[Yaoi] เทพเจ้ากับสุราจอมมาร -- จบ

ตอนที่ 1 : ๑ พบพานในคืนชมจันทร์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 14,936
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 441 ครั้ง
    16 ก.ค. 60

 

๑ พบพานในคืนชมจันทร์

            คืนชมจันทร์อันงามยิ่ง คือมิ่งขวัญยามจันทร์สะท้อนผืนน้ำแดนวิปโยค

            แสงอำพันดั่งสุรารสเลิศของจอมมาร

            มิได้เยือน มิได้ดื่ม ถือว่าน่าเสียดายหนึ่งชาติเกิด...

            เทพเจ้าลอบลงจากแดนสวรรค์ ปีกทองกระพือบินสง่างามยิ่งกว่ามหาหงส์ ปลายเท้าลงแตะแผ่นดินวิปโยคของหมู่มาร เจตจำนงผุดผ่อง ละอองทองพลันล้อมกายสำแดงฤทธิ์ พลิกผันจากรูปกายเดิมให้เป็นสตรีโฉมสะคราญ อรชรเอวบางดั่งนางพญาฟ้อนกราย แม้สวมใส่แพรไหมบางเบายั่วเย้าอย่างสตรีมาร เสน่ห์อันสูงศักดิ์ก็หาได้ถูกลดทอน ชม้ายชายแลเยี่ยงไรย่อมมีค่าโดดเด่นกว่าสตรีบำเรอในปราสาททั้งหลาย

            ปราสาททมิฬตระหง่านอยู่บนผาที่สูงยิ่งนัก ผงาดราวท้าทายสรวงสวรรค์ ทว่านั่นส่งผลให้มันเป็นสถานหย่อนใจชมจันทร์เพ็ญอันยอดเยี่ยม เทพลมเหมันต์ผู้เร่ร่อนสองคาบสมุทรเล่ายามอวดสุราดีว่า ตำแหน่งปราสาทมารเป็นทำเลเลิศ สระน้ำกว้างใหญ่ถูกสร้างริมผาในส่วนของปราสาททมิฬเพื่อให้แสงจันทร์ได้โลมไล้ สตรีงดงามอีกร้อยคอยโปรยบุหงา เมื่อพ้นจันทราน้ำนั้นจะถูกจอมมารนำไปใช้หมักสุราแสนวิเศษ มิมีสุราใดบนโลกเทียบเคียงแม้แต่สุราทิพย์

            กล่าวขวัญกันถึงเพียงนี้ เทพเจ้าย่อมอยากรู้อยากเห็นกับตา ยอมแปลงกายมาพิสูจน์คำของเทพลมเหมันต์ด้วยตนเอง

            เทพเจ้าอยู่ในรูปนางจำแลงพร้อมผนึกพลังสวรรค์ในกาย ครั้นสบโอกาสชุลมุนก็ลอบเข้าปราสาททมิฬง่ายดาย แฝงตัวเป็นสตรีของจอมมารที่มีอยู่เป็นพันจนไม่น่าจำกันได้ทุกตน ด้านในแทบไม่มีบุรุษเพศเดินผ่าน ทางสะดวกเสียยิ่งกว่าสวนหย่อมในวิมานของเทพเจ้าเอง

            ได้ที่นั่งเหมาะชมจันทร์แล้ว อยู่ในสวนมืดสลัวเงียบสงบ มีพุ่มไม้ทึบรอบทิศช่วยพราง ไม่สะดุดตาผู้ใด

            ราตรีเริ่มหนาวเหน็บ จันทราดวงเด่นสะท้อนเงาบนผิวสระน้ำที่ล่องลอยดอกไม้หอม แลยังสะท้อนอีกเงาอยู่บนผิวน้ำแดนวิปโยคเบื้องล่าง ดั่งได้ชมจันทร์งามกระจ่างถึงสามดวงในคราเดียว

            แสงอำพันฉาบทาบทุกสรรพสิ่งให้กลายเป็นสีทองนวลตา สิ่งเหล่านี้เองที่เลื่องลือถึงแดนสวรรค์ หนึ่งปีมีเพียงหนึ่งหน

            ผมยาวสยายของนางจำแลงเป็นสีทองพลอยระยับรับแสงจันทร์ด้วย เสียแต่นัยน์ตาสีฟ้าแม้สวยดั่งมีมนตร์ กลับดูเป็นสิ่งแปลกปลอมบนดวงหน้า นางงอเข่าข้างหนึ่งเพื่อเท้าศอก ครั้นรู้สึกโล่งเกินก็เสกกางเกงขายาวสวมให้นั่งได้ตามอารมณ์ ไม่ต้องกลัวริ้วหญ้าหรือลมเย็นระคายผิว

            อา... เหลือแค่ลองลิ้มสุราที่ว่าเลิศของจอมมาร

            สุราก็ขโมยมาแล้ว ไม่มีอะไรที่เทพเจ้าอยากทำแล้วทำไม่ได้

            เทพเจ้ากำลังสบายอารมณ์ยิ่ง แกว่งขวดสุราล้อแสงจันทร์ เสียงของเหลวหมุนเวียนในขวดฟังแล้วกระชุ่มกระชวยหัวใจ นางยิ้มกระหยิ่มแด่ความหาญกล้าบ้าบิ่นของตนเอง การที่ไม่ถูกจับได้นั่นแลคือความท้าทาย

            ไม่สิ ง่ายเกินไปก็น่าเบื่อ แดนวิปโยคไม่ควรทำให้นางผิดหวัง

            ทันใดนั้นแรงกดดันมหาศาลพลันแผ่สาดมาจากทางด้านหนึ่ง รวดเร็วรุนแรง นึกจะมาก็สาดมาโดยไร้กระแสเตือน ดั่งเมฆครึ้มโถมครืนเดียวก็ปกคลุมราตรีให้เข้าสู่ฝันร้าย ยิ่งสงบนิ่งยิ่งรับรู้ได้โดยละเอียด สายลมขาดห้วงประดุจจะไร้ธาตุอากาศ มันทำให้รู้สึกอึดอัด หายใจลำบากขึ้นทุกทีที่ได้ยินเสียงฝีเท้าเหยียบย่าง แค่ฟังหนึ่งก้าวก็บีบให้หัวใจหยุดเต้นหนึ่งครั้ง นี่กำลังก้าวต่อเนื่องเข้ามาใกล้

            ไยต้องมาทางนี้ มารความสุขโดยแท้!

            ผู้มาเป็นใครไปไม่ได้นอกเสียจากเจ้าของปราสาท...

            จอมมารปราภพ

            บุรุษองอาจกำยำเดินพ้นจากหลังทรงพุ่มไม้สูงใหญ่ แต่งกายด้วยชุดขนสัตว์หนาสีเทาที่ดูไม่เคร่งครัด น่าจะอุ่นกายดี เส้นผมสีดำเป็นเงายามถูกแสงจันทร์ฉาบไล้ แปลกที่สายลมกลับสงบเสงี่ยมเงียบใบ้ ไม่กล้าโลมแตะกายผ่าเผยนั้น

            “เจ้าก็ชอบนั่งชมจันทร์ตรงนี้ด้วยรึ” เสียงเอ่ยสัพยอกของผู้มาเยือนเป็นเสียงที่แข็งแกร่งเกินกว่าจะมาใช้พูดเย้าเช่นนี้ แต่ก็ช่วยให้แรงกดดันที่รายล้อมเริ่มบรรเทา สัมผัสได้ถึงกระแสแห่งมิตรอันน่าฉงน จนเทพเจ้าอยากโต้ตอบลองเชิงให้คุ้มค่ากับการพบพาสักประโยค

            “หรือข้าควรนั่งที่อื่นวานท่านปราภพช่วยแนะนำ” เสียงไพเราะเจือเสน่ห์ของสตรีสัพยอกกลับ ใบหน้างามเผยยิ้มเป็นมิตรค้างไว้ก่อนจะแหงนหน้าขึ้นมองสบตา

            แย่แล้ว!

