[Yaoi] เทพเจ้ากับสุราจอมมาร -- จบ

ตอนที่ 2 : ๒ กระจกร่วมโลหิต

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 8,630
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 337 ครั้ง
    16 ก.ค. 60

 

๒ กระจกร่วมโลหิต

            มหาภัยพิบัติประหลาดคือฝันร้ายเสียยิ่งกว่าเห็นนรก

            หนึ่งชีวิตเกิดมา ทำลายชีวิตนับแสน

            บาปมิได้ตกอยู่ที่ตัวเด็กน้อยผู้ไร้เดียงสา การเสียพลังยิ่งใหญ่ของจ้าวสวรรค์เพื่อลบล้างสิ่งที่เด็กน้อยพลั้งก่อโดยไม่รู้เท่าทัน บุพการีย่อมสมควรรับบาปนั้นแล้ว ยื้อแย่งดวงวิญญาณนับแสนจากแดนนรกหวนคืนสู่ชีวิต ลบล้างความตายราวมันมิได้มีอยู่ เยียวยาแผ่นดิน ภาวนาว่าแดนนรกคงไม่โกรธาก้าวขึ้นมาแผดเผาชั้นฟ้า

            สิ่งที่มามีเพียงจดหมายเตือนเก่าๆ ผุๆ

            นรกผู้สัตย์ซื่อต่อเปลวไฟ มิเคยคิดเหิมเกริมต่อชีวิตใดบนโลก ไยสวรรค์กลับบิดพลิ้วเสียเองเล่า เอาเถิด วิญญาณเรือนแสนถือว่าเยอะเกินควรที่จะปล่อยผ่านลงมาสู่ห้วงล่าง ข้ายินยอมปิดหูปิดตาเพื่อเจ้าเพียงผู้เดียว ไอศูรย์ที่รัก เจ้าติดหนี้ข้า ต้องชดใช้

            ชดใช้...

            คำนี้น่ากลัวว่าชีวิตที่แทบสิ้นไร้พลังสวรรค์ก็ไม่พอจ่าย

            นานเท่าใดแล้วที่จ้าวนรกไม่เคยติดต่อมา ความทรงจำสุดท้ายของทั้งสองไม่ค่อยดีเท่าใดนัก ยิ่งถ้าจ้าวนรกรู้ถึงความสัมพันธ์ชั่วคืนของไอศูรย์กับจอมมารปราภพ คงไม่เป็นผลดีต่อสามแดนด้านบน

            ตลอดมาเคยเรียกแต่สามแดนติดปาก

            แดนมนุษย์ แดนสวรรค์ แดนวิปโยค สามแดนของการมีชีวิต

            ไม่มีผู้ใดอยากนึกถึงแดนที่สี่ แดนไร้ชีวิตที่ปลีกวิเวกราวกับไม่อยากมีตัวตน มักหลับใหลแกล้งตายหลอกล่อเหยื่อ และไม่มีผู้ใดอยากให้ที่แห่งนั้นตื่น

            แดนนรก

            ไอศูรย์ปล่อยจดหมายของจ้าวนรกสลายไปในอากาศ เก็บอารมณ์ปวดร้าวในใจ จิตใจของเทพเจ้าใช่จะแข็งแกร่ง การช่วยมนุษย์และลูกน้อยกลายเป็นเปิดช่องโหว่ให้บุรุษผู้เกลียดชังความพ่ายแพ้หวนคืน

            “อะแฮ่ม!” อาจารย์เมธาเข้ามากระแอมไอ จังหวะย่างก้าวขับให้โจงกระเบนดำทึบขยับไหวมีเสน่ห์โดดเด่น ถึงเป็นการแต่งกายที่แปลก แต่ก็แปลกเช่นนี้กันทั้งสำนักทิพย์วิทยาจนเป็นเรื่องชินตา หากเมธาสวมใส่ชุดเช่นเทพเจ้าสิ คงพิลึกหาดูได้ยากยิ่ง

            ได้เวลาแล้ว เมธาแค่มารับไอศูรย์ลงไปแดนมนุษย์ เห็นว่าบัณฑิตสำนักทิพย์วิทยามีวิธีฟื้นพลังโดยเร็ว จากเดิมใช้เวลาสิบปี อาจลดเหลือหกปี หรืออาจแค่สามปีหากร่างกายของไอศูรย์เข้ากับวิธีที่ว่าได้ยอดเยี่ยม

            ฟังเหมือนดี มิแคล้วจ้าวสวรรค์ต้องเป็นหนูลองยาให้พวกบัณฑิต

            ใครก็รู้ว่าพวกบัณฑิตบ้าคลั่งวิชาน่ากลัวเพียงใด

            ไอศูรย์พยักหน้ายอมรับและก้าวเดินอย่างเหนื่อยอ่อน การเป็นเทพสิ้นพลังแทบไม่ต่างจากการเป็นมนุษย์ ต้องใช้แรงกายทำงาน เดินเหินด้วยสองเท้าตนเอง

            “อาจต้องรับมือจ้าวนรก ข้าควรเร่งสินะ” เขาถามไปพลาง

            “อาจจะ ถึงท่านเป็นสหายกับจ้าวนรกมานาน มันก็ไม่ช่วยให้เขามีจิตใจดีงามเช่นท่านได้ เราต้องระวัง” เมธาเน้นย้ำ น้ำเสียงคร่ำเคร่งขึ้นมาก “เป็นเขาที่ยั่วยุให้อัญญาวีร์อดีตราชินีมนุษย์กลายเป็นนางมารร้าย อัญญาวีร์สาปส่งอนุกับลูกอนุทั้งหลายด้วยความริษยา”

            “หากราชามนุษย์ไม่มีอนุเพิ่ม เรื่องคงไม่เกิด...”

            “มันเกิดไปแล้วเพราะจ้าวนรกก่อ ตอนปราบอัญญาวีร์ท่านก็เกือบตาย แล้วถามหน่อยเถิดว่ายามนั้นจ้าวนรกทำการใดอยู่ ไม่เลย เขาเอาแต่ยิ้มพึงพอใจ”

            “ผิดที่ข้า...”

            “ท่านไม่มีความผิดแม้แต่น้อย” เมธาทำเสียงเครียดจี้ย้ำ “จ้าวนรกหลงรักนางอัปสร เขาใช้สารพัดวิธีเพื่อให้ได้ตัวนาง ครั้นไม่ได้ก็พาลเหมือนคนโง่”

            ไอศูรย์เจ็บปวดใจทุกคราที่ได้ยิน

            หนึ่งสหาย หนึ่งนางอัปสรที่น่าสงสาร นางไม่อยากเป็นของจ้าวนรก อ้อนวอนขอความปรานีจากไอศูรย์ทั้งน้ำตา สุดท้ายเขาก็ใจอ่อนยอมช่วยทำลายพลังสวรรค์ ปล่อยนางหนีลงไปยังแดนมนุษย์รักกับราชามนุษย์ นางกลายเป็นอนุ ยามนั้นเขาเชื่อเสมอว่าจ้าวนรกคงเข้าใจและยอมรับฟัง จ้าวนรกกลับตราหน้าว่าเขาเป็นสหายทรยศ เค้นความคับแค้นสาบานล้างผลาญความรักของเขาให้เจ็บเจียนตายบ้าง ยั่วยุอัญญาวีร์ให้จิตนางตกสู่ความเสื่อมกลายเป็นนางมาร ยิ่งนางอัปสรมีครรภ์กับราชาเรื่องก็ยิ่งเลวร้าย อัญญาวีร์จึงสาปส่งไว้ ผูกพยาบาทไม่ยอมให้อนุกับลูกอนุได้ขึ้นเป็นใหญ่

            จ้าวนรกอยู่เบื้องหลังเรื่องพวกนั้น เพราะอยากเห็นไอศูรย์ร้อนใจ

            นานเหลือเกินที่ทั้งสองไม่ได้พูดคุยกันเช่นสหายอีก

            เมธาค้อมศีรษะ นำทางไอศูรย์ลงจากสวรรค์ ลำแสงทองทะยานลงสู่ใจกลางแผ่นดินซึ่งถูกปกครองโดยราชามนุษย์รุ่นต่อๆ มา ในเขตเมืองหลวงมีสำนักทิพย์วิทยาที่เทพเจ้าชั้นสูงแวะเวียนมาประจำ ราชามนุษย์แต่ละสมัยช่วยสนับสนุนจุนเจือสำนักอย่างดี เปิดโอกาสให้มนุษย์และเทพเจ้าได้เรียนรู้ร่วมกัน

            ไม่มีมาร...

