[Yaoi] เทพเจ้ากับสุราจอมมาร -- จบ

ตอนที่ 10 : ๑๐ เจตจำนงที่มีชีวิต

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5,523
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 222 ครั้ง
    17 ก.ค. 60

 

๑๐ เจตจำนงที่มีชีวิต

            ในถ้ำใต้ขุนเขาใหญ่สว่างด้วยกองไฟและคบไฟ อากาศเย็นชื้นแม้เป็นฤดูร้อน แสงใดจากฟากฟ้าคงไม่อาจส่องลงมากรายก้ำ

            ปราภพมิได้ขัดขืนโซ่ตรวนที่พันธนาการผูกมัด ความผ่าเผยยังแสดงอำนาจองอาจน่ากลัว คำไหนก็คำนั้น เขาพูดแล้วว่ายอมแลกชีวิตของตนแทนตรีชฎา ช้างงางอกย่อมมิคิดกลืนงาตน แม้ตรีชฎาอ่อนแอ เจ็บป่วยบ่อย กระนั้นเขาก็อยากให้นางมีชีวิตต่อ อีกไม่นานฟานสำเร็จวิชาแพทย์คงช่วยรักษาอาการป่วยของนางได้ เขาจึงสั่งให้คชารีพาหนีไปซ่อนตัวยังที่แสนไกล

            คชารีคลั่งกับคำสั่งที่ให้ทอดทิ้งนายเหนือหัวในตอนแรก แต่ก็ยอมทำตามมากกว่าผู้รับใช้ตนอื่น ผู้รับใช้อีกสองตนได้รับคำสั่งให้ทำลายปราสาททิ้ง สิ่งที่จอมมารยึดถือว่าเป็นของตนย่อมไม่ยอมให้มารตนอื่นครอบครองต่อ รวมทั้งต้นบ๊วย จะให้มารอื่นเชยชมสีสันของมันในปีต่อๆ ไปได้อย่างไร

            ผาหินที่เคยผงาดนำพาปราสาททมิฬถล่มลงสู่ก้นเหวลึก

            ปราภพไม่เสียดาย ยังนิ่งน่ากลัวจนพวกริปูไม่กล้าเดาความคิด

            หมดห่วงเรื่องตรีชฎา อีกตนที่ปราภพห่วงคือไอศูรย์ เขารู้ว่าต่อให้ไอศูรย์ทราบเรื่องปราสาททมิฬพังก็จะไม่ทำอะไรบุ่มบ่าม จ้าวสวรรค์ที่เขารู้จักไม่ใช่ผู้บูชาความรักเหนือหน้าที่ มีความใจเย็นและรอบคอบเสมอ

            “ก็แค่ทำลายปราสาท คิดว่าข้าจะขึ้นเป็นใหญ่ไม่ได้รึ หึ!” หัวหน้าริปูเป็นมารหนุ่มรุ่น ดูอายุน้อยเกินกว่าจะคิดการใหญ่นัก ทว่าโอหังลำพองเกินตัว คอยนั่งเฝ้าแก้วนิลกาฬกับก้อนศิลาที่มีจิตมารของอัญญาวีร์สิงสู่

            เจตจำนงของริปูหลอมรวมกับจิตมารนั้นได้ระยะหนึ่งแล้ว ไม่มีใครคิดเลยว่าเรื่องนี้จะเกิด หากใช้พลังของมันย่อมพิชิตฟ้าดิน มารมากมายพากันเฮเข้ามาในกลุ่มเพื่อสานต่อปฏิญาณ หรือไม่ก็แค่อยากดับความกระหายเลือดด้วยสงคราม

            ใช่ มารส่วนใหญ่ปรารถนาสงคราม มันเป็นนิสัย ติดอยู่ในกมลดันดาน

            พวกมันยังดึงพลังของจิตชั่วร้ายออกมาไม่ได้เพราะติดผนึก

            “เจ้าจะปกครองมารรึ” ปราภพกล่าวด้วยเสียงเรียบเฉย กระนั้นอำนาจแข็งแกร่งในน้ำเสียงยังเหนือกว่ามารทุกตน “ไม่รู้หรือว่าปราสาทคือหัวใจหลักของการสร้างอาณาเขต การทำลายมันลงคือการทำลายอาณาเขตมาร จากนี้ไปไม่ว่าเป็นฝ่ายใดก็เข้ามาใช้อำนาจในแดนวิปโยคได้”

            “เลวนัก!” หัวหน้าริปูคำราม “เปิดทางให้ผู้อื่นมาทำร้ายพวกเดียวกัน ยังกล้าเรียกว่าตนเป็นจอมมารอีกรึ!

            หัวหน้ากบฏทำให้ปราภพดูเป็นกบฏแทนเสียแล้ว

            ปราภพนิ่ง ไม่ตอบกลับ ทว่ามุมปากคล้ายจะยิ้มเยาะในที ถึงยามนี้มีมารหนุ่มมากมายโกรธเคืองเขา ก็ยังเทียบไม่ได้กับสายตาของสตรีมารมากมายที่ส่งมายั่วยวนอย่างปรารถนาแนบชิดกาย เขาพลอยถูกพวกมารหนุ่มหมั่นไส้ยิ่งขึ้น

            “ในเมื่อไม่มีปราสาทก็คงไม่ต้องมีเจ้าของปราสาท!” หัวหน้าริปูใส่ถุงมือหนา เอื้อมมือคว้าเหล็กที่ย่างไฟจนแดงสำหรับนาบตราอันอัปยศ นัยน์ตาแววโรจน์ “เตรียมตัวโหยหวนได้เลยจอมมาร ข้าจะแสดงให้เห็นว่าผู้เป็นใหญ่ที่แท้จริงไม่ควรเมินเฉยต่อปฏิญาณของตนเอง”

            ร่างทะมัดทะแมงก้าวอย่างโอหังมายืนต่อหน้าปราภพ ไอร้อนระอุแผ่ออกจากเหล็กจนสัมผัสได้

            ปราภพหลับตาลง เขาไม่ได้กลัวตาย เพียงแต่กำลังคิดห่วงไอศูรย์อยู่เลยไม่ชอบใจหากจะมีหน้าของมารตรงหน้าเข้ามาขัด อีกใจคิดไปว่าทำลายโรงบ่มสุราตนแล้วคงถูกไอศูรย์เคือง วันหลังจะบ่มสุราด้วยสิ่งอื่นใดได้อีก ถึงจะมัดหัวใจที่แสนประหลาดของเทพเจ้าได้เช่นเดิม

            หากบ่มไม่ดี หากไอศูรย์ไม่ชอบ เทพเจ้าจะหมดรักมารเลยไหมหนอ...

            “อย่าให้ท่านปราภพทรมานเลย อย่างไรเขาก็เป็นจอมมารที่ดี” มารสักตนเอ่ยปรามหัวหน้าริปูเอาไว้อย่างหวาดๆ

            “จอมมารที่ดีควรรักควรหลงโง่งมในตัวเทพเจ้ารึ!” หัวหน้าริปูโมโหใส่

            “ความรักหาใช่เรื่องผิดนะท่านหัวหน้า!” มารตนอื่นตะโกนว่า น่าจะมีมารไม่น้อยที่เข้ากลุ่มริปูเพราะอยากทำลายกฎสวรรค์ อยากมีความรัก อยากร่วมหอกับเทพเจ้า การที่หัวหน้าริปูหยิบเอาประเด็นนี้ขึ้นมาด่าทอถือว่าคิดผิด

            “กระนั้นจอมมารก็มีเชื้อจ้าวนรก” หัวหน้าริปูกลบด้วยอีกประเด็น

            ภายในถ้ำกบดานพลันเงียบกริบไร้ข้อโต้เถียง

            ปราภพหัวเราะ เขาไม่เคยชิงชังตนเองที่มีเชื้อสายจ้าวนรก หากจะเกลียดคงเป็นเชื้อสายมาร เกิดมาก็เป็นมาร เป็นจอมมารเลย ใช่เขาเลือกเองเสียที่ไหน หรือได้เป็นเพราะถูกจิตมารเข้าครอบงำเสียที่ไหน

            แค่เป็นมารโดยสายเลือด หาใช่เป็นเพราะมีจิตใจเยี่ยงมาร

            “เหล่ามารเอ๋ยจงฟังข้า บัดนี้ท่านปราภพไม่คู่ควรต่อตำแหน่งจอมมารอีกแล้ว” หัวหน้าริปูประกาศกึกก้อง พลางเดินไปเปลี่ยนเหล็กร้อนใหม่อย่างติดรำคาญ ใช้สายตาติดใจร้อนเลื่อนมองปราภพต่อ “อภัยด้วย ข้าไม่อาจเก็บท่านไว้เป็นเสี้ยนหนาม ความตายของท่านจะนำพายุคใหม่มาสู่แดนวิปโยค เพื่อเป้าหมายสูงสุดของปวงมาร เพื่อเจตจำนงของเราตลอดกาล”