            นัยน์ตาปลอมของเทพค้างเอะใจวูบหนึ่ง วูบเดียวกับใจพรั่นพรึง

            มันเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำยามลอบเข้าแดนวิปโยคแต่นางก็ทำไปแล้ว นั่นคือการมองแววตาต้องห้ามของจอมมาร นัยน์ตาสีดำสนิทดุดันน่าเกรงขาม มืดมน... ไร้แววสะท้อนแทบไม่ต่างจากสายตาคนตาย หมู่มารลือทั่วแดนว่าแม้นัยน์ตาจอมมารดูราวไม่มีชีวิต แต่อ่านชีวิตจิตใจผู้อื่นได้อย่างมีชั้นเชิง

            เทพเจ้าจะเบี่ยงสายตาหลบลี้คงไม่ทัน ไม่รู้ว่าจอมมารเห็นสิ่งใดในแววตากำมะลอบ้าง อย่างเดียวที่รู้ตัวคือเทพเจ้าไม่มีสายตาฉ้อฉล จิตวิญญาณแห่งเทพไม่อาจใช้ความเป็นสตรีมารหลอกลวงบดบังโดยง่าย น่ากลัวว่าอีกฝ่ายจะมองทะลุเข้ามาถึงจิต

            ทางที่ดีรีบหนีไปจากตรงนี้ก่อนความแตกเป็นดีที่สุด

            นางป่ายมือเท้าพื้น เตรียมหยัดกายลุก

            “ข้าไม่ได้รบกวนเจ้าใช่ไหม” กายองอาจกำยำกลับนั่งลงข้างเคียง มีสุราติดมือมาสี่ขวด จุกไม้ของขวดสีขาวทึบถูกนิ้วโป้งที่สวมแหวนดันออกดังป๊อก

            ห...หอม

            สติและสายตาของเทพเจ้าเพ่งไปยังขวดสุรากลิ่นเย้ายวนทันใด ลืมสิ้นว่าต้องเผ่น กิเลสแข็งข้อเสียยิ่งกว่าเหตุผล บางทีอาจถึงขั้นยอมตายเพื่อสุรา

            ครั้นนิ่งพินิจแล้วสุราของจอมมารดูต่างกลิ่นจากที่นางขโมยมาไม่น้อย

            “สี่ขวดนั่น...” นางใช้สายตาชี้

            “ของคืนชมจันทร์เมื่อหกสิบปีก่อน” จอมมารตอบกลับ

            “หกสิบปีก่อน”

            สติเทพเจ้าประเมินค่าตาม สุราดียิ่งบ่มนานยิ่งนุ่มลิ้ม นานเกินไปก็สิ้นหวานไม่ใช่ที่นิยมสำหรับนาง เพียงหกสิบปีนี่อาจกำลังยอดเยี่ยม

            แต่จะเยี่ยมแน่หรือหากไม่ลองชิมให้สาแก่ใจก่อน

            “มันดูต่างจากขวดที่ข้าได้มา ว่าไหม” เทพเจ้าอวดขวดของตน

            “หืม?” นัยน์ตาดุดันพิจารณาขวดสุราในมือนางก่อนเป็นอย่างแรก ไม่ทันไรก็ยิ้มมีเสน่ห์อย่างที่จอมมารไม่น่ายิ้มได้ “หากเป็นสุราที่ข้าแจกให้มารในปราสาท ก็เป็นแค่สุรามารธรรมดา ไม่ใช่สุราจอมมารที่แท้จริง ข้าไม่ชอบให้ใครดื่มสุ่มสี่สุ่มห้า”

            แสดงว่านางได้ของปลอม?

            มิน่า หยิบสุราติดมือมาง่ายดายไม่มีผู้ใดทักท้วง

            “อ้อ ของดีดื่มผิดที่ผิดเวลาก็ผิดรส ถูกแล้วที่ไม่ปล่อยให้ดื่มสุ่มสี่สุ่มห้า” นางจำยอมพยักหน้าเข้าใจเนิบๆ แล้วรีบเลื่อนสายตาหลบมองจันทร์ไม่ให้เป็นพิรุธ แอบทอดถอนใจที่เสียแรงไปโดยเปล่าประโยชน์เหมือนเสียรู้จอมมาร

            ...ผิดหวัง

            เทพเจ้าถอนใจอีกหน ทำงานตลอดปีแสนเหนื่อย มีคืนชมจันทร์ได้เที่ยวกลับไม่เป็นดั่งใจ หากเป็นมนุษย์ทั่วไปคงโทษสวรรค์ที่เล่นตลกกับโชคชะตา ทว่าเป็นเทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่เสียเอง คงต้องเรียกว่าถูกความคาดไม่ถึงเล่นตลกกับตนเองอยู่กระมัง

            คิดมากประเดี๋ยวเดียวความอบอุ่นก็ห่มคลุมกาย ไม่รู้ว่าจอมมารเอาผ้าห่มขนสัตว์จากที่ใดมาคลุมบรรเทาความหนาวเย็นให้

            อุ่นนัก...

            นัยน์ตาสีฟ้ากำมะลอจำต้องเหลียวกลับไปมอง เอ่ยขอบคุณตามมารยาท ไม่น่าเชื่อว่าแม้แต่นิสัยใจคอของจอมมารเองก็เป็นสิ่งที่เทพเจ้าคาดไม่ถึง

            “ท่านใจดีกว่าที่ข้าคิด” นางชมพร้อมยิ้ม “เสียแต่นามปราภพของท่าน...”

            “แปลว่าความฉิบหาย” จอมมารกล่าวขึ้นเองเมื่อเสียงนางเบาลง “ปราภพ...นามที่ไม่มีผู้ใดอยากเอ่ยเพราะหวั่นกลัวอัปมงคล ทว่าข้าได้ยินเสียงไพเราะของเจ้าเอ่ยเรียกถึงสองคราเชียว เป็นเกียรตินัก”

            น้ำเสียงเริ่มอ่อนนุ่มของบุรุษมารเทียวสร้างกระแสอุ่นใจ

            “นามคงไม่ได้สำคัญเท่าตัวตนที่ท่านเป็น” เทพเจ้าช่วยปลอบด้วยเมตตา “เทียบไม่ได้เลยกับสุราล้ำค่าที่ท่านบ่ม หากตั้งชื่อสุราด้วยนามของท่าน ก็มีข้าที่กล้าดื่มโดยไม่คิดเรื่องอัปมงคลให้ยุ่งยาก”

            “กระนั้นสตรีก็ไม่ควรหมกมุ่นกับของมึนเมา”

            ได้รับคำสั่งสอนกลับมากลายๆ

            “สตรีรึ? ...อ้อ! ฮ่าๆ เพศแค่เปลือกนอก อย่าใส่ใจ” นางหัวเราะเป็นกันเอง ถึงจะไม่ใช่เสียงที่สตรีควรหัวเราะก็ตามที

            “แปลกคน”

            “ข้าน่าคบหาใช่ไหมเล่า พอเป็นสหายของท่านได้หรือยัง”

            “คิดตีสนิทคงมีเหตุผล อยากดื่มสุราของข้ารึ” จอมมารย้อนถามอย่างรู้ทัน

            ก็เหมือนมีคนถามว่าหิวไหม หากตอบว่าไม่ คิดว่าจะได้กินหรือ

            “ใครบ้างไม่อยากลิ้มรสสุราของจอมมาร หากไม่รังเกียจข้าขอเป็นสหายดื่มชมจันทร์กับท่านเอง” แผนเกลี้ยกล่อมของเทพเจ้าเริ่มปุบปับ แย้มยิ้ม ความเป็นมิตรเบ่งบานเสียยิ่งกว่าดอกบ๊วยบนต้น ดอกสีชมพูและกลีบเล็กๆ ทิ้งตัวลงบนเรือนผมสีทองสยายมากมายยามสายลมโชยไหว

            งดงามชวนมองทั้งดอกไม้ ทั้งนาง...

            จอมมารค่อยๆ เผยยิ้มอีกครั้ง ทุกครั้งที่ยิ้มยังได้ทำลายความระมัดระวังตัวของอีกฝ่ายทีละเล็กละน้อย กระทั่งยามนี้นางกระเถิบมานั่งขัดสมาธิใกล้ชิดเขา ชวนคุยชวนชมจันทร์ด้วยเสียงน่าฟัง วาจาของนางแฝงปัญญาน่าค้นหา ชักชวนให้ไล่ตามความคิดอย่างไม่อาจละสายตา

            “รู้ไหม...พญาไก่ถามข้าทุกทีที่เจอหน้า ว่าข้าอยากเป็นดวงอาทิตย์ผู้ยิ่งใหญ่หรือจันทราในราตรี” นางเล่าพลางดื่มสุราที่จอมมารยอมให้ “ถึงข้าเลือกดวงอาทิตย์ พอพบกันใหม่เขาก็ยังถามอีก ราวกับคิดว่าสักวันข้าจะเปลี่ยนคำตอบ ข้าไม่เคยเข้าใจเขาเลย ถึงแม้ดวงจันทร์จะสวยอย่างคืนชมจันทร์นี้ แต่มันไม่ใช่ข้า”

            ยิ่งเล่ายิ่งใส่อารมณ์คล้ายอัดอั้นตันใจมานาน

            ผ่านไปเพียงครู่เดียวนางกระดกสุราจอมมารหมดขวดที่สอง

            แก้มสตรีที่เคยชมพูอ่อนกลายเป็นสีแดงจัดเหมือนผิวหน้า ให้ความรู้สึกว่าอาจกำลังร้อนผ่าว ไม่เคยมีใครกล้าเมาสุราต่อหน้าจอมมารมาก่อน ยิ่งเป็นสตรีหาญกล้าอย่างนางผู้นี้ด้วยแล้วยิ่งไม่เคยพบ จะว่าอวดดีก็แสนอวดดี ดูผิดวิสัยสตรีไปเสียหลายข้อ เขาไม่เข้าใจเลยว่าเหตุใดยังทนนางอยู่ได้

            “พอก่อน” จอมมารปรามสองขวดที่เหลือก่อนที่มือดีจะทันคว้า

            “ไม่เอาน่า...เป็นถึงจอมมารอย่าใจแคบนักสิ...”