            ดูเหมือนว่ามารจะเป็นปรปักษ์กับสำนักทิพย์เสียมากกว่า

            ไอศูรย์จำแลงกายอยู่ในรูปลักษณ์บุรุษหนุ่มผมสีทองสั้น เปลี่ยนนัยน์ตาเป็นสีเขียว ขับไล่สง่าราศีให้ตัวผอมซูบดูแกร็นๆ แก้มตอบเบ้าตาลึก ผิวสากหนากระดำกระด่าง ช่วงนี้เขาไม่ต้องการมีเสน่ห์ต่อเพศใดทั้งสิ้น บทเรียนคืนชมจันทร์ยังเทียวเตือนว่าไม่ควรกระตุ้นอารมณ์ความใคร่ของผู้อื่น สักนิดก็ไม่ควร

            เมธาหาห้องพักในสำนักทิพย์วิทยาให้ห้องหนึ่ง หอเดียวกับพวกบัณฑิต มันค่อนข้างเงียบเชียบแทบเรียกว่าร้างคน อย่างว่านั่นแหละ บัณฑิตคงแก่เรียนใช้ชีวิตอยู่กับการหาความรู้มากกว่าอยู่หอพัก พวกเขาใช้เวลาอ่านตำรามากกว่านอนเสียอีก

            ฝีเท้าที่ไอศูรย์ใช้เดินในห้องแผ่วเบาราวกับเก็บงำความทุกข์ เดินวนอยู่หลายรอบ แม้ภายนอกสงบแต่กลับมีความร้อนรุ่มสุมใจ

            “ไม่ชอบที่นี่หรือ” เมธาสังเกตท่าทีจึงลองถามความเห็น

            “ไม่ใช่หรอก ข้ามีเรื่องต้องคิดพอดี”

            “เรื่องใด?”

            “ตำราของวิเศษบนสวรรค์บันทึกว่าสำนักทิพย์มีกระจกร่วมโลหิต...ใช่หรือไม่” ไอศูรย์ทำใจเย็นถาม “เคยได้ยินว่ากระจกร่วมโลหิตมีอิทธิฤทธิ์ สามารถส่องหาผู้ร่วมเชื้อสายชิดใกล้โดยไม่คำนึงเขตนรกสวรรค์ หรือต่างภพต่างโลก”

            “ใช่แล้ว มีของเช่นนั้นอยู่จริง” เมธาค้อมศีรษะตอบพร้อมยิ้ม

            “ขอยืมสักหน่อย พรุ่งนี้จะคืน”

            “หามิได้ นั่นเป็นของวิเศษของอาจารย์เทพท่านอื่น”

            “เมธา...”

            “ท่านจำเป็นต้องใช้มันด้วยหรือ?”

            “เมธา...”

            เสียงเอ่ยขอซ้ำสองอย่างจริงจังกระตุ้นให้เมธามีสีหน้าตึงเครียด เส้นเลือดปูดที่ขมับเต้นตุบๆ พร่างด้วยเม็ดเหงื่อ

            “ข้าหวังว่าท่านคงไม่ได้มีลูกกับใครมาถึงอยากใช้กระจกนั่น”

            “มีลูกหรือ...” ถึงปั้นยิ้มได้อย่างสงบสติอารมณ์ไอศูรย์ก็รู้สึกว่าหน้าผากตนเย็นเฉียบ ลำบากใจที่จะเอ่ยเท็จ ถ้าจะให้เล่าความอัปยศอดสูก็กระดากปาก กลืนไม่เข้าคายไม่ออก

            เมธาเห็นท่าทีเข้า ถึงกับพุ่งมาจับบ่าแน่น จดจ้องอย่างคาดคั้น

            “ท่านทำนางใดตั้งครรภ์!

            นาง? เอ่อ...

            ไอศูรย์แสดงความรู้สึกผิดก่อนจะหลุบตาลง  “ไม่มี”

            “จ้าวสวรรค์ควรโกหกหรือ เกิดภัยพิบัติเพราะลูกท่านเกิดใช่ไหม”

            “เด็กไม่ผิด...”

            “สรุปท่านทำสตรีนางใดตั้งครรภ์ เรื่องนี้มันสำคัญมาก”

            “ไม่มี...นางใด”

            “ยังโกหกอีก แล้วเด็กที่สร้างภัยพิบัติจะเกิดจากอะไร”

            “ข้า...คลื่นไส้สำรอกเด็กออกมาเอง” ไอศูรย์ถอนหายใจอย่างจนใจ

            หน้าเมธากลับซีดหนัก ตัวสั่น แววตาสั่นสะท้าน

            “ท...ท่านมีลูก ใครเป็น...แม่เด็ก”

            “ข้าสำรอกไข่ เด็กเกิดจากข้า ข้าถือเป็นแม่”

            “ค...ใคร...คือพ่อ...”

            “พ่อของลูกข้าก็คือ...จอมมารปราภพ” ไอศูรย์หลุบตาลงด้วยความละอายอีกครั้ง หากไม่ยอมตอบตามตรง คงไม่มีวันได้กระจกร่วมโลหิต เมธาคงไม่ให้ความร่วมมือ เขาทำใจเอาไว้แล้วว่าวันนี้ต้องเล่าเพื่อให้ได้ของวิเศษมา เขาก็แค่อยากมองดูลูกน้อยผ่านกระจกวิเศษสักครั้ง ความเป็นห่วงของเขามันมีมากกว่าความกระดากอายทั้งหมดเสียแล้ว

            ทว่าเมธายิ่งหน้าซีดเอนตัวล้มตึงหมดสติต่อหน้า

            “เมธา!

            ไอศูรย์เร่งถีบประตูเปิด โผออกจากห้องตะโกนขอความช่วยเหลือ ศิษย์สำนักทิพย์ที่กวาดลานด้านหน้าหออยู่รีบทิ้งไม้กวาดวิ่งแตกตื่นมา สี่คนช่วยกันหามเมธาไปเรือนพยาบาล ระหว่างทางผู้ป่วยเทียวเพ้อหนักวอนให้จ้าวสวรรค์มาฆ่าตนทิ้งเสีย ตัวเขาไม่อยากมีชีวิตอยู่รับรู้สิ่งใดอีกแล้ว

            เมธาเผชิญฝันร้ายหนักหนาสาหัส ความเครียดเฉียบพลันส่งผลต่อกายเทพที่มีอายุเหยียบสี่ร้อยปี เมธากลายสภาพเป็นเทพชรา รอยเหี่ยวย่นชำแรกบนใบหน้าดูน่าสงสารจับจิต สาวน้อยสาวใหญ่เคยปลื้มเขาต่างพากันร้องห่มร้องไห้เสียดายความเป็นหนุ่ม

            บัณฑิตผู้เฝ้าเรือนพยาบาลเขียนบันทึกรับผู้ป่วยด้วยสีหน้าเคร่ง อาจารย์แพทย์สองท่านคอยตรวจรักษาอาการชราภาพไม่ให้ทรุดหนัก

            “ท่านเป็นศิษย์เก่าของอาจารย์เมธาที่จะฟื้นฟูพลังสวรรค์ใช่ไหม” บัณฑิตหนุ่มเงยใบหน้าเล็กๆ ขึ้นจากบันทึกมาถามไอศูรย์ ค้อมศีรษะเล็กน้อยเป็นพิธี อายุเท่าใดไม่ทราบแต่ใบหน้านั้นอ่อนเยาว์ราวเด็กหนุ่มวัยสิบหกหรือสิบเจ็ด พอยืนแล้วก็สูงเท่ากับไอศูรย์ทีเดียว นึกว่าจะเตี้ยเหมือนเด็กเสียอีก

            ไอศูรย์พยักหน้ารับ ยิ้มให้กับอีกฝ่าย

            “ใช่ ข้าชื่อ...ภัพ” เป็นชื่อที่เพิ่งคิดออก

            ความจริงมัวคิดว่าเมธาเครียดทีไรมักล้มป่วย เป็นเทพช่างอาภัพ จึงได้คำว่าภัพติดมาจากห้วงคิดพอดี

            “ข้าชื่อฟาน เป็นคนที่จะเตรียมสมุนไพรและดูแลท่าน” บัณฑิตผู้เฝ้าเรือนพยาบาลยิ้มเล็กน้อย มีเสน่ห์น่าเอ็นดู

            “ขอบคุณ ขออภัยที่ต้องรบกวน”

            “ไม่เป็นไร วิชาแพทย์มีไว้เพื่อช่วยเหลือ ถือว่าเป็นเกียรติของข้าด้วยที่ได้ช่วยเทพเจ้า” ฟานว่าพลางมองมาที่ผมสั้นสีทองของไอศูรย์ ทำท่าคิดอยู่ชั่วอึดใจหนึ่งแล้วเร่งก้าวเข้ามาชิด สายตาจริงจังหรี่เล็กลง น้ำเสียงเบาลงเป็นเสียงกระซิบ “ได้ยินว่าท่านทำงานบนแดนสวรรค์มาตลอด เคยพบสตรีเทพเรือนผมยาวสีทองบ้างหรือไม่”

            คงเห็นว่าไอศูรย์มีผมสีทองด้วยจึงถามกระมัง แต่คำถามนี้มัน...

