DearMEBAEKHYUN (Chanbaek christmas project)

ตอนที่ 5 : 3 days before Christmas day

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 15
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    31 ม.ค. 59

           




3 days before Christmas day





               ตลอดเส้นทางท่ามกลางหิมะที่ปกคลุมไปตามทางเดินโดยรอบ รองเท้าบู๊ทหนังสัตว์ตัวเก่งย้ำไปบนทางเดินยาวอย่างยากลำบากเนื่องจากชั้นความหนาของหิมะนั่นเอง ร่างสูงยกมือขึ้นป้องไว้ที่ระดับคิ้วพลางมองไปยังแสงอาทิตย์ยามเช้าของการล่าสัตว์...


            ชานยอลหันไปมองเด็กผู้ชายตัวเล็กจากด้านหลังซึ่งกำลังวิ่งมาทางนี้ อีกฝ่ายเบะปากไม่ชอบใจและนั่นก็เป็นคำตอบที่ทำให้เขาหลุดยิ้มออกมา น้าชานยอล รอผมด้วย!”


            “...ชักช้า


บ่นพึมพำกับตัวเองในใจพร้อมกับยกแขนขึ้นสูงโบกไปมาเป็นพิกัดให้รู้ ไม่นานเจ้าเด็กน้อยที่เคยอยู่ไกลลิบก็วิ่งตามผู้ใหญ่ตัวสูงทันซะที พวกเขามักจะเป็นแบบนี้เสมอ...ถ้าใครคนหนึ่งวิ่งเร็วก็ต้องชะลอ และถ้าใครเดินช้าก็ต้องเร่งความเร็วให้ทันอีกฝ่าย


            ระหว่างเดินตามหลังผู้ใหญ่ แบคฮยอนก็ไม่ลืมที่จะสังเกตมองวิวสวยๆ รอบข้าง ต้นไม้ต้นสูงผอมที่ถูกปกคลุมด้วยหิมะขนาดใหญ่ และต้นสนซึ่งเป็นไฮไลต์ของวันคริสต์มาสที่อีกฝ่ายเคยอ้อนขอน้าชานยอลไว้ก่อนหน้านี้ว่าอยากได้มาติดไว้ที่บ้านเพราะอันเก่าเหี่ยวแล้ว


            หากเป็นเมื่อก่อน...เมื่อถึงเดือนธันวา แต่ละบ้านจะส่งผู้ใหญ่ซักสองสามคนออกไปสำรวจป่าเพื่อหาเชื้อเพลิงและของใช้อื่นๆ ที่จำเป็น เพราะนอกจากการขนส่งคมนาคมที่ยากลำบากแล้ว พวกเขาจึงจำเป็นที่จะต้องดูแลตัวเองรวมถึงครอบครัวให้ดำรงชีวิตต่อไปได้ในยามขัดสนอีก


            และนอกจากของใช้จำเป็นพวกเชื้อเพลิง เนื้อสัตว์ และอื่นๆ แล้ว พวกเขาก็มักจะได้ของเล่นเล็กๆ กลับมาอีกด้วย ซึ่งนั่นก็คือต้นสนธรรมดาที่จะถูกนำไปประดับที่บ้านจนกลายเป็นประเพณีอย่างที่ทุกบ้านจะต้องมีต้นคริสต์มาสอย่างน้อยบ้านละหนึ่งต้นนั่นเอง


            ปาร์คชานยอลไม่ใช่ผู้ใหญ่ที่โหดร้ายที่จะปล่อยให้เด็กอายุสิบสองปีที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะเล่นอยู่ในบ้านคนเดียวแล้วปล่อยให้ตัวเองออกไปข้างนอกตามใจชอบ เขาเป็นห่วงแบคฮยอนนั่นคืออีกเรื่องที่ถึงเขาไม่เคยบอกกับใคร ทุกคนก็รู้ เพราะฉะนั้นนี่จึงเป็นที่มาที่เจ้าเด็กตัวน้อยวิ่งแบะๆ ตามหลังเขามาอย่างที่เห็น