            เมายิ่งกว่าเมา นางเมาจนไม่รู้จะใช้คำใดมาบรรยายให้ยังดูเป็นผู้เป็นคน มือเอื้อมตบบ่าเขาไม่เกรงกลัวแดนวิปโยคสะเทือน แม้แต่นั่งยังไม่ตรง โอนเอนมาทั้งพิงทั้งเกาะไหล่บุรุษ ผมสีทองยาวทิ้งตัวคลอเคลียตามการเอนไหว เหงื่อของนางและน้ำค้างลงชุ่มทำให้ผ้าเนื้อบางเบาดูเย้ายวนถนัดตา จอมมารต้องเอื้อมคว้าผ้าขนสัตว์มาห่มคลุมให้มิดชิดดังเดิม

            “จะดื่มเป็นเพื่อนข้าแต่ข้าไม่ได้ดื่มสักหยด เจ้าพอได้แล้ว” เขาย้ำ

            “เอาอย่างนี้...ถ้าท่านอยากฟังเรื่องของตัวข้า...ส่งสุรามา...”

            “เจ้าคงเป็นคนที่หลงตัวเองน่าดู”

            “ไม่... ไม่... ข้าเป็นคนเสียที่ไหน ข้าเป็น...” เสียงสตรีเมาขาดช่วง นางโบกนิ้วชี้ไปมาทำเสียงชู่ววว...อย่างมีลับลมคมนัย ขนาดเสียงลมลอดฟันนางยังน่าฟัง

            สตรีตรงหน้าดูยั่วเย้าถึงเพียงนี้บุรุษใดเล่าจะแข็งใจทำใจร้ายไหว

            จอมมารถอนหายใจแผ่วช้า มันเป็นลมหายใจที่สงบ ยอมยกสุราให้นางอีกขวด

            “เจ้าไม่ใช่สตรีมารด้วยใช่ไหม”

            “อ่าฮ่า ข้าเริ่มชอบท่านแล้วสิ!” มือคว้าสุราไปอย่างไว อีกมือตบหลังจอมมารประหนึ่งสหายสนิท “ข้าเป็นเทพเจ้าไงเล่า ไปเป็นคนทำสุราให้ข้าเถิดข้าจะเลี้ยงดูท่านอย่างดี”

            “หืม?”

            “ไม่เชื่อว่าข้าเป็นเทพ?”

            “ที่เจ้าจะเลี้ยงดูข้าต่างหาก ไม่กลัวข้าเลยรึ”

            “...กลัว?” นางขมวดคิ้ว ทำท่าใช้ความคิดอย่างที่เทพเมาพอจะคิดได้ ปลายนิ้วมือเรียวเผลอลูบริมฝีปากตนเองขณะหาคำตอบ ไม่เคยรู้ตัวเลยว่าถูกอีกฝ่ายจับจ้องอยู่ตลอดเวลา “ข้าฟังคำผู้อื่นเล่าถึงจอมมารมาเยอะ ตอนแรกที่พบ คำของพวกเขาก็ทำให้ข้ารู้สึกกลัวอยู่บ้าง ทว่าได้คุยแล้วท่านต่างจากที่เล่าลือกันนัก ข้าพลอยรู้สึกผิดที่เอาแต่ฟังคำคนพวกนั้น ไม่มาทำความรู้จักท่านก่อน...”

            นัยน์ตาดุดันของจอมมารคล้ายมีแววอึ้งวูบหนึ่ง ก่อนจะผ่อนคลายออกมาเป็นรอยยิ้มอีกครั้ง แรงกดดันหายสิ้นไปจากบรรยากาศ แม้แต่ความหนาวเย็นของธรรมชาติในบริเวณยังหลบเร้น อากาศอุ่นขึ้นทีละน้อย เริ่มอุ่นเหมือนกับการผลิบานบอกกล่าวของดอกบ๊วย การผลิบานที่หมายถึงอากาศจะอบอุ่นขึ้นในไม่ช้า

            ดื่มสุราชมจันทร์คืนนี้มีมิตรสหายเพิ่มถือว่าไม่เลว

            เสียแต่...

            เทพเจ้าไม่ได้คอแข็ง แต่ดื้อนัก! กระดกสุราจอมมารขวดที่สามหมดเกลี้ยง

            “พอแล้ว” ปราภพยกขวดที่สี่หนี ชูขึ้นไม่ให้นางคว้าถึง

            “ถ้าไม่ดื่มให้ครบสี่ขวดข้าต้องตายแน่...” นางรั้งแขนเสื้อเขาไว้

            “เจ้าจะตายเพราะดื่มมากเกินต่างหาก”

            “แต่ถ้าไม่ดื่ม...ข้าจะขาดใจตาย ความผิดท่าน ความผิดท่าน...”

            “ความผิดของข้าก็ได้”

            “ชดใช้เลย...ส่งมาเถิด...น่า”

            “หากดื่มอีกเจ้าจะไม่เหลือสติ เจ้าจะควบคุมตัวเองไม่ได้อีก”

            “ห่วงข้าหรือ...” นัยน์ตาเรียวของนางหรี่ลง ความฉลาดในแววตาของนางเป็นประกายแม้ยามเมา “ชอบข้าหรือ”

            “หืม?”

            “ชอบใช่ไหม”

            “เจ้าทั้งเมาทั้งหลงตนเองนัก”

            “ข้าควรทำให้ท่านหลงข้าหัวปักหัวปำแล้วยอมส่งสุราขวดสุดท้ายมาไหม” นางถึงกับกล้าคลานขึ้นมาบนตักบุรุษ เมาเซซบหน้ากับบ่าของเขาไปวูบหนึ่งก่อนจะพยายามดึงหน้าตนถอยออกมาสบตาเขาใหม่ ลมหายใจของนางกำลังทำให้อีกฝ่ายปั่นป่วนโดยที่นางไม่รู้ตัวเอาเสียเลย

            “ข้าว่าตอนนี้สติเจ้าคงไม่เหลือแล้ว พอเถิด ข้าพูดจากใจ”

            “หวงสุรารึ...อ่า...ข้ายอมซื้อก็ได้ แต่ไม่ได้เอาเงินมา ติดไว้ก่อน...”

            “ถ้าจะคิดเงิน ข้าคงคิดตั้งแต่ขวดแรก”

            “คิดตั้งแต่ขวดแรกเลยก็ได้...เอาสิ ถือว่าข้าซื้อหมด ส่งมาเร็วสิ...”

            “ถ้าเจ้าตาย...”

            “ขอสุราท่านเซ่นไหว้ข้าปีละครั้งก็พอ ฮ่าๆ” นางหัวเราะผิดจากสตรีอีกหนแล้ว อาจเป็นเพราะเมา ท่าทางการดื่มสุราขวดสุดท้ายที่เพิ่งได้จากจอมมารก็เช่นกัน ถึงกระนั้นนางก็ยังไม่ลงไปจากตักอุ่น ใบหน้าแดงก่ำยิ้มมีความสุขกับรสสุราหวานร้อน พร่ำเพ้อฟังไม่รู้เรื่องเสียแล้ว คล้ายนางจะถามว่าทั้งหมดเท่าไหร่ แต่ประเดี๋ยวโยงไปเรื่องอื่น จะอย่างไรผู้ฟังก็ฟังไม่รู้เรื่อง เดี๋ยวพูดเดี๋ยวหัวเราะ เขาไม่อาจเข้าใจนางได้สักอย่าง

            จอมมารทำเพียงก้มมองใบหน้าของนางเงียบๆ

            “ท่าน...” พร่ำเพ้อมาเยอะนางก็สบตากลับพอดี อาจเหนื่อยจึงพูดช้าลงจนพอฟังรู้เรื่องบ้าง “ชอบข้า...จริงๆ ด้วย ไม่เป็นไรๆ อย่างไรข้าก็ชอบถูกรักมากกว่า...ถูกเกลียด...อื้อ!

