[Yaoi] เทพเจ้ากับสุราจอมมาร -- จบ

ตอนที่ 6 : ๖ นรกมาเยือน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6,731
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 289 ครั้ง
    16 ก.ค. 60

 

๖ นรกมาเยือน

            กลับสู่สวรรค์ พักเรื่องอื่นไว้ก่อน

            รูปกายแท้ของจ้าวสวรรค์โดดเด่น สง่าผ่าเผยแม้แสงพลังริบหรี่ นัยน์ตาสีทองเช่นสมบัติล้ำค่าแห่งแดนสรวงสื่อความอ่อนน้อมปรานี มิใช่อ่อนแออ่อนด้อย ความปรานีนี้เองคือหัวใจอันยิ่งใหญ่ที่สามารถสยบความแข็งกระด้างจากหมู่ภัยพาล

            ยังไม่แน่ใจว่าเมตตาปรานีจะใช้กับสหายเก่าที่รู้นิสัยใจคอกันได้หรือไม่ สามร้อยปีผ่านเกรงว่าบางอย่างอาจเปลี่ยนผัน คนเคยใกล้ก็ย่อมกลายเป็นคนไกล

            ไอศูรย์นั่งสงบเยือกเย็นในชุดอาภรณ์สีขาวตัดเทา เส้นผมสีทองถูกรวบมวยไว้โดยมิได้เคร่งครัด พอรับรู้ว่าคำเชิญถึงมือจ้าวนรกผู้เหยียบขึ้นผืนดินมนุษย์แล้ว ก็พยักหน้าบอกเทพเจ้าทั้งหลายให้ออกไปจากบริเวณ อย่าเฉียดใกล้ให้ผู้มีเนตรเพลิงโลกันตร์เห็น

            ปีนี้ฤดูร้อนแดนมนุษย์คงร้อนผิดปกติเป็นแน่

            คิดแล้วก็รินน้ำดอกบัวใส่แก้วไผ่ด้านตรงข้ามก่อนแก้วของตน

            ท่าทีขยับจับวางค่อยเป็นค่อยไปชวนมอง ดุจการโรยร่วงของดอกบ๊วยขาว ความอ่อนน้อมทิ้งตัวอ้อยอิ่งในอากาศทีละกลีบ ไม่มีสายลมอยากเร่งเร้า ลมกลับอยากเหนี่ยวรั้งไว้ให้จับตามองได้เนิ่นนานเสียมากกว่า

            “สหายข้ามาถึงเร็วนัก ขอบคุณที่ไม่เมินเฉยต่อคำเชิญ” เขาเอ่ยเนิบนาบเมื่อเขม่าดำมาปรากฏเป็นกลุ่มพายุขนาดย่อมอยู่ใกล้ “นั่งก่อน ดื่มน้ำดอกบัวกลิ่นหอมละมุน จะช่วยให้เจ้ารู้สึกผ่อนคลาย”

            ปลายพายุพัดพาหมู่ดอกปาริชาตไร้ใบกระดิกพลิ้ว ดอกสีแดงฉานสะบัดไหวราวกับเปลวไฟฟอนเผาต้น พฤกษาทั่วทั้งสวนสวรรค์กำลังสั่นสะท้าน เขม่าดำหมุนเหวี่ยงเป็นกลุ่มก้อนบีบอัดเล็กลง ทว่าทรงพลังขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์

            ก้อนพลังสาดแสงวาบหนึ่งพลันกลายเป็นบุรุษผิวกายคล้ำยืนผงาดน่ายำเกรง สวมชุดดำทึบที่เป็นแค่กำบังไหล่ติดกับคอปกตั้ง ไม่มีตัวเสื้อคอยอำพรางกายที่อัดแน่นด้วยกล้ามเนื้อแกรง ส่วนล่างเป็นกางเกงแดงคล้ำ เขม่าดำน่าอึดอัดยังรายล้อมราวกับสัตว์เลี้ยงดุร้ายที่คอยอารักขาเจ้านาย

            “ไม่ได้พบกันนานเชียว” บุรุษผู้มาจากนรกยิ้มเหี้ยมแฝงเลศนัย นัยน์ตาสีแดงดั่งเพลิงระอุส่อแววเจ้าเล่ห์ เจ้าชู้ยักษ์อย่างเคย แก้ม ลำคอและกล้ามเนื้อคล้ำเปื้อนสีชาดจากริมฝีปากมากมาย กลิ่นน้ำหอมเข้มจนฉุน ไม่น่าใช่น้ำหอมที่เจ้าตัวใช้เอง

            นั่นไง...

            ปล่อยไว้แดนมนุษย์ไม่ได้เพราะจ้าวนรกจะล่อลวงภรรยาชาวบ้าน เขม่าพิษของนรกเองก็อันตรายยิ่งนัก สิ่งมีชีวิตในแดนมนุษย์คงทนทานไม่ได้นาน จะพาลเป็นภัยพิบัติรอบสอง

            ตัวปัญหายิ่งกว่าจอมมารก็คือจ้าวนรก

            ไอศูรย์มองอีกฝ่ายนั่งลงบนเก้าอี้อีกฝั่งยกน้ำดอกบัวดื่ม

            “ขอบคุณจ้าวนรก ที่ไม่ถือโทษเรื่องดึงวิญญาณแสนกว่าดวงกลับคืนให้มนุษย์” มีโอกาสพบหน้า เขาถือโอกาสบอกกล่าวตามมารยาทอีกครั้ง

            “เจ้าไม่เรียกชื่อข้าแล้วรึ!” อีกฝ่ายวางแก้วกระแทกโต๊ะดังปึก แล้วหัวร่อ

            โทสะที่พลิกผันเป็นอารมณ์ขันอันรวดเร็วน่ากลัวอยู่ในที

            “ข้าไม่ได้ลืมชื่อเจ้า ชาลวัชฌ์”

            “ไม่ลืมแต่ลังเลที่จะเอ่ยเรียก ฮ่าๆ ไอศูรย์หนอไอศูรย์ของข้า...” แขนกำยำข้างหนึ่งเท้าศอกบนโต๊ะ แขนอีกข้างยื่นมา ใช้ปลายนิ้วมือแตะริมฝากของไอศูรย์อย่างนึกสนุก เขม่าพิษที่มือโชยหนีไม่อาจเข้าใกล้เทพเจ้า “ปากของเจ้า...ใช้เอ่ยเรียกชื่อใครบ้างตลอดสามร้อยปีที่ผ่านมา”

            เทพเจ้ายิ้มแย้มโดยไม่ตระหนกว่าจะถูกแตะต้องอีกนานเพียงใด

            “ส่วนใหญ่ก็เมธา”

            “อา...แค่นั้นเองหรือ ใครอีก”

            “เยอะมากเจ้าจะทนฟังหรือ”

            “ข้ายอมนอนค้างคืนฟังเจ้าเอ่ยชื่อยันเช้าเลยก็ได้” ชาลวัชฌ์หัวเราะเหมือนกับเป็นผู้ควบคุมทุกอย่างเอง “เทพเจ้าลำดับต่ำลงไปคงดูสภาพเจ้าไม่ออก แต่อย่าหลอกสายตาผู้ทรงอำนาจจากห้วงนรก ข้าไม่ได้ด้อยกว่าเจ้า ย่อมดูออกว่าจิตวิญญาณเทพของเจ้านั้น...มีมลทิน”

            นรก!