            เปลวไฟกำลังลุกฮือเต้นระบำประกอบฉากที่ใกล้จะนองเลือด ฝีเท้าของหัวหน้าริปูแผ่วเบาแต่ดังยิ่งกว่าเสียงลมหายใจของมารทั้งหมด

            ปราภพจะถูกประทับตราร้อนก่อนถูกฆ่า

            “แย่แล้วท่านหัวหน้า! สำนักทิพย์วิทยาไหวตัวทัน แผนพังแล้ว!” เสียงร้องรายงานแทรกเข้ามาขัดจังหวะ มารทั้งหลายเปลี่ยนท่าทีไปสนใจที่มาของเสียงแทน พากันเดือดดาลแผ่จิตสังหารอยากถล่มสำนักในแดนมนุษย์

            “คิดแล้วเชียว! หากจอมมารระแคะระคายเรื่องนี้คงเอาความไปบอกเทพเจ้า ข้าไม่น่ารอเวลาจนพวกเราถูกรู้ทัน!

            หัวหน้าริปูหน้าแดงก่ำฟาดเหล็กใส่ศีรษะของปราภพอย่างโกรธจัด ซ้ำยังดาดเนื้อข้างศีรษะอยู่เช่นนั้น จนเสียงฟู่ของเนื้อโดนความร้อนทยอยเบาลงถึงขว้างเหล็กทิ้ง แต่ก็ยังหงุดหงิดที่ไม่ได้ยินเสียงร้องโอดครวญของปราภพสักแอะ

            นัยน์ตาสีดำสนิทของปราภพที่เส้นผมชุ่มเหงื่อปรกฉายความน่ากลัวจับจิต สั่นสะท้านจิตของมารตนอื่นได้ แม้ผมบริเวณที่ถูกดาดนั้นหลุดร่วงจนเห็นเป็นแนวพุพองยาว ความน่าเกรงขามของมารผู้เป็นใหญ่ก็หาได้ถูกลดทอน เขม่าพิษเริ่มโชยออกมาจากรอยแผล ราวมันขู่เตือนว่าหากแตะต้องนายตนอีกจะไม่ได้ตายดี

            “ข้าหรือรู้แผนเกี่ยวกับสำนักทิพย์วิทยา อย่าสำคัญข้าผิดนัก เจ้ากำลังดูแคลนปัญญาของจ้าวสวรรค์อยู่” ปราภพสบตากับหัวหน้าริปู สายตาแห่งราชันแทบไม่ต่างจากราชสีห์กำลังจ้องแมวจรจัดตัวหนึ่ง

            จ้องประหนึ่งว่าแมวย่อมเป็นได้แค่แมว

            หัวหน้าริปูสบถลั่น หลบตาหนีก่อนเพราะเกรงถูกปราภพอ่านใจออก

            “ข้าเปลี่ยนใจแล้ว ไปบอกเจ้านั่นทีว่าข้ายินดีต่อรอง” หัวหน้าริปูสั่งมารอีกตน ยอมอดทนอดกลั้นหยุดการฆ่าจอมมารเอาไว้ มือกำแน่นจนสั่น

 

            ไอศูรย์หายไปจากสำนักทิพย์วิทยา

            เมธารู้สึกว่าตนบกพร่องนักที่ไอศูรย์ไม่ยอมมาปรึกษา ไม่บอกเลยว่าจะไปที่ใด คิดแล้วน่าน้อยเนื้อต่ำใจเหลือเกิน ผู้เฒ่าเดินทอดถอนใจกลับเข้าห้องตน ยังไม่ทันได้นั่งพักกลับต้องชะงัก ฟังเสียงร้องไห้สะอื้นลอดออกมาจากตู้ตำรา

            ใครหนออุตริอำผู้เฒ่า ไม่มีผีสางในสำนักแน่ๆ

            “นั่นใคร!” ไม้เท้าของเฒ่าดุกระแทกลงพื้น

            ประตูตู้ถูกพลังเทพกระชากให้เปิดผ่างฉับไว เห็นบัณฑิตหนุ่มตัวแสบมีใบหน้าเปียกปอนด้วยน้ำตา นั่งร้องไห้น่าสงสาร อากาศในตู้ถูกซ้อนทับจากอีกฟากที่ฟานมา ฟานแค่ใช้ตู้เป็นเส้นทางเชื่อม ออกมาไม่ได้เพราะสำนักทิพย์วิทยาไม่อนุญาตเขาเสียแล้ว

            “อาจารย์ จอมมารจะตาย...” ฟานพยายามบอกกล่าว พยายามระบายความอัดอั้นในใจ กลั้นเสียงสะอื้นไว้แต่ก็กลั้นไม่อยู่ “จอมมารยอมเอาชีวิตตนไปตายแทนท่านตรีชฎา เขาบอกให้ข้าหนีหรือหลบไปอยู่กับคชารี บอกว่าข้าเป็นอิสระนับแต่นี้ ไม่ต้องทำสิ่งใดเพื่อเขาอีก แต่... แต่ข้า...”

            พูดไม่ออก ฟานมีแค่น้ำตาล้นทะลัก ร้องไห้มานานจนเหนื่อยอ่อน

            เมธาถอนหายใจอย่างหนักใจ เพราะถูกตัดขาด เจ้าตัวแสบนี่จึงไม่เหลือที่ไป ต้องมาเป็นเหมือนผีหลอกหลอนผู้เฒ่าในตู้ตำราแทน

            “ข้าเข้าใจความรู้สึกของเจ้า” เมธาเองก็ถือว่ามีไอศูรย์เป็นเหมือนเจ้านาย ยามไม่ได้ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับเจ้านายถือเป็นเรื่องน่าเจ็บปวด

            “ฮือ ท่านให้ใครก็ได้ไปช่วยจอมมารที ข้าจะช่วยถ่วงเวลาริปู”

            “ข้าไม่มีอำนาจนี่สิ”

            “ฮือ ไม่มี...ไม่มีใครช่วยจอมมารได้แล้วใช่ไหม ถ้าไม่มี ข...ข้า...” สีหน้าทรมานเกินจะบอกกล่าวบางอย่างออกมา ฟานไม่กล้าแม้แต่จะมองเทพเฒ่า สิ่งที่เขาทำได้มากที่สุดในยามนี้คือร้องไห้ให้กับความโง่ของตนเอง กำลังบีบจิกมือตนเองจนเลือดซึมอย่างไม่รู้ตัว

            “สงบสติก่อนเถิด” เมธาปลอบ

            “ท่านบอกแล้ว... ฮือ ว่าท่านช่วยไม่ได้ ไม่มีใครช่วยได้ ไม่มี...”

            “อาจมีสักทาง เจ้ารู้เรื่องจิตชั่วร้ายของราชินีอัญญาวีร์หรือไม่ฟาน”

            “มันนั่นแหละตัวการเลย!” ฟานถึงกับอารมณ์ขึ้น “พอเจตจำนงของริปูไม่อยู่กับจอมมารแล้ว ไอระเหยจากจิตชั่วร้ายก็ล่องลอยไปพบเจตจำนงเข้า ดึงดูดเอาเจตจำนงของริปูไปหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน คอยบงการหมู่มารโง่งมอยู่ตอนนี้ ที่มันต้องการเหลือแค่คลายผนึกกับหาร่างให้สถิตเพื่อมีชีวิต”

            “ร่าง? ของใคร?”

            “ของเด็ก ริปูเคยทดลองกับร่างมารและร่างเทพแล้ว ไม่ได้ผล”

            ร่างเทพที่พวกมันเคยทดลองคงเป็นร่างของอริยะ

            “สุดท้ายทดลองกับร่างของสายเลือดต้องห้าม” ฟานเล่าต่อ “ที่อาจารย์ไปตรวจและช่วยผนึกเด็ก พวกมันกลัวแผนพังเลยลงมือตัดหน้าจอมมาร พอใช้ได้ผลก็จัดฉากให้เด็กตายทันที ตัดความสนใจของพวกเราจากร่างเด็ก”

            การสถิตต้องใช้ร่างที่มีชีวิตอยู่ ก็หมายความว่าเด็กกับอริยะยังไม่ตาย

            เมธาตะลึงระคนยินดี

            “อาจารย์ โปรดช่วยจอมมารด้วย... ฮือ” ฟานร้องไห้ขอร้อง พริบตาเดียวก็สำลักโลหิตดำคล้ำ หน้าซีดคล้ายจะหมดสติไปวูบหนึ่ง แต่ปากยังรั้นพร่ำขอเช่นเดิม “ช่วยจอมมาร ท่านช่วยจอมมารด้วย ขอแค่ช่วยจอมมาร... ถ้าไม่ช่วยล่ะก็... ถ้าไม่ช่วย...”