            ตอนนี้นางถูกจูบ!

            ไม่ใช่จูบให้หุบปาก กลับเป็นจูบที่มีอารมณ์ความรู้สึก มีความต้องการแฝงอยู่มากกว่าแค่เบียดเสียดริมฝีปาก สัมผัสร้อนเร่าแทบไม่ต่างจากรสสุราที่แผดเผาลิ้น นางตกใจทีแรกทว่าความมึนเมาไม่ได้กระตุ้นเตือนให้ยั้งคิดสิ่งใดเลย ไม้ที่ไม่มีหลักย่อมคล้อยตามน้ำหนักและแรงลม ตัวนางเองก็คงเป็นเช่นนั้น โอนเอนคล้อยตามผู้ที่กอดประคองร่างกายเอาไว้

            ไม่มีสิ่งใดต้องคิด ทำเพียงแค่รู้สึกดีก็พอ...

            สุรามารเพียงสี่ขวดที่กลืนลงไป เหมือนติดหนี้จอมมารสี่พันเท่า เทพสูงส่งเพียงใดก็ต้องต่ำต้อยหวั่นไหวได้ภายใต้กายบุรุษผู้มีสติเหนือกว่า แพ้ทางสุราฉันใด ก็แพ้ทางเจ้าของสุราด้วยฉันนั้น

            จันทร์เพ็ญเปล่งแสงผ่อง หมู่ดาราทั้งมวลคล้อยเคลื่อนเปลี่ยนวิถี

 

            รู้สึกตัวตื่นขึ้นในห้องนอนขนาดใหญ่ แดดที่ส่องเข้ามาก็แรงจัดเสียแล้ว เทพเจ้ากำลังเปลือยเปล่าอยู่บนเตียง เผยกายของสตรีทุกซอกส่วนไร้ผ้าห่ม ถึงปวดหัวตุบๆ มาก ทว่ายังจำเรื่องน่าละอายเมื่อคืนได้ดี นางอยากตกใจสุดขีดให้สมกับที่พลาดพลั้ง แต่สภาพไม่ค่อยอำนวยจึงต้องใจเย็นไว้ก่อน

            กระทั่งตัวต้นเหตุที่สร้างความอัปยศเดินเข้ามาในห้อง

            “รู้ทั้งรู้ว่าข้าเมายังกล้าฉวยโอกาสอีกหรือ!” เทพเจ้าเค้นเสียงถาม

            “รู้ทั้งรู้ว่าจะเมาไม่ได้สติยังกล้าดื่มหมดสี่ขวดอีก” เสียงน่ากลัวกว่าดุกลับมาอย่างใจเย็น ไม่ต้องใช้น้ำเสียงกระแทกกระทั้นก็น่าหวั่นเกรง นัยน์ตาดุดันจ้องมองร่างบนเตียง “ลุกไหวไหม”

            ยังมีหน้ามาถาม!

            นางเงียบปาก ไม่ตอบ ทว่าฮึดลุกขึ้นมายืนข้างเตียงให้ดูโดยไม่มีความอายว่ากายเปลือย อึดใจเดียวก็สั่น ขาอ่อนแรงทรุดฮวบลงแทบจะนอนพื้น ดีที่มือยันไว้แค่ท่านั่งพับเพียบ ใบหน้าแดงก่ำด้วยความเสียหน้า อัปยศใหญ่หลวง! ความรู้สึกในยามนี้บ่งบอกได้ดีว่าร่างกายนางบอบช้ำเพียงใด ผ่านอะไรมาบ้าง

            ผู้มองเองก็เจ็บปวดที่ได้รับรู้ว่านางกำลังรังเกียจสิ่งที่เกิดเมื่อคืน

            เขายังจำได้ดี กายนางยามถูกแสงจันทร์โลมไล้งดงามยิ่งกว่าภาพอื่นใด เขาไม่อาจละสายตา ไม่อาจหักห้ามใจ ยิ่งได้เบียดกายกอดก็ยิ่งผลักดันให้อารมณ์บุรุษคุ้มคลั่งด้วยราคะ นางอ่อนไหวตามในอ้อมกอด ใครเล่าจะหยุดอารมณ์ของค่ำคืนชมจันทร์ได้อีก

            จอมมารก้าวเดินมา จวนถึงตัวนาง

            “อาบน้ำให้สบายตัวเถอะข้าจะพา...”

            “อย่าแตะข้าอีก!” เสียงกัดฟันกรอดเตือนอย่างเอาเรื่อง

            “สภาพของเจ้าควรแช่น้ำอุ่น” จอมมารเมินเฉยท่าทีต่อต้าน ช้อนตัวเทพเจ้าขึ้นพ้นพื้น การที่นางไม่มีแรงยืนแรงดิ้นก็พลอยน้อยจนไม่คณามือ “ข้าบอกสาวใช้เฝ้าน้ำต้มไว้ตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง หากเจ้าตื่นจะได้ผสมแช่อาบให้สบายตัวได้เลย ไม่ต้องแกร่วรอ อยากอุ่นเพียงใดก็บอกพวกนาง”

            รอหรือ...

            น้ำอุ่นเพียงใดยังไม่รู้ เทพเจ้านิ่งชะงักเพราะน้ำเสียงอีกฝ่ายอุ่นนัก อุ่นจนทำให้ตัวนางอุ่นใบหน้าแดงก่ำ เขาสั่งให้สาวใช้คอยต้มน้ำรอเชียว สั่งเอาไว้โดยที่ไม่ปลุก ยอมทนรอจนกว่านางจะตื่นเอง หัวใจนางเต้นรัวผิดปกติเสียแล้ว ต่อให้ไม่อยากดูสิ้นท่าต่อหน้าจอมมารแต่ก็ควบคุมความรู้สึกหวั่นไหวยากเย็น

            ไม่! ห้ามหวั่นไหวสิ!

            เป็นเทพเจ้าสูงส่ง หากยอมสยบให้มารมิถือว่าทำฟ้าต่ำเชียวหรือ!

            “ปล่อยเถอะ ข้าไม่ดื้อดึงก็ได้ จะยอมอาบน้ำให้เสร็จแล้วจะรีบไป” นางสงบสติอารมณ์บอก ถอนหายใจยาวเป็นหลักฐานว่าใจเย็นขึ้นแล้ว

            จอมมารเงียบเมื่อได้ยินว่านางจะจากไป เขาไม่ยอมปล่อยนางลงบ่อน้ำอุ่นเอง กลับถอดรองเท้า ก้าวลงตามขั้นบันได ปล่อยเสื้อผ้าตนเปียกชุ่มหนักอึ่ง ปล่อยไอน้ำอุ่นสีขาวปกคลุมโอบล้อม ค่อยๆ ประคองกอดร่างนางนั่งลงโดยไม่ให้กระทบกระเทือนเลยสักน้อย แน่นอนว่ามันดีกว่าการปล่อยให้นางก้าวลงมาเอง

            แต่ดีกว่าแล้วอย่างไร?

            “บอกตามตรงข้าขนลุกมากกว่าจะเขินกับการเอาใจใส่ของบุรุษ” นางไม่โกหก แววตาและท่าทีมีความเข้มแข็งที่บุรุษไม่ควรมองข้าม

            “ถือเสียว่าข้าทำตามความต้องการของข้าเอง ไม่ได้เอาใจเจ้า” จอมมารยิ้มอีกหน หนนี้นุ่มลึกเป็นมิตร แต่ก็ไม่ละทิ้งอำนาจของผู้เป็นใหญ่ มือวักน้ำขึ้นช่วยล้างตัวของนางด้วย “เจ้าเป็นเทพ แช่หญ้าสวรรค์แห้งลงในน้ำด้วยจะช่วยให้รู้สึกดีขึ้น กลิ่นหอมของดอกไม้แดนมารจะช่วยให้เจ้าผ่อนคลาย”

            “...ต่อให้เอาใจ ข้าก็อยู่ที่นี่กับท่านไม่ได้หรอก”

            “หรือเจ้ามีเจ้าของก่อนหน้า ได้ยินว่านางอัปสรทั้งปวงเป็นของจ้าวสวรรค์”

            “ไม่ใช่ มันเป็นปัญหาหนักหนามากกว่านั้น” เทพเจ้าเบือนหน้าหนีจากสายตาของจอมมาร พักเดียวตัวนางก็เกร็งกำเสื้ออีกฝ่ายแน่นจนมือสั่น โก่งคอขึ้นเป็นจังหวะอยากขย่อนบางอย่าง นางพะอืดพะอมสีหน้าแย่รีบหันหนีไปเกาะขอบบ่อ พยายามอาเจียนออกยกใหญ่ จอมมารคอยลูบหลังปลอบประโลม

            สิ่งที่ออกมามีเพียงสุราเล็กน้อยกับน้ำย่อยขมๆ

            นึกว่าความอัปยศจะหมดสิ้น กลับยังมีต่อเนื่อง นางจับคอตนเองด้วยความทรมาน ทั้งคลื่นไส้ทั้งอึดอัด อาเจียนหนักออกมาอีกครั้งหนนี้มีสิ่งอื่นพรวดออกมาด้วย

            กลมรี...

