DearMEBAEKHYUN (Chanbaek christmas project)

ตอนที่ 4 : 4 days before Christmas day

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 17
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    24 ม.ค. 59





4 days before Christmas day

 




             เพื่อนร่วมทาง’ อะไรคือคำตอบแรกที่ผุดขึ้นมาในความคิดกัน...


ในความคิดของชายหนุ่ม คงจะมีอยู่ซักสิบเปอร์เซ็นต์ที่ต่างคนต่างรู้จักในฐานะ ‘เพื่อนร่วมงาน แต่หากจะกล่าวถึงคนที่จริงใจกับเขาจริงๆ...ก็คงมีไม่ถึงเปอร์เซ็นต์ที่เขารู้สึกแบบนั้นเหมือนที่อีกฝ่ายเองก็รู้สึก


            เขาเชื่อว่าชีวิตคนเราคือการเดินทางต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด...เพื่อตามหาสิ่งแปลกใหม่ให้เราไปสัมผัส ขณะเดียวกันเพื่อนร่วมทางที่เคยอยู่เคียงข้างเรา ก็จะค่อยๆ หายไปทีละคนทีละคน ตรงข้ามกันที่เพื่อนร่วมทางคนใหม่ก็จะเข้ามาแทรกแซงช่องโหว่งที่ขาดเหลือให้เต็มเหมือนกับเป็นวัฐจักรชีวิต


            และเมื่อเรามาถึงจุดสิ้นสุดของชีวิตที่แท้จริง สิ่งที่เราสามารถทำได้ไม่ใช่การเดินตกเหวอย่างคนไร้ค่าที่ไม่เหลือใคร แต่คือการหันกลับไปมองเส้นทางที่เราต่างฝ่าฟันอย่างยากลำบากมาด้วยกัน กับ เพื่อนร่วมทาง’ ที่เหลืออยู่ เราอาจจะภาวนาถึงคนที่เรารัก...ว่าเขาจะอยู่กับเราไปจนถึงวินาทีสุดท้าย




            แต่มันก็ไม่ได้ถูกต้องเสมอไป...



            ร่างสูงฟื้นตัวจากเตียงนอนแข็งในยามเช้าของวันถัดไป ไออุ่นจากใต้ผ้าห่มคือสิ่งเดียวที่เขาอยากจะยึดติดไว้สำหรับเช้าวันนี้ แต่เมื่อถึงเวลาเด็กหนุ่มก็เลือกที่จะสละทิ้งความรู้สึกนั้นไป โดยการลุกจากเตียงอุ่นแล้วเดินทิ้งน้ำหนักตรงไปยังห้องน้ำซึ่งอยู่เบื้องหน้าอย่างเคยชิน


            เขาเริ่มไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะเนื้อหาความรู้เมื่อวานนี้หรือเปล่าที่ทำให้รู้สึกปวดหัวเหมือนมีของแข็งมาทับอยู่กลางหัวแบบนี้ จำได้ว่าเมื่อวานมีทานข้าวกับซูจองถึง ทุ่มก็ตรงดิ่งขับกลับบ้านโดยปราศจากแอลกอฮอล์ตามคำสั่งของอีกฝ่ายที่กำชับไว้เสียก่อนที่เขาจะได้สั่งมันจริงอย่างที่ใจอยาก



            หลังจากนั้นก็จำไม่ได้อีกเลยว่าเผลอล้มตัวนอนกับเตียงตัวเองได้ยังไง



            ร่างสูงปล่อยให้เสียงน้ำไหลลงอ่างเป็นเสียงต้านความเงียบที่เกิดขึ้น มือที่ว่างเกาะอ่างล้างหน้าส่วนอีกข้างก็ง่วนอยู่กับแปรงสีฟันที่กำลังทำงานเป็นไปตามชีวิตประจำวัน


            คิ้วทั้งสองข้างเริ่มขมวดเข้าหากันทันทีที่สายตาสะดุดเข้ากับใบหน้าผอมตอบผ่านกระจกสะท้อน ก่อนจะค่อยๆ แตะมือลงบนขอบใต้ตาที่คล้ำออกมาอย่างเห็นได้ชัด


ทันใดนั้นภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวานจึงค่อยๆ ต่อกันเป็นจิ๊กซอร์ทีละชิ้น และหลังจากที่เคยว่างเปล่า ก็ประดิษฐ์เป็นเรื่องราวออกมา...