            น้าชานยอล ผมชอบต้นนี้อ่ะผู้ใหญ่ตัวสูงหยุดเดินเมื่อเจ้าตัวน้อยเรียกเขาให้มาดูต้นสนขนาดเล็ก


            แต่มันเล็กเกินกว่าที่จะนำไปทำต้นคริสต์มาสนะแบคฮยอนคนตัวสูงออกความเห็นอย่างสุภาพเกรงว่าหากดุหน่อยมีหวังต้องร้องไห้แน่ๆ แต่ก็ยังดีที่ร่างเล็กเพียงแค่ยื่นปากออกมาอย่างผิดหวังเท่านั้น


            “...ให้มันเป็นของผมคนเดียวก็ได้บ่นด้วยน้ำเสียงอู้อี้เหมือนจะร้องไห้พร้อมจะดึงปลายแขนเสื้ออีกฝ่ายอย่างอ้อนวอนขอร้อง


            “มันตบแต่งได้น้อยด้วยนะ แบคฮยอนจะเอาเหรอ?” คนตรงหน้าก็ยังคงยืนยัดด้วยสีหน้าไม่ต่างจากเดิม ไม่ลองไปดูต้นสนตรงนู้นล่ะ มีต้นที่เท่าแบคฮยอนด้วยนะก่อนจะปฏิเสธรวดเร็วด้วยการส่ายหน้ารัว



            น่ารัก



            สุดท้ายผู้ใหญ่อย่างเขาก็ยอมแพ้เหมือนเคย ก่อนจะตามมาด้วยน้ำเสียงเบิกบานดีใจมีความสุขของเด็กน้อยที่ได้ของขวัญกลับบ้าน ชานยอลย่อตัวลงมือใช้ขวานที่พาดไหล่ไว้เฉาะบริเวณราก ใช้เวลาแปปเดียวต้นสนก็หลุดออกด้วยเงื้อมมือของน้าและหลานตัวน้อยที่ช่วยดึงขึ้นมา


            ผ่านไปยังไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ทั้งคู่ก็ได้ฟืนกองโตที่ช่วยกันหอบถือไว้ขณะเตรียมจะกลับบ้าน เขารับอาสาหอบฟืนไม้ทั้งหมดที่หามาได้ และแบคฮยอนก็รับหน้าที่หอบต้นสนของตัวเองที่มีขนาดเท่าลำตัวกลับบ้าน


            เพราะฉะนั้นระหว่างทางทั้งคู่จึงใช้เวลาที่เดินทางกลับหมดไปกับบทสนทนาสนุกสนานที่ทำให้ทั้งคู่หัวเราะออกมา


            “...แล้วหมูป่าก็ล้มลงไปนอนกับพื้น!”


            “ฮ่าๆๆ แน่ใจนะว่าเอาเรื่องนี้ไปเล่าให้เพื่อนในห้องฟังจริงๆ?”  พออีกฝ่ายพยักหน้างึกอย่างยอมรับ ปาร์คชานยอลนี่ก็แทบจะยกมือปิดเสียงหัวเราะตัวเองไม่ทันเลย อย่างนี้แบคฮยอนก็กลายเป็นคนแข็งแกร่งที่สุดในห้องเลยล่ะสิ?”


            “แน่นอนอยู่แล้ว


            เขาไม่นึกมาก่อนเลยว่าเสียงหัวเราะของพวกเราทั้งคู่จะเป็นอะไรที่เรียกว่าความสุขขนาดนี้ เพราะแค่พวกเราน้าหลานอยู่ด้วยกัน มีกิจกรรมที่ดีร่วมกัน ทุกอย่างก็ลงตัวไปหมด เหมือนอะไรต่างๆ ก็ไม่มีวันจะมาพรากพวกเราให้แยกจากกัน...






                    ‘แน่ใจอย่างนั้นเหรอ?’





 

           

            เสียงใครบางคนดังขึ้นในห้วงความคิด ก่อนที่ชานยอลจะหันขวับไปมองรอบๆ ข้างซึ่งก็ไม่พบใครนอกจากปลายทางที่พวกเขาทั้งสองคนเดินมาด้วยกันนั้น...