            ไข่?

            ไข่สีขาวลายดำฟองเล็กแค่ปลายนิ้วหัวแม่มือ บางเบาน่าถนอม

            นางยังตึงเครียดอยู่แต่ก็จ้องมันด้วยความสงสัย จำไม่ได้ว่ากินไข่อะไรเข้าไปตอนไหน มันอาจถูกสำรอกเพราะร่างกายย่อยไม่ได้

            ทันทีที่นางจะใช้ปลายนิ้วแตะ เปลือกไข่พลันถูกกะเทาะจากด้านในเสียก่อน แสงสว่างส่องจ้าจนตาพร่า มองไม่เห็นสิ่งใด จอมมารรีบประคองตัวนางถอยห่างด้วยเกรงว่าจะเกิดอันตราย

            แสงจ้าดับลง สิ่งที่อยู่แทนที่ไข่ใบนั้นกลับเป็นทารกขนาดปกติ ไม่ได้ร้องไห้งอแงแต่หลับปุ๋ยน่าเอ็นดู เจ้าตัวน้อยเป็นเด็กผู้ชายผิวอ่อนบาง รัศมีจับเป็นสีทองผ่อง มีเส้นผมอ่อนขึ้นแล้วเป็นสีดำ

            ไออุ่น กลิ่นสุราจอมมาร และพลังรอบตัวทารก...หาใช่ธรรมดา

            ความรู้สึกเช่นนี้ช่างเหมือนกับ...

            “ล...ลูก” เทพเจ้าตกตะลึงแทบสิ้นสติ

            “เจ้าว่าอะไรนะ ลูกรึ” จอมมารทวนคำ เพ่งมองทารกที่มีพลังโอบอุ้มคล้ายพลังของตนกึ่งหนึ่ง เพ่งจิตลึกก็สัมผัสถึงโลหิตกลิ่นรสเช่นสุราของตนไหลเวียนในกายเด็ก เป็นไปได้ว่าการร่วมรักของมารกับเทพจะทำให้ฐานพลังในตัวเทพเจ้าปรวนแปร จนร่างกายต้องปกป้องตนเอง ขับพลังที่ล้นเอ่อจากสองฝ่ายออกมาเป็นอีกหนึ่งชีวิต โดยอาศัยพลังจันทร์จากคืนเพ็ญร่วมกับสุราที่บ่มด้วยพลังธาตุบริสุทธิ์

            เทพเจ้ารีบผละตัวหนีออกจากอ้อมกอดจอมมารเมื่อได้สติ

            “บ้าเถิด! การสำรอกออกไข่เป็นการเกิดของเดรัจฉาน!” นางว่า

            “กล้าพูดว่าลูกข้าเป็นเดรัจฉานรึ”

            “ข้าว่าเชื้อมารที่ทำให้ลูกข้าต้องเกิดมาเช่นนี้ต่างหาก!” นางยั้งอารมณ์ไว้กึ่งหนึ่ง อยากพูดความจริงนัก อยากบอกกล่าวเรื่องจริงใจแทบขาด แต่ก็ต้องฝืนพูดพาลไปอีกอย่างไม่อาจให้จอมมารรับรู้ แววตามีความกลัวและกังวล นางโผไปอุ้มลูกน้อยขึ้น คอยระแวดระวังไม่ให้ลูกลืมตาตื่น

            แค่กอดเอาไว้ก็รู้สึกได้ถึงหายนะใหญ่หลวงที่เกิดมากับเด็ก

            “เจ้ารังเกียจสายเลือดของข้าที่อยู่ในตัวเขาใช่ไหม” นัยน์ตาสีดำสนิทของจอมมารจ้องมาอย่างไร้จิตวิญญาณ “ใช่ไหม!

            “ท่านมีชายาเอกแล้ว! ท่านรู้ไหมว่ามันทำให้เขาเกิดเป็นลูกอนุ ท่านรู้ไหมว่าเขาเกิดเป็นเด็กผู้ชาย ท่านรู้อีกใช่ไหมว่าเด็กผู้ชายที่เป็นลูกอนุนั้นอาภัพอย่างไร!” นางเค้นเสียงตอบแต่เสียงก็แอบสั่นเครือ

            จอมมารเพิ่งตระหนักถึงความจริงในข้อเดียวกัน หากเป็นเรื่องนี้ถูกโกรธคงไม่ผิด ไม่มีพ่อแม่คนใดอยากให้ลูกชายมีฐานะเป็นเพียงลูกอนุ ฐานะที่อดีตราชินีมนุษย์พยาบาทอาฆาตสาปส่งอนุทั้งมวล แม้ตายไปเมื่อสี่ร้อยปีที่แล้วก็ยังทิ้งคำสาปไว้กระเทือนทั้งสามแดน

            “ข้าจะแก้ไขมัน เขาจะได้ครองแดนวิปโยคในฐานะลูกของข้า จะไม่มีใครกล้าเรียกเขาว่าลูกอนุ” จอมมารกล่าวเน้นหนัก ปรารถนาให้อีกฝ่ายวางใจคลายโศกศัลย์ อยากเอื้อมมือไปกอดลูกเมียและปลอบโยนสุดกำลัง  

            แต่นางกลับอุ้มลูกหนี

            “ไม่! ข้ายกเขาให้แดนวิปโยคไม่ได้มันมีผลต่อ...!” นางกัดฟันแน่นไม่พูดอีก นัยน์ตาสีฟ้าแปลกปลอมกำลังจริงจัง

            จอมมารเริ่มหวั่นวิตกกับสิ่งที่นางคิดอยู่

            “ส่งเด็กมาให้ข้า”

            “ไม่ได้! เขาไม่ควรมีตัวตนอยู่บนโลกนี้!” นางกระโดดขึ้นจากน้ำด้วยเรี่ยวแรงที่เหนือกว่าสตรีปกติ อาจแข็งแกร่งกว่าสตรีมารเสียด้วยซ้ำ การฟื้นตัวจากเรื่องเมื่อคืนรวดเร็วเหนือความคาดหมาย ละอองสีทองห่อหุ้มร่าง กลายเป็นเสื้อผ้าอาภรณ์ รองเท้าทองเร่งรีบก้าวออกจากห้องอาบน้ำไม่รอฟังเสียงห้าม

            คำว่าไม่ควรมีตัวตนอยู่บนโลกนี้ทำให้จอมมารแทบเสียสติ

            “จะพาลูกของข้าไปไหน!” จอมมารกำลังโกรธ ร่างกำยำพุ่งขึ้นจากน้ำถีบทะยานต่อรวดเร็ว ปีกค้างคาวกว้างใหญ่พึ่บผงาดที่แผ่นหลังสะบัดแทบจะสร้างพายุกระหน่ำ เขาคู่โค้งสีดำปรากฏบนศีรษะ หางยาวกวัดด้วยโทสะรุนแรงจนพื้นหินที่พุ่งผ่านถูกฟาดเป็นรอยร้าว

            ถึงกระนั้นก็ยังไล่ตามเทพเจ้าไม่ทัน นางกลายเป็นละอองทอง หายวับไปปรากฏยังที่ไกลเกินเอื้อมถึงได้ทุกครั้ง ยิ่งรู้ว่าออกพ้นปราสาทแล้วยังไล่ตามไม่ทัน เขาก็ยิ่งเจ็บปวดแสนสาหัส

            “คืนลูกข้ามา!!