            เมื่อคืนเขากลับมาถึงบ้านแต่ไม่เจอแบคฮยอน


          เขาพยายามโทรหาครู เพื่อนที่แบคฮยอนมี บ้านที่รู้จักกัน แต่ก็ไร้วี่แวว


            เอาแต่กุมขมับอยู่ข้างเตียงจนเผลอฟุบหลับไปในที่สุด


            ไวเท่าความคิด ร่างผอมในชุดนอนหันขวับไปยังประตูตรงหน้าก่อนจะกวาดมือเปิดออกออย่างรวดเร็วแล้วก้าวฉับๆ มุ่งหน้าตรงไปยังห้องนอนเป้าหมายซึ่งอยู่อีกฝั่งนึงของบ้านอย่างไม่หยี่รอเพียงแค่ต้องการเห็นแค่เศษเสี้ยวเดียวอะไรก็ได้ที่บ่งบอกว่าแบคฮยอนกลับบ้านปลอดภัยก็เพียงพอแล้ว...


            เปิดห้องนอนเข้าไปพร้อมกับกวาดสายตาไปยังเตียงนอนเป็นอันดับแรกก่อนที่จะเผลอถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกทันทีที่เห็นเด็กน้อยกำลังนอนซุกตัวหนีความหนาวอยู่ใต้ผ้าห่ม


เพียงแค่เห็นเศษผมปรอยๆ ของแบคฮยอน แค่นั้นก็ทำให้ปาร์คชานยอลคนนี้รู้สึกเหมือนกับได้ทิ้งความอึดอัดในจิตใจไปหมดไม่เหลือ...


            เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่ารอยยิ้มโล่งอกที่ปรากฏอยู่บนใบหน้าตัวเองในตอนนี้กำลังหมายความว่ายังไง ขายาวใช้เวลาไม่กี่วินาทีก็มาหยุดอยู่หน้าเตียงของเจ้าชายนิทรา...


            เปลือกตาบางๆ ขนตางอนเหมือนเด็กสามขวบ แล้วยังจะแก้มอ้วนๆ ขาวชมพูเวลาหลับนั่นอีก... มือเล็กของอีกฝ่ายยังคงพนมไว้ใต้หัวเสมือนเป็นหมอนรองทำให้เด็กน้อยตรงหน้าดูน่าเอ็นดูจนคำพูดที่อยากจะดุทั้งหมดได้หายไปต่อหน้าต่อตา


            เขาไม่เคยรู้สึกเหมือนต้องสูญเสียใครแบบนี้มาก่อนนับตั้งแต่ตอนที่ตัวเองเกิดและโตที่สถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า การเลี้ยงดูแบคฮยอนมันควรจะเป็นภาระต่อเขา หลังจากที่เขาได้ขออนุญาตกับคุณแม่ (ซิสเตอร์) ว่าออกไปหาที่อยู่ของตัวเองพร้อมกับเด็กคนนี้...


 ในเวลาเดียวกัน ชานยอลกลับรู้สึกว่าเด็กคนนี้ไม่เคยเป็นภาระในสายตาเขาเลยซึ่งก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไม...



            และก็ไม่เข้าใจอีกหลายครั้งว่าทำไมเขาถึงต้องรู้สึกแบบนั้นตอนที่รู้ว่าเมื่อคืนอีกฝ่ายยังไม่กลับบ้าน...



