Love Me Love My H

ตอนที่ 4 : พวกพ้อง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 10
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    1 มี.ค. 64

หลังจากวันนั้นผมกลับมาที่หอพัก และจมอยู่กับตัวเอง ผมพยายามทำตัวเองไม่ให้เครียดด้วยการเล่นกับน้องแมวในห้อง 2 ตัวที่เลี้ยงมาก่อนหน้านี้ และซื้อตู้ปลามา3ตู้ แล้วเลี้ยงปลาหลายๆ ชนิด มีทั้งตู้ปลาทอง ตู้ปลาหางนกยูง และปลาพันธุ์เล็กๆ อีกตู้ ทำไมถึงซื้อมา 3 ตู้นะเหรอครับ เพื่อไม่ให้ตัวเองเครียด ด้วยการสลับกันล้างตู้ปลาและจัดตู้ปลาใหม่วันละตู้ มันทำให้ผมไม่ต้องคิดเรื่องนี้มากเท่าไหร่ ช่วยผมให้ลืมเรื่องเศร้าๆ ได้เยอะเลยครับ และถึงวันที่ผมได้รับยาที่นิรนามมากิน ไปถึงที่นั่นผมโดนเจาะเลือดใหม่ และคุยกับหมอ ผมได้สอบถามคุณหมอถึงการติดไวรัส HIV ถึงเรื่องที่ผมไม่ได้เป็นคนมั่ว แต่ผมเคยมีอะไรกับผู้หญิงคนหนึ่งที่ไม่ได้ป้องกันเมื่อนานมาแล้วแล้วผมจะไปรับเชื้อHIV นี้มาจากไหน คุณหมอตอบผมอย่างไม่ต้องสงสัยเลยครับว่าเป็นผู้หญิงคนนั้นแน่นอน และยังอธิบายต่อว่าหลังจากเรารับ HIV มาแล้ว คนที่รับเชื้อจะมีอยู่ด้วยกัน 3ระยะ โดยระยะแรกเริ่มติดเชื้อ จะมีอาการ เช่น มีไข้ ปวดหัว เจ็บคอ มีผื่น ปวดตามกล้ามเนื้อและข้อต่อ อาการคล้ายๆ คนที่เป็นไข้หวัดใหญ่

ระยะที่สองเป็นระยะที่เชื้อไวรัสสงบ ระยะนี้เป็นระยะที่เชื้อไวรัสคงที่ในร่างกายซึ่งจะไม่แสดงอาการใดๆ หรืออาจจะมีบ้างเล็กน้อยเท่านั้นเรียกว่าระยะติดเชื้อเรื้อรัง ซึ่งไวรัสจะเพิ่มขึ้นในระดับที่ต่ำ โดยอาจใช้เวลานานถึง 10 ปี แต่สำหรับบางคนอาจจะใช้เวลาน้อยกว่านั้น

ส่วนระยะสุดท้ายระยะนี้ผู้ป่วยจะมีค่าภูมิคุ้มกันหรือ CD4 ต่ำกว่า 200 ระยะนี้จะเสี่ยงต่อการติดเชื้อฉวยโอกาสนั่นเอง ซึ่งเสี่ยงต่อการเป็นเอดส์ โดยอาการก็อย่างเช่น ปอดอักเสบ อาการไข้กลับมาเป็นซ้ำๆ มีอาการเหนื่อย เหงื่อออกตอนกลางคืน มีผื่นตามผิวหนัง หรือช่องปาก เป็นต้น