            เสียงคำรามของผู้เป็นพ่อก้องสะท้อนฟ้าดิน เมฆดำปั่นป่วน

            ทว่าเสียงทารกน้อยสะดุ้งตื่นขึ้นร้องไห้ดังลั่นยิ่งกว่า แผ่นดินสะเทือนสะท้านสั่นไหว สายฟ้าฟาดคำรามนับร้อย สรรพธาตุบนโลกต่างตื่นตระหนกสำแดงฤทธิ์พร้อมพลัน แผ่นดินแยกร้าวทลายราวจะไม่ให้ผู้ใดเหลือที่ยืน น้ำกระหน่ำสาดเทจากแผ่นฟ้า มหาสมุทรก่อตัวบ้าคลั่ง ลมโหมหมุนควงนับพันลูกถล่มไม่เว้นสรวงสวรรค์ เปลวเพลิงตามครัวเรือนตามที่ต่างๆ ในสามแดนโหมแรงเท่าทวี โลหะบิดตัวบดขยี้ตัวเองผิดเพี้ยน อาทิตย์ถูกเป่าให้ลุกฮือแผดเผาสลับมืดดับ กลางวันกลางคืนปรวนแปรไม่หยุดนิ่ง

            เทพเจ้ากัดฟันกรอดรีบแตะปลายนิ้วไปที่หน้าผากน้อย

            “ด้วยประกาศิตของบุพการี!” นางประกาศต้านมหาธาตุทั้งมวลที่คลุ้มคลั่งตามทารก “ข้าขอผนึกพลังที่เจ้าได้รับจากข้าทั้งหมด ข้าผู้เป็นเจ้าของดั้งเดิมไม่อนุญาตให้เจ้ามีสิทธิ์ในอำนาจของข้า ขอผนึกเจ้าไว้บัดนี้!

            แสงทองจากมหาธาตุทั้งห้าเจิดจ้าที่หน้าผากของทารก กลายเป็นรูปดาวห้าแฉกสีทองแล้วเลือนหาย ฟ้าดินหยุดวิปลาสป่วนปั่น

            เทพเจ้าถอนหายใจยาวยิ้มเอ็นดูให้ เด็กน้อยเลิกร้องไห้งอแงเสียที คงหายทุกข์ทรมานจากพลังที่ต่อต้านกันรุนแรงของทั้งสองฝั่งสายเลือดเสียที นัยน์ตาสีทองกลมโตของเด็กน้อยค่อยๆ กลายเป็นสีดำเหมือนกับจอมมารแล้ว ปิดซ่อนความพลาดพลั้งครั้งยิ่งใหญ่ของเทพเจ้าผู้หนีเที่ยวไม่ให้ผู้ใดล่วงรู้

            ทีนี้คงเหลือเพียง...

            เทพเจ้าปล่อยให้ทารกน้อยลอยขึ้นกลางอากาศ ใบหน้านางเริ่มซีดและสำลักเลือด นางรีบรีดเร้นพลังที่เหลือ กวัดมือกางตราเวทสวรรค์เป็นฐานล่าง สะบัดนิ้วลากเส้นแสงมหาเวทให้บรรจบครบทุกขั้น ส่งทารกน้อยหายวับไปจากโลกนี้ ไปยังโลกอื่นที่เด็กน้อยไม่อาจควบคุมธาตุในที่แห่งนั้นได้ โลกต่างมิติที่แสนธรรมดา...

            จอมมารมาถึงก็สายเกินกว่าจะได้เห็นหน้าลูกแล้ว

            “แม้แต่เจ้าก็จะไปโดยไม่บอกลาข้าสักคำด้วยใช่ไหม!” เสียงเขาถามเทพเจ้าด้วยความอดกลั้น ร่างของจอมมารที่สมบูรณ์เปี่ยมด้วยพลังจนน่ากลัวยิ่ง “เมื่อคืนเจ้าไม่ขัดขืนสักนิด ยอมโอนอ่อนโอบกอดข้า นั่นทำให้ข้าไม่อาจหยุดตัวเองได้อีก ควรแล้วหรือที่จะลงโทษข้าแสนสาหัสถึงเพียงนี้”

            เทพเจ้าเหลียวหลังมาสบสายตาด้วยความเมตตาปรานี ผมสีทองของนางพลิ้วไหวไปกับสายลมที่ราวกับจะพัดตัวนางจากลา

            “ถือเสียว่ามันไม่เคยเกิดขึ้นเถิดจอมมาร ใช่ว่าทุกสิ่งบนโลกจะเป็นไปตามที่ต้องการ หน้าที่ของข้าคือการปกป้องโลกนี้และผู้คน ยุติหายนะภัยพิบัติ ข้าไม่อาจบิดเบือนด้วยอารมณ์ความรู้สึกส่วนตัว ผู้เป็นใหญ่อย่างข้าและท่านไม่อาจละทิ้งหน้าที่ของตนเองได้ เราต้องจากไปทำสิ่งที่ควรทำตามเดิม”

            สายลมพัดพาร่างนางที่เริ่มกลายเป็นละอองทองกลับสู่แดนสวรรค์จริงๆ

            อย่างน้อยนางก็พูดบางอย่างก่อนไป...

            อย่างน้อยนางก็ยังมองมาและบอกเหตุผลที่ต้องไป...

            จอมมารแหงนหน้ามองท้องฟ้า ยืนเงียบนิ่งงันอยู่เช่นนั้น ปล่อยเงาเมฆก้อนแล้วก้อนเล่าเคลื่อนตัวผ่าน แสงทองจากแดนสวรรค์สาดส่องชำระล้างภัยพิบัติ อบอุ่นปรานีไปทั่วทุกแดนดิน

            กระทั่งผู้รับใช้ในชุดคลุมสีดำประดับเครื่องเงินสามตนปรากฏตัว คุกเข่าลงน้อมรับบัญชานายเหนือหัว

            “จงสืบหารายชื่อเทพสตรี...” จอมมารออกคำสั่งพลางนึกถึงหน้านาง “ผู้มีเรือนผมสีทอง นัยน์ตาสีฟ้าเฉลียวฉลาด มีพลังเทพสูงส่งอาจจะสูงเทียบเท่าจ้าวสวรรค์ก็เป็นได้ ข้าต้องการชื่อของนาง”

            ต่อให้เป็นนางอัปสรของจ้าวสวรรค์เขาก็จะชิงนางมา

 

            กลับวิมานตนบนสวรรค์ลำบากยิ่งกว่าลอบเข้าปราสาททมิฬนัก เทพเจ้าผู้สร่างเมาดีแล้วถึงกับถอนหายใจแรงหลายเฮือก ละอองทองห่อล้อมกาย ร่างสตรีอรชรค่อยๆ แปรเปลี่ยนกลับคืนเป็นกายสง่าผ่าเผยของบุรุษตามเนื้อแท้ ส่วนสูงเพิ่มขึ้นตามจริง นัยน์ตาสีฟ้ากลับเป็นสีทอง ทว่าเส้นผมสีทองยังคงยาวสยาย ครั้นหลบพ้นจากระยะของเทพองครักษ์มาได้ก็ตรงเข้าห้องนอนไม่รอรี

            ไม่อยากจำเลยว่าเมื่อคืนเกิดสิ่งใดขึ้นบ้าง

            ถึงจะเป็นกายสตรีที่ตนแค่เสกสรรขึ้นมา แต่ดวงจิตเทพของเขาก็สถิตอยู่กับกายปลอมยามนั้น มันถึงปรวนแปรและให้กำเนิดเด็กทารก เสียพลังให้กำเนิดเด็ก เสียพลังผนึก เสียพลังส่งเด็กไปต่างโลก เสียพลังชำระล้างภัยพิบัติและโอบอุ้มทั้งโลกให้พ้นเคราะห์

            คงอีกสิบปีกว่าเขาจะฟื้นฟูพลังกลับคืนได้ทั้งหมด

            หย่อนกายอ่อนเพลียนั่งบนเตียงเพียงไม่กี่อึดใจ ประตูห้องกลับถูกเทพองค์หนึ่งเปิดเข้ามาด้วยความเร่งร้อน ฝีเท้ามั่นคงก้าวเร็วมายืนต่อหน้า บนสวรรค์คงมีแต่เทพเมธาที่กล้าเข้ามาในห้องนอนเขาโดยไม่ต้องขออนุญาต

            เมธาเป็นอาจารย์จากสำนักทิพย์วิทยาในแดนมนุษย์ ควบตำแหน่งที่ปรึกษาของจ้าวสวรรค์ ผมสีเงินยวงรวบมวย แม้แต่หนวดเคราก็สีเงินยวงเหมือนคนแก่ แต่ใบหน้าหนุ่มแน่น มักสวมเสื้อแขนกระบอกสีขาวเข้าคู่กับโจงกระเบนดำทึบ ดูเป็นผู้คงแก่เรียน เหล่าทวยเทพเอ่ยชมไม่ขาดปากว่าเมธาผู้นี้ม้วนชายผ้านุ่งไปเหน็บไว้ด้านหลังได้มีเสน่ห์ที่สุด

            “เมื่อครู่เกิดภัยพิบัติแปลกประหลาด” เมธารายงานเหตุร้ายที่ยังหาสาเหตุไม่ได้ “ทวยเทพช่วยกันยับยั้ง เสียพลังไม่น้อย จนข้าเห็นแสงทองของท่านปกปักษ์ทุกชีวิตไว้ ภัยร้ายจึงคลี่คลาย ขอบคุณยิ่งนักท่านไอศูรย์ ท่านดูอ่อนแรงมากทีเดียว ข้าจะตามเทพโอสถมาดูแลเดี๋ยวนี้”

            “ไว้ทีหลัง ข้าอยากพักเพียงลำพังก่อน” เทพเจ้าไอศูรย์รีบปฏิเสธ ล้มกายลงนอนถอนหายใจแรง สุราจอมมารยังทิ้งกลิ่นอายไว้ในกาย ให้เทพโอสถตรวจไม่ได้ ขืนพบความแปรปรวนและร่องรอยพลังของจอมมารอีก เทพโอสถก็จะรู้ทันทีว่าเขามีสัมพันธ์ต้องห้ามกับมารมา

            ลูก...