            มือยาวใหญ่เอื้อมไปทาบกับปรอยผมสีน้ำตาลเข้มของเด็กน้อยตรงหน้าที่กำลังหลับปุย จากนั้นจึงค่อยๆ ลูบไล่ไปตามเส้นผมของอีกฝ่ายเสมือนกำลังจับผ้าราคาแพงอย่างถนุถนอม ก่อนที่ใบหน้าได้รูปหล่อของคนตรงหน้าจะค่อยๆ โน้มหน้าจรดจูบลงบนหน้าผากของเด็กน้อยอย่างอ่อนโยน


กลิ่นหอมของสายไหมอันคุ้นเคยลอยแตะจมูกอย่างชัดเจนเวลาที่อยู่ใกล้แบบนี้... เขาเคยคิดว่าเด็กคนนี้มีกลิ่นหวานของสายไหมทั้งๆ ที่เจ้าตัวก็เคยบ่นว่าไม่เคยกินสายไหมและไม่อยากจะกินด้วย แต่ก็ไม่ได้นึกว่าจะได้กลิ่นมันชัดขนาดนี้...


            ร่างสูงค่อยๆ ผละออกจากร่างเล็ก ก่อนที่สายตาเหม่อลอยนั้นจะเผลอเหลือบไปสะดุดเข้ากับกระดาษสีขาวถูกทับอยู่ใต้ตุ๊กตากวางตัวหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ริมๆ นาฬิกาปลุก



            กวาง...?



            ชานยอลคว้ากระดาษสีขาวที่ถูกพับสะอาดเรียบง่ายขึ้นเปิดอ่าน คิ้วตวัดได้รูปค่อยๆ ขมวดเข้าหากันทีละนิดขณะที่เลื่อนอ่านข้อความในกระดาษทีละบรรทัด


        


            สวัสดีครับ หากคุณได้อ่านจดหมายฉบับนี้ ผมคิดว่าคุณน่าจะเป็นคุณปาร์คเหมือนที่ป้ายชื่อหน้าบ้านเขียนไว้ ผมพบเด็กคนนี้อยู่ที่ซอกตึก แต่เขาก็ไม่ยอมคุยกับผมโดยดีเพราะน้าเขาสอนไว้ว่าอย่าทักคนแปลกหน้า ผมใช้เวลานานมากเลยนะกว่าจะรู้ที่อยู่และพาเขามาส่งที่บ้านคุณได้

 

       

 

            สายตาที่เต็มไปด้วยคำถามลอยชัดขึ้นมาในดวงตาหลังจากที่อ่านจดหมายสั้นๆ จากบุคคลปริศนาจบ ก่อนที่ดวงตากลมโตนั่นจะเผลอตวัดขึ้นสบกับตุ๊กตากวางตรงหน้าที่กำลังมองมาที่เขาด้วยสายตาเป็นประกายอย่างน่าค้นหา...

 



            แบคฮยอนไปทำอะไรที่นั่น




          แล้วตุ๊กตากวางตัวนี้มาได้ยังไง?

 


<><><><> 


 

ครืน...ครืน...

 

เสียงเครื่องยนต์คงจะเป็นอีกหนึ่งเสียงที่แบคฮยอนเคยเล่าว่าเขาชอบฟังเวลาที่มองวิวริมหน้าต่าง...

           

            เสียงมันเหมือนกับเตาย่างข้าวโพดไม่ก็บาร์บีคิวเลยเเฮะ

 

            เขาจำน้ำเสียงตอนนั้นของเด็กน้อยได้เป็นอย่างดี และคาดว่ามันคงจะตราตรึงต่อมความสงสัยปาร์คชานยอลไปอีกนานเลยทีเดียว


เขาคงจะเป็นส่วนด้อยในล้านที่คิดว่าเสียงรถยนต์มันก็คือเสียงรถยนต์อยู่วันยันค่ำ แถมยังน่ารำคาญหนวกหูเหมือนพวกคลื่นส่งสัญญาณรบกวนแบบที่เคยดูในหนังฝรั่งอะไรประมาณนั้นด้วย


