ผิดหรือไงถ้าจะรักคุณแม่จอมมารน่ะ

ตอนที่ 1 : จุดเริ่มต้น

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 102
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 10 ครั้ง
    1 ส.ค. 62


     17 ปีก่อนทุกอาณาจักรของโลกมนุษย์ที่ได้รวมตัวกันในนาม สหพันธรัฐแห่งแสง ได้จัดตั้งกองทัพที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกเพื่อจบสงครามระหว่างมนุษย์และปีศาจที่ถูกดำเนินมากกว่า 700 ปีโดยการชี้นำของผู้กล้าหนุ่มผู้มีนามว่า ' ดีอ้อน ครูส ลูเซียร์โน่ ' ชายเพียงคนเดียวที่สามารถใช้เวทมนตร์ได้เพราะการขโมยดาบวิเศษจากขุนพลฝ่ายจอมมาร

     “บุกเข้าไปจงเชื่อในตัวของท่านผู้กล้า!”

     “โอ้!!”

     เสียงของทหารชางมนุษย์จำนวนมหาศาลที่กำลังสู้เพื่อเอาชีวิตแลกเพื่อเปิดทางให้ผู้กล้าและสหายสามารถเข้าไปยังปราสาทได้ถึงแม้นั้นจะต้องแลกด้วยชีวิตของพวกเขาก็ตาม

     “อมันโด้”

     “ได้เลยผู้กล้า!”

     เสียงของผู้กล้าเรียกชื่อของสหายคนสนิท อมันโด้ และเขาก็รู้สิ่งที่ผู้กล้าปรารถนาเขาเลยวิ่งเข้าไปจัดการทหารของจอมมารที่ขวางทางเข้าท้องพระโรงก่อนที่เขาจะใช้ค้อนกับขวานของตนทำลายบานประตูของท้องพระโรงจนแหลก

     “อมันโด้!”

     “ไปเลย อโมรี่ น้องข้าจงไปกับผู้กล้า!”

     อมันโด้ตะโกนบอกนักรบหญิงผู้เป็นน้องของตนก่อนที่เขาจะหันกลับไปมองเหล่าทหารของจอมมารด้านหลังและเตรียมตัวสู้ตายส่วน อโมรี่ ที่คิดจะไปช่วยพี่ชายของตนก็ต้องหยุดเพราะผู้กล้าห้ามเอาไว้ปล่อยให้ประตูท้องพระโรงซ่อมแซมตัวเองจนเสร็จเขาเองก็อยากไปช่วยสหายแต่ก็ไม่อยากขัดขวางความตั้งใจของอีกฝ่าย

     “ไปเถอะ”

     “อืม”

     ทั้งคู่วิ่งไปตามท้องพระโรงเรื่อยๆ แต่ที่น่าแปลกก็คือแทนที่ในนี้จะมีทหารคอยเฝ้าระวังอย่างหนาแน่นแต่นี่กลับไม่มีเลยสักตัว

     “น่าแปลก”

     “เจ้าก็คิดเหมือนกันเหรอ”

     “อ่า.....มันง่ายเกินไปที่พวกเราจะวิ่งกันโดยไม่เจอพวกปีศาจเลยสักตัว”

     “นั้นสินะ”

     ผู้กล้าทั้งสองวิ่งกันมาเรื่อยๆ จนต้องมาหยุดยังบานประตูเหล็กยักษ์ที่มีลวดลายสวยงามและที่นั่นยังมีผู้หญิงร่างบางสมส่วนที่น่าจะอายุไม่เกิน 17 หรือ 18 ปีผมทองหูยาวสวมเครื่องแบบเหมือนแม่บ้านแต่พอเห็นแบบนั้นผู้กล้าทั้งสองก็รีบตั้งท่าเตรียมสู้ในทันที

     “กำลังรออยู่เลยค่ะท่านผู้กล้าและสหาย ท่านจอมมารกำลังรอพวกท่านอยู่ค่ะโปรดตามมา”