คุณหมอยังบอกอีกว่าถ้าหาเรารู้เร็วเราสามารถที่จะยับยั้งไม่ให้เกิดภาวะเอดส์ได้ หมอเลยอยากให้แยกประเด็นคนที่อยู่ร่วมกับเชื้อไวรัส HIV กับเอดส์ ออกจากกัน คือไวรัสทำให้เกิดเอดส์นั่นเอง ถ้าหากกินยาตรงเวลา ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ไม่รับเชื้อเข้ามาเพิ่มไวรัสก็เป็นเหมือนแค่ไวรัสตัวอื่นๆ ที่โดนยาต้านไวรัสจับขังกรงไว้ไม่ให้ออกมาแพร่เชื้อและเมื่อกินยาไปสักระยะเราก็จะตรวจไม่เจอเชื้อไวรัสนั่นเอง แต่ไม่ได้หมายความว่าไวรัสตัวนี้จะหายไปเหมือนกับไข้หวัดนะครับ ที่มันยังแฝงอยู่ในเซลล์ที่ยาไม่สามารถเข้าไปทำลายได้ เพราะฉะนั้นการกินยาต้านไวรัสให้ตรงเวลาทุกวันห้ามขาด และปฎิบัติตามคำสั่งหมอ จึงเป็นตัวควบคุมไม่ให้ไวรัสกลับมาทำลายภูมิคุ้มกันของเรา และมันยังช่วยให้เราเป็นเหมือนกับคนปกติทั่วไปนั่นเอง

ผมได้ความรู้หลายอย่างจากคุณหมอ และนั่นทำให้มุมมองของผมเปลี่ยนไป และที่รู้อีกอย่างคือต่อให้เราไม่ได้เป็นคนที่มั่วเซ็กซ์ แต่ถ้าเผลอไม่ได้ป้องกันก็มีสิทธิ์ที่จะรับเชื้อ HIV มาได้เช่นกัน มันคงเป็นเช่นนั้นสำหรับผม ผมได้รับยาต้านไวรัสมากินที่บ้าน และตัดสินใจจ่ายค่ายาเองโดยไม่เพิ่งสวัสดิการพนักงานแต่อย่างใดด้วยกลัวเพื่อนที่ทำงานจะรู้ ก็ไม่ใช่ทุกคนนี่ครับที่จะรับคนที่อยู่ร่วมกับเชื้อไวรัส HIV ได้ เพราะฉะนั้นการไม่บอกจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับผม

ผมเลือกกินยาตอนสามทุ่มของทุกวันก่อนผมนอนด้วยว่าผมกินยาเสร็จจะได้หลับเลย ในอาทิตย์แรกผมรู้สึกถึงหูที่ร้อน มีอาการฝันร้าย เหมือนคนที่ปีนขึ้นบนภูเขาสูง แล้วตกลงมาในเหวลึก ดิ่งขึ้นดิ่งลงจนผมต้องตื่น ผมเป็นแบบนี้อยู่ประมาณหนึ่งอาทิตย์สำหรับการปรับสภาพตัวเองให้เข้ากับยาที่กิน มันทรมารมากๆ กว่าที่ผมจะปรับสภาพร่างกายได้ ผมยังต้องออกไปทำงานทุกวันด้วยจิตใจที่ไม่สงบ นอนไม่เต็มตื่น และอ่อนเพลีย มันเต็มไปด้วยความกลัว ความกังวล หลายๆ อย่างรวมกันจนมีคนที่ทำงานทำทักว่าเป็นอะไร ผมได้เพียงแต่ตอบว่าปวดหัวนิดหน่อย ง่วงๆ เพลียเฉยๆ ความขี้เกียจมันเยอะ 555 ได้แต่ใช้คำแถไปมาและหัวเราะกลบกลื่นความเศร้าของตัวเอง

โดยปกติทุกๆ ตอนเย็นผมจะไปกินข้าวกับแก๊งสัตว์โลกหลังเลิกงาน ทุกครั้งที่เราไปกินด้วยกันผมจะคอยสร้างเสียงหัวเราะเสมอ แต่ในอาทิตย์นั้นเหมือนชาวแก๊งจะจับพิรุธได้จากสายตาและความไม่ปกติของผม จนทำให้พี่ใหญ่ถึงกับเอ่ยปากถาม

พี่มอลลี่:จักรเป็นอะไรมั้ย ทำไมดูเหนื่อยๆ ทั้งอาทิตย์เลย

ผม:ไม่เป็นไรครับเครียดๆ เรื่องงานนิดหน่อย งานเยอะ 5555

ชะเอม:พี่จักรมีไรบอกพวกเราได้นะ ไม่ต้องกลัวเดี๋ยวเพื่อนๆ ช่วยเอง แต่ถ้าจะให้ดีมื้อนี้พี่เลี้ยงน้องก่อนแล้วกันนะ 5555