            แบคฮยอน


เสียงใสของหญิงสาวเรียกเด็กตัวน้อยจากเบาะหลังหลังจากที่รถเคลื่อนออกมาได้สักพักหนึ่ง เขาไม่รู้ว่าแบคฮยอนจะอารมณ์เสียหรือเปล่าที่ตัวเองไม่ได้แนะนำ เพื่อนสนิท’ อย่างเป็นทางการ แถมเธอยังมานั่งเบาะหน้าแล้วทิ้งให้แบคฮยอนนั่งโดดเดี่ยวอยู่เบาะหลังอีก


            เธอไม่ได้เป็นคนเลือกที่จะนั่งตรงนี้หรอก ถ้าปาร์คชานยอลไม่ได้บอกไปว่า แบคฮยอนคงเบื่อที่นั่งตรงนี้แล้ว’ เพียงเพราะร่างสูงอยากจะพูดคุยใกล้ๆ กับเพื่อนสาวของเขาเท่านั่นเอง...


            ไร้เสียงตอบรับจนเจ้าของร่างบางต้องชะเง้อไปมองเบาะหลังเพื่อให้แน่ชัดว่าตัวเองไม่ได้ทิ้งเด็กนักเรียนไว้ที่บ้านจริงๆ แต่เปล่าเลย เด็กน้อยยังคงนั่งเงียบไม่พูดอะไรนอกจากเอาแต่กอดตุ๊กตากวางไม้ไว้ที่อ้อมกอดโดยไม่ท่าทีว่าจะปล่อยอยู่อย่างนั้น


            สวัสดีจ้ะ


            “...”


            “อาชื่อซูจองนะ เรียกอาซูจองก็ได้จ้ะ


            “...”


            “แบคฮยอน ทำไมไม่พูดกับอาซูจองล่ะ” เสียงเข้มของเจ้าของรถก่อนที่สายตาดุจะจ้องไปที่คนตัวเล็กผ่านกระจกรถเพื่อให้อีกฝ่ายทำตามคำสั่งโดยเร็ว


 เขาเห็นว่าสายตาเหม่อลอยของแบคฮยอนเหลือบมาที่ฝั่งเขา แต่แค่แปปเดียวเท่านั้นก่อนที่จะเบือนหน้าหลบไปทางวิวหน้าต่างในเวลาต่อมา แบคฮยอน!”


ใช่ มันทำให้เขาอารมณ์เสีย


            “ฉันว่าฉันควรจะเปลื่ยนที่นั่งนะ...”


            “ไม่ต้องหรอกซูจอง เธอนั่งตรงนี้แหละดีแล้ว...แบคฮยอน น้าจะโมโหจริงๆ นะถ้าแบคฮยอนทำตัวแบบนี้


            “...”


            เจ้าของรถมาดหนุ่มเคาะนิ้วลงกับพวงมาลัยรถอย่างอารมณ์เสียจนหญิงสาวต้องรีบยกมือขึ้นปฏิเสธอย่างไม่ถือสาก่อนที่ชายหนุ่มจะหงุดหงิดขึ้นมาอีก


            ซูจองเป็นคนที่สองที่ทราบเรื่องเมื่อคืนหลังจากที่เขากลับบ้านมาแล้วไม่เจอแบคฮยอน เบอร์โทรของเธอถูกใช้อย่างรวดเร็วตั้งแต่วันนที่เธอให้เบอร์โทรเมื่อสองวันก่อนเท่านั้น เขาจำไม่ได้ว่าเขาพูดอะไรไปบ้าง แต่ทุกอย่างที่เขารับรู้ได้คือการที่ตัวเองจิตหลุดและไม่รู้ว่าควรจะทำยังไงต่อไป...


            แต่ถึงอย่างนั้นด้วยความมีเหตุผลและทักษะที่เคยเลี้ยงน้องสาวมาตั้งแต่เด็กทำให้บทสนทนาของหญิงสาวลดหย่อนความกังวลในใจปาร์คชานยอลไปได้บ้าง ถึงจะไม่ที่สุดแต่ก็ยังดีกว่าปล่อยให้ตัวเองนั่งกุมขมับคิดในทางลบอยู่แต่ในห้อง ไม่แน่ ถ้าเขาไม่มีซูจอง ป่านนี้ตัวเองอาจจะเผลอคิดสั้นฆ่าตัวตายไปแล้วก็ได้...