ขณะนั้นเอง เขาพึ่งสังเกตเห็นว่าเส้นทางเบื้องหลังกลับถูกความมืดค่อยๆ ครอบคลุมเรื่อยๆ  ซึ่งมันแตกต่างจากป่าก่อนหน้านี้ที่เราเห็นทั้งนกบินผ่าน ความสวยงามของหิมะ และต้นสนแผ่กิ่งอย่างมีศิลปะ ในตอนนี้ทุกอย่างดูลงเหวอย่างน่าตกใจ...


            ปาร์คชานยอลหันขวับมาที่คนข้างๆ ในเวลาต่อมาเหมือนมีลางสังหรณ์ไม่ดีบางอย่าง ชายหนุ่มอึ้งไปเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าแบคฮยอนที่เคยมีแต่รอยยิ้มก่อนหน้านี้ กำลังยืนมองหน้าเขาอย่างมีความหมายบางอย่างซ่อนเร้นอยู่ภายใต้สีหน้าเรียบนิ่ง บรรยากาศเริ่มเปลื่ยนไปในแง่ลบกว่าเดิม ท้องฟ้าเริ่มเปลื่ยนสีมืดลงเรื่อยๆ ในขณะที่แสงอาทิตย์ค่อยๆ ถูกกลืนกินด้วยความมืดมิด



            ที่ที่เคยมีแต่ความสุขในตอนนี้มันหายไปไหนกัน...



            “น้าชานยอล...”


            น้ำเสียงคล้ายจะร้องไห้ของแบคฮยอนทำให้คนตัวสูงรู้สึกใจคอไม่ดี หากนี่เป็นหนังเรื่องหนึ่งเขาคงไม่อยากจะให้มันเกิดขึ้นในชีวิตจริงอย่างแน่นอน ทำไมกันนะ ยิ่งมองหน้าอีกฝ่าย ความรู้สึกเจ็บจี๊ดก็เริ่มก่อขึ้น...


            คล้ายกับมีบางอย่างขวางกั้นพวกเราทั้งสองคนไว้ด้วยกำแพงบางใสที่ทำให้ร่างสูงไม่สามารถเดินไปหาคนตรงหน้าได้นอกจากปล่อยให้แบคฮยอนยืนอยู่ตรงนั้นต่อไป...


            “น้าไม่รักผมแล้ว


            “...”


            “น้ารักคนอื่น...มากกว่าผม


            “...”


            ขณะเดียวกันก็รู้สึกเหมือนกับถูกมือใครบางคนปิดปากไว้ไม่ให้พูดออกไป เขาแค่อยากจะบอกกับแบคฮยอนแค่นั้นเองว่ามันไม่ใช่อย่างที่เด็กคนนั้นคิดเลย ในเวลาเดียวกันแบคฮยอนก็ค่อยๆ ปล่อยโฮออกมาและคายความรู้สึกที่ตัวเองมีในใจออกมาจนหมด


            น้ารักผู้หญิงคนนั้นมากกว่าที่รักผม


            “...”


            “ผมจะไม่อยู่กับน้าอีก


            จู่ๆ ภาพตรงหน้าซึ่งเคยมีแบคฮยอนอยู่ก็ค่อยๆ จางบางลงเหมือนจะเลือนหายไปกับหิมะ... ร่างสูงวิ่งไปกอดร่างโปร่งใสทันทีที่ต่อมความรู้สึกทั้งหมดกลับมาทำงานอีกครั้ง เขาไม่เข้าใจว่าทำไมก่อนหน้านี้ตัวเองถึงไม่ทำอะไรซักอย่าง...จนกระทั่งแบคฮยอนกำลังจะหายไป...


            “แบคฮยอน!!”


            เขาพยายามเรียกอีกฝ่ายแล้ว แต่ดูเหมือนมันจะไม่เป็นผลเลย ไม่เอาแบบนี้สิ... เขาไม่ได้ต้องการแบบนี้ซักหน่อย...


น้าไม่ต้องห่วงผม...ไม่ต้องดูแลผมอีกต่อไปแล้วนะ


            “...”