            ถึงไม่ควร ไอศูรย์ก็สบถคำนี้ในใจขณะยิ้มแย้ม

            “ภัยพิบัติใหญ่คราวที่แล้วส่งผลร้ายต่อจิตวิญญาณของข้า ยามนี้กำลังฟื้นตัว” จะเข้าป่าทั้งทีต้องมีแผนหนีเสือ เขาเตรียมคำตอบเผื่อเอาไว้แล้ว ใครก็รู้ว่าจ้าวนรกเจ้าเล่ห์ ชอบจับจุดอ่อนผู้อื่นมาแต่ไหนแต่ไร

            ชาลวัชฌ์ยอมละมือกลับ ทว่าสายตาหาได้ลดความชั่วร้ายลง

            “ภัยพิบัติสร้างปัญหาน่าดู ข้าชักอยากรู้สาเหตุแล้วสิ”

            “สวรรค์และสำนักทิพย์วิทยาร่วมกันสืบอยู่ แต่ยังหาข้อสรุปไม่ได้”

            “เอาเถิด เอาเถิด อย่างไรเสียภัยพิบัตินั่นก็ทำให้พวกเราได้พบกันอีก ข้านั่งนับวันรอให้เจ้ามีความรักมายาวนาน นานได้แค่ร้อยกว่าปี...พอเจอสาวงามในนรกเข้าข้าก็ลืมเสียสนิท ฮ่าๆ เกิดภัยพิบัติถึงนึกถึงเจ้าขึ้นมาได้” พูดจาเสียงเหี้ยมยังหัวเราะได้เหี้ยม มิได้สำนึกเลยว่าเมื่อสามร้อยปีก่อนสร้างเคราะห์กรรมเลวร้ายอันใดไว้

            ไม่อยากเชื่อว่าไอ้นิสัยได้ใหม่ลืมเก่าจะทำให้ลืมความแค้นด้วย?!

            “ที่จริงข้าคิดว่าจะได้มาเห็นสีหน้าลำบากใจของเจ้าแท้ๆ” ชาลวัชฌ์เอ่ยต่อ มือที่เท้าศอกโบกไปด้านหลัง รับดอกปาริชาตแดงที่ร่วงหล่นจากกิ่งได้พอดี “เจ้ากลับทำให้ข้าผิดหวังด้วยรอยยิ้มที่เย้ายวนใจ จนข้าอดคิดไม่ได้ว่าสามร้อยปีเกิดอะไรขึ้นกับเจ้าบ้าง เทพเจ้าสีทองของข้า...”

            ดอกปาริชาตถูกยื่นมาใส่ลงในน้ำดอกบัวของไอศูรย์

            มันกึ่งจมกึ่งลอย

            ชาลวัชฌ์เคยบอกว่าไอศูรย์เหมาะกับปาริชาต ด้วยมันมีอีกชื่อว่าทองหลาง สีใบมงคลเฉกเช่นสีนัยน์ตาและเส้นผมของไอศูรย์

            “แล้วเจ้าต้องการให้ข้าพบเจออะไร” ไอศูรย์สบสายตาอย่างนิ่งสงบ

            “อา... ในสวนนี้ปาริชาตทิ้งใบสีทองหมดแล้ว ไม่เห็นหรือ” จ้าวนรกยิ้มมากขึ้นจนน่ากลัว “ข้าก็หวังว่าจะมีใครมาเป็นฤดูกาลปลิดใบอันเป็นเสื้อผ้าอาภรณ์ของเจ้าออกเช่นกัน ให้สีชาดของดอกปาริชาตแย้มบานบนผิวกายของเจ้าแทน”

            “ดอกไม้งามไม่ควรอยู่ผิดที่ผิดความหมายของมัน” ไอศูรย์จับแก้วไผ่ ดอกปาริชาตพลันแตกเป็นละอองสายสีทอง ลอยขึ้นไปในอากาศ เขาใจเย็นได้อย่างที่คิด เย็นเป็นปกติ ผิดกับยามอยู่ใกล้จอมมารที่หาความสงบเย็นของใจลำบาก บางทีการรับมือสหายเก่าอาจไม่ได้ยากเท่าจอมมารก็เป็นได้

            ชาลวัชฌ์หัวเราะลั่นหลังจากฟังคำตอบ ใบหน้าเหี้ยมส่ายเชื่องช้า

            “โธ่เอ๋ย แค่อยากเห็นเทพเจ้าสูงส่งร่วงหล่น”

            “มองหาความปรารถนาดีของเจ้าได้ยากนัก สามร้อยปีที่แล้วยังสร้างความเจ็บปวดให้กับผู้คนไม่พออีกหรือ ข้าไม่อยากให้คิดว่าแดนอื่นเป็นเพียงที่เล่นสนุกของเจ้าเหมือนแดนนรก” ไอศูรย์หลุบตาลง น้ำเสียงคล้ายตำหนิส่วนหนึ่ง ปรานีส่วนหนึ่ง

            ชาลวัชฌ์เงียบปากโดยเร็ว สีหน้าไม่ค่อยพอใจแต่ก็ไม่อาจผลักดันความตึงเครียดให้เห่อเหิม ถึงเคยเจ็บแค้นความที่สหายตรงหน้าไม่ยกนางอัปสรให้ แต่ความเจ็บแค้นแท้จริงจนต้องกลับนรกตอนนั้น ก็เป็นเพราะถูกเทพสหายผู้นี้โกรธจัด บันดาลโทสะสะเทือนถึงนรกภูมิ ดุจมหาอสุนีบาตนับพันสายฝ่าเปรี้ยงลงกลางศีรษะจ้าวนรก การถูกจ้าวสวรรค์ที่ไม่เคยเลวร้ายกับใครตะคอกกร้าวใส่ด้วยความเด็ดขาด สร้างความอับอายร้อยเท่าพันเท่า จ้าวนรกแทบไม่ต่างจากตัวตนน่าสมเพชเวทนา

            ตั้งแต่นั้นก็ไม่คิดทำให้ไอศูรย์โกรธ

            แค่อยากทำให้แสดงความเจ็บปวดอย่างถึงที่สุด!

            ชาลวัชฌ์รินน้ำดอกบัวเพิ่ม ยกขึ้นจิบ สายตาที่รังเกียจความพ่ายแพ้จ้องมองไอศูรย์อยู่เนิ่นนาน ยิ่งมองความสง่างามนั่นก็ยิ่งหลงประเด็นเข้าไปทุกขณะจิต ภาพบุรุษชุดขาวเทาแห่งสวรรค์ผู้สงบด้วยเมตตา มีดอกไม้แดงฉานเบ่งบานบนต้นเป็นฉากเบื้องหลัง ต่อให้ไม่ต้องฝืนทนก็สามารถมองอย่างสบายใจได้นานทีเดียว

            “น่าเบื่อ ข้าจะกลับนรก” ชาลวัชฌ์ไม่แตะน้ำดอกบัวอีก

            “...น้อมส่ง” ไอศูรย์ลุกขึ้นยืนค้อมศีรษะพร้อมยิ้มเย็น

            คงมีบางอย่างทำให้ชาลวัชฌ์รู้สึกหงุดหงิด

            “ข้ายังไม่ละทิ้งสิ่งที่เคยสาบานเอาไว้หรอกเทพเจ้า เพราะข้าเทียววาดฝันถึงสีหน้าเจ็บปวดของเจ้า คงชวนมองยิ่งนักยามต้องรวดร้าวแสนสาหัสด้วยรักพังทลาย แค่คิดก็ตัวสั่นอยากลองทำลายดูสักครา” คำกล่าวเลวร้ายจากปากจ้าวนรกแทบไม่ผิดจากอดีต ยังคงเป็นบุรุษที่ชอบทับถมป้ายสีให้ทุกสิ่งเปื้อนมลทิน ชอบการที่ทุกสิ่งต้องหมองขมุกขมัวเช่นเขม่าควัน

            “เฮ้อ เจ้านี่นะ...ชอบทำตัวเหมือนเด็กมีปม” ไอศูรย์เหนือเมฆกว่าด้วยการกล่าวเอ็นดูยิ้มละมุน

            ชาลวัชฌ์ถึงกับหน้าตึงหนัก กัดฟันกรอด เดินอ้อมโต๊ะมาวางมือใหญ่ทั้งสองข้างบนศีรษะของไอศูรย์ ไร้ความเกรงใจในแววตา ลงมือยีด้วยความหมั่นไส้ให้ผมสีทองยุ่งเหยิงพัลวัน พอใจแล้วก็กลายเป็นเขม่าดำพุ่งลงสู่แดนนรกฉับพลันราวกับถูกสูบ

            เครื่องประดับเรียบง่ายที่เสียบผมมวยของไอศูรย์ไว้หลุดร่วง เส้นผมสีทองเงายาวทิ้งตัวลงถูกสายลมพัดคลอเคลียกายเจ้าของ

            ความรักหรือ... ไอศูรย์รำพึงกับตนเอง

            จ้าวสวรรค์มีเมตตามากมายต่อเหล่าผู้ใต้ปกครอง นี่ก็ความรักไม่ใช่หรือ

            สายลมกลิ่นปาริชาตคอยโบกโชยชำระล้างสวนสวรรค์ กลิ่นไอเขม่าเผาไหม้จากแดนนรกลบเลือน เมธากับเทพเจ้าทั้งหลายเร่งเข้ามารับบัญชา ส่วนหนึ่งรายงานการปัดเป่าภัยพิบัติจากเขม่าพิษในแดนมนุษย์ ทุกที่ที่จ้าวนรกเหยียบย่างต้องผ่านการชำระล้าง ไม่ให้สิ่งชั่วร้ายก่อกำเนิดตามมาในภายหลัง

            ถึงแม้จะร้ายกาจเพียงใดจ้าวนรกก็น่าสงสาร ถูกมวลมนุษย์รวมถึงปวงเทพรังเกียจเดียดฉันท์ เพียงแค่มีกายเป็นมลทิน แตะต้องสิ่งใดสิ่งนั้นล้วนแปดเปื้อน

            มีเพียงสิ่งเดียวที่ไม่เปื้อนด้วยมือมัจจุราช...