            “แบคฮยอน นั่นกวางใช่ไหมจ๊ะ


            “คุณไม่เห็นเหรอ?”


            “แบคฮยอน!”


            ชานยอล...อย่าดุแบคฮยอนสิ เป็นความผิดอาเองแหละ อานี่ไม่ดีเลยนะ” ปาร์คชานยอลมองสีหน้าของหญิงสาวข้างๆ ที่เปื้อนไปด้วยรอยยิ้มตลอดเวลาโดยไม่มีท่าทีแสดงออกของคนเสียใจบ้างเลยจนเขารู้สึกโมโหขึ้นมาเอง...อีกแล้ว น้าชานยอลซื้อให้แบคฮยอนเหรอ เป็นกวางที่น่ารักมากเลยนะเนี่ย


            “มันไม่ใช่เรื่องของคุณซะหน่อย


            “แต่มันน่ารักจริงๆ นะ ดูสิ ต้องเป็นผู้หญิงแน่ๆ เลย


            “ผู้ชายต่างหาก


            “อ้าว...อย่างนั้นเหรอ ฮ่าๆๆ อานี่ใช้ไม่ได้อีกแล้ว


            เสียงหัวเราะร่าเริงของอีกฝ่ายยังคงได้ยินตลอดเวลาที่นั่งคุยกับแบคฮยอน ตรงกันข้ามกับเด็กเบาะหลังที่เอาแต่ตอบเสียงสั้นห้วน ไม่แสดงอาการของเด็กมีความสุขอย่างที่เคยเป็น


            “เธอไม่ต้องไปทำแบบนั้นกับแบคฮยอนหรอก เด็กนั่นจะเสียคนเอาเพราะต้องให้ตามใจตลอด




            เอาแล้วไง...



ปาร์คชานยอล!...” เสียงกระซิบของหญิงสาวแต่ดังพอที่จะทำให้คนขับรถอารมณ์เสียอย่างเขาได้ยินชัดเจน ดูก็รู้ว่าเธอไม่อยากให้เขาพูดอะไรแบบนั้นออกไปต่อหน้าเด็ก ทั้งๆ ที่คนที่ผิดควรจะเป็นเด็กนั่นและถูกต้องแล้ว...


ฉันพูดผิดอย่างนั้นเหรอ?”


“...”


ปล่อยให้ใครบางคนรู้ตัวเองดีกว่าว่าทำอะไรลงไปบ้าง

 


<><><><> 

 


ฉันไม่เข้าใจนายจริงๆ เลย ให้ตายสิปาร์คชานยอล” หญิงสาวกลอกตาไปมาอย่างอารมณ์เสียขณะที่ทั้งคู่ยืนอยู่หน้าทางเข้าโบสถ์ซึ่งถูกใช้เป็นสถานที่สำหรับงานคริสต์มาสที่โรงเรียนของแบคฮยอนไปโดยปริยาย นายไปพูดกับเด็กแบบนั้นได้ยังไง?”


ร่างสูงเพียงแค่ยืนล้วงกระเป๋าเสื้อกันหนาวก่อนจะค่อยๆ เป่าลมหนาวออกมาจากปาก สายตาทำเป็นอ่านรายละเอียดการแสดงบนป้ายเรื่อยเปื่อย ทั้งๆ ที่เขาได้ยินสิ่งที่อีกฝ่ายพูดออกมาทั้งหมดตั้งแต่เริ่มต้น


ฉันเลี้ยงแบคฮยอนมาอย่างดีและเขาไม่เคยเป็นแบบนั้น


อย่างน้อยนายก็ควรจะถามสาเหตุก่อน ไม่ใช่อยู่ดีๆ ก็อารมณ์เสียเทมาให้เด็กอย่างเดียวเหมือนเมื่อกี้


สายตานิ่งเหลือบมองไปยังหญิงสาวในชุดเสื้อแขนยาวสีดำสง่าตรงหน้าอย่างเย็นชาแต่ขณะเดียวกันก็ให้ความรู้สึกน่าค้นหาและน่าเกรงขามจนเผลอลืมหายใจไปชั่วครู่ทีเดียว...