            น่าอนาถใจนัก

            หากเมธาทนดูฟานตายต่อหน้าได้ เขาคงไม่ควรเป็นอาจารย์อีกแล้ว ฟานก็ยังเทียวเรียกเขาว่าอาจารย์อยู่เสมอ แม้ไม่ใช่ศิษย์ในวิชาก็เหมือนศิษย์ อดไม่ได้ที่อยากจะช่วยอยากจะชี้นำ

            พิจารณาแล้วเมธาก็ส่งนกกระดาษขออาจารย์เทพมาอยู่คุ้มกันสักสององค์ จะได้ไม่ถูกตำหนิ ฟานจะได้รับการช่วยเหลืออีกด้วย

            ระหว่างที่พวกอาจารย์กำลังตรงมา ฟานกลับสำลักโลหิตหนัก ชักตัวเกร็งอย่างไม่มีสติ อาการใกล้ถึงฆาต เมธารอไม่ไหวแล้วต้องกระทุ้งไม้เท้าเปิดเขตแดนที่ตู้ตำรา รีบลากตัวฟานออกมานอนบนพื้น

            “แข็งใจไว้...!” เทพเฒ่ากำลังจะช่วยสกัดพิษมีอันต้องชะงักเมื่อรู้สึกเจ็บที่แขน พลิกแขนดูก็เห็นรอยเข็มขนาดเล็ก

            ชะรอยเจ้าตัวแสบเล่นงานเข้าให้แล้ว!

            ร่างผู้ชราเริ่มหนักอึ่ง ล้มแผละลงนอนบนพื้นสลับกับฟานที่ลุกขึ้นนั่งแทน ปลายมีดแหลมพลันจ่อมาที่หัวใจของเมธา แต่กระนั้นผู้กระทำการก็ยังร้องไห้สะอื้น น้ำตารินไหลไม่หยุดหย่อน

            “อาจารย์ ข้าขอโทษ...” ฟานพร่ำพูด

            เมธาโต้ตอบไม่ได้ พูดไม่ได้ กายชาประหนึ่งเป็นอัมพาต หากถูกมีดแหลมแทงเข้าเนื้อคงไม่รู้สึกเจ็บ นับว่าฟานยังปรานีตนจนอยากหัวร่อตาย

            “หากข้าทำลายผนึกของอัญญาวีร์ได้ ริปูจะปล่อยตัวจอมมาร...” การพูดทั้งน้ำตาแสดงออกชัดเหลือเกินว่าผู้พูดต้องทรมานใจเพียงใด “ท่านเข้าใจใช่ไหม บุญคุณของจอมมารล้นฟ้า หากให้เปรียบก็เหมือนพ่อที่คอยนำทางไม่ให้ข้าเดินหลง เขาไม่เคยขอร้องให้ทำเช่นนี้หรอก แต่ข้าต้องทำ ต้องช่วยเขา”

            ฟานกำลังจะเป็นฆาตกร

            “หากต้องให้เลือกระหว่างอาจารย์กับจอมมาร ข้าเลือกนายเหนือหัวของข้าด้วยชีวิต ม...ไม่ว่าจะเป็นชีวิตผู้ใด ข้าก็ต้องช่วยจอมมาร ท่าน...ฮือ เข้าใจ...เข้าใจข้าใช่ไหม ฮือ”

            เมธาทำได้เพียงหรี่ตาลงมอง ทั้งที่รู้ว่าตนเองจะตายเมธาก็อดสงสารฟานไม่ได้ น้ำตามากมายของบัณฑิตหนุ่มนั่นพรมลงมาบนเสื้อ ตามด้วยปลายมีดที่ถลำลึกลงมาเข้าผิวเนื้อของเมธาช้าๆ ดำดิ่งสู่ขั้วหัวใจ

            ความเจ็บมีก่อนที่มีดจะฝังลงมาเสียอีก

            “ฮือ ข้าขอโทษ...” จนบัดนี้ฟานก็ยังพร่ำพูดทุกข์ทรมาน คล้ายคมมีดแห่งความเจ็บปวดกำลังเชือนหัวใจของตนด้วย

 

            ไอศูรย์อยู่บนสวรรค์ พยายามหาทางติดต่อจอมมารอย่างถึงที่สุด กระทั่งรู้ข่าวว่าปราสาททมิฬถล่มก็ไม่สบายใจ เกรงเจ้าของปราสาทจะมีอันตรายถึงชีวิตด้วย แทบอยากทะยานไปสู่เหวผาแดนวิปโยคดูด้วยตาตนเอง

            กังวลจนต้องมาเยือนวิมานพญาไก่ฟ้า ไอศูรย์ถามย้ำเรื่องคำทำนาย หากปราภพต้องตายเพราะรั้นที่จะแตะต้องตัวเขา ย่อมไม่ตายเพราะริปู เขาจึงหวังว่าจะได้พบปราภพอีก

            พญาไก่ฟ้ายิ้มแทนคำตอบ

            คงได้เวลาที่ไอศูรย์ต้องตัดสินใจเด็ดขาด เขาจำที่ปราภพเล่าได้ว่าริปูส่วนหนึ่งมารวมตัวตั้งกลุ่มเมื่อครั้งแรกเริ่มเพราะผูกใจเจ็บ กฎกีดกันการคู่เคียงและการลงโทษสายเลือดต้องห้ามทำให้เกิดความเกลียดชัง เมื่อรักกลายเป็นแค้น ไฟแค้นก็ผลาญทำลายทั่ว ไอศูรย์ควรคืนความรักให้พวกเขา ลดโทสะอันเป็นชนวนบางส่วนลง และตระหนักว่ามารไม่ได้เลวร้ายเสียทั้งหมด

            ที่สำคัญต้องคืนพลังให้ปราภพ

            “ข้าต้องรีบจัดการวาจาสัตย์ของจ้าวสวรรค์องค์ก่อน” แววตาไอศูรย์หนักแน่น กระนั้นก็ยังมีสติใจเย็น พญาไก่ฟ้าพยักหน้ารับฟังโดยตลอด ไม่ออกเสียงยุยงอย่างเคยแต่ก็หาได้ค้าน

            ย้อนกลับมายังแดนสรวง

            หอบัญญัติกฎของปวงเทพตระหง่านด้วยสีงาช้าง รัศมีงดงามปานจะแข่งแสงดารา ไอศูรย์เพิ่งมาเหยียบที่นี่เป็นครั้งแรก เหล่าผู้คุมกฎต่างจ้องมาด้วยสายตาระแวดระวัง ดั่งกลัวจ้าวสวรรค์จะมาทำผิดกฎแล้วพวกตนไม่อาจยับยั้งห้ามปราม

            ...บางทีพวกเขาก็คิดถูก

            โยธี หัวหน้าผู้คุมกฎผู้มักทำหน้าเรียบตึงออกมารับหน้าด้วยตนเอง

            “จ้าวสวรรค์ประสงค์สิ่งใดโปรดแจ้ง” โยธีเร่งถาม ไม่เชิญนั่งทั้งที่เก้าอี้ว่างมีถมถืด เหมือนไม่อยากให้อยู่นานนัก

            “ข้าอยากรู้กฎความสัมพันธ์ของเทพเจ้า” ไอศูรย์เข้าประเด็นฉับพลัน มองสีหน้าเรียบตึงที่บึ้งหนักขึ้นของอีกฝ่ายแล้วยิ้มให้ด้วยความปรานี

            “ไยท่านต้องอยากรู้” โยธียังยืนที่เดิม

            “ข้าอยากมีความรักกระมัง?”

            “...”

