[Yaoi] เทพเจ้ากับสุราจอมมาร -- จบ

ตอนที่ 7 : ๗ เค้าลางจากอดีต

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6,349
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 258 ครั้ง
    16 ก.ค. 60

 

๗ เค้าลางจากอดีต

            ภัยพิบัติสงบลง ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใด

            อาจารย์และบัณฑิตหัวดีนิ่งตรองก่อนจะมองเทพเฒ่าเมธาเป็นตาเดียว ใจกลางหายนะคือห้องพักสหายของเมธาไม่ผิดแน่ เขม่านรกคลุ้มคลั่งรุนแรง คงมีจ้าวนรกผู้เป็นดั่งฝันร้ายก่อเหตุ เอาแต่ตนสนุก จ้าวนรกเคยสนใจว่าใครจะเดือดร้อนเสียที่ไหน ทว่าก็สงบสันติประหนึ่งว่าไม่เคยมีเค้าลางเลวร้าย

            ลมที่โชยพัดออกมาสงบเยือกเย็นแฝงไออุ่น คล้ายบอกกล่าวว่ามีผู้ใดกำลังห่วงใยอีกผู้หนึ่งด้วยใจลึกซึ้งอยู่ภายในนั้น

            ใครกันทำให้จ้าวนรกสงบลง จ้าวสวรรค์หรือ?

            เมธาเหลือบตามองฟานที่กำลังกลับคืนรูปกายมนุษย์ ฟานแอบอยู่หลังต้นไม้ ชะโงกศีรษะโบกมือมาให้ มิหนำซ้ำหน้าละอ่อนยังยิ้มเจ้าเล่ห์

            ร้องไห้หยกๆ ยิ้มได้แล้วเจ้าฟานน้อยนั่น... น่าตีนัก! ไม่สิตีไม่ได้ ต้องฟาดมะเหงกลงกลางกบาล การที่ฟานดูกรุ้มกริ่มเช่นนั้นหรือว่า...!

            เทพเฒ่าหันมองหอชั้นสอง ไม่เห็นห้องลึกเข้าไปด้านในแต่พอเดารู้

            จ้าวสวรรค์คงรับมือจ้าวนรกไม่ไหว หากเป็นจอมมารก็อาจ...

            “มันเป็นใคร!” กายกำยำสีคล้ำมาแผดเสียงลั่นอยู่ข้างเคียง เนตรเพลิงโลกันตร์แทบจะแผดเผาผู้อยู่ใกล้ จ้าวนรกอยากไปเสพสำราญกลับต้องหวนมาด้วยโทสะเปี่ยมล้น ต่อให้ยังไม่เห็นหน้ามันผู้นั้น จ้าวนรกก็เกลียดชังผู้ที่ทำให้เขม่าพิษสงบได้สุดหัวใจ สุดชิงชังเมื่อรู้ว่าเขม่าพิษถูกช่วงชิงไปจากเทพเจ้าที่ตนฝากฝังไว้

            การปรากฏตัวด้านนอกของจ้าวนรกทำเอาเมธาและผู้อื่นตกตะลึงตามกัน เริ่มจับต้นชนปลายไม่ถูก

            หากเจ้าของเขม่าพิษอยู่นี่ แล้วเขม่าพิษเล่าอยู่กับใคร?!

            อาการคลุ้มคลั่งที่เกิดนั่น...

            “หรือท่านเอาเขม่าพิษไว้ที่เขา!” เมธาขุ่นเคืองเท่าทวี พลังเทพกระพือซ่านกระแทกออกจากกาย มีเพียงแง่ร้ายที่คิดออกยามเจอหน้าบุรุษผู้เห็นแก่ตัวที่สุดจากแดนนรก เขม่านรกจะทนอยู่ในกายจ้าวสวรรค์ได้อย่างไร ธาตุพลังปรปักษ์ตีกันมีแต่ยิ่งปั่นป่วนทรมานไม่จบสิ้น

            “เมธา?” จ้าวนรกเกือบจำเมธาในร่างเฒ่าไม่ได้

            “ท่านเหิมเกริมเกินไปแล้ว ถึงกับทำร้ายผู้ที่เรียกท่านว่าสหาย”

            “แต่ก็มีมือบอนมายุ่งกับของของข้า มันต้องไม่ตายดี” จ้าวนรกหาได้ใส่ใจเมธาอีก ก้าวเท้าอาดๆ รีดเค้นความน่าสะพรึงของนรกให้แผ่กว้างประดุจเพลิงกัลป์จะลุกโชน เนตรเพลิงระอุคั่งแค้น กลิ่นไอมอดไหม้รายล้อมกายแกร่งสีคล้ำหนาแน่นขึ้นทุกขณะ

 

            ไอศูรย์ต้องพักผ่อนจึงหลับไปแล้ว หลับสบายใจเกินเหตุ มิได้สะทกสะเทิ้นเลยว่าอยู่ในห้องสองต่อสองกับผู้ใด

            ควรดีใจใช่ไหม ที่เทพเจ้าไว้ใจมารถึงเพียงนี้...

            ปราภพถอดเสื้อคลุมของตนห่มให้ ลูบเส้นผมสีทองอีกสองที ครั้นจ้องมองเทพเจ้านิทราก็คิดเสน่หา ถึงแม้รูปภายนอกของภัพแสนจะอัปลักษณ์ ไร้ความเย้ายวน กิเลสมารย่อมมีหนักข้อกว่าที่จะสนใจเพียงเปลือก อยากได้ก็คืออยากได้

            สองแขนแกร่งอุ้มตัวอีกฝ่ายลักพากลับปราสาททมิฬตามใจตนทันที

            ห้องนอนกว้างใหญ่ไร้กลิ่นไอของผู้อื่น ม่านแดงช่วยทำให้แสงจากด้านนอกหม่น ผืนผ้ากำลังคลอพลิ้วตามลม ปราภพวางตัวเทพเจ้าลงบนเตียงนอนแล้วเทพเจ้าก็ยังนิทราสงบนิ่ง สงบดั่งบำเพ็ญเพียรด้วยการหลับใหล ถูกล่วงเกินริมฝีปากหนึ่งจูบก็ยังคร้านจะตื่น

            ปราภพไม่ได้คิดจะรังแกเทพเจ้าหลับ

            ไม่...ยังไม่ใช่ยามนี้

            กายสูงใหญ่จึงยืนพินิจพิจารณาเงียบเชียบอยู่ข้างเตียง เอื้อมมือลูบผมสีทองอย่างถนอม ไม่รู้ว่าลูบแรงไปหรืออย่างไร เส้นผมทองของอีกฝ่ายถึงยาวออกมา สยายเงางามราวกับผมของเทพสตรีในค่ำคืนชวนถวิลหา ละอองทองคำแผ่ล้อมกายเป็นสายอบอุ่นอ่อนโยน ทว่ากายนั้นยังเป็นบุรุษ รูปงามสง่าต้องใจกว่ายามเป็นเทพเจ้ายาจกนัก ผิวพรรณผ่องด้วยรัศมีทองสูงศักดิ์ หาได้เป็นสีหมองกระดำกระด่าง

            ...จ้าวสวรรค์!

            ได้เห็นร่างแท้ตรงหน้า ปราภพปวดศีรษะเฉียบพลัน แขนขวาสะบัดสร้างดาบจากเงามืด เงื้อแทงลงไปที่กายเทพหมายเข่นฆ่า มือซ้ายขัดแย้งรีบจับไหล่ขวาตนกระชากไหล่หลุด ดาบหล่นพื้นแตกสลาย

            โลหิตไหลอาบจากแขนที่ห้อยต่องแต่ง หยาดหยดลงพื้นเป็นดวงๆ ยิ่งหยดหนาก็แทบกลายเป็นธารแดง

            ปราภพข่มสติ กัดฟันกรอดจับแขนขวาแสนกระหายการฆ่าฟันเอาไว้แน่น ก้าวถอยห่างโดยไม่มองร่างผู้นิทราบนเตียงอีก ใจดุจผาหินคล้ายมีรอยรวดร้าวหนัก ความจริงเริ่มเสียดแทงได้อย่างเจ็บปวด ทำได้เพียงถอยห่างแม้มองก็ยังไม่ได้

            ...จ้าวสวรรค์จริงหรือ

            เฝ้าภาวนามาตลอด...เป็นเทพสูงส่งองค์ใดก็ได้ ยาจกอัปลักษณ์เพียงใดก็ได้ ยอมเชื่อทั้งสิ้น ขอเพียงแค่...ไม่ใช่จ้าวสวรรค์ แค่นั้น...