ฉันรู้จักแบคฮยอนดีกว่าเธอนะ จองซูจอง


“...”


เราจะหยุดเรื่องพวกนี้ไว้แค่ในรถ...ได้ไหม?”


“...”


ขายาวไม่เคยรอใคร พูดจบร่างสูงก็หันกลับเดินตรงเข้าไปในตัวโบสถ์โดยทิ้งไว้แค่ประโยคสั้นๆ ให้หญิงสาวได้ทบทวนกับสิ่งที่ตัวเองได้พูดออกไปก่อนหน้านี้...


บรรยากาศภายในโบสถ์ กลับกันดูแตกต่างจากด้านนอกอย่างสิ้นเชิงเมื่อเดินเข้ามาด้านใน ความอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วร่างกายจนเขาไม่รู้สึกหนาวอีกต่อไป บวกกับภาพจิตรกรรมงดงามบริเวณรอบๆ นั้นเองก็ยิ่งทำให้รู้สึกได้กลับมาบ้านอีกครั้ง...

การตบแต่งงานจัดที่ยังไม่สมบูรณ์เนื่องจากงานคริสต์มาสจะจัดในอีกสองสามวันข้างหน้า ซึ่งก็ตรงกับไฟล์บินกลับของซูจองพอดี นั่นจึงทำให้วันนี้ชานยอลได้พาเธอมามาดูการแสดงของแบคฮยอนก่อนที่จะกลับอเมริกาไปบริหารธุรกิจที่ค้างคาต่อ


คนตัวสูงเดินตรงไปทักทายอาจารย์ประจำชั้นของแบคฮยอนซึ่งก็คืออาจารย์สเตฟานี่ เธอยิ้มอย่างเป็นมิตรให้แก่ร่างสูงเมื่อเห็นว่าคนตรงหน้าเป็นใคร


สวัสดีค่ะ คุณปาร์ค


ครับมิสฮวัง ไม่ได้เจอกันนานเลยนะครับ


วันนี้มาดูแบคฮยอนแสดงละครเหรอคะ?” ชายหนุ่มยิ้มรับอย่างสุภาพ มิสฮวังเธอเป็นคนสวยคนหนึ่งที่ถึงแม้จะอายุห่างกับเขาไม่กี่ปีแต่ด้วยความอ่อนเยาว์ของเธอและรอยยิ้มมีเสน่ห์เข้าหาใครได้ง่ายทำให้เธอเป็นที่รักของเด็กๆ มากมาย


ครับ พอดีเพื่อนผมต้องกลับอเมริกาก็เลยพาเธอมาดูก่อนน่ะครับ


 มิสฮวังยิ้มกว้างขึ้นกว่าเดิมก่อนจะแกล้งชะเง้อมองไปยังหญิงสาวชุดดำสง่าที่กำลังยืนประกบมือไว้ที่หน้าอกพึมพำบทสวดมนต์อีกมุมนึงของโบสถ์ ผมยาวเยียดตรงดูหาที่ติไม่ได้ยิ่งทำให้มิสฮวังคิดไปไกลจนต้องเผลอแซวขึ้นมา


แฟนสาวเหรอคะคุณปาร์ค?”


แน่นอนว่าหลังจากที่ได้ฟังอีกฝ่ายถามโต่งๆ ออกมาแบบนั้นก็ยิ่งทำให้คนตอบหน้าขึ้นสีระเรื่อจนได้แต่ยิ้มสุภาพแทน ถึงแม้ว่าใบหน้าสีแดงนั้นจะแสดงออกมาชัดเจนมากก็เถอะ


จะว่ายังไงดีล่ะ...”