แพร:ใช่ค่ะมีอะไรบอกกันได้พี่จัก แต่สนับสนุนที่ชะเอมพูดนะ เลี้ยงพวกน้องๆ ก่อนมื้อนี้

พี่กัส:พวกนี้นี่ เพื่อนเครียดอยู่ยังจะแกล้งเพื่อนอีก แต่เลี้ยงพี่ด้วยก็ดี 555

ผม: ดูแต่ละคนรักกูมาก เป็นห่วงกูเหลือเกิน ชีวิตเจริญละมีเพื่อนเลว เอ้ยเพื่อนดี 555

พี่มอลลี่:แหมพวกเพื่อนก็ไม่อยากให้เครีดยกัน แต่ถ้าได้ก็ถือว่าเป็นบุญพวกเรานะจ๊ะ 555

ผม:อืมจ้า หมดคำสิเว้า

พี่มอลลี่ :อยากเว้า ก็บ่ บอกแต่ตรงนี้ไม่เหมาะนะ

ชะเอม:เนี่ยเราลงต่ำตลอด

มอลลี่:แหมไม่อยากให้เพื่อนเครียด

ผม:เรากลับกันเถอะง่วงแล้วครับผม

ชะเอม:ไปๆ พี่จักรจะได้กลับไปพักด้วย

วันนี้เป็นอีกวันที่ไอ้ไทม์มานอนห้องผม อย่างที่บอกสุดสัปดาห์บางทีผมก็ไปนอนห้องมันบางทีมันก็มานอนห้องผม และมันก็สังเกตุเห็นอาการที่ผิดปกติของผม

ไทม์:จักรมึงเป็นอะไรกูว่ามึงแปลกๆ ไปนะ ตั้งแต่วันที่กูโทรหามึงวันก่อนแล้ว เสียงมึงไม่ปกติ มึงรู้ใช่มั้ยว่ามึงจะไม่สามารถปกปิดอะไรกูได้ มีอะไร เป็นอะไรบอกกูมาเดี๋ยวนี้กูอยากเสือก แล้วอย่าเก็บไว้คนเดียว ทีเรื่องของกูนี่กูบอกมึงหมดเลยนะ สัส เอ๊ะ!! หรือใครหักอกมึง น่าสงสารจริงๆ เพื่อนกู

พอมันพูดคำว่าสงสาร ผมได้ยินคำนั้นน้ำตาผมก็ไหลออกมา ผมร้องออกมาอย่างบ้าครั่ง นี่เป็นไม่กี่ครั้งที่ผมเป็นแบบนี้ ร้องไห้ ต่อหน้ามัน

ไทม์:เฮ้ยมึงเป็นอะไร จักรมึงตั้งสติ บอกกูมา

ผม: มึงจะให้กูบอกมึงยังไง บอกว่ากูติด HIV บอกว่ากูเป็นเอดส์ เหรอว่ะแม่ง มันไม่ได้ง่ายอย่างนั้นป่าววะ แต่กูแม่งเหนื่อยว่ะ เหนื่อยต้องฝืนยิ้มต่อหน้าคนอื่น ต่อเพื่อนสนิทแต่ละคน กูไม่อยากเป็นแบบนี้ป่าวว่ะ เหนื่อยชิบหาย

ไทม์: เฮ้ยมึง ใจเย็นๆ หยุดร้องให้ก่อนแล้วเล่ามาให้กูฟังว่าเกิดอะไรขึ้น

ผมตัดสินใจเล่าทั้งหมดให้มันฟัง

ไทม์:โอ้ย!!! มึงคิดมากไปแล้วจักร ติดเชื้อ HIV ไม่ได้เป็นเอดส์ แล้วมึงคิดว่าการที่กูเป็นเพื่อนมึงแล้วกูจะรังเกียจมึง เพราะเรื่องแค่นี้เหรอวะ กูว่ามึงดูถูกกูมากไปนะ กูเป็นเพื่อนมึงมากี่ปีแล้ว แล้วไอ้เชื้อที่มึงรับมามึงไม่ต้องตกใจอะไร เดี๋ยวนี้เค้ามียาดีจะตาย ไม่เห็นมีอะไรน่ากลัวเลย แต่กูแม่งโคตรเคืองมึงเลยว่ะ