            นั่นคือจ้าวสวรรค์

            “เขาคงมาอีกครั้ง ไม่ช้าก็เร็ว” เมธาเอ่ยเตือน บางคราวก็ต้องตามสัญชาตญาณมากกว่าภูมิความรู้ ไม่มีใครกล้าวางใจจ้าวนรกได้ เทพเฒ่ารู้ข้อนี้ดี

            “น่ากลัวว่าเขาจะทำมากกว่าการมาอีกครั้ง” ไอศูรย์จิบน้ำดอกบัวต่อ

            “ไยต้องเป็นยามนี้หนอ พลังที่พอต้านทานภัยจากจ้าวนรกมีเพียงพลังสวรรค์ของท่าน แล้วท่านยังไม่ฟื้นตัวดี สถานการณ์เสียเปรียบ ยากต่อกรโดยแท้”

            “เครียด...”

            “ใช่ เครียด”

            “นี่แก้เครียด” ไอศูรย์ส่งแก้วไผ่ให้เมธา รินน้ำดอกบัวด้วยรอยยิ้มที่ไม่บ่งบอกความกังวลประการใด “ดื่มผ่อนคลายเสียหน่อย”

            “ท่านดื่มแล้วหาย?”

            “ไม่”

            “ข้าจะดื่มเพื่อการอันใดอีก...”

            “ช่วยดื่มที เหลือทิ้งเสียดาย ว่าจะแบ่งไปฝากฟานน้อยด้วย” คำตอบสงบเย็นเฉกเช่นน้ำดอกบัวที่รินให้ หยาดหลั่งด้วยซุ่มเสียงชวนรื่นรมย์ยินดี

            หากเป็นการรินให้ของจ้าวสวรรค์ ขนาดจ้าวนรกยังไม่ปฏิเสธ

            แล้วเมธาเป็นใครเล่าจะกล้าเมินเฉย

 

            ไอศูรย์อบสมุนไพรในสำนักทิพย์วิทยาตามเดิม จำแลงกายเป็นเทพเจ้าไร้เสน่ห์ตัวผอมแห้ง ไม่มีส่วนใดน่าพิศน่าพอใจ ไม่มีใครมองออกเลยว่าเทพรูปพิลึกคือจ้าวสวรรค์ หากวันใดมีพลังเกินครึ่งกลับคืนคงเริ่มระแคะระคาย ทว่าไอศูรย์ภาวนายังไม่อยากให้ถึงวันนั้น

            เกรงว่าถ้าสำนักทิพย์วิทยารู้ มารก็จะรู้

            กลิ่นไอสมุนไพรคลุ้งกายหลังอบเสร็จ บัณฑิตหลายคนมักทายว่ามีสมุนไพรใดบ้างยามได้กลิ่นจากตัวเขา

            คนพวกนั้นทายถูก แต่ไม่เคยทายครบ ยังต้องไปเรียนใหม่

            ไอศูรย์กลับมาห้องพัก ทิ้งกายลงนั่งมองบนโต๊ะ

            บันทึกรายงานจากแต่ละชั้นฟ้าแต่ละส่วนงานที่ตรวจเสร็จแล้วถูกเก็บไป บันทึกใหม่ถูกวางไว้แทนที่ ผู้ที่ช่วยนำมาวางให้ยังต้องเทียวขึ้นไปเบื้องบน ต้องทำทีให้ดูเหมือนว่าจ้าวสวรรค์ยังอยู่บนวิมาน มิหนำซ้ำยังต้องเทียวไปแดนมารเพื่อดูเด็กสายเลือดต้องห้าม เมธารับงานหนักได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่องทีเดียว เป็นเทพองค์เดียวที่ไอศูรย์ไว้ใจที่สุด

            สิ่งที่กวนใจไอศูรย์ยามนี้คือรายงานเหตุผิดปกติในแดนมนุษย์เมื่อคืน ความรุนแรงต่างจากภัยพิบัติจากจ้าวนรก มันเกี่ยวเนื่องกับแดนวิปโยค มีทั้งมนุษย์ทั้งมารรวมตัวกันในชื่อกลุ่มริปู ชาลวัชฌ์เองก็ส่งจดหมายมาถามเรื่องวิญญาณที่ตายด้วยเหตุผิดปกติ

            สิ่งใดหนอฆ่าชีวิตมนุษย์ให้กลายเป็นวิญญาณเสียสติได้

            มิได้ทำลายเพียงร่าง ยังทำลายจิตและสติให้แตกซ่านอีกด้วย พลังลึกล้ำขนาดนั้นน่าจะมีเพียงจอมมารไม่ผิดแน่ แต่อย่างจอมมารหรือจะฆ่าผู้บริสุทธิ์

            ริปู...

            เป็นจอมมารที่ก่อตั้งกลุ่มขึ้นเมื่อนานมาแล้ว มีเป้าหมายขับไล่เทพเจ้าออกจากแดนมนุษย์ คอยลดทอนอำนาจสวรรค์ ว่ากันว่ารวบรวมเหล่าผู้ไร้ศรัทธาและชิงชังเทพเจ้าเอาไว้ ทว่าการเคลื่อนไหวของกลุ่มก็หายเงียบไปนานนับห้าร้อยปีอย่างไม่ทราบสาเหตุ ครั้นหวนคืนอีกครั้งก็นำพาความเลวร้ายมาอย่างยิ่งยวด

            จอมมารก่อหรือ นี่ไอศูรย์ไม่ได้ไว้ใจผิดตนใช่ไหม...

            เสียงเคาะประตูอย่างรีบเร่งดังขัดจังหวะ อึดใจเดียวฟานเปิดประตูพรวดเข้ามาหอบแฮกๆ หน้าละอ่อนเลือดฝาดมีเหงื่อไคลไหลซึม หนนี้สองแขนกอดกล่องไม้แน่นติดตัวมาด้วย คิดว่ามีเรื่องร้อนแต่สีหน้านั่นก็กำลังยิ้มกว้างเห็นเขี้ยว

            ไม่เคยเข้าใจเลยไยฟานต้องรีบร้อนยามส่งของ

            โดนเร่ง? ตื่นเต้นเอง? ส่งช้าแล้วจะตาย?

            เฮ้อ...

            “นายเจ้าเห็นข้าเป็นตู้เก็บของหรืออย่างไร” ไอศูรย์เอ่ยทักเบาๆ ระหว่างที่อีกฝ่ายยังหอบหายใจตัวโยน

            “มิได้ขอรับ รอบนี้เป็นของสำคัญยิ่ง จอมมารกำชับให้ท่านต้องพกติดตัวตลอดเวลา” ฟานรีบกวาดพวกบันทึกหลบทาง วางกล่องไม้ฝังมุกอย่างดีลงบนโต๊ะต่อหน้า ท่าทีกระเหี้ยนกระหือรือส่งมอบผิดจากปกติ

            ต้องพกติดตัวด้วย?

            ไอศูรย์จำเป็นต้องชั่งใจใคร่ครวญมากขึ้น เดาไม่ออกเลยว่าประหลาดอย่างจอมมารจะส่งสิ่งรบกวนสติและสมาธิอะไรมาอีก

            พอเปิดฝากล่องออกก็ต้องเบิกตากว้างเล็กน้อย

            ภายในกล่อง...