            “มีมากมายเชียว เทพชั้นสูงเลือดบริสุทธิ์ก็มีผมสีทองทั้งนั้น”

            ฟานยืนลูบคางครุ่นคิด “อืม น่าจะชั้นสูงอยู่หรอก...”

            “ว่าอะไรนะ?”

            “ข้าตามหาเทพสตรีอยู่ มันลำบากเพราะข้าขึ้นสวรรค์ไม่ได้”

            ตามหาหรือ?

            ไอศูรย์เริ่มไม่สบายใจแต่ก็ต้องรักษามารยาท ต้องสงบท่าที

            “นัยน์ตาสีฟ้าเล่า” บัณฑิตฟานกระเซ้าถามอีก นัยน์ตามีประกายวูบวาบ “นางอาจชอบสุราผิดนิสัยสตรี มีพลังสูงส่งทีเดียว ท่านเคยพบนางหรือไม่”

            นั่นประไร!

            สวรรค์ลงโทษเรื่องเมาสุราพลั้งเสพสังวาสเป็นแน่!

            หน้าผากของไอศูรย์เย็นเฉียบอีกครั้ง หัวใจเต้นหน่วงแรงจนรู้สึกได้ถึงแรงกระเพื่อมที่อกซ้าย กายจำแลงในคืนชมจันทร์มีเพียงจอมมารที่เห็น ไยมีคนนอกรู้มาถึงสำนักทิพย์วิทยาได้เล่า ไยบัณฑิตผู้นี้กำลังตามหานางจำแลงที่ไม่มีตัวตนอยู่จริงเล่า คนของสำนักทิพย์วิทยาไม่น่าจะรู้ความลับนี้หากไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับจอมมาร

            บัณฑิตฟานต้องรู้สิ่งใดมาแน่!

            ไอศูรย์กำลังตระหนักถึงภัย ทว่าสงบสติตอบอย่างปรานี

            “ไม่มี”

            ฟานได้ยินกลับหรี่ตาลงวูบหนึ่งคิดเคลือบแคลง พยักหน้ารับแล้วเบี่ยงตัวไปเก็บบันทึกให้อาจารย์เรือนพยาบาลตามหน้าที่ต่อ ไม่สนใจถามความอันใดอีก

            จบง่ายดายเกินไปจนไอศูรย์ไม่คิดว่ามันจบ

            ทบทวนดูแล้ว หรือจอมมารปราภพกำลังเคลื่อนไหวทำสิ่งใด ความถึงได้ล่วงรู้ข้ามแดนมาถึงนี่ มิหนำซ้ำยังมีคนช่วยหาเพิ่มขึ้น

            ออกรางวัลนำจับนางจำแลงกระนั้นรึ?! อย่าทำเด็ดขาด!

            เทพเจ้ารีบภาวนาให้ตนคิดผิด

            แต่หากเขาเป็นจอมมารปราภพเสียเอง ก็คงกระหายบ้าทำอย่างที่คิดแน่ ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องตามหาลูก ตามหาภรร...

            เขาหยุดความคิด ชักไม่อยากแทนตนเองว่าเกี่ยวดองข้องแวะกับจอมมาร แค่คู่เสพสม ไม่ใช่สมรส ย่อมไม่สำคัญอะไร ผ่านคืนควรลืมสิ้น ที่จอมมารล่าตัวเขาก็เพราะจะเค้นความจริงเรื่องลูกเป็นแน่

 

            ระหว่างรอเมธาพักฟื้น ไอศูรย์ต้องอยู่อบสมุนไพรกับพวกบัณฑิตแทน พวกเขาต่างเรียนจบหลักสูตรการศึกษาชั้นกลางของสำนักแล้ว กำลังศึกษาหลักสูตรชั้นสูงชั้นสุดท้ายอยู่ หากเรียนจบสมบูรณ์พร้อม ย่อมได้รับใช้เทพเจ้าชั้นสูงหรือไม่ก็เป็นอาจารย์

            บัณฑิตวิชาแพทย์จะเชี่ยวชาญเรื่องสมุนไพร เป็นเลิศด้านการเยียวยา ฟื้นฟู ถ้ามีเลือดเทพอีกสักหน่อยก็สามารถรักษาร่วมกับการใช้อาคม ยิ่งเป็นที่ต้องการตัว

            “พลังสวรรค์ของท่าน...” ฟานเอ่ยระหว่างจรดปลายนิ้วตรงกลางหน้าผากของไอศูรย์ “อ่อนด้อยจนแทบไม่มีความเป็นเทพ”

            ไอศูรย์ยิ้มรับ นี่แหละ เหตุผลที่ไม่มีใครสงสัยว่าเขาเป็นจ้าวสวรรค์ หากบอกว่าเป็นมนุษย์ที่บำเพ็ญเพียรนิดหน่อยคงน่าเชื่อถือมากกว่า ฟานถึงกับจิ้มหน้าผากเขาอีก จิ้มแล้วจิ้มอีกอย่างไม่หายสงสัย

            “เอาหน้าผากข้ากลับไปเล่นที่หอไหม” ไอศูรย์บอกยิ้มๆ

            “ขอโทษ ข้าคิดไม่ตกว่าพลังท่านหายไปไหน แล้วความจริงท่านมีพลังมากเพียงใด”

            อยากรู้อยากเห็นเกินไปนัก

            ไอศูรย์กำลังมองว่าฟานละลาบละล้วง บัณฑิตหัวใสกลับหยิบแท่งดินสอจดบันทึก ก็กลายเป็นไถ่ถามเพื่อเก็บประวัติผู้มารักษาตัวตามปกติในบัดดล

            เมื่อเป็นการเก็บประวัติไอศูรย์ก็จำต้องตอบ

            “พลังของข้าเทียบเท่าเทพชั้นสูง ข้าช่วยยับยั้งมหาภัยพิบัติ ใช้พลังจนสิ้น”

            “จริงรึ ตอนเกิดภัยพิบัติท่านเห็นมหาเวททางทิศแดนวิปโยคไหม?”

            “เกี่ยวกับการรักษาหรือ”

            “เอ่อ...ไม่ ข้าชวนคุยกระชับมิตร ไม่มีอะไร”

            “ข้าเองก็ชอบผูกมิตร แต่ว่ามีเรื่องที่แดนวิปโยคหรือ เจ้าพูดถึงมหาเวท เจ้าอยู่ที่นั่นตอนนั้นรึ”

            “เปล่าหรอก ได้ยินคนพูดถึงมหาเวทสุราของจอมมาร สุราจะดีต้องเซ่นจันทร์ก่อน” ฟานรีบบ่ายเบี่ยงเมื่อโดนย้อน แววเจ้าสำบัดสำนวนผุดพรายในทางเจ้าเล่ห์

            “งานข้ายุ่ง ข้าจะรู้เรื่องฝ่ายมารได้อย่างไร บัณฑิตฟานรู้เห็นเยอะเชียว”

            “ได้ยินคนพูดกันจริงๆ”

            “อืม...เข้าใจแล้ว” ไอศูรย์พยักหน้า วาดรอยยิ้ม แอบตลกกับการที่ต่างฝ่ายต่างกระชับมิตรด้วยคำโกหก ทว่าดูเชิงแล้วจ้าวสวรรค์ไม่เพรี่ยงพร้ำก่อนแน่

            บัณฑิตฟานตรวจร่างกายไอศูรย์แล้วก็จัดสมุนไพรให้อบกายในห้องอบ

            การอบกายที่ดี ผู้อบควรทำสมาธิ

            แต่มีเรื่องกวนใจเยอะจะมีสมาธิได้อย่างไร ไอศูรย์นั่งถอนหายใจ มองไอน้ำขาวโพลนไปทั้งห้องอบ ร้อนจนไม่ทันนับหยดเหงื่อ หัวใจหวิวไหวไม่เคยชินเป็นระยะ คล้ายมีอาการไข้แต่ก็อาจเป็นเพราะความร้อน ผิวพรรณกลายเป็นสีแดงติดกลิ่นของสมุนไพร ต่อให้กระโจนลงโคลนคงขจัดกลิ่นสมุนไพรหนาไม่หมด

            ใจเขาต้องการกระจกร่วมโลหิตให้เร็วที่สุด ถ้าไม่ใช้กระจกส่อง คงไม่มีผู้ใดบอกได้ว่าลูกน้อยของเขาเป็นตายร้ายดีอย่างไร ได้อุ้มไม่นานยังผูกพันถึงเพียงนี้ หากไม่ติดว่าฟ้าจะถล่มดินจะทลายเขาคงชุบเลี้ยงไว้เสียเอง