     ผู้หญิงผมทองพูดพร้อมกับค่อยๆ เปิดประตูเหล็กบานยักษ์อย่างง่ายดายก่อนจะเดินนำทั้งเข้าไปในห้องปล่อยให้ ผู้กล้าดีอ้อน กับ อโมรี่ หันมามองหน้ากันอย่างมึนงงแต่ก็ยอมเดินตามเข้าไป

     “ว้าว”

     อโมรี่ อุทานออกมาเพราะภายในห้องโถงขนาดใหญ่ที่ควรจะดูมืดมนและน่ากลัวตามที่เคยได้ยินมากับเป็นห้องสีขาวนวลแต่ที่เด่นชัดที่สุดคงเป็นชั้นบันไดที่สูงและถูกแยกออกเป็นซ้ายกับขวาเพื่อราวกับหลบบานหน้าต่างตรงกลางก่อนที่จะบรรจบที่อีกชั้นที่มีเก้าอี้ที่ถูกประดับไปด้วยรูปปั้นที่สวยงาม

     “ข้าเคยชื่นชม มหาราชวังกลางว่าสวยแล้วนะแต่ที่นี่สวยกว่า”

     “ข้าเห็นด้วย”

     ผู้กล้าทั้งสองชื่นชมกับสิ่งปลูกสร้างโดยรอบก่อนที่พวกเขาจะได้สติกลับมาด้วยเสียงของผู้หญิงคนหนึ่ง

     “ได้ยินแบบนั้นก็ดีใจนะ

     “จอมมาร! / ฮะไหนๆ?”

     ผู้กล้าดัอ้อนชักดาบออกมาอย่างรวดเร็วส่วนอโมรี่ที่พึ่งได้สติก็รีบกลับมาทำสีหน้าตั้งใจกับงานอย่างรวดเร็ว

     “ยินดีที่ได้พบ ผู้กล้า ดีอ้อน นักรบหญิง อโมรี่”

     ทั้งสองเงยหน้าเพื่อมองหาต้นเสียงและสิ่งที่พวกเขาได้พบก็คือร่างของหญิงสาววัย 20 กลางๆ มีปีกคล้ายปีกค้างคาวผมปีกนกอยู่ 6 ปีกเรือนผมทองสีส้มอมแดงใบหน้าหวานและมีเสน่ห์ดวงตาสีอำพันอมแดงที่งดงามสวมชุดสีดำอมม่วงรัดส่วนโค้งเว้าและเปิดเผยเพียงบางส่วน

     “รู้จักพวกเราด้วยเหรอ”

     “การรู้จักศัตรูถือเป็นกลยุทธ์พื้นฐานของสงครามเลยนะหรือว่าที่โรงเรียนอัศวินของพวกเจ้าจะไม่ได้สอน”

     พอได้ยินแบบนั้นผู้กล้าดีอ้อนถึงกับเกาหน้าเขินส่วนอโมรี่ก็แทบจะไม่รู้จะเอาหน้าไว้ไหนเพราะเธอเป็นถึงพวกที่เรียกได้ว่าอัจฉริยะของโรงเรียนส่วนไอผู้กล้านะเหรอแทบจะสอบตกทุกรอบ

     “หึหึ ดูจากท่าทางนั้นคงไม่ได้สนใจเลยละสิ”

     “หนวกหูนะ ในสงครามจริงขอแค่มีพลังกายเยอะๆ ก็พอแล้ว”

     ผู้กล้าดีอ้อนบนพร้อมกับทำท่าทางไม่พอใจกับคำพูดของจอมมารส่วนอโมรี่ก็แทบจะเอาหน้ามุดดินเพราะความอาย

     “เอาหละมาเข้าเรื่องกันดีกว่า”

     พอได้ยินแบบนั้นทั้งสองก็เตรียมจะชักดาบแต่พอจอมมารลืมตาเพียงชั่วครู่ร่างของทั้งสองก็ต้องขุกเข่าลงกับพื้น