            นี่ตัวเขามีลูกแล้วอย่างนั้นหรือ เหมือนเมาแล้วฝันร้ายไปเองนัก เหมือนทำเรื่องผิดบาปที่ต้องแอบซ่อน ขอแค่ไม่มีใครรู้เรื่องเด็ก ไม่ควรมีใครรู้ว่าทารกสายเลือดเทพมารก่อกำเนิด เขาไม่ยอมให้ใครประณามว่าเด็กน้อยที่ยังไม่ประสีประสาเป็นสิ่งชั่วร้ายเด็ดขาด ที่ผิดคือตัวเขาเองจะให้โทษเด็กได้อย่างไร

            “ท่านอาบน้ำชำระกายสักหน่อยดีไหม” เสียงเมธาเอ่ยแนะ

            “ข้าใช้มนตร์ดูแลแล้ว” ไอศูรย์ตอบเนือยๆ

            “ยังไม่พอ ท่านต้องแช่กายในน้ำปรุงพิเศษในเขตตราเวท เพราะตัวท่านมีกลิ่นราคะของ...มาร” เมธาก้าวถอยหลังอย่างมีมารยาท กางตราเวทผนึกไอศูรย์ฉับไว

            เวทผนึกมาร!

            ไอศูรย์สะดุ้งตัวลุกขึ้นมานั่งด้วยความตระหนก เพิ่งสังเกตว่าผ้าทองปูเตียงที่รองร่างตนเริ่มเป็นสีหม่น กลิ่นอายมารเป็นปรปักษ์ต่อพลังเทพ ไอศูรย์เพิ่งเคยเสพสัมพันธ์กับมารจึงไม่ทันระวังตัว ไม่ทันคิดว่าจะเกิดมลทินแปดเปื้อนตามมาถึงกายแท้ รอยมลทินเหนี่ยวนำให้ทุกสิ่งที่มีพลังเทพหม่นหมองตาม แต่ยังไม่ถึงขั้นร้ายแรงอะไร

            เขาชำเลืองมองสีหน้าเคร่งเครียดของเมธา

            “เมื่อคืนข้าเจอสุราดี ดื่มมากไปหน่อย ก็เลย...นั่นแหละ” เขาพยายามเล่าติดตลก ทำท่าสบายอารมณ์และหัวเราะเพื่อไม่ให้เมธากังวล ถึงมันเป็นเรื่องเครียดก็ต้องเก็บไว้ในใจ ไม่อาจยื่นปัญหาให้ผู้อื่นร้อนตามโดยที่ตนยังไม่ลองแก้ไขมันเองก่อน ที่เหลือแล้วแต่เมธาจะเชื่อใจเขามากเพียงใด

            “ท่านมีสัมพันธ์กับสตรีมารกี่นางกันถึงแปดเปื้อนขนาดนี้” ผู้ใฝ่รู้แห่งสำนักทิพย์วิทยายังคิดจะถามเขาอีก ส่งสายตามากดดันเสียด้วย

            “ก็มี...” ไอศูรย์ทำท่านับนิ้วถ่วงเวลาทั้งที่เห็นหน้าจอมมารเพียงหนึ่ง

            “ระวังตัวหน่อยเถิด” เมธาย้ำเตือน “หากพวกนางรู้ว่าท่านเป็นจ้าวสวรรค์คงไม่ใช่แค่ร่วมเสพสังวาส พวกนางจะฆ่าท่านด้วย”

            นั่นสิ จะให้ผู้อื่นรู้ได้อย่างไรว่าจ้าวสวรรค์กับจอมมารมีสัมพันธ์กัน

            “ต่อไปข้าจะเมาเฉพาะยามที่มีเจ้าอยู่ด้วย” ไอศูรย์ตอบรับอย่างเบี่ยงประเด็น

            เมธาดูเหนื่อยใจหนักใจทันที

            “นี่ข้าต้องสั่งทำที่อุดหูพิเศษกระมัง ยามเมาท่านจะพูดมาก ข้าคิดว่าสตรีมารจะฟังท่านเจรจาจนหมดความใคร่อยากเสียอีก หรือว่าพวกนางทำให้ท่านหยุดพูดได้จริงๆ ไม่น่าเชื่อ”

            ...วาจาของผู้ทรงภูมิเหน็บแนมได้เจ็บแสบนัก

            “เจ้าไม่ยุ่งเกี่ยวกับเมถุนไม่ใช่หรือ ใส่ใจเรื่องพรรค์นี้ไปไย” ไอศูรย์ตัดบท ก้าวลงจากเตียงพร้อมผนึกตนเองอีกชั้น “เดี๋ยวรอข้าชำระล้างกายแล้วเชิญเทพแต่ละชั้นประชุม ระหว่างนี้ตรวจสอบร่องรอยภัยพิบัติที่อาจหลงเหลือให้ทั่ว รายงานข้า ถ้ามนุษย์ถูกกระตุ้นจนคลั่งเพราะภัพพิบัติก็ย้ำคำสั่งลงไป...ว่าหากชำระล้างไม่ได้ต้องรายงานก่อน ห้ามสังหารผู้ได้รับผลกระทบโดยพละการเด็ดขาด”

            “น้อมรับบัญชาจ้าวสวรรค์” เมธาค้อมกาย



 
 

-------------------------------------------------------------------------

ปราภพ (ปะ - รา - พบ) หมายถึง ความฉิบหาย.

คนเขียนชอบความหมายค่ะ ถ้าไม่รู้ความหมายนี่ก็คือชื่อที่ธรรมดาๆ ดีนะ ๕๕๕

ไอศูรย์ (ไอ - สูน) หมายถึง ความเป็นใหญ่, ความเป็นพระเจ้าแผ่นดิน.

เมธา (เม - ทา) หมายถึง ปัญญา, ความรู้, ความฉลาดรอบคอบ.

สำนักทิพย์วิทยา (มโนขึ้นมาเอง) คือ แหล่งเรียนรู้ โรงเรียนของมนุษย์และครึ่งเทพ ที่อยากฝึกฝนวิชาแขนงต่างๆ เพื่อมอบหัวใจและร่างกายรับใช้เทพเจ้า
นางอัปสร ในที่่นี้ไม่ได้หมายถึงชื่อของเทพ แต่ใช้เรียกเหล่าเทพธิดานางฟ้าแบบรวมๆ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 441 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

526 ความคิดเห็น

  1. #514 Windy velvet (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 3 ตุลาคม 2563 / 01:01