            ว่างเปล่า?

            ไม่สิ มีพลังบางอย่างอบอวลอยู่ภายในน่าพิศวงยิ่งนัก รู้สึกได้ว่าอันตรายต่อเทพสวรรค์ ไม่ควรแตะต้อง ไม่ควรเข้าใกล้ ทว่าฟานเห็นแล้วตาเป็นประกายระริก คอยลุ้นว่าไอศูรย์จะแสดงท่าทีกับสิ่งนี้อย่างไรต่อ

            ท่าทางของฟานทำให้ไอศูรย์ระแวงตงิดๆ

            มันต้องเป็นของน่าอายมากแน่!

            “ไยจอมมารมอบสิ่งนี้” เขาถามลองเชิงเสียก่อน

            “ข้านำน้ำดอกบัวที่ท่านให้ไปมอบแก่จอมมาร เขาดีใจมากเลยมอบของสิ่งนี้ตอบแทน ท่านก็อย่าคิดเล็กคิดน้อย รับเอาไว้เถิด” ฟานโต้ตอบหว่านล้อม วักมือในอากาศเร่งเร้า

            น้ำดอกบัวเขาให้ฟาน ตั้งใจให้จอมมารเสียที่ไหน

            ...มันต้องมีอะไรสักอย่างสิน่า

            ไอศูรย์มุ่นคิ้วกำลังจะปิดฝากล่อง ปลายนิ้วมือข้างหนึ่งกลับแตะโดนกลุ่มพลังงานภายในเข้า ดั่งสายฟ้าฟาดให้ต้องผุดลุกผาดชักมือหนี สิ่งในกล่องไม่ยอมปล่อยเขาโดยง่าย ชำแรกเข้าที่ปลายนิ้ว ลามหลังมือ แผ่ซ่านความร้อนไปทั่วทั้งร่างกาย

            อะไร?! อึดอัด!

            ท...ทรมาน!

            มันไม่น่าใช่สิ่งที่ดีหากเขาทรมานขนาดนี้ เหมือนหัวจะระเบิด เหมือนกระดูกจะบิดแหลกสลาย เหงื่อผุดเป็นเม็ดเต็มใบหน้า กระแสร้อนเย็นตีสลับปั่นป่วน ขนาดใช้พลังสวรรค์ยับยั้งยังไม่เพียงพอ

            ฟานตระหนก เร่งเข้ามาท่องคาถาเป่าหน้าผากและจับชีพจรที่ข้อมือ

            “นี่ไม่ใช่สิ่งที่จอมมารต้องการ” ฟานหน้าเครียดสีหน้าแย่ตาม เดินพลังสู่ปลายนิ้วไล่กดสกัดตามแผ่นอกของไอศูรย์เร็วรี่ “มันควรเป็นพลังปกป้อง ไม่ใช่พลังบ้าคลั่ง จอมมารเกรงว่าสักวันจะพลั้งสังหารท่านโดยไม่รู้ตัวจึงมอบสิ่งนี้ให้ ริปูก็จะไม่กล้าแตะท่านด้วย แต่มีบางอย่างทำให้มันกลายเป็นพิษ!

            อะไร! นี่มันเรื่องบ้าอะไร!

            ไอศูรย์กัดฟันกรอดหยัดยืนต่อไม่ไหว ล้มนั่งกำมือแน่นจนสั่น

            หรือว่าสิ่งที่อยู่ในกล่องถูกเหนี่ยวนำให้คลั่งเพราะสิ่งแปลกปลอมอื่น

            ปัง!

            ประตูถูกกระแทกเปิด หลังบานพับอ้ากว้างเผยร่างสูงใหญ่ที่ยังยกเท้าค้างไว้หลังถีบประตูเมื่อครู่ เขม่าพิษสีดำคละคลุ้งอยู่ในอากาศโดยรอบ

            คำเดียวที่เทพเจ้าอยากสบถ... นรก!

            ชาลวัชฌ์!

            รู้แล้วว่าสิ่งแปลกปลอมที่ทำให้พลังจอมมารคลั่งคือสิ่งใด ถึงไม่เข้าใจในความเกี่ยวข้องกัน แต่รู้สึกได้ว่าร่างกายกำลังสั่นสะท้านเพราะการมาผิดเวลาของจ้าวนรก พลังของจอมมารถูกแปรเปลี่ยนเป็นเขม่าพิษในนรกเพียงเพราะนรกมาเยือน ปกติเขม่าพิษทำร้ายจ้าวสวรรค์ไม่ได้แท้ๆ

            “ป...ไป! ฟานออกไปจากห้องเดี๋ยวนี้!” ไอศูรย์กัดฟันร้องสั่ง

            ฟานมองเขาสลับกับกายสูงใหญ่ที่หน้าประตูอย่างหวาดระแวง

            “แต่หน้าที่ข้า...”

            “ไปบอกให้เมธากางเขตแดนศักดิ์สิทธิ์ก่อนที่ทุกคนที่นี่จะพากันตาย!” ไอศูรย์รวบรวมแรงกายผลักฟานออกไปจากห้องด้วยฝ่ามือเดียว เขารู้จักจ้าวนรกดี จนรู้แก่ใจว่าจะเกิดสิ่งใดต่อ แม้มันเป็นเหตุบังเอิญ จ้าวนรกก็คงไม่ปล่อยเหตุบังเอิญอันเป็นโอกาสให้ฉกฉวยหลุดลอย

            พลังที่ควรใช้ปกป้องกายเฮือกสุดท้าย ไอศูรย์กลับใช้มันผนึกห้องไว้หนึ่งชั้นโดยเร็ว ไม่ให้ภัยพิบัติแพร่กระจาย กายอ่อนแรงพลันทรุดหมอบราบกับพื้นหายใจหอบ เหนื่อยล้าแทบจะหมดแรงหายใจเสียด้วยซ้ำ ความปวดร้าวยังบาดลึกไปทั่วทุกกระดูก ผิวกายเริ่มเป็นสีดำคล้ำดั่งถูกไฟฟอนแผดเผา

            ฟานกลับเข้ามาไม่ได้ก็สบตาอย่างอัดอั้น ไม่เข้าใจไยตนถูกกันออกมา

            “ท่านควรให้ข้าลองย้ายพิษคืนลงกล่อง!

            “หึ...เชื่อเทพเจ้าดีกว่าน่า พิษนั่นไม่ใช่ของเด็กเล่น มันไม่เชื่องกับเจ้าหรอก” เนตรเพลิงโลกันตร์จ้องมองฟานอย่างที่นายพรานเห็นเนื้อตัวหนึ่ง

            “อย่าอยู่ใกล้เขา! รีบไปเดี๋ยวนี้ฟาน!” ไอศูรย์คำรามสั่ง

            คำพูดแห่งสวรรค์ผลักให้ฟานออกตัววิ่งทันที

            ฟานห่วงไอศูรย์มากนัก ห่วงผู้เป็นที่รักยิ่งของเจ้านาย เมื่อไม่อาจกำจัดพิษก็ต้องกักกัน ในหัวของฟานมีข้อมูลตำรานับพัน ไม่มีข้อใดบอกเลยว่านั่นคือพิษร้ายอะไรแน่ อยากตรงไปหาอาจารย์แพทย์ใจแทบขาด ในหัวกลับมีเสียงคำสั่งให้ไปหาเมธาก้องดังราวมีมนตร์บงการ ฟานเสียใจที่ไม่อาจช่วยบรรเทาทุกข์ ต้องทิ้งผู้ที่เจ้านายรักเอาไว้เบื้องหลังอย่างไร้ทางเลือกอื่น

            ที่สำคัญทิ้งไว้กับคนแปลกหน้าแสนน่ากลัวอีก!