            หัวหน้าผู้คุมกฎทำหน้าตึงหนักขึ้นโดยไม่พูด ใช้ความเงียบใบ้กดดัน

            ไอศูรย์เลยต้องพูดต่อเอง “รู้ไหมผู้ที่ไม่มีความรักต่อผู้อื่นเลยมักน่าสงสาร มองโลกในแง่ร้าย”

            “...” เงียบอีก

            “ตรงนี้บรรยากาศไม่ค่อยดี ข้าจะรอในห้องทำงานของเจ้า” ไอศูรย์โบกมือแล้วเดินผ่านช่องแคบๆ ระหว่างกองบันทึกที่สูงท่วมศีรษะ “นำสิ่งที่ข้าต้องการตามมาก็พอ”

            ห้องทำงานของโยธีฟุ้งด้วยกลิ่นกระดาษเก่า ฐานะผู้คุมกฎไม่ได้น่าเกลียด แต่งานคงเยอะมากในห้องจึงเต็มไปด้วยบันทึกสีซีดๆ ม้วนหนังสือช่วยอัดแน่นไม่ให้กองพะเนินทั้งหลายมีช่องว่าง หากให้มนุษย์มาพักอยู่คงขาดอากาศตายภายในคืนเดียว

            ไอศูรย์เดินยาวสุดห้อง พิงหลังกับกรอบหน้าต่างไม้ มันเป็นจุดเดียวที่เอนพิงได้โดยไม่ทำให้กองบันทึกในห้องโค่นถล่ม สายลมนำพากลิ่นกระดาษเก่ามาแตะจมูก ครู่หนึ่งกลับรู้สึกได้ถึงกลิ่นอายที่คุ้นเคยเบาบางจนแทบจางหาย นัยน์ตาสีทองจึงเหลือบหาต้นตอ

            มันมาจากขวดแก้วใช้ทับหนังสือ ที่ก้นขวดมีดอกบ๊วยแห้ง

            กลิ่นของมัน...

            เขาผงะ หวนนึกถึงความสัมพันธ์ของตนกับจอมมาร

            ดอกบ๊วยกลิ่นเดียวกับในปราสาททมิฬไม่พอ ยังมีกลิ่นสุราจอมมาร!

            โยธีรู้หรือ ผู้คุมกฎเคร่งครัดหนักหนา ไยรู้แล้วยังปิดเงียบเสียจนน่ากลัวว่าจะคิดการใหญ่ พวกเขามีหูตากว้างไกลไม่ควรดูถูก

            แล้วเรื่องลูก...!

            เสียงฝีเท้าตรงมาที่ประตูดังขัดจังหวะ

            ไอศูรย์เหงื่อเย็นรีบย้อนกลับมายืนใกล้ประตู สงบอารมณ์ปรับสีหน้าไม่ให้เป็นพิรุธ โยธีใช้ศอกดันประตูเปิด ยกบันทึกสิบกว่าเล่มเข้ามาวางบนเก้าอี้ ใบหน้าที่เรียบตึงหาได้สนใจจ้าวสวรรค์เป็นทุมเดิมเลยไม่เพ่งมองมา

            “ริปูเคลื่อนไหวใช่เวลาที่ท่านควรสนใจเรื่องพวกนี้หรือ” โยธีเอ่ยขึ้น

            “ไม่หรอก พอดีพญาไก่ฟ้ามีของฝากให้เจ้า” ไอศูรย์หยิบแผ่นกระดาษเก่าขึ้นมากางออกให้โยธีอ่าน ตราเวทบนกระดาษพลันส่องแสงจ้า เปลี่ยนผู้คุมกฎแสนหน้าตึงให้กลายเป็นลูกเจี๊ยบน้อยแสนน่ารักในพริบตา

            ไอศูรย์คว้าตัวลูกเจี๊ยบเอาไว้ก่อนที่มันจะกระโดดหนี หย่อนใส่ขวดแก้ว โยธีร้องเจี๊ยบเดียวตอนถูกคว้า ต่อมาคงกำลังบึ้งตึงใส่จึงไม่ยอมส่งเสียงร้องอีก

            “ข้ารู้ว่าสิ่งนี้มันผิด แต่เราทั้งหมดก็ควรยอมรับว่าทำผิดพลาดมาตั้งแต่ต้นด้วย ถึงเวลาแก้ไขมัน” ไอศูรย์หลับตาลง รัศมีรอบกายผ่องแผ้ว ละอองทองรายล้อม เขาเริ่มใช้สมาธิจากการบำเพ็ญเพียรแยกจิตตน ทิ้งกายกับพลังสวรรค์ยืนนิ่งสงบ มีเพียงจิตวิญญาณหลุดลอยขึ้นสู่ชั้นบน จิตเป็นความว่างเปล่าบางเบา ย่อมไม่มีผู้ใดสังเกตเห็น ที่ต้องทำคือการบรรลุเป้าหมายก่อนจะมีเทพสักตนเข้ามาสัมผัสกายแท้

            หอบัญญัติมีสิบหกชั้น แต่ละชั้นสลักกฎไว้ตามกำแพง พื้นและเพดาน มันอาจสวยงามยิ่งกว่านี้ถ้าไม่มีกองบันทึกตั้งเรียงบดบัง

            ชั้นบนสุดเป็นห้องวงกลมไร้หน้าต่าง จิตวิญญาณของไอศูรย์ทะลุผ่านทุกสิ่งตรงไปยังตาชั่งทอง

            พบแล้ว...

            วาจาสัตย์ของจ้าวสวรรค์ทั้งมวลถูกเก็บเป็นกลุ่มก้อนพลังบนตาชั่งสวรรค์ คล้ายกลุ่มเมฆขาว มีสายฟ้าฟาดหลายสีวูบวาบ ที่มันไม่ถูกบันทึกในหนังสือเพราะสวรรค์ไม่อนุญาตให้ผู้ใดทำลายโดยง่าย

            ขณะจะเอื้อมมือไปจับ ไอศูรย์ก็นึกถึงคำขอของเมธา

            เมธาขอว่าอย่าทำลายวาจาสัตย์ เพราะมันคอยคุ้มครองปวงเทพ จะให้มาทำลายเพียงเพื่อความเห็นแก่ตัวคงไม่ถูก กระนั้นหัวใจไอศูรย์ก็ถูกความรักครอบงำเสียแล้ว ในหัวแย้งว่ารักไม่ใช่ความผิด

            ในเมื่อไม่ผิดไยต้องกีดกัน

            เขาต้องลงมือทำเดี๋ยวนี้!

            เทพผู้ยิ่งใหญ่เพ่งจิตไปที่วาจาสัตย์ของจ้าวสวรรค์ ฟากฟ้าโดยรอบก็สะเทือนฮึ่มราวขู่เตือนภัยร้าย เมฆเคลื่อนตัวเป็นเกลียวสายล้อมยอดหอ คล้ายจะก่อมหาวิบัติคัดค้าน

            มาถึงขั้นนี้แล้วใครจะยอมฟังเสียงค้านอีก

            ไอศูรย์นิ่งมองตาชั่งก่อนจะขยับปากเอ่ยคำ...

            เพียงแค่เอ่ยจบ ก้อนพลังอำนาจมหาศาลพลันสาดแสงทองสว่าง ระลอกคลื่นบัญญัติแผ่กระจายเป็นวงกว้างครอบคลุมไปทุกแดน เทพเจ้าทั้งมวลรับรู้ได้ถึงความเปลี่ยนแปลง เว้นมารที่ยังไม่รู้ว่าสิ่งใดเปลี่ยน

            แสงทองทั่วหอทยอยดับลง

            จิตวิญญาณของไอศูรย์ถูกดูดกลับเข้าร่างฉับพลัน กลับมาลืมตามองหน้าบึ้งตึงของโยธี เป็นโยธีที่จับแขนของเขาแน่นทำลายสภาวะถอดจิต ขวดแก้วแตกอยู่บนพื้น อาคมของพญาไก่ฟ้าสะกดโยธีได้ไม่นานแต่ก็ทันให้ไอศูรย์ทำสำเร็จก่อน

            “กำลังผิดหวังในตัวข้ากระนั้นหรือเทพเจ้า” ไอศูรย์หลุบตาลงต่ำ ทว่าเผยยิ้มเมตตาปรานีต่อผู้ที่จ้องตนเขม็ง

            โยธีส่ายหน้า ถอยหลังหนึ่งก้าวแล้วคุกเข่าลง

            “หามิได้ ข้าได้ยินระลอกคลื่นของบัญญัติใหม่แล้ว หากท่านทำลายวาจาสัตย์เพียงเพื่อสนองตนเอง ข้าย่อมใช้กฎสูงสุดลงโทษท่านแน่นอน สิ่งที่เกิดกลับผิดจากที่คิด ปัญญาเทพเจ้าอ่อนด้อยเช่นข้าคงไม่อาจเทียบเคียงท่าน ในนามของผู้คุมกฎสวรรค์ข้าน้อมรักษาบัญญัติใหม่ด้วยความเคารพ”