 


            “...ผมจะไปหาแซนต้าแล้วล่ะ

 

 


 

ชายหนุ่มสะดุ้งตัวโหยงทันทีที่ตื่นจากฝันร้าย ดวงตากลมโตแฝงไปด้วยความว่างเปล่า สงสัย และไม่เข้าใจ... สายตากวาดมองไปรอบๆ ตัวในขณะนี้ พวงมาลัยขับรถคือคำตอบที่ชัดเจนว่าตัวเองไม่ได้อยู่ที่ไหนนอกจากในรถของตัวเอง...



            ฝันอย่างนั้นเหรอ...



          คำพูดพึมพำในหัวดังก้องขึ้นจนอีกฝ่ายเผลอถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก เขานึกภาพแทบไม่ออกเลยว่าหากมันเป็นเรื่องจริงขึ้นมา ปาร์คชานยอลจะทำสีหน้ายังไง...


            “เป็นแค่ฝัน...มันเป็นแค่ฝันนะชานยอล นายต้องไม่เป็นอะไร...” คำพูดพึมพำกับตัวเองยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่อง...พยายามปลอบใจตัวเองไม่ให้คิดวิตกเกินเลยความเป็นจริงที่ยังไม่เกิดขึ้น


ปกติเขาไม่เคยฝันอะไรแบบนี้ และมันก็เหมือนความจริงมากจน...เขาไม่เชื่อตัวเองว่าเหตุการณ์เมื่อครู่เป็นความฝันจริงๆ


            ชายหนุ่มยกแขนเสื้อขึ้นเช็ดเหงื่อที่ไหลบริเวณแก้มออกลวกๆ เสียงเพลงคริสต์มาสยังคงบรรเลงไปเรื่อยๆ ต่อเมื่อมันยังไม่ถูกปิดลง แอร์หวานๆ แผ่ซ่านไปทั่วในรถจนมันเป็นเรื่องน่าแปลกที่แอร์เย็นขนาดนี้แต่กลับทำให้เหงื่อออกได้มากขนาดนี้


            ชานยอลคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาดูเวลาซึ่งบอกว่าตอนนี้พึ่งจะบ่ายโมงกว่า ก่อนที่ท้องจะเริ่มร้องออกมาอัตโนมัติเนื่องจากไม่มีอะไรตกถึงท้อง


            ค่อยๆ เอนหัวพิงกับพนักเบาะแล้วปล่อยให้เสียงเพลงคริสต์มาสเป็นตัวกำหนดอารมณ์ที่เกิดขึ้น แซกโซโฟนหวานๆ กับเสียงระฆังเบาๆ แต่มีจังหวะดังสม่ำเสมอ คล้ายกับกำลังยืนอยู่ท่ามกลางกลุ่มปุยเมฆที่กำลังเต้นระบำกันอย่างน่าเอ็นดูและเป็นมิตร


            เป็นครั้งที่สองและสามหรือสี่หรือเปล่าที่เขาต้องทำอะไรแบบนี้ มันอาจจะฟังดูบ้าไปหน่อยกับเรื่องสิ่งของมีชีวิตพวกนี้ แต่ไม่รู้สิ... เขาแค่รู้สึกว่าการทำแบบนั้นมันทำให้ตัวเองดีขึ้นแปลกๆ ยังไงไม่รู้ ถ้าคนอื่นๆ มาได้ยินเข้า พวกเขาคงจะมองว่าปาร์คชานยอลเป็นบ้าไปแล้วแน่ๆ



 

            ผมจะไปหาแซนต้า

 

 


            แบคฮยอน...

 

 

            เสียงเปิดประตูรถดังขึ้นพอที่จะทำให้อีกฝ่ายสะดุ้งตัวอีกครั้งจนหญิงสาวผู้มาใหม่ถึงกับหัวเราะออกมาเบาๆ เมื่อเห็นท่าทางแบบนั้น คงจะมีแต่เขารึเปล่าที่คิดว่าตอนนี้อะไรๆ ก็ไม่ตลกอีกต่อไปแล้ว


            “ทำท่าแบบนั้นมันหมายความว่ายังไงน่ะ?”