            สองเท้าที่รีบเร่งพลันกลายเป็นสี่เท้าเพื่อเร่งความเร็ว กายาเปลี่ยนผันให้ตัวคล้ายกวางแต่ขนาดเล็กกว่า ฟานน้อยวิ่งร้องไห้น้ำตากระเซ็นตามหาเมธาวุ่นวาย เหล่าอาจารย์ในสำนักเริ่มจับเค้าลางร้ายได้ พากันออกมาล้อมหอบัณฑิต หยั่งเชิงอำนาจภัยคุกคามก่อนเลือกประเภทค่ายกลผนึก

            ฝ่ายเมธานั่งคำนวณวิถีดวงดาวในสวนสวรรค์ ครั้นจิตสัมผัสได้ว่ายันต์คุ้มภัยในสำนักทิพย์วิทยาถูกภัยพิบัติฉาบให้มัวหมอง ตระหนักว่าเกิดเหตุร้ายก็รีบทิ้งกระดานทำนาย ทะยานจากสวรรค์มาที่สำนักทิพย์ ได้พบฟานน้อยขนสีน้ำตาลตาฉ่ำน้ำวิ่งเข้ามาหา

            “ท่านภัพบอกให้กางเขตแดนก่อนทุกคนที่นี่จะตาย!” ฟานแจ้งสุดเสียง

            เทพเจ้าชั้นสูงอีกห้าองค์พุ่งเป็นลำแสงสวรรค์ลงมายังผืนดินพร้อมเพรียง กลิ่นหอมสะอาดโชยทั่ว พวกเขาพยักหน้าเตือนเมธาแล้วแยกย้ายกันไปประจำห้าทิศ แสงเทพเชื่อมโยงจุดที่พวกเขาอยู่ กางสัญลักษณ์ดาวห้าแฉกขนาดใหญ่ มีห้องพักที่คลุ้งด้วยเขม่าพิษเป็นใจกลางของดาว

            “ท่านภัพน่ะ! ท่านภัพ...!” ฟานแทบพูดไม่เป็นภาษาวิ่งตามหลังเมธา

            “พิษนรกทำร้ายท่านภัพไม่ได้” เทพเฒ่าเอ่ยปลอบ

            “ได้สิมันทำร้ายท่านภัพผ่านพลังของจอมมาร ข้าเห็น!

            “ไยพลังของจอมมารถึงเป็นสื่อกลางได้ ไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย มารกับนรกไม่ใช่อย่างเดียวกันสักหน่อย ถามความจากจอมมารเดี๋ยวนี้ ไม่รู้ต้นเหตุมันแก้ไขยาก” เมธารีบบอกเสียงเครียด

            ฟานรับคำโดยไว

            เทพเฒ่าหยุดฝีเท้า กำไม้เท้าแน่นเมื่อถึงจุดเหมาะหน้าหอ ห่วงจ้าวสวรรค์เพียงใดก็มีแต่ต้องเชื่อใจ เชื่อในคำสั่ง กลั้นใจยกบาทากระทืบพื้นหนึ่งที ผืนดินตอบสนองสะเทือนครืน ไม้เท้ากวัดใส่ในอากาศหนึ่งสาย ผืนฟ้าตอบสนองสะเทือนฮึม ทำท่าง่ายเช่นนี้อยู่ห้าเที่ยวกลับถูกสูบพลังชีวิตแทบหมดสิ้นจากกาย

 

            จ้าวนรกแสยะยิ้ม ก้าวฝ่าการป้องกันเข้ามา นี่ก็เป็นสิ่งที่ไอศูรย์คิดเอาไว้ ผนึกของห้องจะใช้กักเขม่าพิษนรกจากกายชาลวัชฌ์ด้วย ทว่ายิ่งเขม่าพิษของชาลวัชฌ์แผ่ปกคลุมเข้ามาใกล้ตัว ไอศูรย์ก็ยิ่งทรมานทุรนทุราย ไม่อาจเก็บสีหน้าหรือกลั้นเสียงร้องได้อีก

            ตอนแรกชาลวัชฌ์เพียงแค่กระหายชัยชนะจึงลอบใช้จิตตามรอยเทพ ครั้นรู้สึกถึงพลังอันเคยคุ้นในสำนักทิพย์วิทยาก็ลองมาดู หวังว่าจะได้เห็นความลับสำคัญของจ้าวสวรรค์

            แล้วนี่ร่างจำแลงอัปลักษณ์มันคืออะไร?

            “ไม่นึกเลยว่าพอข้าตามพลังอันน้อยนิดของเจ้ามา จะเจอเจ้าในสภาพนี้” ชาลวัชฌ์วาดยิ้มผยองสาแก่ใจ เนตรเพลิงโลกันตร์กลับส่อแววเจ็บปวดสับสน “สิ่งใดกัน...ทำให้ข้ากลายเป็นโชคร้ายสำหรับเจ้าเสียแล้ว มันน่าเบื่อนักหากต้องเห็นเจ้ามีสภาพเหมือนมนุษย์คนอื่นยามถูกข้าเข้าใกล้”

            มีเสียงอื้ออึงคอยรบกวนจนไอศูรย์ได้ยินไม่ชัด พูดตอบไม่ได้สักคำ

            เหงื่อผุดหยาดเป็นสายชุ่มตัว พื้นไม้ที่ไอศูรย์นอนทับเริ่มกลายเป็นสีดำเหมือนถ่าน เขายังมีสติอยู่กับตัว แค่ร่างกายไม่อาจขยับดั่งใจ

            กายกำยำสีคล้ำนั่งยองๆ ลงชิดใกล้ เพ่งสายตาลงมาอย่างสมเพชเวทนา

            “เจ้าอ่อนแอเอง โทษข้าไม่ได้ เอาไว้ข้าสนุกกับแดนมนุษย์จนพอใจจะมาช่วยเจ้าทีหลังก็แล้วกัน” มืออันหนักหน่วงวางทาบลงมาบนหน้าผากของไอศูรย์ ผู้ถูกแตะตัวเกร็ง กัดฟันคำรามข่มความเจ็บปวดลั่น ชาลวัชฌ์ก็หาได้ใจอ่อน กลับเร่งขับเขม่าพิษชั่วร้ายจากกายตนลงสู่อีกกายที่ยังอ่อนล้า ยัดเยียดให้อย่างไร้ปรานี ไม่เกรงกลัวเลยว่ากายเทพเจ้าอาจแหลกสลายคามือ

            เขม่านรกไม่ต่างจากสัตว์ร้ายนิสัยแย่ฝูงหนึ่ง หากไม่ใช่กายเจ้านายควบคุม มันย่อมไม่เชื่อง ย่อมคิดแต่จะกัดกินกัดกร่อน

            เขม่านรกไปอยู่กับไอศูรย์หมดสิ้น ชาลวัชฌ์หยัดกายลุก ยิ้มเยาะ

            “อย่ารีบตายเชียว หากเจ้าตายรับรองว่าผนึกกี่ชั้นก็กันพิษไม่อยู่”

            ไอศูรย์กัดฟันกรอดกำมือแน่น เขาทำใจกับความเห็นแก่ตัวเห็นแก่ได้ของจ้าวนรกเอาไว้แล้ว อีกฝ่ายแค่ต้องการทรมานเขาเล่น ต้องการให้เขาวิงวอนขอความเห็นใจ ไม่ได้ต้องการฆ่าให้ตาย หากเขาทนได้สักวันหรือสองวัน ชาลวัชฌ์ที่เที่ยวเล่นโดยไร้พิษจนพอใจแล้วก็จะยอมกลับช่วยเขาเอง

            ชาลวัชฌ์ก้าวออกไปจากห้องโดยไม่เหลียวแลสหายอีก บางทีอาจเพราะไอศูรย์อยู่ในรูปลักษณ์ที่ไม่น่าพึงใจด้วยกระมัง ทรมานถึงเพียงนี้ก็ยังไม่กลับคืนกายแท้

            เขม่าพิษหนาแน่นขึ้นทรมานเสียยิ่งกว่าตาย โต๊ะตู้ในห้องเริ่มสั่นไหว

            ของนั่น...!

