยามอาวุธปรากฏย่อมใช้พื้นที่ มีเบียดเบียนสิ่งรอบข้างบ้าง เรือนไม้พลอยสะท้านสะเทือน

            มารใช้แววตาของอริยะแสดงความขยาดต่อกองทัพอาจารย์สำนักทิพย์วิทยา พุ่งรวดเร็วฉวยโอกาสสังหารเมธาที่ข้างเตียงทันที มาถึงขั้นนี้เมธาก็ไหวตัวทันแล้ว ยกตำราหนากระแทกมีดอาบยาพิษออกไป เทพองค์อื่นก็ใช้อาคมคุมตัววายร้ายไว้ทันเช่นกัน จับตรึงกับเตียงพยาบาล

            “โธ่เอ๊ย!” มารโวยลั่นหัวเสียหนัก

            มารรู้ดีว่าสำนักแห่งนี้เคี้ยวยาก มารจะเข้ามาสืบความยังต้องมีอุบายแยบยลแทนการบุกทะลวง แต่ผลสุดท้ายก็ถูกจับลงอาคม ต่อให้มีปีกก็ไม่อาจบินหนี

            “ปล่อยข้า ไม่อย่างนั้นข้าจะกัดลิ้น!” เจ้ามารอวดดีร้องขู่

            “ไม่ใช่อริยะ?” เมธาเพิ่งมองออก ใบหน้าเฒ่ายับย่น

            “หึ! อริยะมันตายไปแล้ว ข้าจะทำให้มันตายอีกต่อหน้าเจ้า!

            เพี๊ยะ!

            อาจารย์แพทย์ตัดปัญหาโดยการตบยาสลบไปหนึ่งฝ่ามือ ไม่ใช่จิตอริยะก็ไม่เกรงใจอีก แล้วค่อยให้เจ้าหน้าที่ลากไปจองจำในห้องสอบสวนลงอาคม เตรียมการเค้นข้อมูลอย่างเอาเรื่อง ไม่มีอาจารย์ตนใจชอบใจที่ถูกลวง มิหนำซ้ำเจ้ามารร้ายนี่ยังหยามกันถึงขั้นมาลวงในสำนัก ลวงอาจารย์ผู้ทรงภูมิทั้งสำนัก

            เป็นกรรมของมารตนนั้นแล้ว

            ไอศูรย์ถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย แต่ก็โล่งใจที่เมธาปลอดภัย

            หัวหน้าสำนักเอ่ยขอบคุณและชื่นชมไหวพริบของไอศูรย์ไม่ขาดปาก มันก็เป็นเรื่องยากที่ไอศูรย์จะบอกว่ารู้ข้อมูลจากการใกล้ชิดจอมมาร เขาเลือกเงียบ ยามนั้นแท่นพิธีของแดนสวรรค์สำเร็จพอดี เทพหลายองค์รวมพลังส่งลำแสงคุ้มครองลงมาปกคลุมสำนักทิพย์วิทยาให้กลายเป็นเขตศักดิ์สิทธิ์

            ต่อไปนี้ต้องไล่แผนของริปูให้ทันแล้วสวนกลับเสีย

            ส่วนจอมมาร...

            ใจของไอศูรย์ห่วงกังวล ยามนี้เมธาปลอดภัย เขาก็ไม่อยากนิ่งเฉยต่อสิ่งที่เกิดกับจอมมารอีก แต่จะให้จ้าวสวรรค์วิ่งลุยไฟเข้าหาที่ตายอย่างโง่ๆ เพื่อบุรุษที่ตนมีใจ คงไม่ใช่สิ่งที่ควรทำ เพราะนอกจากเขาจะช่วยไม่สำเร็จยังเป็นการเอาอำนาจไปมอบถึงปากจิ้งจอกหิวโซอีกต่างหาก

            ทำอย่างไรดี ผลึกดอกบ๊วยซึ่งเป็นเครื่องรางคุ้มครองด้วยก็พังแล้ว ไม่รู้ว่าจอมมารเป็นตายร้ายดีอย่างไร ฟานก็ไม่อยู่ในสำนัก