            ก็ยังมิได้

            ทั้งที่ภาวนาหมดกายใจกลับถูกสวรรค์เล่นตลก โหดร้ายนัก

            ปราภพพยายามสะกดกลั้นจิตมารเอาไว้ในเงามืดอย่างเงียบงัน

            กลิ่นคาวเลือดโชยปลุกให้ไอศูรย์รู้สึกตัวตื่น ขยับลุกขึ้นนั่ง เส้นผมสีทองทิ้งตัวพาดกายที่ยังสวมชุดเดิม ปลายยาวยังแผ่สยายบนเตียงนอน นัยน์ตาแห่งสวรรค์ที่ควรมองตนเองก่อนถูกกลิ่นเลือดดึงดูดให้มองไปยังอีกตน

            ทางที่จอมมารยืนนิ่งเงียบมีรอยเลือดหยดมากมาย

            ...เลือด!

            ไอศูรย์พุ่งลงจากเตียงทันที ระยะทางใกล้แต่เขาก็ยังก้าววิ่ง

            “อย่าเข้ามาใกล้!” จอมมารตะคอกโดยไม่หันมามอง

            วิ่งอีกแค่สี่ก้าวก็จะถึงตัวแล้วแท้ๆ ไอศูรย์กลับต้องชะงักค้างกลางทางอย่างไม่เข้าใจ เจ็บแปลบเสียด้วยซ้ำ พอมีเวลามองตัวเองจึงเห็นความจริง กายของเขาในยามนี้กลับคืนเป็นจ้าวสวรรค์เสียแล้ว เปลือกนอกแสนหลอกลวงเสื่อมสลาย เหลียวมองบานกระจกเงาก็ยิ่งสะท้อนตัวตนของเทพเจ้าผู้โป้ปดมายาวนาน

            ไอศูรย์ใจหาย

            “ท่านโกรธที่ข้าปด...” เสียงก็แทบจะแหบหาย

            “ไม่ใช่ อย่าเพิ่งเข้ามาใกล้ข้า...เพื่อความปลอดภัยของเจ้าเอง” จอมมารกล่าวโอนอ่อนลงปลอบโยน แต่ก็ไม่ยอมหันมาลูบศีรษะอย่างเคย “จ้าวสวรรค์เป็นเป้าหมายสังหารสูงสุดของกลุ่มริปู ข้าเคยอยู่กลุ่มนั้นมาก่อน เลยถูกคำสาบานครอบงำให้ต้องคอยไล่ล่าอุดมการณ์อย่างหิวกระหาย”

            จอมมารบอกเหตุผลเพื่อให้ไอศูรย์สบายใจ ว่านี่ไม่ใช่การโกรธเลย

            ...ไม่โกรธก็อย่าเบือนหนี ถูกเอาใจใส่อยู่ฝ่ายเดียวเช่นนี้ใครจะชอบเล่า ไอศูรย์ก้าวเดินต่อด้วยฝีเท้าเงียบเบา เอื้อมมือดึงหลังเสื้อของปราภพให้ถอยหลังมายืนตรงแสงสว่าง เขาอยากเห็นอีกฝ่ายให้ชัดเจนว่าเจ็บที่ใดบ้าง สาหัสมากน้อยเพียงใด

            “กลุ่มริปูเงียบหายนานแล้วมิใช่หรือ” เขาเอ่ยถามไปด้วย

            “พอมีชีวิตอยู่ยาวนานข้าก็หน่ายการเข่นฆ่า ตัดสินใจวางมือแล้วผนึกเจตจำนงริปูเอาไว้ ทว่าภัยพิบัติยามที่ลูกของเราเกิดมีพลังของข้าแผ่ซ่านออกมาด้วย ผนึกพลอยถูกปลด พวกมารที่ยังบูชาเจตจำนงริปูได้ขโมยมันไปซ่อนไม่ให้ข้าทำลาย เจตจำนงเลยแผลงฤทธิ์ต่อผู้ที่เคยให้คำสาบาน ข้าก็กลัวว่ามันจะเป็นอันตรายต่อลูกของเราด้วย”

            ลูกของเรา...

            คำนี้ย้ำเตือนความหวั่นไหวของไอศูรย์เหลือเกิน คล้ายเป็นสิ่งเชื่อมความรู้สึกของเขากับจอมมารให้คล้ายกัน

            เขาไม่อยากหลอกลวงหรือทรมานใจอีกฝ่ายต่อแล้ว

            “ชื่อข้าคือไอศูรย์ หากท่านไม่พอใจจะมองจ้าวสวรรค์ ข้าจะอยู่ในรูปของภัพแทน” เทพเจ้ายอมจำแลงกายงามสง่าให้อัปลักษณ์ เป็นเพียงบุรุษไร้เสน่ห์ที่ยืนอยู่เคียงข้างแต่ห่วงใยจอมมารไม่น้อย

            จอมมารยกมือปรามไม่ให้ไอศูรย์รักษาแขน กลับใช้มือกำยำของตนดึงไหล่หลุดกลับคืนที่เองเพียงออกแรงกึกเดียว พลังมารโชยควันล้อมหัวไหล่ แผลเนื้อฉีกเริ่มประสานตัว โลหิตหยุดหลั่ง ถึงกระนั้นก็ยังต้องยอมให้ไอศูรย์สำรวจดูอีกทีว่าไม่เจ็บอันใดแล้ว

            ทั้งสองเงียบเชียบ ความจริงของฐานะเผยออกคงทำให้ความคิดและบรรยากาศเก่าก่อนเปลี่ยนแปลง คงยากจะทำตัวเช่นเดิมได้ในทันที

            “ท่านปราภพ” เป็นไอศูรย์เอ่ยก่อนอีกครั้ง “ข้ามีเรื่องที่ต้องรบกวนท่านสักหน่อย ข้าอยากอยู่ด้วยยามที่ท่านใช้วิธีเปลี่ยนเด็กสายเลือดต้องห้ามเป็นมารโดยสมบูรณ์ พอจะอนุญาตได้หรือไม่”

            “ข้ารู้ว่าเจ้าเป็นจ้าวสวรรค์แล้วภัพ” จอมมารเตือน “ไม่สิ ไอศูรย์ สัตย์สาบานของริปูอาจครอบงำข้าอีก ข้าอาจทำร้ายเจ้า”

            จ้าวสวรรค์ถูกปฏิเสธ...

            “ไม่สะดวกหรือ” ไอศูรย์แอบขมขื่นผิดหวัง ค่อยๆ หมุนตัวมองนอกหน้าต่างโดยหันหลังให้อีกฝ่าย “รู้ไหมการที่ท่านบอกว่าข้าช่างเจรจา แสดงว่าข้าช่างคิดช่างสรรหาคำมาพูด หากคิดเป็นย่อมไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคง่ายดาย ข้าควรรบเร้าต่อใช่ไหม...จนกว่าท่านจะใจอ่อน”

            “เจ้ากำลังดื้อต่อคำเตือนของข้า”

            พลังมารน่าพรั่นพรึงกระตุ้นให้เทพเจ้าเสียวสันหลังวาบ ไอศูรย์อยากหันกลับไปมอง แต่เกรงพูดได้ไม่เต็มปาก กลัวหัวใจตนเองเจ็บปวดยิ่งกว่านี้

            “ข้า...ทำเพื่อลูก...” ไอศูรย์หลุบตาลง น้ำเสียงอ่อนลงโดยไม่รู้จะใช้เหตุผลใดอีก “หากวิธีของท่านแก้หายนะสายเลือดต้องห้ามได้จริงๆ ลูกก็จะกลับมาอยู่ที่นี่ได้อย่างเด็กปกติทั่วไป ด้วยฐานะของข้าคงไม่อาจเชื่อใจมาร ข้าไม่ได้ร่วมมือเพราะเห็นท่านเป็นจอมมาร แต่เพราะท่านเป็นพ่อของลูกข้า หัวใจของบุพการีคงรู้สึกไม่ต่างกัน...ใช่ไหม”

            เขาพูดสิ่งที่อยากพูดออกไป ไม่รู้จอมมารจะคิดอย่างไร

            จะโกรธหรือไม่...

            รอฟังเสียงตอบด้วยความอัดอั้นทรมานใจ ไม่มีคำตอบใดตอบกลับมาเลย ทว่าร่างกายกลับค่อยๆ ถูกโอบกอดปลอบประโลม ความอึดอัดทรมานถูกสัมผัสอุ่นละมุนกะเทาะออกเพียงกอดเดียว เพียงแค่เอนหลังซบกับกายแข็งแกร่งดั่งภูผาฤดูใบไม้ผลิ ก็ราวกับว่าอีกฝ่ายยอมเป็นที่พักพิงให้อยู่เสมอ ไม่ใช่เพิ่งเป็นยามนี้ แต่ยินยอมเป็นให้มาตลอดตั้งแต่แรกรู้จัก

            ใครเลยจะรู้ว่ามารอ่อนโยนต่อเทพเจ้าได้มากเพียงใด

            มันมากเสียจนหัวใจของเทพเจ้าอ่อนไหว...