            ที่โยธีกล่าวเช่นนี้ เพราะไอศูรย์ไม่ได้ทำลายวาจาสัตย์จ้าวสวรรค์ แค่ต่อเติม... หากมารแตะต้องกายเทพเจ้า มารจะอ่อนแอลงจนตาย เว้นเสียแต่มีความรักจริงต่อกัน

            สวรรค์ยอมรับความสัมพันธ์ที่มีความรักนับตั้งแต่บัดนี้

            “เจ้ารู้ว่าข้าจะไปที่ตาชั่งแต่แรกแล้วใช่ไหม” ไอศูรย์ยังคงยิ้ม

            หัวหน้าผู้คุมกฎทำหน้าตึงนิ่ง ขมวดคิ้วแน่นอยู่ครู่หนึ่ง

            “ข้ารู้จากเทพพยากรณ์ว่าท่านให้กำเนิดสายเลือดต้องห้าม เด็กตนนั้นโชคดีที่เป็นลูกจ้าวสวรรค์ ท่านสามารถยับยั้งภัยร้าย ส่งเขาไปยังต่างโลกต่างมิติได้ด้วยพลังของตน ความเสียสละของท่านทำให้ข้าไม่คิดเอาผิดล่วงเกิน เพราะถือว่าได้รับโทษเจ็บปวดกับการพลัดพรากแล้ว”

            ที่แท้พญาไก่ฟ้าบอกความจริงกับโยธี มิน่า โยธีถึงช่วยปิดเงียบ

            “ข้า...” โยธีกล่าวต่ออย่างอัดอั้น แววตาฉายความเจ็บปวด “ไม่ได้ต่อต้านความรักหรือดูแคลนรักใด แค่ไม่อยากฆ่าหรือขังเด็ก...เพราะความประมาทเลินเล่อของเทพองค์ใดอีก ไม่อยากให้สายเลือดต้องห้ามถือกำเนิด กี่หนแล้วที่การรักษากฎทำให้พวกข้าเปื้อนเลือด ครั้นหมดบุญเทพก็ต้องรับเคราะห์กรรมที่แดนมนุษย์ต่ออีกอย่างสาหัส ถูกปวงมารสาปส่งว่าพวกเราสารเลว”

            น่าสงสารนัก...

            ใจของผู้คุมกฎ ไอศูรย์ย่อมเข้าใจ ใจของบุพการีเองไอศูรย์ก็เข้าใจไม่น้อยกว่ากัน ไม่มีผู้ใดอยากให้ลูกเกิดมาเป็นเป้าถูกกำจัดเลย ก็เพราะรัก เพราะหวงแหน ความเคียดแค้นชิงชังจึงนำพาทั้งสองฝ่ายฟาดฟันกันเมื่อกาลก่อน

            “ต่อจากนี้จะไม่มีสายเลือดต้องห้ามถือกำเนิด” ไอศูรย์ปลอบ เอื้อมมือลูบศีรษะของอีกฝ่าย “ในฐานะจ้าวสวรรค์ เทพทั้งปวงอยู่ภายใต้ประกาศิตของข้า หากเทพเจ้ามีลูกไม่ว่าจะมีกับผู้ใด ลูกจะไม่มีวันได้รับพลังสืบทอดจากบุพการีจนกว่าจะได้รับพิจารณาและตรวจสอบสายเลือดจากหอคุมกฎเสียก่อน แม้เป็นเด็กสายเลือดต้องห้ามก็จะไม่เป็นภัยร้ายอีก ขอเพียงไม่มอบพลังเทพให้”

            โยธีตกตะลึงเร่งเงยหน้าสบตา

            “แต่ประกาศิตดังว่าท่านต้องสละดวงจิตส่วนหนึ่งเพื่อตรามัน”

            “ข้าทำลงไปขณะเปลี่ยนแปลงวาจาสัตย์ของจ้าวสวรรค์องค์ก่อนแล้ว มันคือหน้าที่ที่ข้าควรแบกรับเอง ไม่ใช่โยนบาปให้พวกเจ้ารับแทน หวังว่าผู้คุมกฎจะทำหน้าที่ใหม่ด้วยความรอบคอบ มันไม่ใช่การเข่นฆ่าหรือกักขังใครอีกแล้ว”

            ความเมตตาแผ่ความร่มเย็นในใจผู้ฟัง โยธีเคยคิดตำหนิจ้าวสวรรค์ตั้งแต่รู้ว่าไปเสพสวาทกับจอมมาร เฝ้าคิดโดยตลอดว่าท่านผู้นี้เป็นเทพผู้สูงส่งได้อย่างไร ทั้งผิดหวัง ทั้งกล่าวโทษ ครานี้รู้ซึ้งตามคำบอกเล่าของพญาไก่ฟ้าแล้ว ว่าผู้ที่กำเนิดเป็นจ้าวสวรรค์ได้ย่อมมีสิ่งพิเศษ

            “ที่เหลือข้าจะเจรจากับริปู” ไอศูรย์วกกลับมาเรื่องสำคัญ

            “มารตนอื่นต้องการความรัก แต่ข้าเกรงว่าจิตชั่วร้ายของอัญญาวีร์อาจไม่ต้องการมัน” โยธีเตือน

            “เป้าหมายของข้าคือมารตนอื่น หากพวกเขารู้ว่ากฎกีดกันถูกทำลาย อาจลังเลที่จะก่อสงคราม ข้าแค่อยากเจรจาถ่วงเวลา รอจนกว่าพลังของปราภพจะกลับคืน มีเพียงปราภพเท่านั้นที่ห้ามฝ่ายมารได้”

            “เกรงว่าปราภพอาจเป็นฝ่ายริปูเสียเอง ได้พลังคืนก็เป็นพยัคฆ์ติดปีก”

            “ไม่ต้องห่วงหรอก...” ไอศูรย์ยิ้มเพียงนิด คล้ายไม่ได้อยากยิ้ม “หากเขาไม่รักข้า เขาจะยังคงอ่อนแออยู่เช่นเดิม”

            ครืน!

            ฉับพลันคลื่นพลังจากจิตชั่วร้ายก็แผ่พัดรุนแรงผ่านกาย โหมความน่ากลัวกระจายไปทั่วทุกแดน มนุษย์ธรรมดาก็ยังรู้สึกถึงการมาเยือนของหายนะร้าย สรรพสัตว์แตกตื่น

            ผนึกอัญญาวีร์คลายแล้ว!

            เมธา!

            ไอศูรย์ห่วงเมธาขึ้นมา รีบทิ้งทุกอย่างทะยานลงสู่สำนักทิพย์วิทยา

            ครั้นมาถึงบรรยากาศของสถานศึกษาก็โศกเศร้า ยากทำใจยอมรับ ไอศูรย์สิ้นไร้คำพูดชั่วขณะ หัวใจคล้ายถูกบีบไม่ให้เหลือดี อาจารย์เทพสี่ท่านยืนขวางประตูทางเข้าห้องของเมธา ใบหน้าโศกศัลย์ของพวกเขาส่ายห้าม เตือนด้วยความห่วงใยว่าไอศูรย์ไม่ควรเข้าไปเห็นสภาพภายในที่อาจโหดร้าย

            มือของไอศูรย์ทั้งสั่น ทั้งเย็นเฉียบ ยามนี้ได้ยินแต่เสียงของศิษย์สำนักกอดกันร้องไห้อยู่รอบนอก หัวใจของเขาเองก็หลั่งน้ำตาตาม

            ...ไยทุกอย่างถึงกลายเป็นเช่นนี้หนอ ไหนเลยบอกว่าสำนักปลอดภัย เขตศักดิ์สิทธิ์ก็กางแล้ว พยัคฆาคอยเฝ้า ไยยังเกิดเรื่องได้อีก...

            สิ่งเดียวที่หัวหน้าสำนักนำออกมาให้ไอศูรย์ดูคือมีดสั้นอาบเลือด

            มีดนั่น...