            “มารร้ายไม่ยอมปริปากพูดสักคำขอรับ” คำรายงานแทรกเข้ามาในเรือนพยาบาลเป็นระยะ

            ทุกคนพยักหน้าตามกัน ไม่มีท่าทีว่าอาจารย์คนใดจะยอมกลับไปพักผ่อนก่อน ตอนนี้พวกริปูรู้แล้วว่าต้องสังหารเมธาเพื่อคลายผนึก ไม่นานพวกมันคงส่งคนอื่นลอบเข้ามาจัดการ ทว่ากองกำลังพยัคฆาแห่งสำนักทิพย์วิทยาทั้งหลายตื่นเต็มที่แล้ว หนูสักตัวลอบเข้ามาย่อมหนีไม่พ้นกงเล็บ

            “เราต้องเจรจากดดันจอมมาร” เสียงหนึ่งเสนอแนะ

            ไอศูรย์เอนกายพิงพนักเก้าอี้อย่างไม่สบายใจ ชายตามองไปยังตัวผู้เสนอ “ไยต้องกดดันจอมมาร หากเขาไม่ได้เป็นพวกเดียวกับริปูเล่า”

            “หากจอมมารไม่ใช่ริปู เขาก็คงจะถูกริปูฆ่าในไม่ช้า ไม่มีมารตนใดเป็นใหญ่เหนือจอมมารได้หากไม่ฆ่าจอมมารตนปัจจุบันทิ้งเสียก่อน”

            ฆ่ารึ

            ไอศูรย์กำมือเอาไว้แน่น ปิดซ่อนความเป็นห่วงเอาไว้เกือบไม่มิด เริ่มนึกถึงถ้อยคำของจอมมารที่เคยบอกว่าหากตนเป็นอะไรไป ให้จ้าวนรกมาปกป้องเขาแทน เขามัวแต่มองว่ามันเป็นไปไม่ได้จนพาลมองข้ามความหมายที่แท้จริง ทบทวนดูแล้วมันแทบไม่ต่างจากการบอกลา

            ปวดแน่นในอกนัก รุ่มร้อนใจอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน เหมือนมีไฟร้อนเผาจนไม่อยากนั่งนิ่งต่อ จอมมารไม่เคยทรยศเขา แต่กำลังถูกมารด้วยกันทรยศอีกครั้ง แค่คิดว่าเขาเป็นเครื่องมือให้ริปูฆ่าจอมมารได้ก็เจ็บปวดเกินจะยอมรับ

            ไม่สิ เขาไม่ยอมให้มันเป็นอย่างนั้นเด็ดขาด

 




ต.ใต้ต้นตาล : ทีนี้ก็เข้าใจชื่อตอนว่าทรยศแล้วใช่ไหมคะ (แฮ่) แอบตั้งให้เขวเล่นแต่ใครทรยศใครต้องอ่านให้จบบทถึงรู้นั่นเอง~ เพิ่มบทให้มารที่สิงอริยะนิดๆ (แต่ค่าตัวไม่เพิ่ม ๕๕๕)

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 222 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