            “ฉันเพิ่งตื่นน่ะ...” ร่างบางปิดประตูรถก่อนจะหันไปสบสายตาอีกฝ่ายที่ดูไม่เหมือนคนเพิ่งตื่นจากฝันดีแน่ๆ


            ฝันร้ายเหรอ


            “...”


            “...”


            “คงจะอย่างนั้นมั้ง...”


            “...”


            “แล้วเรื่องของเธอ...เป็นยังไงบ้างเขาพยายามเปลื่ยนเรื่องเมื่อเห็นว่าสถานการณ์ท่าจะเริ่มแย่ไปกว่าเดิมถ้าเขายังปล่อยให้เป็นอย่างนี้อยู่ ปล่อยให้เขาแย่อยู่คนเดียวมันก็โอเคแล้วล่ะ...เขาคิดอย่างนั้น


            “ก็เอาเรื่องอยู่เหมือนกัน คนเกาหลีนี่เรื่องมากเนอะ อะไรที่เสนอก็ไม่เอา จะเอาแต่ถูกๆ แล้วได้ประโยชน์มากกว่าอีก


            “เธอก็คนเกาหลีไม่ใช่หรือไง?”


            พวกเขาทั้งคู่หัวเราะออกมาพร้อมกันเมื่อเห็นท่าทีว่าหญิงสาวเผลอแสดงสีหน้าอึ้งกับตัวเองไปพักนึง ยังดีหน่อยที่สถานการณ์กลับมาดีขึ้นอย่างที่มันควรจะเป็น ใช่แล้ว...มันก็แค่ความฝัน ไม่จำเป็นต้องไปสนใจมันหรอก อะไรมันจะต้องดีขึ้นสิ...



 

            ต้องดีขึ้น...

 

 

<><><><> 

 


            หลังจากที่ซูจองมีประชุมสัมนาเรื่องธุรกิจของเธอเรียบร้อยแล้ว ชานยอลก็รับหน้าที่เป็นฝ่ายคนขับรถไปส่งที่ร้านอาหารนานาชาติแห่งหนึ่ง


 ทีแรกชายหนุ่มคิดว่าอีกฝ่ายคงจะถนัดอาหารฝรั่งมากกว่าเพราะไปอยู่ที่นั่นตั้งหลายปี แต่พอซูจองปฏิเสธว่าเธอต่างหากที่อยากจะกินอาหารเกาหลีเข้าไส้ก็เลยจบลงที่ร้านนี้ ซึ่งมีทั้งอาหารเกาหลี และอาหารฝรั่งบ้างรวมอยู่ด้วย


            เธอเอาแต่ชวนเขาคุยตลอดทางไม่ว่าจะเป็นเรื่องความแตกต่างเรื่องเวลาระหว่างที่นี่กับที่อเมริกา รวมถึงเรื่องของเยริน้องสาวตัวดื้อของเธอว่าหลังจากเสร็จจากทานข้าวแล้วจะไปเล่าให้เยริฟังอะไรก็ว่าไป นี่พึ่งรู้อยู่เหมือนกันว่านอกจากนิสัยอะไรเดิมๆ ของผู้หญิงคนนี้แล้ว ที่เพิ่มเติมคงจะเป็นสปิริตเรื่องบ่นไปเรื่อยของเธอเนี้ยแหละ


            ระหว่างที่หญิงสาวกำลังพรรณนาถึงเรื่องราวของตัวเอง ชายหนุ่มไม่แน่ใจเหมือนกันว่าตัวเองยิ้มออกมาเพราะเรื่องตลกที่เธอเล่า หรือความน่ารักน่าเอ็นดูของเธอที่ฉายแววออกมาเหล่านั้นกันแน่


            เรื่องสนุกสนานระหว่างไปถึงร้านอาหารได้จบลงเมื่อรถคันเก่งขับมาจอดที่หน้าร้าน เจ้าของร่างบางบอกอีกฝ่ายว่าจะขอตัวไปห้องน้ำก่อน แล้วค่อยเจอกันในร้าน เขาก็ไม่ได้ว่าอะไรมากเพราะเห็นสีหน้าอ้อนวอนของหญิงสาวแล้ว เขาปฏิเสธไม่ลงจริงๆ