            เขาจำมันได้ดีเพราะมันเคยจ่อคอเขาครั้งหนึ่ง มีดของฟาน

            ไยเป็นฟาน ไยเป็นฝีมือของทาสรับใช้ผู้ซื่อสัตย์ต่อจอมมารมากที่สุด

 

            ฟานเดินโซเซเข้ามาในถ้ำ ขุนเขารอบนอกมืดมิดเพียงใด หัวใจของเขามืดมิดยิ่งกว่า ดั่งถมสีดำลงไปเพื่อไม่ให้เห็นต้นเหตุของความปวดร้าวในใจตน สภาพสิ้นไร้โรยแรงเต็มกลืน

            ถ้ำอุ่นด้วยบรรดาคบไฟ มารกำลังชุมนุมกันอยู่ในโถงใหญ่สุด เทิดทูนบูชาเด็กสิบขวบผู้ตกเป็นเหยื่อให้จิตชั่วร้ายเข้าสิงร่าง กลิ่นอายแห่งหายนะรายล้อมกายเล็กนั่นเป็นสายสีดำทะมึน มีพลังอำนาจที่ตามองไม่เห็นแผ่ออกมามหาศาล

            เพราะผนึกที่เมธารักษาถูกทำลาย ความเลวร้ายจึงมีอิสระ มันเป็นทั้งจอมบงการและหัวขโมยตัวฉกาจ หัวหน้าริปูก็แค่เบี้ยไว้ใช้งานตัวหนึ่ง ครั้นมันมีร่างเองแล้วคงทำสิ่งเลวร้ายยิ่งกว่าเดิมแน่

            “เรียกข้าว่า...เจต” มันตั้งชื่อให้ตนเอง ไม่ใช่ชื่ออัญญาวีร์

            แววตาเด็กคมกล้าเกินรูปลักษณ์ มันใช้สายตาเช่นนั้นมองหมู่มารก่อนจะเพ่งมายังฟาน สีหน้านิ่งขรึมอย่างมีความคิดอ่าน ช่างเหลือเชื่อที่ก่อนหน้านี้มันเป็นแค่จิตชั่วร้ายหลอมรวมกับเจตจำนง ไม่น่ามีชีวิตขึ้นมาได้

            และไม่ควรทำให้มันมีชีวิตเลย!

            ฟานกัดฟันกรอดจ้องตากลับอย่างอาฆาตแค้น

            “ข้าคือผู้ที่เจ้าควรรับใช้อย่างแท้จริง” มันเอ่ยสั่งสอนฟาน สถาปนาตนเองทั้งที่นายเหนือหัวของฟานยังมีชีวิตอยู่ ได้ยินแล้วฟานก็ยิ่งแค้นใจ

            “ข้าทำตามสัญญาแล้ว!” ฟานร้องบอกจากระยะที่ห่างพอประมาณ

            เจตนิ่งเงียบไป...

            “ดี เจ้าทำงานได้ดีกว่าที่ข้าคิด” เป็นหัวหน้าริปูที่เอ่ยรับแทน ในแววตามารดูจะสมเพชเวทนาฟานในที “ข้าไม่คิดว่าท่านปราภพจะมีผู้รับใช้แสนซื่อ...สัตย์...อยู่ข้างกาย ฟาน เจ้าเชื่อจริงหรือว่าเราจะไว้ชีวิตท่านปราภพได้”

            ฟานใจเสียวูบ สีหน้าแย่แต่ยังฝืนยืนผงาด

            “คิดเป็นใหญ่แต่ไม่รักษาสัตย์ ใครเล่าจะเชื่อถือเจ้าได้อีก” ฟานต่อว่า

            “โอหัง!” หัวหน้าริปูโกรธจัดจ้องจะกินเลือดกินเนื้อ “จอมมารช่วยอะไรเจ้าไม่ได้อีกแล้วฟาน ควรรู้จุดยืนของตนบ้างถ้ายังอยากอยู่รอด”

            “ข้ารู้! เจ้าไม่ใช่อาจารย์ ไม่ต้องมาสั่งสอน!

            “ศิษย์ที่กล้าลงมือฆ่าอาจารย์ในสำนักตนยังมีหน้าพูดอีก หึ!

            “นั่นเพราะพวกเจ้าบีบให้ข้าไม่มีทางเลือก!

            “เจ้าเรียนกับสำนักทิพย์จนเป็นมารนอกคอก!

            “พอแล้ว ปล่อยปราภพ” เจตออกคำสั่งขัดจังหวะ ไม่สนว่าหัวหน้าริปูจะพอใจหรือไม่ คำสั่งสร้างความประหลาดใจให้แก่มารทั้งหมด

            พวกเขามองเจตเป็นตาเดียว

            บรรยากาศรอบตัวเจตหาใช่ความหยิ่งทะนง ทว่าเป็นความเด็ดเดี่ยวในอุดมการณ์ มิได้แสดงถึงความเลวร้าย แต่ก็หาได้มีความดีงาม มิมีความถูกหรือผิด แต่ตระหนักรู้อยู่บนเจตนารมณ์บางอย่าง

            เจตนารมณ์ดังกล่าวแสดงออกในแววตาคมกล้า

            ร่างเด็กสิบขวบเดินมายืนต่อหน้าฟาน ตัวเล็กแต่กลับมีพลังกดดันรุนแรงหนักหน่วง จนฟานเหมือนถูกอากาศกระแทกให้ทรุดหมอบลงกับพื้น หัวเข่าเจ็บช้ำไปหมด

            “ข้าคือผู้ที่เจ้าควรเคารพและภักดี จำไว้” หนนี้เจตก็ยังย้ำกับฟาน

            ฟานกัดฟันกรอด ไม่อาจต่อต้านพลังอันหนักหน่วง กายต้องยอมศิโรราบกระนั้นหัวใจก็ไม่ได้อ่อนข้อตาม

            มารสี่ตนรับคำสั่งก่อนหน้าพากันไปยังท้ายถ้ำ ปลดโซ่อาคมปล่อยปราภพให้เป็นอิสระ พวกเขามองปราภพเชิงดูแคลน แล้วเล่าว่าฟานทำสิ่งใดลงไปบ้าง หวังเห็นปราภพเปลี่ยนสีหน้าหรือไม่ก็อาละวาดเสียการควบคุมตนเอง

            ฟานฆ่าเมธา...

            สายตาของปราภพนิ่ง นัยน์ตาสีดำสนิทดั่งวังวนลึกจนไม่มีผู้ใดกล้าเข้าถึง ไม่ตกใจแม้แต่น้อย นิ่งเงียบน่ากลัวจนมารทั้งสี่ไม่กล้าเอ่ยอันใดอีก

            ถึงอ่อนพลังลงมากแต่ฝีเท้าของปราภพยังสงบมั่นคง ความทุกข์ทรมานที่ได้รับไม่ได้สั่นคลอนความองอาจของบุรุษ ปราภพเดินผ่านโถงใหญ่โดยไม่มองฟาน เหมือนมรสุมพัดผ่านอย่างไม่แยแสก้อนหิน

            ฟานกลืนน้ำลาย รู้แก่ใจว่าเจ้านายกำลังโกรธ หากเพ่งจิตสังหารมาก็อาจหมายถึงต้องการให้ฟานตาย นี่ไม่มอง แสดงว่ายังปรานีฟานอยู่มาก

            “ความผิดของท่านคือการละทิ้งคำสัตย์” เจตเอ่ยต่อว่าปราภพ

            ปราภพหยุดฝีเท้า ยืนนิ่งโดยไม่กล่าวตอบ

            “ข้าไม่เหมือนท่าน สัญญาย่อมเป็นสัญญา ท่านเป็นอิสระ” เสียงของเด็กทรงอำนาจไม่ได้ด้อยกว่าผู้ใหญ่ ไม่ใช่แค่มีพลังกดดันผู้อื่น ยังกดดันตัวเองเสียด้วย ทำอย่างกับว่าแบกรับอะไรเอาไว้จนต้องเข้มงวดเสียทุกสิ่ง

            ปราภพเลือกก้าวเดินต่อ นัยน์ตาคมกริบดั่งรู้แล้วว่าเจตเป็นสิ่งใด

            ฟานไล่ตามหลังออกมา พ้นจากถ้ำก็ใช้ม้วนคาถาพาปราภพมาที่ซ่อนในปลอดภัย เป็นกระท่อมเก่ากลางป่าในเขตมนุษย์ จากตรงนี้ยังมองเห็นยอดหลังคาของสำนักทิพย์วิทยาอยู่ลิบๆ มีม่านศักดิ์สิทธิ์คอยกั้นขวาง

            ปราภพหรี่ตาลงสังเกตรอบด้าน

            ต่อให้อ่อนพลังลงอย่างถึงที่สุดก็ยังรู้ว่ามีกลิ่นอายของเทพเจ้า

            “ข้าขอโทษที่ขัดคำสั่ง!” ฟานรีบคุกเข่าสำนึกผิด

            “ที่ข้าไม่ชอบใจคือเจ้าทำลายอนาคตตนเอง” ปราภพเลื่อนสายตาลงมองฟาน นัยน์ตาดุดันน่ากลัว “ข้ายอมให้เจ้าเรียนในสำนักทิพย์วิทยาเพื่อฆ่าเมธาหรือ ไหนกันวิชาชีพช่วยเหลือคนที่เจ้าสาบานตน พิธีจบการศึกษาของเจ้าคือศพหนึ่งศพกระนั้นรึ ต่อให้กายต้องเป็นมาร ก็ใช่ว่าจะต้องทำให้จิตใจตนเองตกต่ำเลวทราม”

            “ข้าขอโทษ...” ฟานตาแดงก่ำยากจะกลั้นน้ำตาอีกครั้ง ก้มหน้าสำนึกผิด

            “เจ้าทำให้เมธาตายเปล่า เขาไม่สมควรตาย” ปราภพหลับตาลง บอกอีกครั้งด้วยเสียงอันราบเรียบ น้ำเสียงที่เคยทรงอำนาจโรยแรงลง “ริปูไม่มีวันปล่อยข้า ทุกอย่างถูกเตรียมการไว้หมดสิ้น เจ้าช่วยข้าไม่ได้”

            “ได้สิ! ข้าจะพาท่านไปซ่อน!