โอย ไม่ต้องเขินหรอกค่ะคุณปาร์ค ถึงฉันจะไม่เคยมีแฟนเป็นตัวเป็นตนแต่ฉันก็เห็นนะคะว่าคุณคิดยังไงกับเธอ


มิสฮวัง!”


ค่า ค่า เข้าใจแล้วค่า ถ้าอย่างนั้นฉันไปคุมเด็กก่อนนะคะ~” มิสฮวังโค้งลาด้วยการไขว้ขาแล้วยกปลายกระโปรงขึ้น แต่ก่อนที่เธอจะเดินจากไปดีๆ เธอก็ไม่วายแซวหนักกว่าเดิมทันทีที่ยังมีโอกาสได้เป็นคู่สื่อให้ได้ หาโอกาสบอกความในใจออกไปให้ได้ก่อนที่จะไม่มีโอกาสนะคะคุณปาร์ค


ร่างสูงเพียงแค่ยิ้มอย่างสุภาพเหมือนเดิมแม้ในตอนนี้เขาจะรู้สึกว่าตัวเองไม่อยู่กับตัวแล้วก็ตาม ครู่นึงคนที่เคยถูกพูดถึงก็เดินมาหาเขาด้วยรอยยิ้มบางที่มุมปาก อ่า...


เมื่อกี้คุยกับใครเหรอชานยอล?”


อ้อ คุณครูประจำชั้นแบคฮยอนน่ะ


เธอน่ารักดีนะ” หญิงสาวชำเลืองมองไปยังคุณครูสาวที่กำลังช่วยจัดแถวเด็กๆ หลังเวทีให้เป็นระเบียบ เป็นฉัน ยังอยากได้เป็นแฟนเลย



นั่นสินะ...

ซูจอง...



ซูจอง...เรื่องตอนนั้นฉันขอโทษนะ


“...หมายถึงตอนอยู่หน้าทางเข้าโบสถ์น่ะเหรอ?” พออีกฝ่ายพยักหน้าบางๆ รอยยิ้มบางนั่นก็ผุดขึ้นมาก่อนที่เธอจะใช้แขนยาวไขว้กับไหล่คนตรงหน้าอย่างไม่ขัดเขิน ฉันไม่ถือสาหรอก...แต่แบคฮยอนน่ะ เขาถือสานะ


“...”


สัญญากับฉันได้ไหมว่านายจะไม่พูดแบบนั้นกับแบคฮยอนอีก?”


“...”


“...”



“...อืม ฉันสัญญา

 


<><><> 

 

ว้าว ดูสิ แบคฮยอนขึ้นแสดงแล้วล่ะ” ซูจองชี้ไปยังเด็กน้อยตัวเล็กในวิกผมยาวนั่งอยู่บนโซฟาตัวใหญ่ซึ่งถูกนำมาวางบนเวทีเป็นฉากจำลองบ้านของซินเดอเรลล่า สีหน้าบึ้งตึงของแบคฮยอนเด่นชัดจากมุมไกล อ่า...ยิ้มหน่อยซี่...”


เด็กนั่นก็เป็นแบบนั้นแหละ...”


แต่เวลาอยู่กับนายเขาหัวเราะนะ


“...”


ปาร์คชานยอลไม่ได้ตอบอะไรกลับไป เพียงแต่มองไปยังคนตัวเล็กในวิกผมประดิษฐ์กับกระดาษท่องบทในมือ ก่อนจะหันกลับไปสบเข้ากับเสี้ยวข้างของอีกฝ่ายที่กำลังยิ้มให้กับการแสดงเบื้องหน้าที่ถูกเล่นไปอย่างต่อเนื่อง

 


หาโอกาสบอกความในใจออกไปให้ได้ก่อนที่จะไม่มีโอกาสนะคะคุณปาร์ค

 


            จู่ๆ ประโยคของมิสฮวังก็ลอยเข้ามาในหัวตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ พลางหัวใจก็ยิ่งเต้นตึกตักหนักกว่าเก่าเมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่มีเพียงเขากับอีกฝ่ายที่ไม่รู้เรื่องราว... เวลาแบบนี้เขาควรจะพูดอะไรนะปาร์คชานยอล นายควรจะพูดอะไรซักอย่าง พูดตอนนี้สิ!