526 ความคิดเห็น

  1. #504 Ruruka Buta (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 27 มกราคม 2562 / 14:37
    อยากให้จ้าวสวรรค์พลังฟื้นคืนร้อยเปอร์ จะได้สำแดงเดช ช่วยจอมมารได้
    #504
    0
  2. #411 ฺBedroom (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2561 / 19:37
    จอมมารรรรรรรร อย่าเป็นอะไรไปนะ
    #411
    0
  3. #361 กาลเวลา ไม่อาจกั้น (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2560 / 08:40
    เห็นชื่อตอน แทบจะกดข้าม แง้งง
    #361
    1
    • #361-1 จินต์ ลี.(จากตอนที่ 9)
      20 ตุลาคม 2560 / 10:17
      แฮ่ ถ้ากดข้ามอาจพลาดอะไรดีๆ ก็ได้นะคะ คนอ่านสู้ๆ >< .
      #361-1
  4. #272 Blueheart (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 10 กรกฎาคม 2560 / 01:57
    ในที่สุดเราก็ได้อ่าน หลังจากดองไว้นานเพราะต้องอ่านหนังสือสอบ บอกตามตรงว่าเริ่มลืมชื่อตัวละครแล้ว5555 เดี๋ยวคงต้องย้อนไปอ่านตั้งแต่ต้นใหม่อีกครั้ง
    #272
    1
    • #272-1 จินต์ ลี.(จากตอนที่ 9)
      12 กรกฎาคม 2560 / 19:11
      ยินดีต้อนรับเสมอจ้า
      #272-1
  5. #259 ทิกเกอร์แอล (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 8 กรกฎาคม 2560 / 11:14
    เรานี่กดเข้ามาก็มาเจอแจ้งเตือนอัพนิยายแล้วตลอดเลยค่ะ ฮืออออออออออ นี่ขนาดไม่ค่อยได้เข้าเด็กดี ฮ่าาาาาาา
    ยอมรับว่าลำเอียงสุดๆ แบบเข้าข้างชาลแบบไม่ปิดบัง แต่เราก็ชอบท่านไอนะคะ ชอบน้อยที่สุดเลยคงฟิลพระเอกแบบจอมมาร คือหมั่นไส้อะ หมั่นไส้ 
    แต่ทุกคนก็มีเหตุผลเป็นของตัวเองเนอะ จะทำอะไรให้บรรลุผลลัพธ์ที่ตั้งไว้ โดยเลือกวิธีการที่คิดถึงคนอื่นให้น้อยที่สุดหรือมากที่สุด ก็แล้วแต่ตัวเองจะช่างใจ เพราะฉะนั้น เราเลยสิงฝั่งชาลค่ะ 55555555555 ก็แบบอยากตีท่านไอตรงที่คิดถึงคนอื่นเสียทุกอย่าง อยากตีชาลตรงที่ไม่คิดถึงคนอื่นเลย น่าจับสองคนนี้มารวมกันแล้วหารสองจริงๆ 
    #259
    0
  6. #249 chem1799 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 6 กรกฎาคม 2560 / 19:41
    สนุกมากๆเลยค่ะ เนื้อเรื่องเข้มข้น แผนการแต่ละอย่าง คงามรู้สึกของตัวละคร ชอบมากเลยค่ะ
    #249
    0
  7. #245 tungminpe (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 6 กรกฎาคม 2560 / 15:09
    มันส์มากกกกกกก
    #245
    0
  8. #244 Mononame (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 6 กรกฎาคม 2560 / 14:45
    ในที่สุดเธอก็มา
    #244
    0
  9. #243 donejaija (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 6 กรกฎาคม 2560 / 14:41
    เรื่องจะหักจะโค้งยังไงก็ได้ ขอแค่แฮปปี้เอนดิ้งก็พอ
    #243
    0
  10. #242 Janinosuka Misukuni Yasiasat (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 28 มิถุนายน 2560 / 02:06
    ติดตามมมม รอออนไลน์กะรอ หนังสือก็จะรอ... สู้ๆน้า สนุกมากฉีกกฎจอมมารได้อบอุ่นมาก เราชอบเรื่องนี้จริงอ่านสนุกจนหยุดไม่ได้เลย ปมแต่ละคนนี่ก็ปวดหัวไม่ใช่น้อยเลย
    #242
    0
  11. #239 lormay (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 9 มิถุนายน 2560 / 14:42
    เป็นกำลังใจให้นะคะ