            “เปล่าประโยชน์ พวกเขาลงมือกับข้าแล้วต่างหาก”

            “ม...หมายความว่าอย่างไร พวกมัน...พวกมันทำอะไรท่าน!” ฟานมีความกลัวอยู่ในแววตา เบิกตากว้างแววตาสั่นมองเจ้านายตน

            ปราภพเลือกนิ่งไม่ตอบคำถามใดๆ

            จังหวะนั้นแสงเวทสวรรค์พลันส่องขึ้นจากผืนดิน ละอองทองฟุ้งก่อนจะหลอมรวมเป็นร่างสง่างามของจ้าวสวรรค์

            ในที่สุดไอศูรย์ก็เจอปราภพ

            ในอาณาเขตมนุษย์ ไอศูรย์ค้นหาปราภพได้ไม่ยาก การจะหยุดยั้งอารมณ์ความรู้สึกของตนคงยากเย็นยิ่งกว่า เมื่อเห็นสภาพที่ยังอ่อนพลังของปราภพ ไอศูรย์ก็ยิ่งเจ็บปวด อาการของปราภพไม่ดีขึ้นเลย หากพลังไม่ฟื้นคืนก็เท่ากับว่ามารตรงหน้าไม่ได้รักเขา

            ไม่ได้รัก...

            ที่ผ่านมาเทพเจ้าร้อนรนไขว่คว้าสิ่งใดอยู่กัน...

            เขาควรเศร้าเสียใจและเข็ดหลาบสักที ทว่าเห็นอีกฝ่ายอาการไม่ดี ศีรษะมีแผลคล้ายโดนทำร้ายให้ทุกข์ทรมานมา ความห่วงใยก็มีมากเสียยิ่งกว่ามาก การที่รู้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้รักเรา มันก็ไม่ได้หมายความว่าตัวเราจะหมดรักด้วยเลย

            ไม่สิ! รู้ผลแล้วเทพเจ้าควรทำใจให้เด็ดขาดต่างหาก!

            “เจตจำนงของริปูไม่ทำให้ท่านอยากฆ่าจ้าวสวรรค์อย่างข้าแล้วรึ” ถ้อยวจีที่ทักทายไร้ความอ่อนโยน แม้แต่สายตาก็ยังห่างเหิน ยามร่างจริงของจ้าวสวรรค์มาประจักษ์ ปราภพก็ไม่ได้ถูกเจตจำนงของริปูครอบงำอีกจริงๆ นี่ยิ่งสร้างความเคลือบแคลงใจให้ไอศูรย์

            “เจตจำนงปล่อยข้าเป็นอิสระ” ปราภพอธิบาย เพ่งมองไอศูรย์ไม่ยอมละสายตา “ตัวการใหญ่เบื้องหลังริปูไม่ใช่จิตชั่วร้ายของราชินีอัญญาวีร์ นอกจากพลังแล้วนั่นไม่ใช่นางเลยสักอย่าง แต่เป็นเจตจำนงของริปูเอง มันแค่เอาจิตชั่วร้ายไปเป็นพลังขับเคลื่อนร่างกายของเด็กที่มันสิง”

            “ไม่ใช่อัญญาวีร์หรือ...” ไอศูรย์มุ่นคิ้ว ถึงไม่อยากเผชิญหน้ากับปราภพต่อแต่จำเป็นต้องเค้นข้อมูลก่อน “ช่วยเล่าให้ข้าฟังที”

            “ข้ารูแค่ว่ามันคือเจตจำนงของริปูที่มีชีวิต...”

            วูบ!

            เล่าอยู่ดีๆ ปราภพกลับเซ ยกมือค้ำยันบนแคร่เกือบไม่ทัน กายเป็นสีม่วงช้ำเหงื่อชุ่ม สำลักโลหิตออกมาเป็นก้อนดำคล้ำ ไอศูรย์เกือบจะกอดประคองอีกฝ่ายเอาไว้แล้ว พอดียังมีสติว่าควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของบัณฑิตแพทย์

            “ท่านติดพิษ!” ฟานร้องตกใจรีบตรวจดูอาการของเจ้านาย

            “ช่างมัน” ปราภพไม่ต้องการการรักษา

            “ช่างไม่ได้หรอก! ท่านติดพิษรุนแรงขนาดนี้ได้อย่างไรกัน!

            “เงียบเถิดฟาน ข้าถึงบอกว่าเมธาตายเปล่า”

            “ข้ายังไม่ได้ฆ่าอาจารย์! ท่านไอศูรย์ก็รู้เลยไม่ลงโทษข้าไง!” ฟานพยายามอธิบาย “อาจารย์ผนึกตัวยาของข้าทันเวลา บอกก่อนมีดจะเสียบขั้วหัวใจว่าเขาช่วยคลายผนึกโดยที่ไม่ต้องตายได้ จากนั้นก็ทั้งบ่นทั้งเขกกะบาลข้าจนหัวปูดนี่ไง!

            ฟานก้มศีรษะ ชี้ตรงขวัญกลางศีรษะของตนที่ยังแดงนูน

            ไอศูรย์ยอมพยักหน้ายืนยันอีกตน

            เมธายังไม่ตาย สำนักทิพย์วิทยาช่วยปิดบังความลับนี้เอาไว้เพื่อช่วยเหลือปราภพ ที่สำคัญการคลายผนึกช่วยทำให้รู้ตำแหน่งของศัตรูชัดเจน ตอนไอศูรย์หลงคิดว่าเมธาถูกฟานฆ่าก็เศร้าเสียใจ ภายหลังหัวหน้าสำนักยอมบอกความจริง งานนี้ถูกหลอกกันถ้วนหน้าเชียว

            ทว่าไอศูรย์กลับต้องมากังวลใจที่ปราภพติดพิษ ริปูคิดฆ่าปราภพจริงๆ

            ไอศูรย์ยอมช่วยฟานพามารป่วยเข้ามาพักในกระท่อม ส่งนกปลุกเสกขอเครื่องมือกับยาจากสำนักตามที่ฟานต้องใช้ เขาฝืนทำใจแข็งโดยตลอดแต่ก็รู้ว่าตนเองห่วงใยปราภพมากเพียงใด

            ที่ว่า แค่เห็นหน้าก็ใจอ่อนมีอยู่จริง และมันเป็นเช่นนี้เอง

            “ตามอาจารย์แพทย์มาด้วยเถิด” ฟานกล้ำกลืนร้องขอด้วยสีหน้าหวั่นวิตก มือที่ยื่นมาจับมือของไอศูรย์เย็นเฉียบ “ข...ข้า...ไม่รู้จักพิษตัวนี้ มันไหลเวียนทั่วร่างของท่านปราภพแล้ว น่าจะติดพิษมานานเกินไปจนอวัยวะภายในถูกทำลายหนัก ถ...ถ้าขืนปล่อยเอาไว้ล่ะก็...”