     “เหล่าศาสตราวุธจงกลายเป็นธุลีและกลับคืนสู่ที่มาของเจ้า”

     [วิชาปลดอาวุธ : ยกเลิกพันธะศาสตรา]

     พอจอมมารร่ายเวทย์เสร็จอาวุธของ ผู้กล้า กับ อโมรี่ ก็กระเด็นออกจากร่างของพวกเขาก่อนที่มันจะแตกสลายไปในทันที

     “ข้าไม่ชอบให้ใครเอาของพวกนั้นมาอยู่บนโต๊ะอาหารหรือเวลาอยากคุยกันเฉยๆ ”

     “....”

     ผู้กล้า กับ อโมรี่ ถึงกับตกอยู่ในความมึนงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนพวกเขาไม่สามารถทำอะไรได้

     “ลินาข้ารำคาญเสียงข้างนอกช่วยทำให้เงียบหรือหยุดไปสักพักได้ไหม”

     “ค่ะท่านจอมมาร”

     ผู้หญิงผมทองหูยาวรับคำสั่งของจอมมารก่อนที่เธอจะเดินออกไปจากห้องและหลังจากนั้นสักพักก็มีแรงสั่นสะเทือนเกิดขึ้นพร้อมกับเสียงของการรบที่เงียบลงในพริบตา

     “สงสัยจะใช้ท่าใหญ่นะเนี่ยแต่พวกเจ้าสบายใจได้คงเหลือสัก 40 – 45 % ได้หละ”

     “นี่เหรอพลังของพวกพ้องจอมมาร”

     “พูดให้ถูกแค่พลังของลินาคนเดียวต่างหากหละ อโมรี่ เอาหละมาว่ากันว่าหลังจากพวกเจ้ากำจัดข้าได้พวกเจ้าจะทำอะไรต่อไปหละ”

     “เอ๋? / ฮะ?”

     “ว่าไงหละ”

     “ข....ข้าไม่รู้แต่คงไปเลี้ยงลูกหละมั้ง”

     “ส่วนข้าคงช่วยงานของตระกูล”

     “เป็นชีวิตที่สงบดีนะ แต่พวกเจ้าจะแน่ใจได้อย่างไรว่าความสงบสุขนั้นจะยังยืนไปตลอด”

     ทั้งสองถึงกับกลืนน้ำลายลงคออย่างลำบากทันทีที่จอมมารพูดแบบนั้น

     “ดีอ้อนเจ้าบอกว่าจะไปเลี้ยงลูกสินะ”

     “ช.....ใช่”

     “งั้นข้าจะบอกอะไรให้ฟังนะหลังจากที่พวกมนุษย์อย่างพวกเจ้าชนะสงครามพวกเจ้าคิดว่าพวกเจ้าจะปล่อยพวกปีศาจอย่างพวกข้าให้มีชีวิตต่อไหม”

     “ร....เรื่องนั้น”

     “คงไม่ละสิ”

     “อ....อืม”

     “หลังจากข้าตายเพราะถูกพวกเจ้าฆ่าประชาชนของข้าคงถูกฆ่าราวกับผักปลาบางคนอาจจะต้องกลายเป็นทาสหรือถูกจับไปทรมาณในรูปแบบต่างๆ ”

     “ม....มนุษย์ไม่-”

     “จะบอกว่ามนุษย์ไม่มีวันเป็นแบบนั้นหรือ”

     “อะ.....”

     “จากชีวิตที่พวกเจ้าอยู่มาจนถึงตอนนี้พวกเจ้าคิดว่าไม่มีคนแบบที่ข้าพูดจริงๆ นะเหรอ”

     ดิอ้อน กับ อโมรี่ ถึงกับเถียงไม่ออกเพราะตลอดชีวิตที่ผ่านมาพวกเขานั้นก็เจอคนในหลายรูปแบบและก็มีคนแบบที่จอมมารพูอยู่เยอะในสังคมชนชั้นสูงแบบที่ อโมรี่ อยู่ตลอดเวลา

     “และหากพวกข้าเป็นฝ่ายชนะพวกข้าบางคนก็อาจจะทำแบบเดียวกัน”

     “ฮะ!!!”