    กำลังลุ้นๆ สนุกมากเลย

    เวอร์ชันรีไรท์นี่เพิ่มความดราม่าน่าติดตามไปอีก++

    ปล.ชอบเทพนกยูง อะไรนะ ไก่ฟ้าเหรอ คือมีความเเป็นราชินี ^^
    #239
    0
  12. #238 Love_secert (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 9 มิถุนายน 2560 / 14:03
    เรื่องนี้ไว้ใจใครได้บ้าง ขออย่างเดียวอย่าจบแบบหักมุมจนคนอ่านยังต้องเงิบ
    #238
    0
  13. #236 I.amNanna (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 8 มิถุนายน 2560 / 00:25
    รอนะคะ สู้ๆ
    #236
    0
  14. #235 พัดลม (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 7 มิถุนายน 2560 / 17:34
    ชอบเรื่องนี้ดีต่อใจมากเลย ตอนนี้รู้สึกตื่นเต้นไปหมด ไม่รู้ว่าจอมมารจะโกหกหรือพูดความจริงกันแน่ เดาไม่ออกเลย สงสารเด็กน้อยเค้าตายแล้วจริงๆเกรอค่ะ เสียใจ ชอบภาษาเรื่องนี้มากค่ะ อ่านแล้วไหลลื่นมาก เข้าใจง่ายด้วย นักเขียนสู้ๆนะค่ะ
    #235
    0
  15. #234 อาภัสสรา (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 7 มิถุนายน 2560 / 10:51
    อ่านแบบคนรู้ความน่ะขอรับ. ที่เพิ่มมาทำให้เรื่องสมบูรณ์ขึ้นมากเลย. ของเดิมก็ดีนะ. ไม่มีที่ติหรอกแต่ผู้แต่งอยากเติมแล้ว กลายเป็นนิยายเต็มๆอีกเรื่อง. ก็ชอบครับ. มีความหวานเติมมาเป็นระยะๆ(สาววายตรงนี้ บิดมือ บิดนิ้วด้วยความฟิน)

    ไปเก็บตัว ที่ดาวเอวากรกันดีมั้ย. จะรับน้องฟานไปเพาะพันธุ์ที่นู่นด้วยล่ะ
    #234
    0
  16. #231 อาภัสสรา (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 29 พฤษภาคม 2560 / 06:25
    เพิ่มอะไรๆอีกแยะนะครับ. ช่วยให้. ตอนท้ายที่เคยเขียนไว้สมบูรณ์ขึ้น. มั่นใจว่าไม่มาม่าเพราะผู้แต่งเองก็ยังอยากให้ความหวังดีๆกับผู้อ่านเนอะ. จาเอาน้องฟาน
    #231
    0
  17. #230 I'm a devil (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2560 / 19:20
    อยากย้ายทีมมากก หวั่นมาม่าแรง//สู้ๆค่ะ
    #230
    0
  18. #229 Merrychrista (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2560 / 15:34
    ติดตามเรื่อยๆค่ะ ^^
    #229
    1
    • #229-1 จินต์ ลี.(จากตอนที่ 9)
      28 พฤษภาคม 2560 / 18:45
      ขอบคุณมากๆ เลยค่ะ ^ ^
      #229-1
  19. #228 I.amNanna (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2560 / 06:00
    อืมมมมม ทีมจ้าวนรกได้มั้ย5555555
    #228
    1
    • #228-1 จินต์ ลี.(จากตอนที่ 9)
      28 พฤษภาคม 2560 / 18:45
      ได้ค่ะ แต่เปลี่ยนใจเมื่อไหร่ก็โทรจิตมาหากันนะคะ > < ขอบคุณที่ติดตามค่ะ
      #228-1
  20. #227 อาภัสสรา (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2560 / 16:57
    ไม่เป็นไรครับ เขียนได้แค่ไหนก็แค่นั้น. (บังเอิญอ่านหลายรอบ). คนพึ่งมาอ่านก็ลุ้นกันหน่อยนะอิ๊. อิ๊



    เสียดายไม่มีบทน้องฟานอีก
    #227
    1
    • #227-1 จินต์ ลี.(จากตอนที่ 9)
      28 พฤษภาคม 2560 / 18:43
      ขอบคุณค่ะ
      ฟานต้องเรียนงายยยย แฮ่
      #227-1