            “ดีต่อข้าอย่างนี้ไม่กลัวจ้าวสวรรค์หลงชอบท่านหรือ” ไอศูรย์ยอมอยู่นิ่งให้กอด ทั้งกายใจราวกับอ่อนไหวด้วยความอบอุ่นของอีกฝ่ายไปทั้งหมดแล้ว

            จอมมารไม่ได้ตอบสิ่งใด เพียงแต่จูบลงมาที่ข้างศีรษะ

            “บางที...ข้าอาจ...ชอบท่านแล้วก็ได้” ไอศูรย์สารภาพ

            นัยน์ตาสีดำสนิทไร้ชีวิตนิ่งงันเจือความน่ากลัวอยู่เล็กน้อย ไร้ความรู้สึกใดโต้ตอบ ขัดกับมุมปากที่ยกยิ้มเพียงนิดก็สั่นใจให้เทพเจ้าสะท้าน หัวใจเต้นโครมคราม ไอศูรย์หน้าร้อนผ่าว เริ่มตระหนักในสิ่งที่เผลอพูดออกไป เขาอาจตัดสินใจผิดมหันต์ คืนคำคงมิทัน ตัวถูกอีกฝ่ายช้อนอุ้มกลับมานอนบนเตียงนุ่มก่อนที่จะตั้งสติได้เสียอีก เตียงยวบตัวตามน้ำหนักกดทับแทบทำหัวใจเขาอ่อนยวบยาบตาม

            ...จะทำเช่นนั้นกันรึ?!

            เขาแค่หวั่นไหว หาได้พร้อม กระนั้นก็ทำอะไรไม่ถูก หัวใจขบถเสียจนร่างกายเชื่อฟังอีกฝ่ายมากกว่าตนเอง

            กายแกร่งนั่งอยู่ด้านข้างมิได้คร่อมทับ จ้องมองลงมาด้วยสายตาที่เดาใจยากเย็น ไอศูรย์เดาไม่ออกเลยว่าจะเป็นท่าใดกัน การร่วมกิจของบุรุษด้วยกันจะรู้สึกเช่นใด ไม่ใช่ว่าน่าขนลุกขนพองทั้งคืนเลยหรือ ดื่มสุราก่อนสักขวดคงดี เขาคงกล้าทำตัวไร้ยางอายบนเตียงได้โดยไม่ต้องฟุ้งซ่านเช่นนี้

            ละอายในความเป็นบุรุษของตนเองนักที่ยินยอมเป็นฝ่ายถูกเชยชม

            ยิ้มเช่นนั้นอีกแล้ว...

            จอมมารยิ้มก่อนจะจูบลงมา...ที่หน้าผาก? มิใช่ที่ปาก? ดึงผ้ามาห่มให้

            “เอาล่ะ หลับเถิด”

            หือ? ไอศูรย์นอนกะพริบตาอย่างไม่แน่ใจในสิ่งที่ได้ยิน นี่เขาอุตส่าห์เตรียมใจแทบตาย ตื่นเต้นรอแทบตาย จอมมารผู้นี้กลับบอกให้เขาหลับ พอรู้ว่าเขาเป็นจ้าวสวรรค์เลยไม่ทำหรือ

            “ร่างกายเจ้าอ่อนแอ” ปราภพบอกเมื่อเห็นเขาทำสีหน้าปั้นยาก คับคล้ายว่าจอมมารจะลอบขำท่าทางค้างของเขาอยู่ในที “เอาไว้รอให้เจ้าต้องการข้ามากกว่านี้”

            ฝันเถิด! ไม่มีทางอีกแล้ว!

            ไอศูรย์พลิกตัวนอนตะแคงหันหน้าแดงก่ำไปอีกด้าน เป็นจ้าวสวรรค์ต้องมาสิ้นท่าเสียหน้าใหญ่หลวงบนเตียงจอมมาร รู้ไปถึงไหนอายหัวมุดดินไปถึงนั่น

            “เจ้าใช้พลังเกินตัวจำไม่ได้หรือ” ปราภพลูบศีรษะเขาหนึ่งทีก่อนละไปจุดธูปสมาธิ “ตัวเจ้าแทบไม่ต่างอะไรจากมนุษย์ธรรมดา ส่วนข้าเก็บเขม่าพิษจากนรกไว้ ขืนบุ่มบ่ามทำเช่นนั้นเจ้านั่นแหละจะแย่ ใช่ว่าข้าไม่อยากกอดเจ้า”

            กายไม่มากอด คำพูดกลับรุกล้ำโอ้โลมไม่หยุดหย่อน

            ไอศูรย์ถอนหายใจยาว ได้กลิ่นธูปโชยมาอ่อนๆ ธูปสมาธิของสำนักทิพย์วิทยา นอกจากช่วยให้เข้าสมาธิได้ดียังช่วยให้เข้าถึงแก่นจิต ยกระดับสมาธิได้อีกขั้น แม้ยามนอนก็ช่วยให้หลับสบายพักผ่อนเต็มอิ่ม

            “ท่านมีธูปฝึกสมาธิของเทพด้วยหรือ” เขาเริ่มแคลงใจ มารไม่น่าใช้

            “แต่ก่อนไม่มี” นัยน์ตาสีดำมืดมนนิ่งงันไร้การโกหก “พอคิดว่าเจ้าต้องมาที่ห้องข้าอีก สักคืนเจ้าคงเพลียเพราะข้า เทพเจ้าอาจฟื้นตัวไม่ทัน มีติดปราสาทไว้บ้างก็ไม่เลว”

            เลวสิ! การมีของไว้คิดทำเรื่องพรรค์นั้นกับเทพเจ้านั่นแหละเลวร้าย!

            ไอศูรย์หน้าแดงก่ำหนักรีบซบหน้ากับหมอนไม่ให้อีกฝ่ายเห็น

            “ข้า...ต้องกลับสำนักทิพย์วิทยา”

            “สั่งฟานแจ้งเมธาแล้วว่าข้าพาเจ้ามาปราสาททมิฬ ขืนอยู่ที่นั่นเจ้าคงไม่ได้พักผ่อนอย่างสงบแน่ คงต้องคอยตอบคำถามพวกคร่ำครึในสำนัก ไหนจะจ้าวนรกอีก ปล่อยให้ข้าจัดการเถิด อย่างไรข้าก็ต้องสอบเอาความจากปากจ้าวนรก ว่าซ่อนดวงจิตอดีตราชินีต้นตอคำสาปลูกอนุไว้ที่ใด”

            ได้ยินคำว่าลูกอนุ ไอศูรย์ก็สลดใจ สงสารลูกตน เป็นสายเลือดต้องห้ามไม่พอยังมีคำสาปลูกอนุของราชินีอัญญาวีร์คอยตามรังควาน เพียงเพราะไอศูรย์เป็นเสมือน...อนุ

            “ชาลวัชฌ์บอกว่านางไปเกิดใหม่ ในที่ที่ไม่มีใครหานางพบ” ไอศูรย์บอก

            “หากจ้าวนรกไม่ตอบโดยดีคงต้องจัดการ” จอมมารดูน่ากลัว “ข้าต้องไปทำธุระด้านนอก เจ้าต้องการอะไรอีกไหม จะบอกสาวใช้เตรียมมาให้ในห้อง”

            “อืม...สาวใช้หรือ สุราอีกสักขวดคงดี” ไอศูรย์สัพยอกเล่น

            “ตอบดีๆ” จอมมารทำเสียงขรึมดุ “ต้องการสุรา หรือขวด”

            ดันสัพยอกกลับไม่รู้มาอารมณ์ใด!

            ไอศูรย์สงบใจคิดครู่หนึ่ง เห็นว่ามารอารมณ์ดีแล้วจึงไม่เกรงใจ

            “สุราสิ แต่ก็จำเป็นต้องมีขวด...” เขาแกล้งพูดเป็นกลายๆ ว่ายังอยากได้ขวดที่จอมมารอุตส่าห์ปั้นแทนของเดิม

            “ใส่ไหมาให้” จอมมารก็แกล้งแย้ง

            “ขวด...”

            “ไหใหญ่กว่าขวดนัก”

            “ขวด...”

            “เอาไว้เจ้าหลับสักตื่นแล้วข้าจะพาไปเลือกขวดสุราที่เจ้าชอบ” จอมมารหัวเราะเล็กน้อย เอื้อมมือมาลูบศีรษะของไอศูรย์อีกครั้งก่อนจะออกไปจากห้อง

            ปล่อยให้ห้องนอนเงียบสงัดลง...