            สงสารก็แต่จอมมาร ไม่ทันได้แตะลูกสักนิด

            คิดแล้วไอศูรย์รู้สึกว่าตนช่างโหดร้ายกับจอมมารเกินไป อย่างน้อยเขาก็เข้าใจหัวอกของบุพการี เข้าใจว่าจอมมารอยากกอดลูก แต่การที่จอมมารตามล่าหาตัวเขาไม่ใช่สิ่งที่ควรทำ มารควรก้าวก่ายเทพเจ้าต่อหรือ ถึงหาพบเขาก็ไม่อาจพาลูกกลับมาให้อยู่ดี จอมมารหนอ เสียเวลาเปล่าโดยแท้

            ครบเวลาออกมาสวมเสื้อผ้าในห้องด้านนอก

            ที่นี่ถูกกั้นสัดส่วนอย่างดี ไม่มีใครกล้าเข้ามารบกวน ไอศูรย์แต่งตัวเสร็จก้าวออกมารับลมเย็นที่ข้างสวน ปล่อยให้ความร้อนชื้นตามผิวระเหยออกไป จังหวะมองหาที่นั่งกลับได้ยินเสียงเหล่าบัณฑิตแพทย์คุยกัน

            “จริงหรือที่มารมีการเคลื่อนไหวแปลกๆ” บัณฑิตคนหนึ่งทวน

            “จริงสิ ได้ยินพวกอาจารย์ประชุมกับหู บอกว่ามารมาต่อรอง”

            เรื่องมาร?

            “หลังเกิดภัยพิบัติมารก็เหิมเกริมเชียว”

            “เดี๋ยว ให้ฟานเล่าให้จบก่อนสิ มารต่อรองเอาอะไร”

            “กระจกร่วมโลหิตไงเล่า จอมมารประกาศว่าหากไม่ให้ยืมจะไม่ปรานี” เสียงฟาน

            “สงครามที่เงียบสงบมานานของมารกับเทพจะอุบัติก็คราวนี้”

            “เหลวไหล! มารแค่ยืมกระจก หากถือทิฐิไม่ให้ยืม ยอมประกาศสงครามแทน ข้าคิดว่าอาจารย์คงสิ้นคิดเกินไป ให้มันรู้ไปสิว่าให้ยืมแล้วใครจะตาย” บัณฑิตฟานทำเสียงแข็งด้วยความไม่พอใจ

            จอมมารอยากยืมกระจกร่วมโลหิต...

            ไอศูรย์พิงหลังใจลอย สำหรับเขาคำพูดของฟานถูกต้องหลายส่วน ถ้าเขายอมทำทุกวิธีเพื่อขอดูว่าลูกเป็นตายร้ายดีอย่างไร จอมมารเองก็คงยอมทำทุกอย่างเพื่อให้ได้เห็นหน้าลูกน้อยเช่นกัน

            ความรักความห่วงใยของบุพการีใครเล่าจะกล้าดูแคลน

            ...ร้อนวูบวาบอีกแล้ว

            ไอศูรย์เริ่มรู้สึกไม่ดีจนต้องลุกเดินกลับห้องพัก หลังจากอบสมุนไพรควรกระปรี้กระเปร่าต่างหาก ไยร่างกายกลับหนักอึ่งขึ้น

            จริงสิฟาน...

            ฟานเป็นคนเตรียมสมุนไพรทั้งหมด

            เร่งก้าวเข้าห้อง หอบร่างกายไปไม่ถึงเตียงก็นั่งลงที่เก้าอี้

            ...พักแล้วค่อยยังชั่วขึ้นมาหน่อย

            อาการไม่ร้ายแรงอะไร จะโทษว่าโดนเล่นงานก็ใช่ที่ เอาไว้กระอักเลือดเสียก่อนค่อยตีโพยตีพายคงยังไม่สาย ยามนี้ต้องสู้ด้วยความนิ่งสงบ

            ก๊อกๆ

            บานประตูถูกเคาะเพียงสองทีก็แง้มเปิด ไอศูรย์รีบจ้องช่องว่างของบานประตูเอาไว้ ตรงนั้นมีใบหน้าเหี่ยวย่นของเมธาชะโงกเข้ามาอย่างระแวดระวัง ทำท่าราวกับในห้องเต็มไปด้วยอันตรายเลวร้าย เครากับผมยาวสีเงินยวงเข้ากับสภาพแก่ชราได้เหมาะสมจนไอศูรย์ไม่กล้าเอ่ยชม มือข้างหนึ่งค้ำไม้เท้า มือข้างหนึ่งจับขอบประตู

            “หายดีแล้วหรือ เข้ามาสิ” ไอศูรย์ยิ้มยินดี ผายมือเชื้อเชิญ

            “ไม่... ข้าจะยืนตรงนี้” เสียงชราแหบแห้งมาก ความตึงเครียดยิ่งทำให้ร่องรอยเหี่ยวย่นเด่นชัด “ท่านเสพสมกับบุรุษด้วยกัน ข้ารู้สึกไม่สะดวกใจที่จะเข้าใกล้ท่านอีก เราควรห่างกันสักพัก...”

            “โธ่ เมธา ข้าโดนรังเกียจแล้วรึนี่”

            “ข้าไม่ได้รังเกียจ แต่ไม่ไว้ใจ ท่านอาจเมา อาจหน้ามืดตามัวทำเรื่องบัดสีบัดเถลิง ใครเล่าจะห้ามไว้ ข้าต้องรักษาเกียรติของตนเองก่อน ได้โปรดเห็นแก่ความชราภาพของข้าด้วย” ผู้พูดกำลังสยองขนลุกขนพองอย่างเห็นได้ชัด

            เมธาเป็นถึงอาจารย์ แต่ก็มีช่วงเวลาดื้อด้านน่าโดนรังแก

            ไอศูรย์ถอนหายใจอย่างสงบเย็น อบกายมาแล้วพอมีพลังสวรรค์ฟื้นคืนให้ใช้เวท ละอองทองพลันล้อมกายหมุนเหวี่ยง เปลี่ยนคราบหนุ่มไร้เสน่ห์นัยน์ตาเขียวให้เป็นสตรีเอวบางร่างอรชร นัยน์ตาสีฟ้าสวย กายเดียวกับที่เคยอยู่กับจอมมารคืนชมจันทร์

            เมธาพรึงเพริดอ้าปากพะงาบ ไม่ทันไรก็ปิดประตูใส่ดังปัง

            “หากท่านยังไม่สำนึกผิดท่านจะไม่ได้แตะกระจกร่วมโลหิตอีก!” เสียงเทพชราภาพคำรามอยู่หลังประตู

            ไอศูรย์ได้ยินคำว่ากระจกร่วมโลหิตก็รีบกลับเป็นเจ้าหนุ่มไร้เสน่ห์ โผเปิดประตูดึงตัวเมธาเข้ามาในห้อง เรื่องในหัวที่สำคัญยิ่งเวลานี้คือเรื่องลูก

            เมธามีกระจกร่วมโลหิตอยู่ในมือ

            มันเป็นบานกลมตีกรอบด้วยไม้สีน้ำตาลแดง ลวดลายประณีต

            “ข้าบอกไปว่าตรอมใจแก่ชราเพราะคิดถึงหลาน” เมธาเล่าอย่างอ่อนใจต่อผู้ฟัง “พวกอาจารย์เลยให้ข้ายืมกระจกร่วมโลหิต ท่านต้องคืนพรุ่งนี้เช้าก่อนที่พวกเขาจะเอาไปให้จอมมารยืมต่อ สำนักทิพย์วิทยาประชุมเขียนสัญญากับจอมมารแล้ว ทางนี้จะให้ยืมกระจกเดือนละครั้งแลกกับดอกไม้วิเศษแดนวิปโยคเดือนละเจ็ดเกวียน”

            ดอกไม้วิเศษ...อย่างที่จอมมารเคยใส่ลงในน้ำให้ไอศูรย์แช่ มีมูลค่าสูงมาก

            สมเป็นสำนักทิพย์วิทยา ไม่เคยทำการต่อรองที่ต้องเสียเปรียบ

            ไอศูรย์แอบดีใจแทนจอมมารด้วยนิดๆ

            “ฟังคำแนะนำของข้าอีกเรื่องได้หรือไม่จ้าวสวรรค์” เมธาเอ่ยต่อเมื่อเพ่งไอศูรย์หลายอึดใจ “ได้ข่าวว่าจอมมารพลิกแผ่นดินตามหาเทพสตรีนัยน์ตาสีฟ้า เขาคุกคามข่มขู่เทพเจ้าตนอื่นให้คลายความจริง ท่านรู้ใช่ไหมว่าเขาจะไม่มีวันหานางพบ การค้นหาบ้าคลั่งทำให้ทั้งแดนวิปโยคปั่นป่วนกระทบถึงแดนอื่น เขาไม่รามือแน่ ท่านควรทำให้ชัดเจน ควรทำให้เขาตัดใจโดยเด็ดขาดดีกว่าหนีหายมาเช่นนี้”