ผม:กูขอโทษว่ะ (ผมพูดไปพร้อมกับสะอื้นน้ำตาไหล) แต่กูกลัวจริงๆ กูกลัวไปหมด กูไม่รู้จะบอกมึงยังไง กู กู กู

ไทม์: เออๆๆ ช่างมันเถอะ ไม่ต้องพูดแล้ว คราวหลังมีอะไรก็บอกกู อย่าเก็บไว้ไม่งั้นมึงจะกลายเป็นบ้านะสัส มึงเป็นบ้านี่กูไม่ไหวนะ 5555 (มันพูดพร้อมเอามือตบบ่าผม) ยังไงมึงก็มีกูอยู่ข้างๆ ไม่ว่าวันนี้มึงจะพิการหรืออะไรก็ตาม และกูเชื่อว่าถ้าเป็นกูมึงก็ไม่รังเกียจกู และไม่ทิ้งกูเหมือนกัน

ผม:ขอบคุณมากนะมึง ที่คอยอยู่ข้างๆ กู (ผมยังไม่หายสะอื้น)

ไทม์:เออ มึงเพื่อนกูนี่หว่า แล้วนี่มีใครรู้เรื่องมึงบ้าง

ผม:ไม่มีว่ะ กูไม่กล้าบอกใคร ตอนนี้มีแค่มึง

ไทม์:กูว่ามึงควรบอกพวกนั้นนะ กูเห็นชะเอมแชทมาถามกูอยู่ว่ามึงเป็นอะไรรึเปล่า ทำไมดูเศร้าๆ กูว่าพวกนั้นก็เป็นห่วงมึงนะ แต่มึงไม่ต้องบอกคนอื่นนอกจากนี้หรอก กับที่บ้านก็ไม่ต้องบอกนะ

ผม:อืม เดี๋ยวกูว่าจะบอกพวกนั้นด้วยนั่นแหละ ส่วนที่บ้านกูก็ไม่คิดว่าจะบอก กูจะดูแลตัวเองให้มากกว่าที่เคยเป็นมา ทุกวันนี้กูใช้ชีวิตแบบไม่ดูแลตัวเองเท่าไหร่

ไทม์:ดีแล้ว ว่าแต่กูหิวว่ะ หาไรกินกันปะ ชวนพวกแก๊งสัตว์โลกไปด้วย ชาบูแล้วกัน แต่มึงต้องช่วยกันกูจากพี่มอลลี่ด้วยนะ 5555 ไปกินร้านหลัวที่มึงเคยเล่าให้ฟังก็ได้ กูยังไม่เคยไปกินเลย เห็นมึงเล่าให้ฟังหลายรอบแล้ว

ผม:ไปดิ เดี๋ยวกูชวนพวกมันก่อน

ผมจัดแจงนัดพวกมันเรียบร้อย และนัดเวลากันเสร็จสับครับ ผมกับไอ้ไทม์มาถึงที่ร้านก็มีชะเอม แพร พี่กัสนั่งอยู่กันก่อนแล้วครับขาดแต่พี่มอลลี่ซึ่งเป็นคุณนายสายเสมอครับ ที่ร้านวันนี้ไม่มีใครเลยนอกจากพวกเรา หรือเราจะมาเร็วไปนะ 555

ชะเอม:ไฮ!!! สัตว์โลก ทุกคนคะลุกขึ้นให้เกลียด (เน้นคำว่าเกลียด! ) เก้งหน่อยคร้า เอ้าปรบมือสิค่ะรอไร (ชะเอมพูดขึ้นเมื่อพี่มอลลี่มาถึงเป็นคนสุดท้าย)