            เหลือเทพเจ้าจมอยู่บนเตียงกับความหวั่นไหว

            จอมมารออกมาพ้นห้อง รีบปิดประตูให้ทันก่อนที่กายจะไหวเซ มือค้ำยันกำแพง อาการที่ฝืนเก็บซ่อนเอาไว้แสดงออกมาเช่นเดียวกับเม็ดเหงื่อผุดพราย หัวใจดั่งถูกบีบคั้นด้วยหนามนับแสน หนามน่ารำคาญที่คิดว่าจะเอาชีวิตของจอมมารไปให้ได้

            มารทุกตนรู้ดี กายของเทพเจ้าเป็นสิ่งต้องห้าม หากล่วงเกินเพียงนิดมีแต่จะคร่าชีวิตของมารให้ลดน้อยถอยลง จอมมารแข็งแกร่งเพียงใดแต่อีกฝ่ายเป็นถึงจ้าวสวรรค์ ก็ใช่ว่าจะทานทนไหว นั่นเป็นเหตุผลที่กลุ่มริปูตั้งเป้าสังหารจ้าวสวรรค์เพื่อลดทอนอำนาจศักดิ์สิทธิ์ลง ขจัดความตกต่ำอ่อนแอของตนทิ้งก่อนเกิดผลร้าย ก่อนมีชีวิตอื่นใดถูกสังเวย แค่ฆ่าจ้าวสวรรค์ได้หมู่มารก็จะเป็นอิสระ ไม่ต้องถูกกีดกันจากเทพเจ้าอีก

            คชารีคุกเข่า ขุ่นแค้นตามสัญชาตญาณสัตว์ป่าที่ไม่เข้าใจเรื่องซับซ้อน

            “ในเมื่อแน่ชัดแล้วว่านั่นคือจ้าวสวรรค์ เขาคือตัวการที่บั่นทอนพลังชีวิตท่านไม่ผิดแน่ ท่านก็ควรฆ่า...!” คำพูดของคชารีหยุดชะงักเพียงแค่จอมมารแผ่จิตสังหารกดดัน

            ...จะให้ปลิดชีพผู้ให้กำเนิดลูกด้วยกันได้อย่างไร

            ถ้าจ้าวสวรรค์คิดฆ่าลูก จอมมารคงไม่ยั้งมือ แต่นี่จ้าวสวรรค์เลือกซ่อนเด็กจากสรวงสวรรค์เสียเอง อย่างไรจอมมารก็จะไม่ยอมให้เกิดโศกนาฏกรรมขึ้นอีก จะไม่ยอมให้ผู้คุมกฎสวรรค์ใจเลวเหล่านั้นสังหารทารกสายเลือดเทพมารอีก เด็กไม่เคยมีความผิด

 

            เมื่อนานมาแล้วนับพันปี...

            จอมมารตนก่อนปกครองแดนวิปโยคด้วยความแข็งแกร่ง พลังสูงส่ง เทพเจ้าหรือนรกไม่อาจล่วงล้ำเขตแดน เหล่ามารเริ่มแผ่ขยายอำนาจไม่กลัวเกรงผู้ใด

            สวรรค์สั่นคลอน ได้รับบันทึกเรื่องวิงวอนร้องทุกข์กองสุมมากเกินคณานับ แดนมนุษย์ถูกรุกรานให้ร้อนเป็นไฟ กระเทือนถึงศรัทธาต่อปวงเทพ จ้าวสวรรค์ในยามนั้นจึงส่งตรีชฎา...เทพสตรีผู้งดงามยิ่งลงมายังแดนวิปโยค

            ความแข็งแกร่งมิอาจสยบจอมมารผู้แข็งแกร่งเหนือกว่า

            ความอ่อนหวานงดงามกลับรัญจวนใจให้จอมมารต้องลุ่มหลงอ่อนไหว

            จ้าวสวรรค์ใช้วาจาสัตย์เดินเกมสำคัญ กายเทพจะชำระล้างพลังชั่วร้าย เมื่อจอมมารร่วมรักกับเทพสตรีพลังมารก็ถูกลดทอนลง นานวันเข้าจอมมารยิ่งอ่อนแอ ไม่กรำศึกขยายอำนาจอีก รสแห่งชัยชนะในศึกหาได้หวานหอมเท่ารสรักบนเรือนกายสตรีเสียแล้ว

            กระทั่งอุบัติสิ่งไม่คาดฝัน ตรีชฎามอบรักตอบและตั้งครรภ์กับจอมมาร

            กล่าวกันว่าครรภ์เทพมารเป็นสิ่งต้องห้าม สายเลือดผสมของสองเผ่าพันธุ์เป็นหายนะ หากเกิดจากเทพชั้นล่างกับมาร เด็กล้วนคลั่งไม่อาจมีสติสมประดี กระกายการเข่นฆ่า ประพฤติเลวทรามไม่ต่างจากเดรัจฉาน ต้องถูกจองจำในนรกภูมิจนกว่าจะสิ้นภพสิ้นชาติ

            หากเกิดจากเทพชั้นสูงขึ้นมากับมาร เด็กจะเป็นต้นตอภัยพิบัติเลวร้าย อยู่ที่ใดสิ่งรอบข้างล้วนเสื่อมและพังทลาย

            ผู้ดูแลความสัมพันธ์ของเทพคือเหล่าผู้คุมกฎสวรรค์ ข้อกำหนดนี้จ้าวสวรรค์ไม่อาจก้าวก่าย เหล่าผู้คุมกฎใช้อำนาจบัญญัติทำลายพลังสวรรค์ของตรีชฎา ตรีชฎารู้ชะตาของลูกจึงใฝ่ใจไปทางมาร นางไม่ยอมให้สวรรค์ทำลายลูก อุ้มครรภ์หลบหนีอยู่ในแดนมนุษย์ สงครามที่คิดว่ายุติพลอยประทุ เทพเจ้ากับมารห้ำหั่นไล่ล่าจนสมรภูมิรบพังพินาศ ความเลวร้ายแผ่ซ่านแทบทำลายแดนมนุษย์ย่อยยับด้วย

            ที่สุดแล้วผู้คุมกฎก็จับตรีชฎาได้ พวกเขาส่งนางลงนรกให้ไฟของการพิพากษาแผดเผา ฆ่าต้นตอที่จะนำพาภัยพิบัติในครรภ์ของนาง เด็กในครรภ์ตาย จอมมารโกรธจัดบุกถึงแดนนรก แต่ความอ่อนแอจากการร่วมรักกับเทพมานานทำให้ไม่อาจต่อกรกับจ้าวนรก

            จอมมารถูกจ้าวนรกช่วงชิงพลังไปจนหมดสิ้นและตายลง

            นางมารทาสรับใช้ผู้ภักดีเคืองแค้นแทนจอมมารผู้เป็นนาย ตั้งปฏิญาณชำระแค้นด้วยชีวิต นางเริ่มเรียนวิชาต้องห้ามสูบชีพสูบวิญญาณ ใช้วิชาฆ่าเทพเจ้าขโมยพลังลงไปยังแดนนรก ใช้มารยาสตรีล่อลวงให้จ้าวนรกหลงใหลโง่งม

            แผนสำเร็จ

            นางทวงคืนพลังของจอมมารมาได้ กำเนิดเป็นอีกชีวิตในครรภ์ แต่ก็ได้เกินมาเมื่อเด็กเป็นลูกของจ้าวนรก มีพลังที่เขม่านรกน้อมรับฟังติดมาด้วย นางมารหนีกลับมาแดนวิปโยค คลอดเด็กในอาณาเขตของมาร ให้เด็กเป็นเพียงมารเท่านั้น สั่งจารึกเรื่องราวลงบนศิลาก้อนหนึ่ง หากนางตายให้ฝังไว้กับศพ

            ทารกน้อยไม่ใช่สิ่งที่มารจะคลอดได้โดยง่าย เมื่อฝืนชะตากรรมคลอดออกมาแล้วนางมารก็สิ้นใจ ทว่ามีใบหน้าเปื้อนยิ้มยินดีนัก

            ชะตากรรมตกลงสู่ผู้ที่เกิดมาให้ต้องคอยแบกรับความรู้สึกทั้งหมด

            เด็กตนนี้คือปราภพ

            จ้าวสวรรค์หลั่งน้ำตาให้เด็กน้อยและนางมาร ละอายต่อเหตุที่เกิด ละอายที่ตนเป็นผู้สั่งให้ตรีชฎาไปใกล้ชิดจอมมารแล้วไม่อาจช่วยเหลือ ไม่อาจขัดขวางโศกนาฏกรรม ครั้นมีโอกาสลงไปพบตรีชฎาในนรกจ้าวสวรรค์ก็ยอมทิ้งกาย สลายดวงจิตเทพ ยอมชดใช้ตามสิ่งที่นางร้องขอ จ้าวสวรรค์องค์ใหม่จึงถือกำเนิดขึ้นแทนตนเอง