            ไอศูรย์กัดฟันแน่นตะเกียกตะกายไปที่ตู้สุดความสามารถ ผิวที่ไม่เคยลำบากขูดพื้นแสบช้ำ ฝืนแบมือรับขวดสุราที่ร่วงตกลงมาได้ทัน ถึงกระนั้นทั้งขวดและเครื่องไม้ทั้งหมดก็เริ่มร้าวจากแรงกดดันมหาศาล อีกไม่นานทุกอย่างคงพังทลาย

            เขาพลิกตัวหงายนอนหายใจหอบ เปิดจุกขวดแล้วดื่มสุราลงคอ

            ทันเวลา ดื่มจนหยดสุดท้ายขวดขาวก็แตกกระจายคามือ คมบาดเนื้อเลือดไหลอาบ นึกแล้วก็ตลกนักที่จ้าวสวรรค์ยังคิดเสียดายสุราอีกหนอ ทรมานให้ตายอย่างไรก็ขอให้ได้ดื่ม ความร้อนผ่านคอ แผ่ซ่านทั่วกาย ทำให้ทรมานมากขึ้นแต่กลับเป็นความทรมานที่รู้สึกดีจริงเชียว

            กล่องไม้อันเก่าหล่นลงมาด้านข้างศีรษะ น้ำตาลปั้นกิ่งดอกบ๊วยที่มดไม่กล้าแตะกระเด็นออกมา มันเริ่มเป็นสีดำไหม้แล้วแตกพังเป็นผงถ่าน

            ค่อยๆ จำได้ทีละนิด...ว่าจ้าวสวรรค์ไม่เคยมีของเป็นของตนเอง

            เพราะทุกสิ่งที่มี ทุกสิ่งที่เคยถือครองไว้ ล้วนถูกพลังภัยพิบัติของจ้าวนรกทำลายหมดสิ้น เขาทยอยจำได้แล้วว่าไยไม่ชอบยึดติดกับสิ่งของอีก ก็เพราะสุดท้ายแล้วเขาต้องเลือกรักษาสหายมากกว่าของพวกนั้น หากไม่มีตัวเขาให้ยึดเหนี่ยวจิตใจ จ้าวนรกก็จะไม่เหลือใครคอยควบคุมและเตือนสติอีกเลย

            สติเกือบล่องลอยไปแสนไกล เสียงประตูห้องเปิดดึงความนึกคิดไอศูรย์กลับเร็วรี่ ฝีเท้าหนักอันแข็งแกร่งก้าวย่างเข้ามาอย่างสุขุมเยือกเย็น เขม่าพิษในห้องแตกซ่านหลีกทางป่วนปั่น ความน่าพรั่นพรึงที่ครอบงำห้องมีพลังมหาศาลมากกว่าเขม่านรกหลายสิบเท่า

            ไม่รู้เหตุใดพวกมันถึงหวั่นกลัวการมาของจอมมาร

            นัยน์ตาสีดำสนิทไร้ชีวิตจ้องมองมา ครั้นถึงตัวก็อุ้มไอศูรย์อย่างระมัดระวังไปนอนบนฟูก แล้วลูบศีรษะปลอบโยน ความตึงเครียดและแรงกดดันจากจอมมารค่อยๆ ลดลงกลายเป็นความอบอุ่น เป็นความคุ้นเคยที่น่าโหยหา

            ไอศูรย์สงบลง จิตใจคล้อยตามสัมผัสนั้น...

            กระทั่งจอมมารเอื้อมมือมาทาบหน้าผาก ดั่งไฟแผดเผา ความแสบร้อนบังเกิดให้ดิ้นพล่านจะขาดใจอีกหน ไอศูรย์ปัดมืออีกฝ่ายออกร้องลั่น แม้แต่ฟูกก็กลายเป็นละอองเถ้าถ่านปลิดปลิว

            “ภัพ เชื่อข้า” ปราภพกอดผู้ที่กำลังทุกข์ทรมานไว้แนบอก กอดไม่ให้ดิ้นทุรนทุราย เทียวลูบแผ่นหลังปลอบขวัญ “เชื่อใจข้า อย่าทำอย่างนี้ ยามอยู่ต่อหน้าข้าอย่าแบกรับความทรมานเอาไว้ คิดว่าข้าดีใจที่เห็นเจ้าเป็นเช่นนี้หรือ อย่าทรมานข้าสิ...”

            ไอศูรย์กำเสื้อปราภพแน่น พยายามอดกลั้นไม่ทุรนทุรายอีก

            “ภัพ...ข้าจัดการมันเอง แค่ไว้ใจข้า...” คิ้วที่มุ่นเข้าหากันบ่งบอกถึงความห่วงใยเป็นอย่างดี ใบหน้าคมสันดุดันโน้มลงมาชิดใกล้ หน้าผากแนบชิดหน้าผาก รอยสัมผัสทำให้ไอศูรย์ทรมานแสนสาหัสเกือบร้องออกมา ปราภพกลับแนบริมฝีปากจูบบดเบียดห้ามเขาเอาไว้ก่อน สองมือสอดนิ้วประสานเกาะกุมกัน เพิ่มเนื้อสัมผัสให้เขม่าพิษถ่ายทอดจากกายไอศูรย์สู่กายจอมมารเร็วขึ้น เขม่าดำโบกพัดตามการดึงดูดไปในทิศทางเดียว

            เดี๋ยวสิ! มารจะทานทนพิษนรกได้อย่างไร!

            ไอศูรย์ตระหนกรีบหันหน้าหนี กลัวว่าปราภพจะตาย ไม่เคยมีมารทนพิษนรกได้มาก่อน หากพิษอยู่ที่ไอศูรย์เขาก็แค่ทรมาน ไม่ถึงกับตายแน่นอน แล้วจะให้จ้าวสวรรค์ปัดภาระหรือ ไม่มีทางเด็ดขาด

            “ภัพ...ไม่เชื่อข้าหรือ” จอมมารกระซิบก่อนจะจูบมาที่ต้นคอให้หวิวไหว

            ว...หวิวบ้าอะไร!

            ไอศูรย์หน้าแดงเรื่อกัดฟันแน่น หลับตาแน่น

            “ภัพ...อย่าดื้อกับข้า...”

            ดื้อที่ไหนเล่า! เขากำลังปกป้องทุกชีวิตอยู่ต่างหาก!

            เทพเจ้าพยายามอดกลั้นแทบตาย จอมมารดันมาเกาะแกะล่วงเกินอยู่ได้ โธ่! มันใช่เรื่องหรือ! ถูกจอมมารฉวยโอกาสกี่รอยแล้ว เลิกจูบสักทีเถิด! เทพเจ้าควรมีสติสะกดพลังพิษร้าย ไม่ใช่มารู้สึก...! ริมฝีปากอีกฝ่ายที่จูบเม้มอยู่หลังใบหูทำเอาเขาใจเต้นโครมสะท้านไปทั้งร่าง

            อา... มันน่าอายเกินไปแล้ว น่าละอายนัก...

            “ให้เจ้าเลือกแล้วกัน...ว่าจะเสียเขม่าพิษ หรือว่าเสียกายพร้อมเขม่าพิษให้ข้า...” เสียงกระซิบถามพ่นลมหายใจอุ่นอยู่ใกล้ใบหู

            ไม่ได้หวงพิษหรอกน่า ห่วงมารบ้าตนหนึ่งอยู่ต่างหาก...

            ไอศูรย์ถอนหายใจ ค่อยๆ หันหน้ากลับมาสบสายตาอย่างใจเย็น

            ครั้นจอมมารได้เห็นหน้าแดงของไอศูรย์กับแววตาเป็นห่วงก็นิ่งค้างอึดใจหนึ่ง แล้วเผยยิ้มตอบ สะกดให้เทพเจ้ายิ่งใจเต้นรัวทำตัวลำบาก

            “ห่วงข้าหรือ เช่นนั้นเจ้าคงเข้าใจว่าข้าก็ห่วงเจ้ามาก ไม่ได้ห่วงน้อยกว่าเจ้าเลย...” จอมมารใช้ริมฝีปากแตะริมฝีปากของไอศูรย์เนิบช้า มุมปากยังเจือยิ้มเป็นเสน่ห์แสดงความพึงพอใจ

            จนผู้ถูกจูบเห็นแล้วต้องอาย

            มือจอมมารไล้ใบหน้าก่อนจะทาบที่หน้าผากของไอศูรย์แผ่วเบา ดึงเอาเขม่าพิษอย่างระแวดระวัง ไม่ให้เทพเจ้าต้องรู้สึกทรมานแสนสาหัสอีก คอยจูบปลอบประโลมโดยไม่คิดหน่าย