     “พวกเจ้าคิดว่าหลังสงครามจะไร้ซึ่งความแค้นงั้นเหรอในบรรดาปีศาจที่พวกเจ้าฆ่าไปพวกเขาเหล่านั้นก็มีครอบครัวเหมือนกับมนุษย์เพราะงั้นเชื่อข้าที่อยู่มาเกิน 100 ปีเถอะว่าอีกไม่นานก็ต้องมีการสร้างผู้กล้าหรือจอมมารขึ้นมาใหม่เพื่อธุรกิจของสงครามและเรื่องอื่นๆ ”

     “เดียวนะธุรกิจของสงครามเหรอจอมมาร”

     อโมรี่ร้องออกมาด้วยความตกใจกับสิ่งที่ได้ยินเพราะเธอไม่เคยรู้เลยว่ามีสิ่งที่จอมมารพูดและเธอก็ไม่เชื่อ

     “พวกเจ้าคิดว่าอาหารที่พวกเจ้า กิน อาวุธ และ ทรัพยากรในการทำสงครามได้มาฟรีๆ หรือไง”

     “ร....เรื่องนั้น”

     “ในยุคสงครามแบบนี้พวกโรงตีเหล็กก็จะได้กำไรมหาสารและสามารถขึ้นราคาได้ตามใจชอบเพราะ ชุดเกราะ และ อาวุธ นั้นเป็นสิ่งที่จำเป็น อาหารก็เช่นกันชาวบ้านหลายคนต้องเพาะปลูกและเก็บเกี่ยวให้มากขึ้นเพื่อเลี้ยงปากท้องพวกทหารทำให้ทีการขึ้นภาษีและราคาที่สูงกว่าแต่ก่อนพวกเจ้าคิดว่าคนธรรมดาที่ไม่ใช่ทหารต้องเสียเงินต่อวันเท่าไหร่เพื่อให้อยู่รอดในยุคนี้ในคณะที่พวกเจ้าได้กินได้ดื่มอย่างฟรีๆ ”

     “.....”

     “พวกเจ้าได้ชื่อว่าเป็นผู้กล้าพวกเจ้าคิดว่าตำแหน่งนั้นมีเพียงแค่โค่นจอมมารของยุคแค่นั้นหรือไงคำว่าผู้กล้าสำหรับเรานั้นคิดว่าเป็นคำที่ยกย่องผู้ที่แก้ไขปัญหาของแต่ละยุคให้ได้มากกว่า”

     “ก....ก็พวกเจ้านะ”

     “จะบอกว่าเพราะพวกเราถึงทำให้ทรัพยากรของพวกเจ้าลดลง หรือ จะบอกว่าพวกเรานั้นเป็นปีศาจร้ายที่ฆ่าลูกหลานเจ้าอย่างเลือดเย็น หรือเป็นอสูรตามสิ่งที่เจ้านับถือ”

     “ช....ใช่”

     ตึง!

     จอมมารกระทืบเท้าอย่างแรงพร้อมกับเผลอปล่อยพลังเวทย์ออกมาทำให้เกิดแรงลมพัดพวกผู้กล้ากระเด็นไปชิดกับกำแพงห้องทันที

     “โง่หรือเปล่า! สิ่งพวกนั้นเป็นเพียงจินตนาการณ์ที่พวกมนุษย์สร้างขึ้นแล้วก็เอาไปพูดให้เสียๆ หายๆ ไม่ว่าจะเป็นเขียนในตำราเพื่อให้เด็กชื่อหรือเป็นนิทานเล่าให้ผู้อื่นฟังหรือเอาไปใส่ในพระคําภีร์โดยอ้างสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แล้วพวกเจ้าก็เชื่ออย่างไม่ลืมหูลืมตาแค่เพราะเขาบอกมาแบบนั้นเหรอ!”