            “ข้าก็ว่าควรจัดการให้เด็ดขาด” ไอศูรย์ถอนหายใจแรง “แต่จะให้เข้าแดนมารในสภาพอ่อนแอก็ใช่ที่ ขืนไปพบเขา เกรงว่าข้าจะหนีออกมาไม่ได้อีก”

            “นั่นสิ ถูกสุราหลอกล่อ จ้าวสวรรค์ก็ติดกับโดยง่าย”

            “เมธานี่รู้ใจข้าเสมอ”

            “ข้าประชดท่านต่างหาก ฮึ่ม!” เทพเฒ่ากระทุ้งไม้เท้าอย่างเสียหน้า

            “แต่มันไม่น่าแปลกหรือเมธา ที่ตลอดชีวิตของข้า ต่อให้เมามายเพียงใดข้าก็ไม่เคยยอมพลีกายให้ผู้ใด ความรู้สึกที่โอบล้อมในคืนนั้น ความรู้สึกของจอมมารที่ส่งผ่านมา...มันแปลกจริงๆ จน...” ไอศูรย์หลุบตาลง ก้าวถอยหลังนั่งเก้าอี้อย่างเงียบเชียบ จ้องมองบานกระจกวิเศษในมือ “พวกเรามีลูกด้วยกัน”

            ลูก...

            รอยยิ้มเล็กน้อยที่เจือความหม่นสะท้อนในกระจกเงา

            เงากระจกค่อยๆ สั่นไหวคล้ายผิวน้ำ ราวมันกำลังจะดึงภาพไปยังที่ใดที่หนึ่ง ความหวังเอ่อล้นตามการสั่นไหวทุกระลอก คล้ายแสงสว่างจะสาดส่อง

            ทว่าทุกอย่างก็ดับวูบ มืดดับ!

            ผู้เฝ้ามองใจหาย ไม่ว่าจะมองกี่คราก็ไร้ภาพ เพ่งกี่ทีก็ไร้ผล

            “ทำไมไม่เห็น เกิดอะไรขึ้นกับลูกข้า!” ความตระหนกเกิดเฉียบพลัน มือสั่นจับกระจกแน่น “ที่ไม่เห็นหรือว่าเขา...!

            “ไม่ใช่” เมธารีบเตือนสติ “อาจเพราะพลังท่านไม่พอ”

            “อย่างนั้นเองหรอกหรือ เมธา ข้าไม่ได้...ส่งให้ลูกข้าไปตายใช่ไหม” นั่นเป็นสิ่งที่ไอศูรย์หวาดกลัว แววตาเศร้ามองกระจกที่มีเพียงภาพของตนเองสะท้อน ความผิดบาปคอยกัดกร่อนหัวใจให้ทรมาน อดคิดไม่ได้ว่าตัวเขาอาจเป็นต้นเหตุทำให้ลูกน้อยตาย

            “ยังมีพ่อของเด็ก ท่านต้องยืมพลังของจอมมาร” เมธาจับแขนเบาๆ

            “แต่ถ้าข้าพบเขา”

            “ข้าไม่คัดค้าน แค่ท่านไปพบ ไปดูว่าลูกเป็นอย่างไรให้สบายใจ ไปจบเรื่องของท่านกับจอมมารไม่ให้บานปลาย นี่แหละคือเหตุผลที่ข้าจะยอมให้ท่านไปจัดการโดยดี...”

            ก๊อกๆ ๆ

            ประตูห้องพักถูกเคาะขัดจังหวะอย่างมีมารยาท เทพสององค์ชะงัก ยังดีที่ทุกห้องพักของหอบัณฑิตเก็บเสียง ย่อมไม่มีเสียงคุยเล็ดลอดออกไปให้คนนอกระแคะระคาย ไอศูรย์เงยหน้าผ่อนลมหายใจ ฝืนเอาไว้ไม่ให้มีน้ำตา เป็นจ้าวสวรรค์ยาวนานแค่ยิ้มไม่ใช่เรื่องยาก เพราะจ้าวสวรรค์สามารถยิ้มได้โดยที่ไม่ต้องมีผู้ใดรับรู้ว่าหัวใจเจ็บปวดอยู่

            ว่าแต่ใครกันมายามนี้

            เดาจากระดับพลังอำพรางหลังบานประตูแล้วคงเป็น...

            ฟานเปิดประตู ประคองถ้วยน้ำแช่ดอกไม้กำลังอุ่นเข้ามา ไอหอมยังโชยขึ้นเป็นสายให้เห็น ร่างสูงแต่หน้าละอ่อนจนเดาวัยลำบากมีรอยยิ้มเป็นมิตร ช่างคล้ายกวางน้อยที่กระโดดเริงร่าน่าเอ็นดูอยู่ในป่านัก ไม่ลืมคำนับอาจารย์เมธาก่อนจะหันมายิ้มให้ไอศูรย์

            “ท่านภัพ อยู่นี่เองหรือ ตามหาเสียแทบแย่ อบกายแล้วท่านต้องดื่มน้ำอุ่นแช่ดอกไม้หอมสักหน่อย จะรู้สึกดียิ่งขึ้น”

            ...น้ำใจประเสริฐ หวังว่าในถ้วยคงไม่ใส่ยาพิษ

            ไอศูรย์ยิ้มขอบคุณ ยื่นสองมือรับถ้วยมาถือเอาไว้

            เอาเถิด มายามนี้ก็ไม่ได้แย่นัก ดื่มขณะเมธาอยู่ด้วยคงช่วยกระชากหน้ากากบัณฑิตผู้นี้ได้ เดาจากกลิ่นรส...ผสมยาคำสัตย์ ไม่มีพิษร้าย ฟานคงอยากเค้นความจริงจากปากเขาแค่นั้น หากดื่มยาคำสัตย์ก็ต้องพูดเพียงความจริง หลับหนึ่งตื่นฤทธิ์ยาจึงจะคลาย ไม้นี้เล่นด้วยไม่ยาก แค่น่าตลกที่อุตส่าห์ผสมยาคลายเครียดเพิ่มเพราะกลัวเขาจะเครียดนี่แหละ

            “อ้อ!” ฟานร้องขึ้น “หัวหน้าสำนักเรียกหาท่านเมธาอยู่”

            ดีที่ยังไม่ทันดื่ม ไอศูรย์นิ่งงันก่อนจะถอยริมฝีปากห่างถ้วยน้ำอุ่น บรรจงผ่อนลมหายใจ รอยยิ้มเมตตาปรานียังคงผลิบานบนใบหน้ากระดำกระด่าง

            ...ฟานถึงกับหาข้ออ้างไล่เมธา ท่าจะเอาจริง หากไม่หยอกเล่นด้วยสักหน่อยคงไม่ใช่เทพเจ้าผู้ปกครองเทพเจ้าทั้งมวล

            “ไปเถอะเมธา ข้าอยู่กับฟานเอง” ว่ากันว่าเทพเจ้ามียิ้มบริสุทธิ์เสมอ

            เมธาพยักหน้า ไม่ระแวงอันใด อาจเพราะวางใจบัณฑิตหนุ่มผู้นี้มาก เขาหอบสังขารแก่ชราเดินค้ำไม้เท้าออกด้านนอก สิ้นเสียงปิดประตูในห้องก็พลันเงียบงันหลายอึดใจ

            ฟานมองไอศูรย์เป็นระยะ

            ผิดกับไอศูรย์ที่มองและยิ้มให้กับอีกฝ่ายอยู่ตลอด รอคอยอย่างใจเย็น ไม่มีท่าทีว่าจะมองสิ่งอื่นหรือเบือนหนี

            “นี่เจ้ากวางน้อย” ไอศูรย์เอ่ยเรียกเพราะเห็นผมสีน้ำตาลประบ่านั่นดูนุ่มนิ่มเหมือนขนกวางน้อยไม่มีผิด

            คนถูกเรียกขบเขี้ยวเคี้ยวฟันทันที

            “ฟานคือฟาน ไม่ใช่กวาง”

            “หมายถึงเก้งน้อย?”

            “...ข้าชื่อฟาน”

            “ก็ได้ฟานน้อย”

            “ไม่น้อย!