       นี่มันผ่านมากี่วันแล้วนะที่เขากับเธอได้เจอกันอีกครั้ง แค่สามวันเองงั้นเหรอ...น้อยไปหรือเปล่า ทำไมรู้สึกว่าความสัมพันธ์ของพวกเราสองคน นับวันก็ยิ่งมากขึ้นจนเขาไม่รู้ว่าจะเรียกความทรงจำที่เกิดขึ้นด้วยกันว่าอะไรดี ความรักเหรอ... บ้าไปแล้วปาร์คชานยอล...


 

แฟนสาวเหรอคะคุณปาร์ค

 


            โอย... ทำไมถึงต้องคิดอะไรงี่เง่าแบบนี้ออกไปด้วยนะ แบบนี้ต้องโทษมิสฮวังรึเปล่าที่พูดแหย่ให้เขาคิดไปไกลอยู่เรื่อยทั้งๆ ที่มันยังไม่เกิดขึ้นเลยด้วยซ้ำ


            พนักงานเสริฟแวะมาเสริฟน้ำและเมนูให้แก่เขา ชายหนุ่มรับเมนูมาอ่านขณะที่แอบชำเหลืองมองไปยังโต๊ะนู่นโต๊ะนี้ รู้สึกเหมือนส่วนใหญ่จะมากับคู่รักกันสินะ...ก่อนที่จะหันกลับมาที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามที่ว่างเปล่า จู่ๆ รอยยิ้มหวานนั้นก็ผุดขึ้นมาจนต้องยกเมนูที่ถือขึ้นปิดหน้า


ให้ตายสิปาร์คชานยอล...อีกแล้วนะอีกแล้ว


ขอโทษที่ทำให้คอยนะ นี่คงหิวน่าดูเลยสิท่าหญิงสาวแกล้งแซวอีกฝ่ายด้วยรอยยิ้มขี้เล่นของเธอก่อนจะทรุดนั่งเก้าอี้ตรงข้ามอีกฝ่ายที่ทำเป็นชมนกชมไม้ไปเรื่อย ถัดมาพนักงานคนเดิมก็เดินกลับมาพร้อมกับเมนูอีกหนึ่งอันส่งให้มือเธอ ใบหน้าเสี้ยวข้างทำให้หัวใจเผลอเต้นตึกตักบางๆ


เธออยากกินอะไรล่ะ เดี๋ยวฉันเลี้ยงเอง


อืมหื้มมม เป็นป๋ารึไงถึงพูดแบบนั้นน่ะ


เปล่าซะหน่อย ฉันก็อยากเลี้ยงเธอบ้าง...แค่นั้นเอง

 


แค่นั้นจริงๆ นะ...

 


ตกลงจะสั่งได้รึยังล่ะ เดี๋ยวไม่เลี้ยงเลย


โอ๋ๆ อย่าร้องนะน้องชานยอล ฮ่าๆๆ...โอเคๆ สั่งแล้วค่า~” จบคำนั้นเธอก็หันไปโบกมือเรียกเพื่อเริ่มสั่งอาหาร เอาต้มยำกิมจินะคะ ถ้วยใหญ่เลยนะคะ แล้วก็เอาข้าวสองถ้วย...ชานยอล นายเอาเนื้อด้วยไหม?”


หา...อ้อ เอาสิ


แล้วก็เนื้อส่วนสะโพกสองชุดนะคะประโยคถัดมาอีกฝ่ายหันไปสั่งพนักงานด้วยรอยยิ้มตบท้าย พนักงานเพียงแค่พยักหน้างึกสองสามทีก่อนจะเดินออกไปจากบริเวณตามหน้าที่ เสียงเพลงหวานของนักร้องสาวจากลำโพงเหมือนเป็นใจให้กับสถานที่ในเวลานี้เสียเหลือเกิน...


เอ่อ เพลงเพราะดีนะ


อืม นั่นสิ ชื่อเพลงอะไรนะ...”