            โศกนาฏกรรมถูกปิดเป็นความลับ เทพเก่ามิควรแพร่งพราย

            ทางจ้าวแห่งนรกภูมิถูกลวงล่อจนแทบสิ้นไร้พลัง ครั้นทราบว่านางมารยอมคลอดลูกจนสิ้นใจตายก็โกรธเคืองไม่ลง เริ่มเหนื่อยหน่ายเรื่องวุ่นวายจนยอมทำลายร่าง ทำลายตนเอง ตายลงแล้วเกิดใหม่ในทันที เป็นโอปปาติกะ ไม่ต้องอาศัยบุพการี เกิดแล้วเติบโตรู้ความ เพียงแต่เป็นกายใหม่ตนใหม่ ไม่มีความทรงจำของชาติภพที่แล้ว ครั้นเกิดมาก็ไม่อาจควบคุมเขม่านรกได้ กลายเป็นที่หวาดกลัวของผู้อื่น เพราะใครเข้าใกล้ก็ล้วนถูกเขม่าพิษทรมานกัดกร่อนชีวิตให้แดดิ้นตาย ไม่อาจมีผู้ใดกล้าอยู่เคียง

            กระทั่งวันหนึ่งความรู้ถึงสวรรค์ จ้าวสวรรค์จึงลงมาผูกมิตรยังนรก นั่นเป็นครั้งแรกที่จ้าวนรกได้เห็นสิ่งที่สง่างามไม่มีวันบุบสลาย กายที่ไม่ถูกเขม่าพิษของจ้าวนรกทำร้ายเลยแม้แต่น้อย สหายตนแรกและเพียงตนเดียวคอยแนะนำและช่วยเหลือให้รู้จักควบคุมพลังนับแต่นั้น

            ปราภพได้ขึ้นเป็นจอมมารตนใหม่ ได้อ่านจารึกในหลุมศพแม่ก็เกินความเคียดแค้นชิงชังสวรรค์ ที่บังอาจหยามเหยียดชาติพันธุ์มาร เขาก่อตั้งกลุ่มริปู พยายามทำลายสิ่งที่คอยสาปให้มารอ่อนแอลงยามร่วมรักกับเทพเจ้า ปลดแอกผู้มีสองสายเลือดไม่ให้ถูกกฎสวรรค์ฆ่าตาย ต่อต้านกฎกีดกันที่ประหนึ่งว่าเทพเจ้าสูงส่ง มารมิควรอาจเอื้อม แล้วลงไปยังนรกช่วยอดีตตรีชฎาขึ้นมาชุบเลี้ยงดูแลอย่างดี ตั้งให้เป็นชายาเอกไม่ให้มารตนอื่นแตะต้อง คอยดูแลตามความประสงค์ของแม่และอดีตจอมมาร

            เมื่ออาการของชายาดีขึ้น นางก็ขอให้ปราภพหยุดแก้แค้น

 

            ชาลวัชฌ์กัดฟันกรอดเมื่อไม่เห็นแม้เงาของไอศูรย์ในห้องพัก ไร้ร่องรอยให้ไล่ตาม สภาพของไอศูรย์ไม่น่าหนีไปเองได้ หรือต่อให้หนีได้ก็ไม่มีทางโยนภาระหน้าที่ทิ้ง ใครกันเข้ามาวุ่นวายกับความสัมพันธ์ฉันสหายของพวกเขา ใครกันเอาตัวสหายเพียงหนึ่งเดียวที่มีไปจากเขา

            จะไม่มีวันให้อภัยมันเด็ดขาด!

            ไอศูรย์เองก็ด้วย กล้าไปกับผู้อื่น กล้ามอบเขม่านรกให้ผู้อื่นได้อย่างไร! จ้าวสวรรค์น่าจะรู้ว่ามันเป็นสิ่งที่ใช้ลงไปยังนรกเบื้องล่างได้

            ชาลวัชฌ์ง้างโทสะตบประตูปัง ประตูพังถล่มคามือ

            คงไม่เหลือสิ่งใดทนโทสะของจ้าวนรกได้อีก เสียงโหยหวนของอสูรกายในนรกดังสะท้อนไปทั่วแทบครอบถึงแดนวิปโยค สัตว์ชั้นต่ำบนแดนมนุษย์ตื่นตระหนกเสียขวัญ

            ชาลวัชฌ์พุ่งออกมานอกหอ กวาดสายตาร้อนระอุมองกลุ่มคนฉับไว แล้วเร่งกระชากคอบัณฑิตหนุ่มผู้เคยเห็นว่าอยู่กับไอศูรย์ไปยังมุมอับลับตา

            บัณฑิตฟานแตกตื่น ขัดขืนจากมือกำยำที่จับยึดลำคอ ยิ่งดิ้นกลับยิ่งถูกบีบเค้นอย่างไร้ปรานี หลังกระแทกโครมกับกำแพง ในขณะที่เท้าลอยไม่อาจเหยียบถึงพื้น แม้ฟานออกแรงทั้งเตะทั้งถีบสุดเดชชาลวัชฌ์ก็หาได้กระเทือน เพ่งจิตใช้เข็มซัดใส่จุดตายก็แล้ว ปลายเข็มแหลมก็หาได้ฝังเข้าหนังหนาสีคล้ำของชาลวัชฌ์ได้

            “บุรุษที่อยู่กับเจ้าตอนนั้นอยู่ที่ใด” เสียงเหี้ยมเค้นถาม ไม่สนใจว่าฟานจะดิ้นรนหรือทำอย่างไร เนตรสีเพลิงโลกันตร์จ้องจนฟานร้อนดั่งถูกไฟนรกแผดเผา

            ฟานอึดอัดหายใจไม่ออก ความทรมานบีบรัดคอจวนเจียนขาดใจตาย พยายามทุรนทุรายหาอากาศจนหมดแรง ตาแดงเหลือกเริ่มลอย พอเข้าสู่ช่วงเฮือกสุดท้ายเกือบเห็นนรก ชาลวัชฌ์ก็เหวี่ยงฟานลงพื้น

            “ตอบมาเขาอยู่ที่ใด!” ชาลวัชฌ์เค้นถามซ้ำอย่างไม่มีน้ำอดน้ำทน

            ตอนที่ตกกระแทกรุนแรงกระดูกข้อมือหัก ความเจ็บปวดแสนสาหัสทำให้สติของฟานกลับมา น้ำตาเอ่อท้นจนแววตาเริ่มขุ่นเคืองร้ายกาจ เขามีมือที่สำคัญยิ่ง เพราะมันคือมือของแพทย์ จ้าวนรกกลับหยาบคายไร้มโนธรรมนัก ทำกับเขาเหมือนเกลียดกันมาแต่ชาติปางก่อน

            “ตนเองเป็นต้นเหตุทำร้ายท่านภัพยังมีหน้ามาถามอีก!” ฟานตวาดกลับ

            “ภัพ?”

            “ท่านภัพเป็นของท่านจอมมารแต่เพียงผู้เดียว!

            “จอมมาร?” ชาลวัชฌ์เริ่มจับใจความสำคัญได้

            ความโมโหโทโสแผ่ซ่านอีกระลอกแปรปรวนอากาศธาตุ คิดทันทีว่าสหายของตนถูกจอมมารหลอกใช้ จ้าวสวรรค์ที่ไม่น่าโง่ไยกลับโง่ มารเองก็โง่ที่บังอาจแตะต้องเทพศักดิ์สิทธิ์ บั่นทอนชีวิตตนเองโดยแท้

            เสียงพึมพำค่อยๆ ชำแรกขัดจังหวะความคิด...