            อา...โมโหด้วย ไอศูรย์หัวเราะอารมณ์ดี

            “ดื่มชาดอกไม้นี่สักหน่อยไหมฟาน ข้าเบิกบานดีแล้ว แต่เจ้าสิ...หน้านิ่วคิ้วขมวดเชียว ก่อนหน้าข้าก็ดื่มน้ำมากจนอืด ดื่มอีกไม่ไหว ยกนี่ให้แล้วกันเจ้าจะได้ผ่อนคลาย” ว่าพลางเลื่อนถ้วยน้ำอุ่นไปตรงหน้าอีกฝ่ายด้วยความเป็นกันเอง รัศมีเทพเจ้าผุดผ่อง แผ่คลื่นเมตตาชวนให้ผู้มองขนลุกสั่นสะท้าน

            “อย่าเลย ข้าเตรียมมาเพื่อท่าน” ฟานจะเลื่อนถ้วยกลับ

            ไอศูรย์รีบดันมืออีกฝ่ายเอาไว้

            “แพทย์ควรดูแลตนเองก่อน ถึงจะดูแลคนไข้อีกนับร้อยได้ดี”

            “ข้าดื่มมาแล้ว”

            “ไยเจ้าไม่หายเครียดเล่า ยาไม่ดี? สมุนไพรเสื่อม? ผิดตำรับ?”

            จุดอ่อนของพวกบัณฑิตคือไม่ชอบให้ใครดูแคลนฝีมือ

            “โอ๊ยเรื่องมาก ก็ได้! ชะรอยข้าไม่ควรดูถูกสติปัญญาเทพเจ้า!” ฟานกัดฟันยิ้มจนเห็นเขี้ยวที่มุมปากสองข้าง ยอมยกถ้วยขึ้นดื่มน้ำอุ่นหมดเกลี้ยง คิดว่าฟานจะยอมจำนนราบคราบเสียอีก ร่างสูงนั่นกลับพุ่งโถมมาใส่ไอศูรย์ ยึดข้อมือได้ก็กระชากรั้งประกบริมฝีปาก เรี่ยวแรงของฟานไม่ใช่เรี่ยวแรงมนุษย์ธรรมดา ปากต่อปากชิดแน่นแล้วกรอกน้ำชาดอกไม้อุ่นไหลรินผ่านลิ้นของไอศูรย์ บังคับให้กลืนลงคอ

            ไอศูรย์รีบผละตัวออกสำลักน้ำ ยามนี้ไม่มีพลังเทพต่อกร จะทำอะไรก็ลำบาก รู้อย่างนี้เขาควรฝืนกินน้ำในถ้วยที่ไม่มีน้ำลายคนตรงหน้าเสียยังดีกว่า

            มันยากที่จะดึงตนเองออกจากความรู้สึกแย่เหลือเกิน

            ...อยากได้สุราดีล้างปากล้างคอ

            ไม่สิ อยู่ในช่วงสำนึกผิด งดดื่มของมึนเมา

            “ท่านรู้จักเทพสตรีผมทองนัยน์ตาสีฟ้าใช่ไหม” ฟานเค้นเสียงถามทันที ไม่รอโอกาสให้ไอศูรย์พักหายใจ มิหนำซ้ำยังกระชากคอเสื้อเขาสุดแรงถลึงตาใส่ “ใช่ไหม!

            “ข้าไม่เคยเห็นสตรีผมทองนัยน์ตาสีฟ้าองค์อื่นใด” น้ำเสียงไอศูรย์สงบเย็น ไม่ได้เต้นตาม รอยยิ้มยังอาบความเป็นเทพเจ้าเกินกว่าที่ฟานจะคาดเดา ต่อให้ถูกคุกคาม ถูกบังคับให้กินยาคำสัตย์ เทพเจ้าก็ยังเป็นเทพเจ้าได้อย่างไร้ข้อบกพร่อง

            “ไม่จริง...” ฟานเริ่มลังเล

            “ยาคำสัตย์ผิดตำรับอีกหรือ ถึงคิดว่าข้าปด” เขาแค่พูดความจริงในส่วนที่บิดเบือนความคิดของอีกฝ่ายได้ก็เท่านั้น

            “ท...ท่าน ท่านรู้ว่ามียา!

            “พอดีข้ามีหน้าที่การงานต้องใช้ยาคำสัตย์บ่อย”

            “เดี๋ยว เมื่อครู่ท่านว่าไม่เคยพบนาง ถึงไม่เคยพบแต่ความจริงท่านก็รู้จักนางใช่ไหม!” สมเป็นบัณฑิตที่ได้รับการยอมรับจากเหล่าอาจารย์ทั้งสำนัก นัยน์ตานั้นแววโรจน์เมื่อจับความจริงได้

            ไอศูรย์หัวเราะเบาๆ จับแขนทั้งสองข้างของอีกฝ่าย สบตา

            “ตอบมาก่อนว่าเจ้าเป็นใคร เกี่ยวข้องอะไรกับมาร”

            “ข้าก็เป็นมารไง ทาสรับใช้ของจอม...อุบ!” ฟานรีบปิดปากตนเองในอารามตกใจ คงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าตนโดนยาคำสัตย์ด้วย

            ทาสรับใช้ผู้ซื่อสัตย์ของจอมมารกระนั้นรึ

            ได้ยินว่ามีสี่ตน หนึ่งตนในนั้นเชี่ยวชาญการแพทย์ไม่ค่อยอยู่ข้างกายจอมมาร ที่แท้ติดเรียนอยู่นี่เอง น่าตกใจยิ่งที่มีมารแฝงกายอยู่ในสำนักทิพย์วิทยาได้ตั้งหลายปี สนิทสนมกับเหล่าบัณฑิตไม่กลัวเกรงความลับรั่วไหล แม้แต่เทพเจ้ายังจับตัวไม่ได้

            ไอศูรย์หลุบตาลงก่อนจะมองไปยังกระจกร่วมโลหิตบนโต๊ะ

            ฉับพลันแสงของใบมีดแวบสะดุดตาให้ต้องเอะใจ ฟานพุ่งมาอยู่ด้านหลังเขา ยกใบมีดขึ้นจ่อคอ

            “ท่านรู้ความลับ ข้าต้องฆ่าท่านทิ้ง อภัยด้วย”

            “ฟาน...” ความสงบเย็นของไอศูรย์แผ่ออกมาแทบแช่แข็งมือมีด นัยน์ตาสีเขียวแปลกปลอมไม่หวั่นกลัวความตาย “เจ้าจะฆ่าผู้ที่จอมมารตามหาหรือ เขาสั่งเจ้าไว้เช่นนั้นหรือว่าต้องฆ่าข้า”

            “ล้อเล่นแน่!  ท่านเป็นนางหรือ ท่านจะเป็นนางไปได้อย่างไร!

            “อะไรกัน เจ้าไม่เชื่อมั่นในยาคำสัตย์ที่ตนเองปรุงอีกหนแล้ว น่าจะรู้ว่าข้าไม่ได้กล่าวเท็จ คืนชมจันทร์ข้าอยู่เคียงเจ้านายของเจ้าด้วยกายจำแลง” ไอศูรย์เพียงแตะข้อมือของฟาน ใบมีดก็หล่นลงพื้น “ทีนี้จะพาข้าไปพบเจ้านายของเจ้าได้หรือยัง”

            ฟานมีสีหน้าตะลึงพรึงเพริดซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่หายสักที ไอศูรย์หยิบกระจกร่วมโลหิตยืนยิ้มรออย่างใจเย็น ใช้เวลานานทีเดียวกว่าฟานจะหุบปากที่อ้าค้างลงได้ และใช้เวลาอีกนานเช่นกันกว่าฟานจะได้สติ เขียนตราเวทร่ายอาคมส่งไอศูรย์ไปยังปราสาททมิฬ

            แสงเวทดับลง ฟานยังยืนสับสนอยู่ในห้องเพียงลำพัง

            กระทั่งเมธาเปิดประตูเข้ามาด้วยสีหน้าเอาเรื่อง เทพชรากำลังโมโหหนัก ยกไม้เท้าชี้หน้าละอ่อนของเจ้าหนุ่มในห้อง

            “กลิ่นเวทมาร!” เสียงแหบคำราม

            ฟานรีบทิ้งความสับสน เหลือบตามองผู้เข้ามาเร็วไว คิดหาทางพลิกสถานการณ์ไม่ให้ถูกผู้รอบรู้จับได้ แต่มันช่างยากยิ่งเมื่อตัวเขาติดฤทธิ์ยาคำสัตย์อยู่

            “มีมารพาท่านภัพไปปราสาททมิฬ ขออภัยที่ข้าไม่อาจห้ามเขา”

            “แล้วเจ้ายืนดูอยู่เฉยๆ รึ!” เมธาตกใจหนัก

            “ท่านภัพต้องการไปเอง เขาเอากระจกร่วมโลหิตไปด้วย”

            “เขายอมไปจริงรึ แต่...เรื่องใหญ่ถึงเพียงนี้ไยเจ้ายังนิ่งดูดายอีก! ควรแจ้งข้าโดยเร็วสิเจ้าบ้านี่!” เทพชราตรงปรี่มายกไม้เท้าใส่ โมโหเรื่องที่ริอ่านหลอกผู้ชราให้ต้องถ่อไปพบหัวหน้าสำนักเก้อด้วย

            ฟานสะดุ้งตัวรีบถอยหนียกมือห้าม

            “เก็บแรงไว้หายใจเถิดอาจารย์!