            จนเขม่าพิษสายสุดท้ายถ่ายผ่านสู่ร่างจอมมารหมดสิ้น

            ไอศูรย์หายอึดอัด ตัวโล่งสบาย มือทั้งสองที่กำเสื้อของจอมมารแน่นมาตลอดค่อยๆ คลายออก ในยามนี้จอมมารคงคิดว่าไอศูรย์จะผละตัวหนีตามปกติ เขากลับเอนตัวซบหน้ากับบ่าให้จอมมารประหลาดใจแทน

            “ท่าน...ทนพิษนรกได้อย่างไรกัน” เสียงแผ่วของไอศูรย์เอ่ยถาม

            “ไม่รู้สิ มันอาจชอบข้ากระมัง” คำตอบของจอมมารไม่ใช่การเล่นลิ้น แม้แต่สายตาก็จริงจัง น่าแปลกนักที่เขม่าพิษจากนรกไปอยู่กับจอมมารอย่างสงบ ไม่เกรี้ยวกราดต่อต้าน มิหนำซ้ำยังยอมถูกผนึกไม่ออกมาฟุ้งในอากาศเลยสักสาย

            หากไม่ใช่สิ่งที่เกิดในนรกไม่น่าทนพิษ นี่ยังควบคุมได้อีก

            “ว่าแต่เจ้าเถิด ทนพิษนรกได้อย่างไร” จอมมารย้อนถาม

            “ข้า...”

            ควรบอกความจริงได้แล้วหรือยังหนอ ไอศูรย์สับสนอยู่ในใจจนไม่อาจพูดอีก จอมมารจะคิดอย่างไรกับจ้าวสวรรค์ แล้วจ้าวสวรรค์ควรแล้วหรือที่จะทำตัวเยี่ยงนี้...

            ไม่ควรเลยสักนิด...

            “บอกข้าเมื่อเจ้าพร้อมก็ได้” จอมมารโอบกอดไอศูรย์พลางลูบหลังศีรษะ ความอบอุ่นที่โอบล้อมคอยทำให้หัวใจเทพเจ้าป่วนปั่นไม่หยุดหย่อน

            “ข้า...ขอโทษเรื่องขวดสุราที่ท่านอุตส่าห์ปั้น” ไอศูรย์พูดแผ่วเบาอย่างไม่แน่ใจว่าจะถูกโกรธด้วยหรือไม่

            “ไม่สำคัญหรอก”

            “ไม่สำคัญหรือ มีข้อความที่ก้นขวด มันแหลก...”

            “ข้าชอบเจ้า” จอมมารดันพูดออกมาด้วยตัวเอง

            หือ?!

            ถูกบอกชอบต่อหน้า น่าอายกว่าเจอข้อความก้นขวดร้อยเท่าพันเท่าอีก ไอศูรย์ต้องรีบข่มความเขินอายไว้ภายใต้ความสงบนิ่ง

            “นี่ท่าน...เมาเขม่าพิษ?”

            “ข้าชอบเจ้า ได้ยินใช่ไหม” จอมมารกระซิบใกล้ใบหูมากขึ้น

            “...ได้ยิน”

            “แค่นี้ก็พอแล้ว ขอเพียงเจ้ารับฟังและจำไว้ ขวดสุรานั่นคงไม่จำเป็นอีก” กระซิบตอบไม่พอ ยังจะจูบมาที่หลังใบหูซ้ำให้เทพเจ้าหน้าแดงก่ำสั่นสะท้าน “เป็นอะไร เจ้าเมาสุรา?”

            นั่นประไรมีย้อน!

            อยากจะเกลียดจอมมารนัก ทว่าความรู้สึกที่มี กลับไม่ต่างจากที่เทพเจ้ารู้สึกต่อสุราจอมมารเลย เขาไม่อยากจนแต้มต่อหน้าจอมมารอีกแล้วแท้ๆ




ต.ใต้ต้นตาล :

ในบทนี้มีดอกไม้สีแดง ดอกปาริชาต หรือทองหลางนั่นเอง คนเขียนรู้จักดอกไม้ชนิดนี้ครั้งแรกในละครจักรๆ วงศ์ๆ ซึ่งในละครใบมันเป็นสีทอง แล้วองค์เทพก็เสกให้ดอกปาริชาตนั้นกลายเป็นนางฟ้างดงาม คนเขียนเลยเพ้อพกมาตลอดว่ามันเป็นดอกไม้แห่งสวรรค์ (ตามความเชื่อของไทยมันก็ใช่นะ) แต่พอได้เห็นต้นจริงๆ แล้วไม่รู้ทำไมนึกถึงต้นงิ้ว...

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 289 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

526 ความคิดเห็น

  1. #519 Windy velvet (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 4 ตุลาคม 2563 / 22:46

    แพ้มาก ท่านจอมมารเป็นไมโครเวฟเคลื่อนที่ นี่คิดว่าจอมมารคงมีสายเลือดจากแดนนรกรึป่าวพลังเลยไม่ต้านกัน

    #519
    0
  2. #501 Ruruka Buta (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 27 มกราคม 2562 / 12:28
    จุดประสงค์จริงๆ ของจ้าวนรกคืออะไรกันแน่
    #501
    0
  3. #480 Sspringlove (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 2 ตุลาคม 2561 / 18:30