    ตอนเดียวคือหลายอารมณ์มาก เกือบตามไม่ทัน5555

    พล็อตรักต้องห้ามแบบนี้ทำใจหวั่น แถมพลังจะตีกันอีก แล้วเขาจะอยู่ด้วยกันได้ยังไง😭

    แต่ภาษาคือดีมาก สไตล์แนวๆนี้ไม่ค่อยเจอ มีเอกลักษณ์ดี

    #514
    0
  2. #512 vy0Cik (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 14 ตุลาคม 2562 / 08:23
    ชอบภาษาการเขียนของคุณมากเลยค่ะ อ่านแล้วรู้สึกว่ามันสละสลวยน่าอ่านประกอบกับเนื้อเรื่องแฟนตาซีที่น่าสนใจทำให้เรื่องเพิ่มความน่าอ่านขึ้นไปอีก
    #512
    0
  3. #497 Ruruka Buta (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 26 มกราคม 2562 / 20:55
    อื้อหือ จ้าวสวรรค์ ตอนนี้ได้แต่กินจุดเลย ความปราภพจะตามมามั้ย
    #497
    0
  4. #489 Mongmong (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 23 พฤศจิกายน 2561 / 10:06
    ไม่ใช่เทพธรรมดา แต่เป็นจ้าวเทพซะด้วย
    #489
    0
  5. #470 SayonaraMasaaki (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 8 สิงหาคม 2561 / 17:33
    ลูกมารเทพถึงกับหลุดไปต่างมิติ
    #470
    1
    • #470-1 จินต์ ลี.(จากตอนที่ 1)
      10 สิงหาคม 2561 / 11:13
      มีเรื่องของลูกแยกเป็นเรื่อง อนุฝึกหัด ด้วยนะคะ กำลังเขียนค่ะ
      #470-1
  6. #465 B2umy-Armty (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 17 กรกฎาคม 2561 / 17:48
    อ่านไม่ทันจบตอนแรกก็เห็นแต่ความฉิบหายลอยมาเป็นพรวนแล้วค่ะ
    #465
    0
  7. #462 barious (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 1 กรกฎาคม 2561 / 02:11
    เข้ามาอ่านช่วงแรก นึกว่านิยายนอมอล fav ไว้ผิด ถึงกับออกไปดูชื่อเรื่องใหม่ ก็วายนี่นา อ่านจะจบถึงได้ อ๋อออออ
    #462
    0
  8. #448 Ragdoll (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2561 / 19:56
    โอ้โห ีือแบบตอนแรกขำกับความอ้อร้อสุราจอมมารมาก แต่ช่วงหลังๆดราม่า(นิดๆ)ซะงั้น นี่ถ้าพระเอกรู้ว่าจริงๆเป็นใคร จะว่ายังไงละเนี่ย
    #448
    0
  9. #439 MEANtioN (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 24 เมษายน 2561 / 15:44
    เห็นคำว่าฉิบหาย​แล้วนึกถึงoppa​ tuchy
    #439
    0
  10. #416 I-am-so-cuteee (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2561 / 12:03
    จ้าวสวรรค์กับจอมมาร ถึงว่าลูกถึงได้มีอิทธิฤทธิ์ขนาดนี้
    #416
    1
    • #416-1 จินต์ ลี.(จากตอนที่ 1)
      16 กุมภาพันธ์ 2561 / 13:53
      ภาคลูกต้องรออีกหน่อยนะคะ ขอเวลาเขียนก่อนแล้วจะมาสำแดงอิทธิฤทธิ์ต่อจ้า
      #416-1
  11. #396 giftfully (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 23 มกราคม 2561 / 17:20
    ภาษางาม งานดี
    #396
    0
  12. #389 ningthanaporn (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 10 มกราคม 2561 / 09:09
    เจอกีดกันตั้งแต่ตำแหน่งเลย
    #389
    0
  13. #383 ` ZIZITS. (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 29 พฤศจิกายน 2560 / 23:35
    สำนวนอลังการล้านดวงมากกกกกก ชอบบ
    #383
    0
  14. #370 moony+lilac (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2560 / 08:08
    อื้ออหืมมม กดตามรัวๆ ค่ะ ชอบ
    #370
    0
  15. #320 patty-brw (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 22 กรกฎาคม 2560 / 11:37
    มีไรกันคืนเดียวมีลูกเลย ลูกถูกส่งไปต่างมิติด้วย
    #320
    1
    • #320-1 จินต์ ลี.(จากตอนที่ 1)
      27 กรกฎาคม 2560 / 19:32
      ขอบคุณทีติดตามจ้า
      #320-1
  16. #317 PEANDA (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 20 กรกฎาคม 2560 / 17:58
    โอ้ย น่าติดตามมากค่า ตอนแรกนึกว่าไอศูรย์จะเป็นผู้หญิงจริงๆเสียอีก ถึงกับต้องมาอ่านหัวเรื่องว่าจั๋วว่า yaoi ฮืออ ติดตามค่า
    #317
    1
    • #317-1 จินต์ ลี.(จากตอนที่ 1)
      21 กรกฎาคม 2560 / 19:15
      ขอบคุณที่ติดตามนะคะ ยาโอยแน่นอนค่ะ แฺฺฮ่
      #317-1
  17. #305 urnurn (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 18 กรกฎาคม 2560 / 12:02
    โอ๊ยยสนุกมากๆเลย
    #305
    1
    • #305-1 จินต์ ลี.(จากตอนที่ 1)
      19 กรกฎาคม 2560 / 20:45
      ขอบคุณที่ติดตามนะคะ ^ ^
      #305-1
  18. #237 bigbowka (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 8 มิถุนายน 2560 / 11:31
    ลูกถูกส่งไปต่างมิติ

    เป็นการผจญภัยเรื่องใหม่.....ไม่ใช่แหละ

    สนุกมาก อ่านต่อค่ะ
    #237
    0
  19. #207 ศศิธร (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2560 / 08:22
    ความที่เรากับเพื่อน ตามอ่านเรื่องนี้หลายรอบมาก ที่เติมเข้ามาในการรีไรท์ นอกจากการสนทนา ระหว่าง เมกับไอศ์



    อีกที่เล็กๆคือตรงที่ พูดถึงพญาไก่ตาสั้น เพราะตรงนี้ มีผลต่อ เรื่องและคำพูดในบทที่แปดด้วย
    #207
    1
    • #207-1 จินต์ ลี.(จากตอนที่ 1)
      16 พฤษภาคม 2560 / 09:43
      ขอบคุณที่ติดตามนะคะ ^ ^
      #207-1
  20. #181 lynxhex (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 28 เมษายน 2560 / 23:50
    สุรามารทำพิษยิ่งนักนะเจ้า 55555555555 เที่ยวเล่นจนได้เรื่องเลยนะคะนายเอกเรา มีเด็กน้อยออกมาด้วยนี่ไม่ธรรมดาแน่ๆ ขอให้จอมมารของเรารู้โดนเร็วถึงร่างแท้ของคนที่กอดก่ายใต้คืนจันทร์ด้วยเถอะค่ะ! สาธุ๊
    #181
    1
    • #181-1 จินต์ ลี.(จากตอนที่ 1)
      6 พฤษภาคม 2560 / 15:25
      เที่ยวเล่นจนได้ลูกเลยค่ะ ๕๕๕๕๕
      #181-1
  21. #172 nanmalaew (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 15 เมษายน 2560 / 09:55
    มีลูกด้วย ว้าววววว
    #172
    0
  22. #159 YuNNuTJae LoVe (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 23 มีนาคม 2560 / 13:48
    อ่านตอนแรก อ่อผช.ปลอมเป็นผญ.สินะ อ่านมาเรื่อยๆเอ้าตกลงผญ.จริงๆเรอ้ะ มีลูกด้วย เสิร์ชอ่านวายนิ....โอ้ย ไรท์มีความหลอกซ้ำหลอกซ้อน สนุกมากค่ะ สำนวนโอ้โห อ่านไทยแปลเป็นไทยอีกที เริ่ดอ่ะ เชียร์ๆๆปราภพไอยศูรย์ แล้วลูกอ่ะะะะะะะ
    #159
    1
    • #159-1 จินต์ ลี.(จากตอนที่ 1)
      24 มีนาคม 2560 / 11:51
      เขียนไปเปิดทั้งพจนานุกรมเปิดทั้งกูเกิ้ลไปค่ะ (ฮา) ขอบคุณที่ติดตามนะคะ
      #159-1
  23. #150 Prawpak (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 18 มีนาคม 2560 / 00:03
    อ่านไปช่วงแรกๆเหมือนตลก แต่อ่านมาเรื่อยๆมันดราม่าใช่ไหมคะเนี่ยยยย
    #150
    1
    • #150-1 จินต์ ลี.(จากตอนที่ 1)
      19 มีนาคม 2560 / 18:55
      อาจจะ... เอ๋?
      #150-1
  24. #148 selena (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 16 มีนาคม 2560 / 14:37
    พอรีไรท์ที ก็กลับมาอ่านอีก อ่านบ่อยจนเห็นความเปลี่ยนแปลงเลยค่า ชอบทั้งน้านแหละ
    #148
    1
    • #148-1 จินต์ ลี.(จากตอนที่ 1)
      16 มีนาคม 2560 / 15:23
      ที่กลับมาแก้เพราะอ่านบท ๒ แล้วเห็นอะไรแปลกๆ เลยบอกตัวเอง หยุดก่อน ทบทวนกับตั้งสติก่อนค่อยไปต่อ T T ปรับให้มันลื่นไหลหน่อย ติดขัดหลายจุดเกินรับตัวเองไม่ได้ ฮืออออ
      #148-1
  25. #135 slilahs (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 14 มีนาคม 2560 / 19:28
    ครีเอตมากๆ ค่ะ ตอนแรกก็สนุกแล้ว ตามลุ้นค่ะ
    #135
    1
    • #135-1 จินต์ ลี.(จากตอนที่ 1)
      15 มีนาคม 2560 / 23:44
      ขอบคุณมากๆ เลยนะคะ
      #135-1