            “อวดดีอีก ข้าควรตีเจ้าให้ตายก่อนลากตัวไปหาหัวหน้าสำนัก!

            “พาไปเลยไม่ต้องตี! เดี๋ยวท่านเหนื่อย!” ฟานวิ่งลนลานหลบไม้

            “หากไม่ตีสั่งสอนสักไม้เจ้าคงเหลิง!

            “ไม่! ถ้าท่านตีก้นข้า ฟาดก้นข้า แตะก้นข้า ข...ข้าจะมีอารมณ์ทางเพศ!” ฤทธิ์ยาคำสัตย์ทำให้ฟานต้องบอกเรื่องน่าอาย ดวงตาหลุบหนีลง สายตาที่เคยแข็งข้อมองต่ำหลบเลี่ยงไปทางอื่น หน้าละอ่อนของเขากลายเป็นสีแดงก่ำกำลังน่าเอ็นดูแปลกประหลาด

            “หือ?” เมธายกไม้เท้าค้าง พริบตาเดียวก็รีบก้าวถอย

            “ไม่ต้องรังเกียจข้าขนาดนั้นก็ได้...” ฟานยังไม่รู้ตัวว่าเวลาอายและอ่อนข้อลง ตัวเขาดูน่ารักน่าเอ็นดูมากเพียงใด “อาจารย์...ที่ท่านไม่ถามเลยว่าท่านภัพไปปราสาททมิฬเพราะเหตุใด หรือท่านรู้แล้วว่าเขากับท่านผู้นั้นมีความสัมพันธ์กันอย่างไร”

            “เจ้ารู้?” เมธาขมวดคิ้วหงอกแน่น

            “แสดงว่าท่านก็รู้ ดีจริงๆ หึหึ” หน้าละอ่อนยิ้มชั่วร้ายฉับพลัน “ถ้าไม่อยากให้ความลับของสหายท่านรั่วไหล ท่านควรปฏิบัติต่อข้าให้ดีกว่านี้ ถ้าจะตีข้าอีก ข้าขายสหายท่านแน่”

            “...เจ้าเป็นมารนี่เอง หึ!

            “นั่นประไร คิดแล้วเชียวประเดี๋ยวท่านก็ดูออก ข้าคิดถูกที่พยายามอยู่ห่างตาเฒ่ารู้มากอย่างท่านตลอดห้าปี”

            “ทั้งสำนักควรรู้เรื่องนี้ เจ้าควรถูกขับไล่”

            “ห้าปีท่านเคยได้ยินข่าวว่าข้าทำร้ายใครไหม” ฟานจ้องใบหน้าเหี่ยวย่นเรียกร้องความยุติธรรม “เคยได้ยินเรื่องไม่ดีสักเรื่องไหม ตรงกันข้ามข้าเป็นบัณฑิตดีเด่น ช่วยเหลือทุกคนเสมอ หากแดนวิปโยคมีที่เรียนวิชาแพทย์ข้าคงไม่เสี่ยงมาเรียนที่นี่หรอก”

            เมธานิ่งฟัง ตรองตาม เห็นจริงทุกข้อไม่อาจโต้เถียงให้เสียผู้ใหญ่ ฟานไม่เคยนอกลู่นอกทางสักครา ยามเกิดมหาภัยพิบัติยังอาสาออกไปช่วยผู้คน ไม่เหลิงในความรู้ ตั้งใจเรียนไม่แพ้บัณฑิตอื่นๆ วิชาแพทย์เองก็หาใช่วิชาเข่นฆ่า มารก็มีจิตวิญญาณของการเป็นแพทย์ที่ดีได้ ถือว่าดีกว่าแพทย์คนอื่นที่หลงผิดคิดหาแต่เงินด้วยซ้ำ

            แล้วเทพเฒ่าควรทำอย่างไรกับมารหน้าละอ่อนตนนี้ดีเล่า?

            ดูสิ มองตาปริบมาเชียว ตาเหมือนลูกกวางเช่นนั้นน่ากลัวที่ไหน จากที่จ้าวสวรรค์เคยเล่ามารอาจไม่ได้เลวร้าย

            “ฟาน พาข้าไปปราสาททมิฬ” เมธาเอ่ยเสียงขรึม “เดี๋ยวนี้”

            “ขออภัยอาจารย์” ฟานค้อมศีรษะลง “ข้าต้องแฝงกายเป็นมนุษย์ธรรมดา จึงยอมทำลายพลังมารไปเสียส่วนใหญ่ ส่วนที่เหลือใช้ส่งท่านภัพไปปราสาททมิฬหมดแล้ว ท่านต้องรอให้จอมมารส่งท่านภัพกลับมาเอง หรือไม่ก็ต้องรอวันพรุ่งให้ข้าฟื้นพลังที่มีเพียงเล็กน้อยเสียก่อน”

            “แล้วกระจกร่วมโลหิตอีกล่ะ สำนักทิพย์จะให้จอมมารยืม”

            “หากจอมมารพบท่านภัพ ย่อมพบกระจกร่วมโลหิตด้วย ถือว่าสำนักทิพย์ไม่ผิดสัญญาแต่อย่างใด จอมมารย่อมไม่ผิดสัญญาเช่นกัน เพียงแจ้งหัวหน้าสำนักว่าอาจารย์จะจัดการเรื่องกระจกกับจอมมารเองเป็นพอ ข้าคิดว่าหัวหน้าสำนักต้องรับฟัง”

            ฟานกล่าวได้ดี ถึงเมธาจะไม่ใช่อาจารย์สายแพทย์ ไม่ใช่อาจารย์ที่ฟานลงเรียนด้วยสักวิชา แต่ก็เล็งเห็นว่าบัณฑิตผู้นี้มีความคิดอ่าน เจรจาเป็น ภายหน้าอาจเป็นทูตสัมพันธไมตรีของมารกับสำนักทิพย์วิทยาได้

            ถึงกระนั้นเมธาก็ยังห่วงจ้าวสวรรค์อยู่ดี!




--------------------------

อัญญาวีร์ (อัน - ยา - วี) เกิดจากการรวมคำเป็นชื่่่่อค่ะ อัญญะ (อัน - ยะ) หมายถึง อื่่่น, ต่างไป, แปลกไป //ส่วน วีระ (วี - ระ) หมายถึง ผู้กล้าหาญ, ผู้แข็งแกร่ง, ผู้มีกำลัง, นักรบ พอรวมๆ แล้วก็เปลี่ยนรูป ะ เป็น า แทน

ฟาน (ฟาน) หมายถึง เนื้อชนิดหนึ่งตัวคล้ายกวาง แต่ตัวเล็กขนาดสุนัข บางทีเรียกอีเก้ง.

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 337 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

526 ความคิดเห็น

  1. #515 Windy velvet (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 3 ตุลาคม 2563 / 01:30

    เนื่อเรื้องกระชับมาก สนุกกก

    #515
    0
  2. #488 นอนนอน (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 22 พฤศจิกายน 2561 / 22:16
    โอ้ยยสนุกมากเลยค่ะขอบคุณที่แต่งให้อ่านนะคะ
    #488
    0
  3. #486 121293BenZzz (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 16 พฤศจิกายน 2561 / 07:14
    เจอของดีอีกแล้ววว ติดงอมแงม