            ฟานกำลังท่องคาถาประสานกระดูก ชาลวัชฌ์เหลือบตามองด้วยความรำคาญ เป้าสายตาก็ยังไม่หยุดท่อง ร่างใหญ่พลันก้าวเดินมาจับมือข้างที่ปวดร้าวเอาไว้ แสยะยิ้มแล้วกระชากสุดแรงแกร่ง เลือดสาดเป็นสาย ฟานตาค้างแทบสิ้นสติมองข้อมือขาดเลือดทะลัก ความเจ็บปวดถาโถมให้ตัวสั่นหน้าซีด ล้มนอนทุรนทุรายร้องลั่น รู้ว่าต้องรีบห้ามเลือดทว่าไม่อาจตั้งสติไหว

            ชาลวัชฌ์ใช้อีกมือกำข้อมือขาดของฟานแน่น เพ่งจิต อาคมร้อนดั่งไฟนรกช่วยหล่อหลอมมือขึ้นมาใหม่

            ความเจ็บปวดเจียนตายจึงค่อยๆ ทุเลา

            “เร็วกว่ารักษาด้วยคาถาโง่ๆ หึ!” ชาลวัชฌ์หัวเราะเยาะ โยนมือที่กลายเป็นส่วนเกินแล้วมาใส่หน้าบัณฑิตหนุ่ม

            “รักษาเองยังดีกว่า! ไม่อย่างนั้นจะมีแพทย์ไว้ทำไมเล่า!” บัณฑิตหนุ่มหัวฟัดหัวเหวี่ยง หน้ายังคงซีดจากการเสียเลือด เสื้อผ้าเปรอะเปื้อนทั้งสีแดงคาวทั้งฝุ่น ครั้นจะลุกขึ้นยืนขากลับเปลี้ยล้มแผละลงตามเดิม

            พลอยถูกมองด้วยสายตาสมเพชเวทนาอีกครั้ง

            “พาข้าไปปราสาทจอมมารซะ” ชาลวัชฌ์ออกคำสั่ง อุ้มตัวฟานขึ้นพาดบ่า จังหวะรั้งตัวไม่ให้ดิ้นหล่นมือกำยำดันวางหมับจับส่วนสำคัญยิ่งของอีกฝ่ายเข้า

            ก...ก้น...เมื่อครู่ก้นถูกจับ!

            ผู้ถูกแบกสะดุ้งสุดตัวหน้าแดงก่ำ รีบดิ้นตกพื้นเร็วรี่ คิดจะถีบชาลวัชฌ์อีกต่างหาก ออกแรงเพียงนิดก็หอบสะท้านราวกับควบคุมลมหายใจตนเองไม่ได้ ความรู้สึกของฟานไม่ต่างอะไรกับโลกจะแตก ไฟที่เผากายให้ร้อนรุ่มน่ากลัวกว่าไฟนรกนัก มีแรงลุกขึ้นพลันวิ่งหนีสุดชีวิต

            ชาลวัชฌ์เรียกคำรามน่ากลัวอย่างไรก็ไม่กระแทกเข้ามาในสติแล้ว

            ฟานไม่สน!

            มีที่พึ่งเดียวเท่านั้นที่ฟานต้องไปรบกวน!

            สติปราดแซงนำหน้าเข้าหอพักของอาจารย์ก่อนตัวเสียอีก ฟานโผล่มาที่ห้องพักของเมธา เทพเฒ่ากำลังง่วนอยู่กับการค้นหาบันทึกสำคัญ มือหนึ่งไพล่หลังก้มๆ เงยๆ ไปทั่ว ราวกับว่าต้องหาข้อความบางอย่างให้ได้ ถึงแม้ได้ยินเสียงฝีเท้าเร่งร้อนและรู้ดีว่าเป็นฟานมาก็ยังไม่คิดใส่ใจ

            “อ...อาจารย์...” แค่ฟานเริ่มพูดเสียงก็หอบกระเส่า

            เทพเฒ่าเงยขึ้นมองหน้าแล้วรีบก้าวถอยหลัง

            “อาจารย์...” หน้าละอ่อนของฟานแดงก่ำหนัก มีน้ำตาคลอ ดูยั่วยวนในเชิงกามารมณ์ “ข...ข้าถูกจับ...”

            จับ! เมธารู้ถึงความนัย

            “แล้วมาหาข้าเพื่ออะไร?!” เทพเฒ่าดุกึ่งระแวง

            “ท่านช่วย...”

            “ไม่ได้!

            “เดี๋ยว...ฟ...ฟังก่อนสิ”

            ครั้นเห็นว่าฟานก้าวเข้ามาใกล้ เทพเฒ่าก็กลั้นใจพลิกฝ่ามือจับฟานยัดใส่ตู้หนังสือ ปิดประตูแน่น เกือบลงผนึกด้วยแต่เกรงใจวิชามีครูอาจารย์ เกรงใจฟ้าดินที่จับตามองสำนักทิพย์วิทยาอยู่

            ฟานโวยวายทุบประตูตู้ปังๆ

            “ท่านขังข้าทำไมเนี่ย! อาจารย์!

            “เจ้าบ้ารึ! อยู่ในนั้นแล้วช่วยเหลือตนเองเสีย!” เทพเฒ่าร้องสั่ง

            “ไยท่านไม่ช่วยข้า แล้งน้ำใจสิ้นดี!

            “เกรงใจความชราของข้าบ้าง ปล่อยข้าชราภาพอย่างสงบเถิด!

            “อาจารย์คิดบ้าอะไร ข้ามาขอให้ท่านช่วยเรื่องยา เอายาระงับมาให้ข้ากินสิ! จ้าวนรกกำลังจะไปหาจอมมาร ข้าว่างทำเรื่องพรรค์นั้นเสียที่ไหนเล่า จะเอายาสงบกำหนัดมาให้หรือจะปล่อยข้าทำบัดสีในตู้หนังสือล้ำค่าของท่าน เลือกมา!” ฟานขู่เสียงเด็ดขาด ทุบประตูอีกสองทีอย่างไม่พอใจ

            เทพเฒ่ายืนเครียดขรึมก่อนจะไปรื้อหายาที่ว่า ยอมเปิดประตูตู้ออกโดยไม่มองเข้าไปแม้แต่เสี้ยวสายตา ส่งขวดยาให้ฟานจากด้านนอก

            “เมื่อครู่บอกว่าจ้าวนรกกำลังไปหาจอมมารรึ”

            ฟานดื่มยาอึกๆ ก่อนตอบ “อา...ใช่ ที่จริงเขาคงไปหาท่านภัพ แต่ก็ไปหาเรื่องจอมมารด้วยแน่นอน ข้านี่อยากตามไปดูหน้าตอนเขาสู้จอมมารไม่ได้นัก เขม่าพิษไม่อยู่กับตัวแล้วแท้ๆ”

            “เจ้าร้องไห้กระซิกมาถึงนี่ยังจะทำปากดีอีก”

            “อาจารย์ไม่รู้ว่าข้าเจออะไรมาบ้าง”

            “ก็ข้าไม่อยากรู้” เทพเฒ่าคำนวณเวลายาเริ่มออกฤทธิ์แล้วลากฟานออกมาด้านนอก “พวกเราเองก็ต้องไปปราสาททมิฬ มีบางเรื่องที่ควรรู้ก่อนทุกอย่างจะสาย”

            “ย...อย่าเพิ่งแตะตัวข้าสิ...”

            “เจ้ามารอวดดีนี่!” มือเฒ่าแทบจะซัดฟานเข้าตู้อีก

            “โอ๊ย ข้าล้อเล่นเฉยๆ ข้าหายแล้วอาจารย์!

 

            ชาลวัชฌ์ใช้พลังย้ายตนเองมาปราสาททมิฬ เนตรสีเพลิงลุกวาวดั่งกระหายเห็นความพินาศวุ่นวาย เขามองเห็นที่หน้าปราสาทมีมารตนหนึ่งสวมผ้าคลุมดำสนิทรอต้อนรับ

            ชะรอยจอมมารรู้ดีว่าจ้าวนรกจะมา

            หึ! เขาไม่คิดเดินไปตามคำเชิญ เป้าหมายคือตามร่องรอยของไอศูรย์ไปดูความน่าสมเพช สิ่งใดขวางก็จะทำลายให้หมด

            กายกำยำก้าวเข้ามาภายในปราสาท ไม่ยี่หระต่อกลิ่นอายมารเข้มข้นน่ากลัวที่ปกคลุมสถานที่แห่งนี้อยู่ ต้นไม้ใบหญ้าในรัศมีแห้งกรอบไม่อาจทนไฟร้อนจากนรก ต่อให้มารน่ากลัว จ้าวนรกเองก็น่ากลัวไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน

            มารที่ใส่ผ้าคลุมดำยกมือขึ้นห้ามทหาร ไม่ให้เข้าขวางจ้าวนรก

            ไล่ตามพลังของไอศูรย์กระทั่งมาถึงชั้นบนสุดของปราสาท ยืนอยู่บนเส้นทางที่ทอดสู่ห้องนอนใหญ่ ชาลวัชฌ์จับสัมผัสได้ชัดว่าไอศูรย์อยู่ที่นี่ ในห้องนอนที่ไม่ควรอยู่ มีจอมมารเจ้าของนัยน์ตาดั่งความตายยืนอยู่หน้าห้อง นิ่งสงบไม่แน่ใจว่ายินดีหรือยินร้ายที่ได้พบกัน มิหนำซ้ำเขม่านรกสีดำยังอยู่กับจอมมาร

            เขม่านรกที่ชาลวัชฌ์ใช้เวลาควบคุมแทบตาย...

            กำลังสงบเสงี่ยมกับมารแปลกหน้าตนนั้น!