อีกฝ่ายพยายามคิดชื่อเพลงออกมาในขณะที่เสียงหวานของนักร้องสาวที่ไม่รู้จักชื่อยังคงบรรเลงไปเรื่อยๆ เหมือนให้โอกาสหญิงสาวได้คิด นายช่วยคิดหน่อยสิ


ในขณะที่คนตรงหน้ากำลังคิดชื่อนักร้องสาว เชื่อเถอะว่าเขาไม่ได้ฟังที่เธอพูดเลยซักนิดนอกจากใบหน้าของเธอที่กำลังเล่นสนุกกับอัตราการเต้นหัวใจของเขาอยู่


 

หาโอกาสบอกความในใจออกไปให้ได้ก่อนที่จะไม่มีโอกาสนะคะคุณปาร์ค

 


            ประโยคชวนคิดของมิสฮวังผุดเข้ามาในหัวอีกครั้งพอดีกับที่เสี้ยวหน้าของเธอหันกลับมาสบตากับเขาชัดเจน


            “ซูจอง


น้ำเสียงหนักแน่นของเขาทำให้อีกฝ่ายเลิกคิ้วขึ้นอย่างสงสัย ตอนนี้ในหัวของปาร์คชานยอลมีแต่คำสารภาพมากมายมากกว่าล้านคำ พร้อมกับเสียงอัตราการเต้นของหัวใจที่แข่งกับความรู้สึกของเขาจนหูอื้อไปหมด ดวงตากลมโตเหมือนแมวกำลังจ้องมาที่เขาด้วยความสงสัย




            มันถึงเวลาแล้ว...

 



            “ซูจอง คือฉัน...”


            “...”

 

 

 

 

 

 

 

 

            “ฉัน...”

 

 

 

 

 

 

            ริ่ง ริ่งงง~

 

 

            เสียงโทรศัพท์ที่กระเป๋ากางเกงดังขึ้นพอดีกับที่คำว่า ชอบยังค้างอยู่ที่ปลายริมฝีปาก เวลาที่เหมือนจะหยุดลงในห้วงความคิดกลับมาเคลื่อนไหวอีกครั้งเพื่อเผชิญหน้ากับความเป็นจริง


สายตาเหลือบลงควานหาโทรศัพท์เจ้าปัญหาในกระเป๋ากางเกงอย่างหัวเสีย เบอร์ไม่คุ้นเคยทำให้ชายหนุ่มยิ่งอารมณ์เสียเข้าไปใหญ่ ใครบ้าโทรมาเวลานี้วะเนี้ย แม่จะสบถให้หูหนวกเลยเหอะ...


          ยกโทรศัพท์ขึ้นแนบหูก่อนที่ตอบรับด้วยคำว่าสวัสดีอย่างใจเย็น สวัสดีครับ นั่นคะ...”


            [คุณปาร์คคะ! มาที่โรงเรียนตอนนี้ด่วนเลยค่ะ!]


            น้ำเสียงเร่งด่วนของปลายเสียงน่าจะเป็นมิสฮวัง แถมฟังจากแต่ละประโยคคงจะไม่ใช่เรื่องดีแน่ๆ...


       ใจเย็นๆ นะครับมิสฮวัง...เกิดอะไรขึ้นครับ

 

 






            [แบคฮยอนเขา...]





write on : 31/1/16



TALK WITH ME

เป็นตอนที่เราคิดว่าฝันของชานยอลให้อะไรหลายอย่างมาก

เเล้วเเบบนี้...เเบคฮยอนจะหายไปจากชีวิตของชานยอลจริงๆ เหรอ?

ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านกันนะ เราจะตั้งใจฝึกเขียนให้ดีขึ้น!


#ถึงผมเเบคฮยอน

©
t
h
e
m
y
b
u
t
t
e
r

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

13 ความคิดเห็น

  1. #7 멍령이 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2559 / 22:33
    ถึงจะเป็นเรื่องสั้นๆแต่สนุกมากๆเลย การใช้ภาษาการดำเนินเรื่องดีมากๆ
    #7
    0