            บัณฑิตแพทย์ยอมรับความอ่อนด้อยของตนเสียงสั่นหนัก

            ไอศูรย์กลั้นใจจนอัดอั้น ครั้นทนไม่ไหวก็พาปราภพฝ่าเขตสวรรค์เข้ามาในเรือนพยาบาลของสำนักทิพย์วิทยาด้วยตนเอง ทุกคนในเรือนพยาบาลแตกตื่น ทว่าหัวหน้าสำนักก็โผล่มายับยั้งความวุ่นวายได้ทันเวลา

 



ต.ใต้ต้นตาล : ขอบันทึกไว้ ณ จุดนี้ว่ามาราธอนมาก เริ่มตั้งแต่เจ็ดโมงเช้า ขณะตรวจแก้บทนี้เสร็จแล้วพิมพ์ข้อความทักทายช่วงท้ายบทอยู่ก็...เที่ยงคืนนิดๆ อะเหื้ออออ เปลี่ยนวันแล้วยังไม่เสร็จเลย ฮือๆ ขอโทษที่ล่าช้านะคะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 222 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

526 ความคิดเห็น

  1. #520 meeniie (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2563 / 03:17

    เกือบเกลียดฟานแล้ว โอ๊ยย โดนหลอก

    #520
    0
  2. #505 Ruruka Buta (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 27 มกราคม 2562 / 16:16
    นี่ปวดใจนึกว่าเมธาตายจริงไปแล้วนะ พอท่านอาจารย์ยังอยู่นี่เหมือนยกภูเขาออกจากอก
    #505
    0
  3. #492 fai_btam (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 13 ธันวาคม 2561 / 18:02
    ใจตกไปถึงตาตุ่มนึกว่าฟานฆ่าเมธา เห้ออ
    #492
    0
  4. #484 Thitima Udchachon (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 30 ตุลาคม 2561 / 23:40
    โว้ยยยย!!!ฟาวดฃพมรก่พงดงแวไ

    เมื่อกี้เกลียดฟานมากๆๆๆๆ พอจบจ้าาาาา โดนหลอกกันทั่วหน้า5555
    #484
    0
  5. #445 ปาล์ม (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2561 / 18:49

    คุณนักเขียนสุดยอดมากเลยค่ะ ขอบคุณนะคะ

    #445
    0
  6. #412 ฺBedroom (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2561 / 20:08
    จอมมาร อย่าเป็นอะไรนะคะ ฮือ
    #412
    0
  7. #374 moony+lilac (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2560 / 19:11
    โล่งไปเปราะหนึ่งแล้ว ท่านเมธาไม่ตาย ฮือออออ ตื้นตันน
    #374
    0
  8. #347 ฮ่อยจ๊อ (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 15 สิงหาคม 2560 / 23:42
    เข้มข้นมากกก อยากให้แต่งเรื่องลูก
    #347
    1
    • #347-1 จินต์ ลี.(จากตอนที่ 10)
      23 กันยายน 2560 / 09:18
      เรื่องลูกกำลังเริ่มเขียนค่ะ ^ ^
      #347-1
  9. #309 N nana (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 18 กรกฎาคม 2560 / 19:19
    จะมีภาคต่อมั้ยคะ อยากอ่านตอนลูกมากกกกก
    #309
    1
    • #309-1 จินต์ ลี.(จากตอนที่ 10)
      19 กรกฎาคม 2560 / 20:49
      อ๋อ จริงๆ คิดจะเขียนเรื่องอนุฝึกหัด ซึ่งเป็นเรื่องของลูกแต่แรก พอดีคิดพล้อตพ่อจนคันมืออยากเขียนเลยเอามาเขียนก่อน จนเกิดเป็นเรื่องเทพเจ้ากับสุราจอมมารนี่แหละค่ะ
      #309-1
  10. #273 Blueheart (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 10 กรกฎาคม 2560 / 02:17
    อะไรคือโดนหลอกกันถ้วนหน้า เกลียดดดดดดดดดดดด เราอุตส่าห์น้ำตาซึมตั้งนาน
    #273
    1
    • #273-1 จินต์ ลี.(จากตอนที่ 10)
      12 กรกฎาคม 2560 / 19:11
      นิดๆ ชีวิตออกรสค่ะ
      #273-1
  11. #260 ทิกเกอร์แอล (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 8 กรกฎาคม 2560 / 11:30
    อะไรนะคะ อีก 2 บทก็จบแล้ว จบภาคพ่อแม่ใช่มั้ยยยย เราอยากอ่านเรื่องของเจ้าตัวเล็กมากเลย ฮืออออออออ ได้ออกมา 3 บันทัด ถึงมั้ยคะ แล้วก็กริบยาวๆ รอไปเป็นตัวเอกใหม่ 5555555
    เราอ่านประโยค 'ช้างงางอก' นานมากค่ะ 55555555 คือคำมันคล้ายๆ กันจนรู้สึกสับสนว่าอ่านถูกมั้ย กี๊ดดดดดดดดดดดด
    แต่ว่า พออ่านๆ แล้วเจอปราภพโดนเหล็กร้อนๆ นาบ พี่แกจะหัวล้านมั้ยคะ ในอนาคต หรือปราภพจะตัดผมแบบไถข้างมาเลย ก็เก๋ๆ ดีนะ 
    ดีใจเรื่องเมธา ส่วนน้องฟานเราก็บอกไม่ถูกว่าผิดหวังกับการกระทำของน้องมั้ย มันเป็นความรู้สึกที่ว่าไม่ไปอยู่ตรงนั้นไม่เข้าใจหรอก เฮ่อออออออ
    แต่ขำตอนที่กลายเป็นลูกเจี๊ยบ น่ารักเกินไปแล้ว! นี่ชักติดใจพญาไก่ 555555555555

    ไม่ bad end แสดงว่าหวานจนสำลักแน่ๆ กิ้วๆๆ 

    #260
    4
    • #260-3 จินต์ ลี.(จากตอนที่ 10)
      9 กรกฎาคม 2560 / 20:49
      แอร๊ย รอแฟนอาร์ตเลยค่ะ ชาลใช่ไหมคะ
      ปล. เหมือนเห็นเป็ดด้วย
      #260-3
    • #260-4 ทิกเกอร์แอล(จากตอนที่ 10)
      10 กรกฎาคม 2560 / 00:12
      เป็นค่ะ เป็น เป็ดไม่มี ไก่ก็ไม่มีค่าาาาาาาาาา
      ชาลค่ะ ชาลลลลลล
      #260-4
  12. #257 tungminpe (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 7 กรกฎาคม 2560 / 09:50
    นี่เศร้าและเสียน้ำตาไปแล้ว แต่..ที่ไหนได้ยังไม่ตาย!!! /โฮ เอาความเสียใจฉันกลับมา
    #257
    0
  13. #255 นิรนาม (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 7 กรกฎาคม 2560 / 08:38
    ตลกจนนั่งร้องไห้ติดๆ กันหลายตอนแล้วนา
    #255
    0
  14. #254 Irotawin (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 6 กรกฎาคม 2560 / 22:24
    รู้สึกเหมือนค้างเติ่งอยู่บนคาน 5555555 มาต่อไวๆน้าาาา
    #254
    0
  15. #253 jjr119 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 6 กรกฎาคม 2560 / 22:00
    เป็นเรื่องที่สนุกมากกกกกกกกกกกก อ่านแล้วลุ่นตลอด วางไม่ได้เลย ชอบบบ คนแต่งเก่งจัง บรรยายเรื่องดีมากๆเลย ชอบบบบบ มาก สู้ๆนะ รออ่านจ้า
    #253
    0
  16. #252 LinLin the Rabbit (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 6 กรกฎาคม 2560 / 21:42
    จะจบซะแล้วเหรอ รู้สึกยังไม่อิ่มเลยค่ะ แง อ่านถึงตอนนี้ดีใจที่หลายๆ อย่างเริ่มคลี่คลาย คิดว่าเรื่องพลังของจอมมารคงเกี่ยวข้องกับที่ติดพิษ? โอย ลุ้นและรอค่ะ
    #252
    0
  17. #251 yohyoh120 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 6 กรกฎาคม 2560 / 20:20
    ต่อๆๆ มาเรื่อยๆ ชอบเรืองนี้มาก รักจัง ชอบค่าา
    #251
    0
  18. #250 OLAPANITS (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 6 กรกฎาคม 2560 / 20:00
    ไอศูรย์พลังไม่กลับมาซักทีน้า
    #250
    0
  19. #248 donejaija (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 6 กรกฎาคม 2560 / 17:53
    ทำไมพลังไม่คืน หรือตั้งกฎใหม่ช้าไป ไม่ยอมยกประโยชน์ให้จำเลย??? อย่าตายน้า
    #248
    0
  20. #247 Mononame (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 6 กรกฎาคม 2560 / 16:56
    ชอบ คือดีย์ (วิบัติเพื่ออรรถรส)
    #247
    0
  21. #246 Atk. S. (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 6 กรกฎาคม 2560 / 16:50
    รออยู่นะ
    #246
    0