            “เป็นเจ้าเองรึลูกของจ้าวนรกตนก่อนหน้าข้า!” อารมณ์โกรธของชาลวัชฌ์เดือดพล่าน ความแค้นใจอัดแน่นในแววตา ราวกับมีใครมาจุดระเบิดให้ใจพังทลาย “เจ้าเป็นผู้ที่พวกโง่เง่าเต่าตุ่นในนรกเรียกหามาตลอด พวกมันกลัวข้า เกลียดข้า รอคอยแต่เจ้า เป็นเจ้าเองที่เกิดมาก่อนแต่ทิ้งความโชคร้ายไว้ให้ข้ารับ!

            พื้นที่ชาลวัชฌ์ยืนพลันเกิดรอยร้าวด้วยพลังโทสะ ปราสาทสะเทือน

            จอมมารใช้เพียงสายตาไร้ความรู้สึกมอง มิได้โต้ตอบเดือดร้อน

            “ถ้าอยากได้นัก” ชาลวัชฌ์ถอดป้ายประจำตัวจ้าวนรกขว้างใส่หน้าอีกฝ่าย “ก็เอาไป! ทั้งเขม่านรก ทั้งนรก ทั้งสหายตนเดียวที่มีอยู่ของข้า ทุกอย่างที่แทบไม่มีของข้า เอาไปให้หมด!

            มิได้คิดว่าขว้างให้แก่ผู้ชนะ แต่ขว้างอย่างดูถูกดูแคลน

            ป้ายทองคำหล่นตุบลงพื้นโดยไม่มีมือผู้ใดรับ มันไม่มีผู้ใดใส่ใจ

            ปราภพก้าวเดินเงียบเชียบมาหยุดอยู่ด้านข้าง ไม่ได้ใช้สายตามองมาทางชาลวัชฌ์ ก็แค่พูดราบเรียบว่า “เขาอยู่ในห้อง” แล้วก้าวเดินต่อไปราวกับไม่สนสิ่งอื่นใด ไร้ความเดือดร้อนจนเย็นชาน่ากลัว ก้าวไปสู่จุดหมายโดยทิ้งผู้อื่นเอาไว้ด้านหลังได้โดยไม่หันกลับมามอง

            นั่นคงเป็นเหตุผลที่นัยน์ตาของจอมมารไร้ชีวิตเสมอ

            “จะทำเหมือนที่แม่เจ้าทำหรือ หลอกลวงแค่เพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการ!” ชาลวัชฌ์ใช้เสียงเหี้ยมคำรามใส่ดังลั่น เหลียวหลังเกลือกตามองผู้ที่ไม่คิดหยุดฝีเท้า ยิ่งเห็นท่าทีนิ่งเฉยนั่นชาลวัชฌ์ก็ยิ่งหงุดหงิดโมโหร้าย

            สักวันเขาจะทำให้จอมมารต้องทรมานแสนสาหัส! คอยดูเถิด!

            ชาลวัชฌ์กัดฟันกรอด เร่งร้อนผลักบานประตูก้าวเข้ามาในห้องนอนแสนโอ่อ่า ใช้สายตาดุดันมองตำหนิติเตียนเทพเจ้าไร้เสน่ห์ที่นิทราสนิทอยู่บนเตียงผู้อื่น สองมือกำแน่นอยากพลิกเตียงคว่ำนัก อยากถีบเตียงนั่นให้กระเด็นออกนอกหน้าต่างเสียด้วยซ้ำ แต่เห็นเทพเจ้าหลับเป็นสุขไร้รอยราคะจึงต้องกัดฟันทน

            ตั้งแต่เป็นสหายกันมานาน เขาไม่เคยเห็นไอศูรย์หลับได้สนิทใจถึงเพียงนี้

            หลับลงไปได้อย่างไรกันเทพเจ้าหน้าโง่!

            “จอมมารใช้วิธีการใดถึงทำให้เจ้าเชื่อและวางใจนัก จอมมารโง่แตะเจ้า เขาก็อ่อนแอลง เจ้าโง่ยอมให้เขาแตะ เจ้าก็เสื่อมถอย ไม่รู้รึถ้าจ้าวสวรรค์กลายเป็นต้นตอแห่งความเสื่อม สวรรค์จะเริ่มการพังทลาย มหาธาตุจะเอนเอียงไปทางด้านมืด เข้าสู่ยุคของมาร พลังสวรรค์ทั้งมวลจะอ่อนลงจนไร้ผล หึ น่าสังเวชนัก”

            ชาลวัชฌ์ช้อนตัวผู้หลับใหลขึ้นอุ้ม ตั้งใจว่าจะลักไปซ่อนในนรก ซ่อนจากมาร จากผู้คุมกฎสวรรค์ เอาให้ฟ้าดินมันป่วนปั่นเสียให้หมด แต่เมื่อนึกได้ว่าพลังเขม่านรกอยู่กับจอมมาร ส่วนตนเองเพิ่งปาป้ายทองทิ้ง กลับนรกเองไม่ได้ก็เลยต้องวางอีกฝ่ายลงบนเตียงตามเดิม

            จ้าวนรกก็มีช่วงเวลาที่ต้องนั่งสบถหัวเสีย

            ไม่กลับนรกแล้วจะทำสิ่งใด ยิ่งรู้สึกว่าจอมมารยอมปล่อยให้เข้ามาโดยง่าย ไม่เกรงกลัวเลยว่าชาลวัชฌ์จะลักพาตัวไอศูรย์หนี หรือรู้แน่ชัดว่าอย่างไรเสียเขาก็ไม่มีที่ให้กลับ

            มารวางแผนอะไร!

            เสียงเคาะประตูค่อนข้างมีมารยาทกริ่งเกรงดังขึ้นขัดจังหวะ

            ชาลวัชฌ์กัดฟันกรอดเลื่อนสายตามอง

            สตรีมารรูปงามยิ่งเยื้องย่างเข้ามาภายในห้อง ฝีเท้าเงียบเชียบแต่ช่างยวนเย้าดึงดูดสายตา เข้ามาเพียงเพื่อเปลี่ยนธูปสมาธิ จะมองว่านางเป็นเพียงสาวใช้ของปราสาทก็คงประเมินค่าต่ำไป ครั้นชาลวัชฌ์ฉุกคิดว่านางผู้นี้เป็นของจอมมาร ท่าทียักย้ายยั่วกามารมณ์คงถูกสั่งให้มาลวงเขาแน่ ก็ชักอยากรู้เสียแล้วว่าจอมมารจะเล่นแผนฉ้อฉลกลใดอีก

            ชาลวัชฌ์แสยะยิ้มชั่วร้าย ก้าวเดินดั่งพญามัจจุราชจ้องเอาชีวิตตามสตรีมารออกจากห้อง ความน่าสะพรึงกลัวระลอกใหม่แผ่พัด

            หากจอมมารอยากเล่นนัก นรกจะยอมเล่นด้วยสักหน หวังเหลือเกินว่าจอมมารคงไม่ทำให้หมดสนุก เพราะเขาอยากทำลายทั้งแผนและทุกสิ่งในแผนให้แสนสาหัสทีเดียว ให้รู้ไปสิว่าถึงมีไอศูรย์อยู่ข้างมาร ก็ไม่ได้หมายความว่านรกจะพ่าย

 


ต.ใต้ต้นตาล : ขอบคุณที่ติดตามนิยายนะคะ อาจไม่ได้ตอบทุกเม้นต์แต่อ่านทุกเม้นต์เลยค่ะ > <

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 258 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

526 ความคิดเห็น

  1. #510 Noong7 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2562 / 16:59
    จ้าวนรกเหมือนเด็กหวงเพื่อนนนน นางน่ารักกกก ไม่มีอะไรร้ายเลย อยากเป็นจ้าวนรกแทนฉันเหรอ ได้สิเป็นไปเรยยยย

    เอาเพื่อนฉันไปด้วย /ประโยคหลังนี่กัดฟันพูด
    #510
    0
  2. #509 Yร้าย (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 29 มีนาคม 2562 / 21:34