            ...ก่อนที่จะไม่มีโอกาส


            ซูจอง เอ่อ คือ...”


เสียงเรียกเบาๆ ของชายหนุ่มที่ค่อนข้างจะแหบเมื่อเอ่ยขึ้น คงจะเป็นความตื่นเต้นบ้าๆ พวกนั้น ประโยคที่ควรจะพูดก็เลยขาดหายไปอย่างน่าอาย...


แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ดังพอที่จะทำให้หญิงสาวข้างๆ หันมามองทางนี้ ซูจองเลิกคิ้วอย่างสงสัยเมื่อเห็นชายหนุ่มตรงหน้าเอาแต่กลอกตาไปมาเหมือนคนสติหลุด


            “มีอะไรเหรอ?”


            “คือว่า...”

           


            โอย...ทำไมเวลานี้ถึงพูดไม่ได้ล่ะเนี้ย!!!



            “ซูจอง...”


            “เรียกชื่อฉันทำไมตั้งหลายรอบ มีอะไรก็พูดมาสิ” ยิ่งเธอพูดแบบนั้น ปากที่มันพยายามพะงาบๆ ให้พูดออกมาก็ไม่เป็นประโยคเสียที โธ่เอ๊ยทำไมต้องทำอะไรงี่เง่าแบบนี้ด้วยนะปาร์คชานยอล ก็แค่พูดออกไป!!


            “วันนี้...”


            “หืม?”


            “เอ่อ...”

 

            บอกไปเลย!

           




            “...เธอช่วยทำอาหารเย็นให้แบคฮยอนหน่อยได้ไหม?”


“...”


คือฉันจำได้ว่าตอนเด็กๆ เธอทำอาหารอร่อยมากเลยน่ะ...”

 

 



            พูดอะไรไปเนี้ย...

 



            อีกฝ่ายดูงงๆ กับคำขอร้องแปลกๆ (ก็แน่สิ) ก่อนจะเผลอผุดรอยยิ้มออกมาเมื่อเข้าใจสิ่งที่คนตรงหน้า(ไม่ได้ตั้งใจ) พูดออกมา


            โอยย เรื่องแค่นี้เอง ก็งงอยู่ว่าจะพูดอะไร

 


            มันไม่ใช่อย่างนั้นซักหน่อย...

 


            ได้อยู่แล้ว จะได้โชว์ฝีมือเก่งกาจของผู้หญิงให้ดู!” ร่างบางกำหมัดเตรียมพร้อมสู้จนคนขอร้องได้แต่เกาหัวพร้อมกับหัวเราะแฮะๆ ออกไปแทน

           

 

<><><><> 

 


            อีกมุมนึงบนเวที...บทละครเรื่องซินเดอเรลล่ากำลังเล่นไปอย่างต่อเนื่อง แต่แทนที่เด็กน้อยจะสนใจอยู่กับบทของตัวเอง สายตาที่พยายามจดจ้องกับบทละครมันกลับไม่ทำงานนอกจากเอาแต่มองไปยังกลุ่มผู้ชมสองคนหัวเราะให้กันอย่างออกหน้าออกตาจนดูเหมือนอยู่คนละโลกกับเขาอย่างสิ้นเชิง...

 





            ไม่ชอบแบบนี้เลย

 

 


write on : 24/1/16



TALK WITH ME

ไม่ชอบเหมือนกันค่ะ T_T

ถึงแม้จะผ่านคริสต์มาสมาแล้ว

แต่ในเรื่องยังไม่ผ่านนะ ต้องดำเนินเรื่องต่อค่ะ5555555

 

ครับ... #ถึงผมแบคฮยอน



©
t
h
e
m
y
b
u
t
t
e
r

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

13 ความคิดเห็น