     พอโดนจอมมารพูดทำให้พวกผู้กล้าทำอะไรไม่ได้นอกจากนั่งสำนึกผิดก่อนจะเป็นผู้กล้าดีอ้อนกล่าวถาม

     “แล้วจะให้พวกข้าทำอย่างไร

     “ผู้กล้าดีอ้อนเจ้ารู้หรือเปล่าว่าประโยคนั้นข้าได้ฟังมาจากผู้กล้าหลายยุคหลายสมัยซึ่งทุกครั้งพอข้าให้คำตอบไปพวกเขาก็แค่ทำตัวให้เหมือนกับหายไปในหน้าประวัติศาสตร์แล้วพวกเจ้าก็สร้างผู้กล้าขึ้นมาใหม่ อีกนับไม่ถ้วนจนข้าหละเบื่อเต็มทน”

     จอมมารพูดพร้อมกับลุกขึ้นยืนจากบัลลังก์ของตนก่อนจะค่อยๆ เดินลงมาหาพวกผู้กล้าด้วยสีหน้าและสายตาที่เต็มไปด้วยความหงุดหงิด

     “เจ้าบอกว่าหลังจากนี้จะไปเลี้ยงลูกสินะแล้วมีแล้วเหรอ”

     “ม....มีแล้ว”

     ดีอ้อนพูดพร้อมกับหันหน้าไปมองอโมรี่ที่กำลังหน้าแดงเพราะคำพูดของดีอ้อน

     “โฮ่....เป็นลูกของพวกเจ้าสินะ”

     “ช....ใช้พึ่งคลอดไม่เมื่อเดือนที่แล้วแต่เพราะข้าต้องมารบเลยฝากแม่นมที่บ้านเอาไว้ให้ช่วยเลี้ยง”

     “อโมรี่แค่เรื่องแค่นี้เจ้าถึงกับต้องฝากให้คนอื่นเลี้ยงลูกเลยเหรอ”

     “ก็....ก็การมาจัดการเจ้าแล้วมอบความสงบสุขให้ทั่วโลกมันสำคัญกว่านิ”

     “อโมรี่ข้าจะสอนเจ้าไว้อย่างนึง”

     จอมมารพูดพร้อมกับดึงคอเสื้อของ อโมรี่ เพื่อให้เธอได้ยินสิ่งที่เขาต้องการพูดอย่างชัดเจนที่สุด

     “ต่อให้โลกมันจะแตกเจ้าก็ต้องห่วงลูกเป็นอันดับแรกสิเว้ย!!!!

     พูดจบจอมมารก็โยนร่างของ อโมรี่ ทิ้งกับพื้นทันทีก่อนที่เธอจะบินขึ้นไปบนฟ้าด้วยปีกทั้ง 6 ของเธอก่อนจะก้มหน้ามามองพวกผู้กล้า

     “ผู้กล้าดีอ้อนที่เจ้าว่า จะให้พวกข้าทำอะไร นั้นหนะข้าได้คิดเอาไว้แล้วหละ”

     “....”

     ผู้กล้าดีอ้อน กับ อโมรี่ เงยหน้ามองจอมมารราวกับรอว่าเขาจะพูดอะไรต่อ

     “ตัวข้าจะสร้างสิ่งที่เรียกว่าผู้กล้าขึ้นมาเองโดยลูกของพวกเจ้านั้นหละจะกลายมาเป็นผู้กล้าที่มีพลังพอที่จะฆ่าข้าได้ในอณาคต

     “ล....ลูกของพวกเราเหรอ”

     อโมรี่พูด เธอคิดถึงภาพหลังจากที่ลูกของเธอสามารถโค่นจอมมารลูกเธอคงจะต้องมีชื่อเสียงและเงินทองมากมายให้ใช้อย่างไม่หมดสิ้นและตระกูลเธอจะได้รับการยกย่องว่าเป็นตระกูลที่โค่นจอมมารได้