    อ่านตั้งแต่ก่อนนอน

    ยันตื่นนอนตอนเช้า .... ฟานน้อยน่ารัก น่าจับตีก้น 555
    #486
    0
  4. #399 thifu:') (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 28 มกราคม 2561 / 11:16
    ชอบพล็อตทุกเรื่องของคนแต่งคนนี้นะ แต่จากชื่อเสียงเรียงนามเท่าที่อ่านมา น้องใจบ่ดี (พูดแล้วกำมือถือแน่นมาก) ฮือออออออออ /หาหยูกยามาสมานแผลใจพร้อมเว่อร์ ค่ะ เราจะอ่านต่อไปจนกว่าไตจะพังและสมานตัว ;;;;;;;_______;;;;;;;;
    #399
    0
  5. #397 giftfully (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 23 มกราคม 2561 / 17:36
    ลูกชายยยยยยย
    #397
    0
  6. #390 ningthanaporn (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 10 มกราคม 2561 / 09:44
    ตีก้นแล้วมีอารมณ์??????
    #390
    0
  7. #321 patty-brw (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 22 กรกฎาคม 2560 / 12:09
    คิดถึงลูกทั้งพ่อทั้งแม่เลย แหมไม่เจอกันตอนเดียวเองจอมมารถึงกับจะพลิกแผ่นดินหาเลย
    #321
    1
    • #321-1 จินต์ ลี.(จากตอนที่ 2)
      27 กรกฎาคม 2560 / 19:34
      บุพเพดลใจแหงเลย //ฮา
      #321-1
  8. #216 ทิกเกอร์แอล (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 17 พฤษภาคม 2560 / 01:02
    ตอนแรกเราคอมเม้นบทแรกไปใหม่แล้ว แต่เพิ่งเห็นว่ามันไม่ไป กดส่งไม่ไป ทั้งๆ ที่เราล็อคอินใหม่แล้ว ฮืออออออออ
    พอมาอ่านอีกรอบก็รู้สึกว่าฟานน้อยนี่เด็กแก่แดดชัดๆ เลยค่ะ
    สงสารปราภพมากกกกก ยังไม่ได้อุ้มลูกเลย แต่ท่านไออาจจะน่าสงสารกว่า เพราะอุ้มแปปเดียว แถมเป็นคนคลอด(?)อีก 
    #216
    1
    • #216-1 จินต์ ลี.(จากตอนที่ 2)
      22 พฤษภาคม 2560 / 15:02
      ไม่เป็นไรจ้า เด็กดีรวนบ่อย ตอนเราตอบเม้นต์กับอัพนิยายใหม่ก็เป็น ไม่ขึ้น
      #216-1
  9. #208 ศศิธร (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2560 / 08:26
    บทนี้แทบไม่เปลียน ความยังคงเดิมแต่ รู้สึกจะเพิ่มประโยค ขำๆ นิดหน่อย แม้แต่ทอร์คท้ายบทยังคงเดิมค่ะ
    #208
    0
  10. #173 nanmalaew (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 15 เมษายน 2560 / 10:31
    ตลกเมธา เกรงใจคนแก่บ้างงง ฮ่าๆๆๆ
    #173
    0
  11. #160 YuNNuTJae LoVe (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 23 มีนาคม 2560 / 14:13
    กรี้ดดดดดดดดด สนุกมากกกกกก ตอนแรกนึกว่าฟานคือปราภพ 55555. ไรท์เขียนดีมากกก พร้อตเรื่องก็ดี flow ไปอี้กกกกก fc เลยค่ะะะ
    #160
    1
    • #160-1 จินต์ ลี.(จากตอนที่ 2)
      24 มีนาคม 2560 / 11:51
      ขอบคุณค่าาา
      #160-1
  12. #151 Prawpak (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 18 มีนาคม 2560 / 00:29
    ลูกจะเป็นยังไงบ้างเนี่ย จะเป็นตายร้ายดียังไงน้อ
    #151
    1
    • #151-1 จินต์ ลี.(จากตอนที่ 2)
      19 มีนาคม 2560 / 18:56
      มีเรื่องของรุ่นลูกแยกต่างหากค่ะ
      #151-1
  13. #132 beautjang (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 12 มีนาคม 2560 / 18:01
    สนุกมากกเหนือความคาดหมายสุดๆ
    #132
    1
    • #132-1 จินต์ ลี.(จากตอนที่ 2)
      13 มีนาคม 2560 / 09:37
      ขอบคุณที่ติดตามนะคะ
      #132-1
  14. #93 ทิกเกอร์แอล (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 7 มีนาคม 2560 / 22:57
    ไอศูรย์ไม่พลังงงงง เลยไปหาพ่อของลูกให้ช่วย จะได้มีพลังช่วยกันส่องลูกได้
    แต่ขำเมธากับน้องฟานนนนนนน
    ปู่หลานเขาเล่นอะไรกันคะ 55555555
    ที่แพ้น้องฟานก็เป็นมาโซคิสสสสสสสสสส โอยยยยย มาให้พี่ทำร้ายเถิดดดดดด พี่ชอบรังแกเด็ก คริ
    #93
    1
    • #93-1 จินต์ ลี.(จากตอนที่ 2)
      8 มีนาคม 2560 / 13:40
      ถูกต้องงงงง //ปรบมือรัว 3 4
      ยังรักเด็กไม่เปลี่ยนเลยนะคะ แฮร่
      #93-1
  15. #57 Blueheart (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 3 มีนาคม 2560 / 20:19
    สนุกมาก ชอบเรื่องนี้
    #57
    1
    • #57-1 จินต์ ลี.(จากตอนที่ 2)
      4 มีนาคม 2560 / 08:46
      ขอบคุณค่ะ ^ ^
      #57-1
  16. #23 ManowandManow (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2560 / 14:46
    ที่แท้ก้ชายหึหึ ตีก้น แตะก้นจะมีอารมณ์ทางเพศสินะ555
    #23
    1
    • #23-1 จินต์ ลี.(จากตอนที่ 2)
      28 กุมภาพันธ์ 2560 / 13:16
      รับฟานสักตัวไหมคะ ๕๕๕
      #23-1
  17. #22 lunar (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2560 / 09:49
    ขำท่าน เม มากกลัวทั่นเทพจะทำมิดี กร๊ากก โถ ปู่ ก็ไม่ต้องรับ เป็นรุกก็ด้ายนะ ตกลงกันดีๆ



    ก็ตามที่selena บอกค่ะ เตรียมก๊อบน้องฟาน แจก ป้าๆ ไปกอดเล่นดีมั้ยคะ คุณตาลใจตรงกับเราเลยค่ะ เราชอบ ภาพหนุ่มน้อยหน้าใส ผมสีน้ำตาล แต่ตัวสูงแบบน้องฟานเปี๊ยบเลย เอ ยี่สิบตน...จะพอแจกมั้ยคะ ใครอยากได้เบิ้ล มั่ง
    #22
    1
    • #22-1 จินต์ ลี.(จากตอนที่ 2)
      27 กุมภาพันธ์ 2560 / 12:35
      ท่านเมธาก็กลัวท่านเทพเกินไป ตัวที่ควรกลัวมากกว่าดันไม่กลัว (๕๕๕)
      น้องฟาน...ขอข้าอีกที่---แค่กๆ ๆ (นี่เรากำลังทำอะไร๊นิ?!) ขอตัวที่เป็นบัณฑิตแพทย์ด้วยนะคะ จะได้มีคนดูแลยาวไป ยาวไป~ (๕๕๕)
      #22-1
  18. #21 selena (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2560 / 08:53
    ทั่น ไอศ์ (ย่อหน่อยให้เกร๋ เกร๋) คงไปแสดงตัวมังคะ เผื่อ คุณแม่กะคุณพ่อ ร่วมใจกันคงมองเห็น ลูกน้อยกลอยใจ

    เราก็อยากได้ฟานด้วย lunarบอกว่าจะจับมาทำก็อบ แบบฟานสักสิบยี่สิบตนแจกป้าๆแถวนี้5555
    #21
    1
    • #21-1 จินต์ ลี.(จากตอนที่ 2)
      27 กุมภาพันธ์ 2560 / 12:25
      เกร๋มั่ก~ แอร๊ยรู้ใจ
      ปล. ฟาน...สัตว์ป่าคุ้มครองหรือเปล่าหนอ...เดี๋ยวมันแพร่พันธุ์ไม่ทัน (๕๕๕)
      #21-1
  19. #20 Kim Min Seok Xiumin (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2560 / 22:53
    อยากอ่านอีก อยากได้อีก งืมๆๆๆๆ TT อยากอ่านมากคะ ไรท์
    #20
    1
    • #20-1 จินต์ ลี.(จากตอนที่ 2)
      27 กุมภาพันธ์ 2560 / 12:18
      รอก่อนนะจ๊ะ ไม่มีสต๊อกไว้... T T
      #20-1
  20. #17 cynthia (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2560 / 14:35
    ตามอยู่ ค่า น่าสนุก ปรับเปลี่ยนเท่าที่คิดว่าคนเขียนสบายใจนะคะ
    #17
    1
    • #17-1 จินต์ ลี.(จากตอนที่ 2)
      27 กุมภาพันธ์ 2560 / 12:17
      ขอบคุณค่ะ อิอิ
      #17-1
  21. #15 ลิงน้อยสุดเอ๋อ (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2560 / 01:29
    อ้าว ก็หลงคิดว่าท่านจ้าวสวรรค์เป็นหญิงจริงๆ 

    555+ ก็หวังว่าจอมมารจะหาตัวเจอน่ะ
    #15
    1
    • #15-1 จินต์ ลี.(จากตอนที่ 2)
      25 กุมภาพันธ์ 2560 / 20:19
      ท...ท่านลิงน้อย!!~ คิดฮอดท่านหลายเลยเจ้าค่ะ!!~
      #15-1
  22. #13 LILITH 💋 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2560 / 21:35
    เรายอมใจอุ้ยเขินพอรู้ความจริงว่าเป็นผู้ชาย
    #13
    1
    • #13-1 จินต์ ลี.(จากตอนที่ 2)
      24 กุมภาพันธ์ 2560 / 21:45
      พอรู้แล้วกลับไปวนอ่านก่อนหน้าอีีกสักรอบนึงก็ได้นะคะ แหะๆ
      #13-1