    ความจริงแล้วจ้าวนรกก็น่าสงสารนะ..จัดฟานคู่ไปเลย

    #509
    0
  3. #502 Ruruka Buta (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 27 มกราคม 2562 / 13:40
    จ้าวนรกนิสัยเด็กหวงของชัดๆ // อดชิพ ท่านจ้าวนรกกะฟานไม่ได้เลยแหะ
    #502
    0
  4. #481 Sspringlove (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 3 ตุลาคม 2561 / 06:21
    กรี๊ดดดก พลังแห่งความชิปเปอร์~~~ ชั้นฟินนน เมื่อต่อนก่อนๆ ยังจำได้ว่าเราเมนท์ไปว่า อยากให้ฟานคู่กับจ้าวนรก เคมีคู่กันมั่กกก
    #481
    0
  5. #466 B2umy-Armty (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 17 กรกฎาคม 2561 / 22:07
    ฟานตะมีคู่มั้ยนะะ
    #466
    0
  6. #457 Laflour (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 2 มิถุนายน 2561 / 20:17
    โถ่...น้องชาลของเพ่ น่าเอนดูวจิงๆ
    #457
    0
  7. #425 bluexus (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2561 / 12:25
    สรุปแล้วนี่คือศึกในครอบครัวสินะ
    ปราภพ คือลูกจ้าวนรก
    ไอยศูนย์ คือเทพไม่รู้อะไรเลยแค่มารับช่วงจ้าวสวรรค์
    ชายาเอกปราภพ คือ เจ้านายของแม่ปราภพ...เอิ่ม~
    #425
    0
  8. #408 ฺBedroom (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2561 / 15:50
    จะมีคู่ใหม่ไหมคะ คือเเอบจิ้นฟานกับท่านเมธีอยู่เงียบๆ แต่พอเจอคู่นรกกับฟานก็ดี ตัดสินใจไม่ด้ายยย
    #408
    0
  9. #404 thifu:') (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 28 มกราคม 2561 / 12:48
    จ้วนรกเหมือนเด็กอ่ะ เด็กหวงของ เด็กมีปม สงสารก็สงสาร รำคาญก็รำคาญ
    #404
    0
  10. #393 Testarozzo (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 15 มกราคม 2561 / 00:56
    อยากให้ชาลวัชฌ์คู่กับฟาน
    คงจะน่ารัก(?)ไม่น้อย คิคิ^^
    #393
    0
  11. #380 PhantaSia_pf (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 22 พฤศจิกายน 2560 / 20:12
    ความชาลให้ความสำคัญแล้วก็หวงไอมากๆเลยเนอะ เรียกว่าสหายได้อย่างเต็มปากเต็มคำด้วย อืมมม จะว่ายันเดเระหรือซึนเดเระดีเนี่ย 555
    #380
    0
  12. #327 Ageha Ling (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 25 กรกฎาคม 2560 / 00:40
    พออ่านช่วงที่ไอศ์กับปราภพเถียงกันแล้วน่ารัก แอบเขินตาม >\\< ท่านเจ้าสวรรค์อุสาเตรียมใจแล้ว แต่จอมมารกลับไม่ยอมสนอง มีแอบเสียใจด้วย ฮ่าๆๆๆๆ
    ชาลก็นะ ทำไมต้องปาป้ายทองทิ้งด้วย โอ๋ๆ อย่าโมโหนะ ^^
    #327
    1
    • #327-1 จินต์ ลี.(จากตอนที่ 7)
      27 กรกฎาคม 2560 / 19:40
      ขอบคุณทีติดตามนะคะ ^ ^
      #327-1
  13. #221 ทิกเกอร์แอล (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 17 พฤษภาคม 2560 / 02:19
    ไม่รู้ว่าเด็กดีเป็นอะไร งงมากค่ะ คือกดส่งคอมเม้นเสร็จ อ้าว ให้ login ใหม่ แต่พอกดจากหน้านิยายเข้ามา ก็ยัง login ค้างไว้นี่นา ฮือออออออ

    ปราภพนี่ฟังชั่น คุณสมบัติพระเอกมากค่ะ พี่ชายที่เพอร์เฟ็คทุกอย่าง ส่วนชาลก็เด็กอะ เด็กเอาแต่ใจชัดๆ เลย คุณชายที่เอาแต่ใจมากๆ แต่ว่าเราก็โหวตชาลค่ะ ชอบคาแร็คเตอร์น่าเอ็นดู(?)แบบนี้
    #221
    1
    • #221-1 จินต์ ลี.(จากตอนที่ 7)
      22 พฤษภาคม 2560 / 15:11
      ข้าขำจนสำลักเมื่ออ่านถึงคาแร็คเตอร์น่าเอ็นดู ๕๕๕๕๕๕
      #221-1
  14. #213 ศศิธร (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2560 / 08:46
    บทนี้มีประโยคเสริมจาก บทเดิมจอมมารจ้าวนรก นิดๆโดยเฉพาะคือย่อหน้าท้ายๆที่เพิ่มเรื่องมารสาว
    #213
    2
    • #213-1 แฟนคลับ (จากตอนที่ 7)
      16 พฤษภาคม 2560 / 09:26
      อ้อ.ขอช่วยเติมค่ะ บทสนทนา. ระหว่างไอศ์กับปราด้วย. เพราะมีเรื่องที่จะแปลงพลังเทพในเด็กให้เป็นมาร. ตรงนี้ของเดิมไม่มีเอ่ยถึง. แถมไอศ์ยังสารภาพว่าชักชอบปราซะแล้วซี
      #213-1
    • #213-2 จินต์ ลี.(จากตอนที่ 7)
      16 พฤษภาคม 2560 / 10:17
      ถ...ถูกต้อง หลุดปากบอกชอบไปล่วยยยย
      #213-2
  15. #197 แฟนคลับเองนะ (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 11 พฤษภาคม 2560 / 09:35
    ชอบ. ชอบ. ชอบมาก
    #197
    1
    • #197-1 จินต์ ลี.(จากตอนที่ 7)
      14 พฤษภาคม 2560 / 21:46
      ขอบคุณจ้า ^ ^
      #197-1
  16. #196 แฟนคลับ (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 11 พฤษภาคม 2560 / 09:34
    😋😁😆😜
    #196
    1
    • #196-1 จินต์ ลี.(จากตอนที่ 7)
      14 พฤษภาคม 2560 / 21:46
      ขอบคุณค่ะ ^ ^
      #196-1
  17. #195 I.amNanna (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 10 พฤษภาคม 2560 / 17:01
    เจ้านรกน่าสงสารเหมือนกันนะ แบบเข้าใกล้ได้แค่ไอยสูร ทำไรก็ไม่มีใครอยากเข้าใกล้ แต่นิสัยเหมือนเด็กน้อยอ่ะ หวงของ
    #195
    1
    • #195-1 จินต์ ลี.(จากตอนที่ 7)
      14 พฤษภาคม 2560 / 21:45
      เสียไอศูรย์ไปคน (องค์) นี่คือไม่เหลือใครเลยชีวิตจ้าวนรก //ฮา
      #195-1
  18. #194 Merrychrista (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 10 พฤษภาคม 2560 / 10:32
    ถ้าเจ้านรกรู้เรื่องชาติที่แล้วจะเป็นไงน้อออ
    #194
    1
    • #194-1 จินต์ ลี.(จากตอนที่ 7)
      14 พฤษภาคม 2560 / 21:44
      อันนี้ก็น่าคิดนะคะ > < b
      #194-1
  19. #193 อาภัสสรา (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 10 พฤษภาคม 2560 / 06:16
    คิก คิก. รักน้องฟานไม่เปลี่ยนแปลง. อยากเอากลับไปเพาะพันธุ์ เพิ่มอีกหลายๆตน
    #193
    1
    • #193-1 จินต์ ลี.(จากตอนที่ 7)
      14 พฤษภาคม 2560 / 21:43
      ระวังติดคุกนะจ๊ะ น้องได้รับการคุ้มครอง ๕๕๕๕
      #193-1
  20. #192 Pin (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 10 พฤษภาคม 2560 / 00:51
    รอติดตามงับ
    #192
    1
    • #192-1 จินต์ ลี.(จากตอนที่ 7)
      14 พฤษภาคม 2560 / 21:42
      ขอบคุณงับ
      #192-1
  21. #191 y_pps (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 9 พฤษภาคม 2560 / 23:06
    หืมมม ชอบจ้าวนรกอ่ะ อะไรคือปาป้ายทิ้ง เอาไปเลยตำแหน่งจ้าวนรก 5555
    #191
    1
    • #191-1 จินต์ ลี.(จากตอนที่ 7)
      14 พฤษภาคม 2560 / 21:41
      เขาเป็นเด็กมีปม เอ้ย มีปมตั้งแต่กำเนิด ๕๕๕๕
      #191-1
  22. #190 Irotawin (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 9 พฤษภาคม 2560 / 23:06
    ทำไมรู้สึกว่าพี่ชาละวันเหมือนเด็กหวงของ ยังไม่โตดีสินะ อย่าดื้อนะลูกกก//ลูบหัว
    #190
    1
    • #190-1 จินต์ ลี.(จากตอนที่ 7)
      14 พฤษภาคม 2560 / 21:40
      อันนี้คือเอ็นดูใช่ไหมคะไม่ได้แกล้งพี่ชาละวันใช่ไหม ๕๕๕๕๕๕
      #190-1