    อยากจิ้นฟานกับชาลวันได้มั้ยอ่ะ55555

    #480
    0
  4. #472 SayonaraMasaaki (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 8 สิงหาคม 2561 / 20:49
    พ่อคนจากนรกคนนี้เดียวก็รักเพื่อนสนิทไม่รู้ตัวหรอก
    #472
    1
    • #472-1 จินต์ ลี.(จากตอนที่ 6)
      10 สิงหาคม 2561 / 11:15
      ฮา อารมณ์เพื่อนสนิทคิดไม่ซื่อใช่ไหมเอ่ยยยย
      #472-1
  5. #443 __tha__ (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2561 / 19:05
    เดาว่าจอมมารเป็นครึ่งนรกป่ะ
    #443
    0
  6. #403 thifu:') (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 28 มกราคม 2561 / 12:25
    เขาไม่สงสัยกันหน่อยเหรอว่าทำไมจอมมารมาหาที่สำนักบ่อยๆ หรือไม่รู้กัน? ถถถถถ คือสงสัย มาบ๊อยบ่อย
    #403
    0
  7. #392 MmNn__ (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 11 มกราคม 2561 / 16:41
    อห.ชื่ิอตอนนี่นิ นรกมาก
    #392
    0
  8. วันที่ 11 ธันวาคม 2560 / 11:34
    อ้าว เหมือนดอกงิ้วๆจริงๆด้วย555
    #384
    0
  9. #373 moony+lilac (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2560 / 14:44
    จ้าวนรกนี่วาจาสยิวกิ้วมาก ไม่อยากคิดเลยว่าถ้าจอมมารมาได้ยินจะเป็นยังไง จริงๆ จ้าวนรกก็น่าสงสารนะ แต่อย่าเล่นแรงแบบนี้เซ่
    #373
    0
  10. #326 Ageha Ling (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 24 กรกฎาคม 2560 / 17:14
    พอเจ้าสวรรค์มีเรื่องเจ้าแดนมารก็รีบมาช่วยทันที แถมยังหยอดคำหวาน เอ่ยความในใจให้มีหวั่นไหว ดีต่อใจจริงๆ ^^
    #326
    1
    • #326-1 จินต์ ลี.(จากตอนที่ 6)
      27 กรกฎาคม 2560 / 19:39
      ความกระชุ่มกระชวยของท่านคืองานของเรา~
      #326-1
  11. #220 ทิกเกอร์แอล (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 17 พฤษภาคม 2560 / 01:50
    สงสารชาลค่ะ เหมือนมี เอ่อ คำสาปติดตัวเลย เพราะเขม่าพิษพวกนั้น 
    แถมนรกก็ไม่ได้เหมือนสวรรค์ที่เจริญหูเจริญตา ทำตามใจตัวเองได้แบบมารด้วย
    แต่ชาลแสบจริงๆ ค่ะ เราเกลียดไม่ลงหรอก ฮืออออออ 
    #220
    0
  12. #211 ศศิธร (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2560 / 08:39
    บทนี้คือบทที่4 ของเดิม ก็รู้สึกว่าจะเติมบทสนทนาเพิ่มความหวานนิดหน่อยระหว่าง ไอศ์กับปรา
    #211
    1
    • #211-1 จินต์ ลี.(จากตอนที่ 6)
      16 พฤษภาคม 2560 / 10:12
      ช่ายยยย
      #211-1
  13. #188 Irotawin (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 8 พฤษภาคม 2560 / 21:53
    อ่านแล้วมาดูรูปทองหลาง เหมือนโดนหลอก... ความตะปุ่มตะป่ำกับขนๆ พวกนั้นมันอะไรกัน ฮื้ออออ
    #188
    1
    • #188-1 จินต์ ลี.(จากตอนที่ 6)
      9 พฤษภาคม 2560 / 10:52
      ที่บ้านปลูกไว้ตรงศาล ออกดอกสวยมากเลยนะคะแต่ร่วงเร็ว จริงๆ ดอกมันเป็นแพสวยกว่าในรูป แต่ต้นมันเนี่ย...ทำไมมีหนามก็ไม่รู้ TwT
      #188-1
  14. #186 R'r_ (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 8 พฤษภาคม 2560 / 14:49
    พ่อชาละวันนี่สาย S ดีแท้ จอมมารมีเรื่องให้สงสัยอีกมากมาย
    #186
    1
    • #186-1 จินต์ ลี.(จากตอนที่ 6)
      8 พฤษภาคม 2560 / 19:11
      ขอบคุณที่ติดตามจ้า
      #186-1
  15. #184 พัดลม (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2560 / 20:19
    สู้นะค่ะ เป็นกำใจให้ พึ่งเจอเรื่องนี้ จะไปตามอ่านให้ครบก่อนเนอะ เหนื่อยก็พัก หายเหนื่อยก็อย่าทิ้งนิยายนะค่ะ ชอบภาษามากเลย
    #184
    1
    • #184-1 จินต์ ลี.(จากตอนที่ 6)
      8 พฤษภาคม 2560 / 19:18
      ขอบคุณค่ะ ไม่ทิ้งแน่นอนแต่ว่าทำงานช้ามากๆ (เร็วเป็นบางช่วง)
      #184-1
  16. #178 punch tar (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 20 เมษายน 2560 / 12:38
    ทำไมอ่านไม่ได้อ่า
    #178
    0
  17. #177 nanmalaew (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 15 เมษายน 2560 / 14:43
    เอื่ออออ... อยากรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นอ่ะ สู้ๆนะไรเตอร์
    #177
    0
  18. #168 Helena Kadian (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 28 มีนาคม 2560 / 19:02
    สนุปแล้ววววว คิดอะไรไม่ออกลงสามพีเลยยยย
    กรีดดดดด เขิล
    #168
    0
  19. #164 YuNNuTJae LoVe (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 23 มีนาคม 2560 / 15:58
    เหมือนจะแฮปปี้แล้วไหม? หรือคลื่นใต้น้ำ รอสึนามิถล่ม 55555555 เค้ารักกันได้ใช่ไหมคะ? ฮือออออ มันดูง่ายเกินจริงๆแหละ วงล้อนี่ กลับมาเวียนว่ายตายเกิดเป็นมนุษย์ไหม? ส่งต่อเทพเจ้ารุ่นใหม่ให้ลูก? ลูกนี่ส่งต่อคุณชาลดูแลหรือโยธีดี? โอ้ย เดาไม่ได้เลย ไรท์อย่างเมพอ่ะ มาต่อนะ รอ
    #164
    1
    • #164-1 จินต์ ลี.(จากตอนที่ 6)
      24 มีนาคม 2560 / 11:56
      เดารอไปก่อนนะคะ ขอไม่อัพลงเว็บสักพักค่ะ ขออภัยในความไม่สะดวก
      #164-1
  20. #155 Prawpak (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 18 มีนาคม 2560 / 11:50
    เคลียร์ไปแล้วเรียบร้อยกับวาจาสัตย์จ้าวสรรค์องค์ก่อน ตอนจอมมารพามาข้างล่างใจหวิวชอบกล จะทำร้ายจ้าวสวรรค์รึ พอได้รู้สาเหตุเพราะอยากให้อยู่เคียงข้างกับคำตอกกลับของจ้าวสวรรค์นี้ถึงกับโล่งใจเลยทีเดียว เหลือแต่ที่บอกว่าจะคลายบ่วง เข้าสู่กงล้อชะตากรรม นี้คืออะไรจะยอมสลายดวงจิตเหมือนองค์ก่อนรึ?
    #155
    1
    • #155-1 จินต์ ลี.(จากตอนที่ 6)
      19 มีนาคม 2560 / 18:58
      ขอบคุณที่ติดตามมากๆ เลยนะคะ
      #155-1
  21. #147 chem1799 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 16 มีนาคม 2560 / 13:55
    ใช้คำบรรยายสวยดีค่ะชอบบบ บทหวานนี่ก็หว๊านนนมากกกก 555 อยากรู้จริงๆค่ะว่าชาลจะยอมใครได้อีกบ้างนอกจากเพื่อนสุดหวงอย่างไอศ์ 555 สู้ๆนะคะ ติดตามอยู่
    #147
    1
    • #147-1 จินต์ ลี.(จากตอนที่ 6)
      16 มีนาคม 2560 / 15:20
      ขอบคุณนะคะ ขอเวลาตรวจแก้กับปรับเนื้อหาบางส่วนก่อน นิดนึง
      #147-1
  22. #146 cynthia (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 16 มีนาคม 2560 / 08:58
    อืมม เรื่องนี้ น่าจะยาวพอสมควร ทบทวน อ่านคำพูดของไอศ์ แล้ว คงมีจุดหักเห อีก ไม่คิดมากค่ะ แค่คิดเล่นๆ



    เดิมที พล้อตรุ่นพ่อแม่ คงไม่ยาวแบบนี้มังคะ
    #146
    1
    • #146-1 จินต์ ลี.(จากตอนที่ 6)
      16 มีนาคม 2560 / 09:54
      มันก็ใกล้จบแล้วค่ะ เขียนแบบพยายามไม่ก้าวก่ายรุ่นลูกเลยเขียนลำบากหน่อย แต่มันก็พอมีอะไรให้เล่น
      #146-1
  23. #145 Bevip Nong Pim (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 16 มีนาคม 2560 / 00:13
    ลุ้นอย่างใจจดใจจ่อ ????????????
    #145
    1
    • #145-1 จินต์ ลี.(จากตอนที่ 6)
      16 มีนาคม 2560 / 09:51
      จะเป็นเช่นไรต่อโปรดติดตามค่ะ อะ อะ อะ อะ //มีเสียงเอคโค
      #145-1
  24. #143 ทิกเกอร์แอล (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 15 มีนาคม 2560 / 16:27
    ถ้าเด็กน้อยไม่กลับมาในเรื่องนี้ แสดงว่ามีเรื่องหน้าใช่มั้ยคะ ฮ่าาาาาา
    เอาจริงๆ มันเพิ่งมี 6 ตอนเอง เราจะไม่เชื่ออะไรเจ้ทั้งนั้นค่ะ ฮืออออออออออออ
    #143
    1
    • #143-1 จินต์ ลี.(จากตอนที่ 6)
      16 มีนาคม 2560 / 09:28
      อ่อ ที่จริงจะเขียนเรื่องอนุฝึกหัดซึ่งเป็นเรื่องของลูกค่ะ แต่รู้สึกว่าของพ่อแม่ก็น่าสนใจเลยลองแยกออกมาเขียนดูเป็นเรื่องนี้นั่นเอง
      #143-1
  25. #141 Wind_late (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 15 มีนาคม 2560 / 12:11
    ควนเปลี่ยนชื่อจากจ้าวสวรรค์เป็นจ้าวสุรามาร55555555
    #141
    1
    • #141-1 จินต์ ลี.(จากตอนที่ 6)
      15 มีนาคม 2560 / 23:52
      คิดอยู่ค่ะ แต่สวรรค์ไม่อนุมัติเพราะเดี๋ยวเป็นการส่งเสริมเทพดื่มสุรามากกว่านี้ 555555
      #141-1