     “ ลูกข้าเหรอ”

     ดีอ้อนกำลังคิดภาพแบบเดียวกับ อโมรี่ อย่างแน่นอนและนั้นก็ไม่พ้นสายตาของคนที่อยู่มานานอย่างจอมมารแน่นอน

     “ขออ้อนวอนต่อเทพอัศนีและเทพแห่งรัตติกาลขอให้ท่านมอบเศษเสี้ยวแห่งชัยชนะในพริบตาให้แก่เรา”

     [วิชาสายฟ้า : ลูกอัศนีทมิฬ]

     ลูกบอลสายฟ้าสีดำปรากฏขึ้นในมือของจอมมารก่อนที่มันจะพุ่งไปใสพวกผู้กล้าในทันทีและด้วยพลังของมันเลยทำให้ร่างกายของผู้กล้าดีอ้อนกับอโมรี่แหลกสลายไปในชั่วพริบตาโดยไม่มีแม้แต่เสียงร้องแห่งความเจ็บปวด

     “เห้อ~”

     “เรียบร้อยแล้วเหรอคะท่านจอมมาร”

     ลิน่าถามโดยเธอสื่อสารกับจอมมารผ่านโฮโลแกรม ( แบบเดียวกับวิทยาการในโลกแฟรี่ หากแต่ของยุคนี้โบราณกว่าเล็กน้อย ) 

     “อืม.....ลีน่าแล้วทางเธอหละ”

     จอมมารเปลี่ยนศัพท์นามในการเรียกลูกน้องเพราะเอาจริงๆ แล้วเธอไม่ค่อยชอบพูดอะไรที่มันย้อนยุคมากนักเพราะมันเหมือนตอบย้ำอายุของเธอ

     “คะ....ฉันได้ปล่อยข่าวเรื่องของผู้กล้าที่ตายด้วยฝีมือท่านแล้วก็ให้สายของเรามอบคำทำนายให้กับราชาผู้โง่เขลาแล้วว่าผู้ที่สามารถโค่นท่านได้มีเพียงเด็กที่เหมาะสมกับค่าผู้กล้าที่แท้จริง”

     “แล้วสายของเราหละ”

     “พวกหน่วยลับได้พาเธอกลับมาที่ประเทศของเราอย่างปลอดภัยแล้วค่ะ”

     “ดี.....งั้นทีนี้ก็เหลือเพียงเรื่องเดียว”

     “ทราบแล้วค่ะดิฉันจะรีบเตรียมเครื่องนั้นให้ท่านจอมมารอย่างเร็วที่สุด”

     ลินายังคงเป็นสุดยอดเลขาของเธออย่างดีเยี่ยมไม่เปลี่ยนแปลงเพราะหล่อนรู้ว่าจอมารของเธอต้องการอะไรและเธอก็พร้อมสรรหามาให้ด้วยความจงรักภักดีเสมอ

     “อืม.....ขอบใจ”

     จอมมารบินไปทางหน้าต่างของห้องโถงเธอเห็นพวกกองทัพของมนุษย์กำลังล่าถอยไปเรื่อยๆ และทหารของเธอที่กำลังรักษาบาดแผลแต่สิ่งที่เธอสนใจคือดวงจันทร์สองดวงที่กำลังส่องแสงสว่างอยู่ในตอนนี้แม้จะเรียกว่าอีกมิติแต่มันก็คืออีกโลกที่บรรพบุรุษของเธอเจอด้วยความบังเอิญแล้วเข้ามาอาศัยที่นี้

     “ดวงจันทร์นี่ไม่ว่าจะมองกี่ครั้งก็ยังคงสวยงามเหมือนเดิมเลยแฮะ”


T
B
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 10 ครั้ง

3 ความคิดเห็น