พี่กัส:แหมกว่าจะมาได้นะ ว่าแต่ดูเวลานัดด้วยนะครับท่าน

พี่มอลลี่:ขอโทษทีที่พอดีเวลาในหลุมดำของเราไม่เท่ากัน

โอ้ยยยยยยยย!!! เสียงของพวกเราดังขึ้นพร้อมกัน ให้กับความแถของพี่แกครับ

พี่กัส:สงสัยหลุมดำของพี่คงจะใหญ่มากนะ ถึงได้หายไปเป็นชั่วโมงเนี่ย 55555

พี่มิน:หวัดดีครับน้องๆ ทุกคน วันนี้มาถล่มร้านพี่อีกแล้วนะครับ แต่ก็เอาเถอะ มีลูกค้าดีกว่าไม่มีเนอะ 5555 ตามสบายนะครับ เดี๋ยวพี่ไปเตรียมของหลังร้านก่อน

ผม:ทุกคนเค้ามีอะไรจะบอก (ผมพยายามกลั้นน้ำตา และพยายามยิ้ม แต่มันรู้สึกฝืนยากจริงๆ ไอ้เจ้าน้ำตา เนี่ย ตาผมร้อนผ่าวไปหมด ผมได้เปลี่ยนสถานะความสุขมาเป็นซีเรียส ที่แบบทกคนต้องหยุดหัวเราะลงในทันที)

แพร:พี่จักรเป็นไร ใจเย็นๆ บอกพวกเราได้นะ

ผม:คือ เค้าติดเชื้อ HIV ว่ะ ทุกคนจะเลิกคบเป็นเพื่อนก็ได้นะ เค้าทำใจมาระยะหนึ่งแล้ว รับได้ ถ้าทุกคนจะเลิกคบเป็นเพื่อน กว่าจะกล้าบอกมันใช้เวลานานมากเลย แต่ เก็บไว้ไม่ไหวแล้วอะ (ผมพยายามยิ้มให้ทุกคน เพื่อบอกว่าผมโอเคถ้าทุกคนจะเลิกคบผมเป็นเพื่อน)

ชะเอม:เฮ้ย คิดไรมาก เดี๋ยวนี้ยาดีจะตาย ไม่เห็นต้องเก็บไว้คนเดียวเลย พวกเราเป็นเพื่อนนะเว้ย (ชะเอมพูดพร้อมกับจับมือผม และทุกคนก็เข้ามากอดผม มันทำให้รู้ว่าทุกคนไม่ได้รังเกียจผม เท่านั้นแหละครับ น้ำตาที่ผมพยายามเก็บไว้มันอั้นไม่อยู่จริงๆ มันไหลออกมาหมด เหมือนผมหมดเรื่องที่ต้องเก็บ เหมือนโดนปลดล็อคจากสิ่งที่เราคิดไปเอง ผมร้องไห้ไปยิ้มไป มันเป็นความรู้สึกที่บอกถึงความสุขของผม มันทำให้รู้ว่ารักจากเพื่อนที่เรารักและรักเราแค่ไม่กี่คนมันมีความสุขมากขนาดไหน ทีนี้ก็เหลือแค่แม่ของผมกับน้องสาว ซึ่งผมยังไม่กล้าบอกตอนนี้จริงๆ )

ครั้งนี้เป็นครั้งที่ผมรู้สึกอบอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก มันตื้นตัน ผมเพิ่งเข้าใจวันนี้ว่าถึงเราจะมีเพื่อนไม่เยอะแต่มีเพื่อนที่รักเราจริงๆ ไม่กี่คนก็พอแล้ว เพื่อนที่พร้อมจะคอยนั่งข้างๆ เราเสมอ คอยยิ้ม คอยหัวเราะ และนั่งปลอบเราในเวลาที่ร้องไห้ แค่นี้ก็พอแล้วจริงๆ

หลังจากกินชาบูกันไปสักพักก็ได้ยินเสียงจากใครนึง

กลุ่มปริศนา:เฮ้ย มึงโต๊ะไหนดีวะวันนี้

กลุ่มปริศนา:กูว่าโต๊ะนี้ดีกว่า

ผมหันไปมองพร้อมกับกับพูดว่า เหี้ย!!! (ไอ้หล่อนี่หว่า อันนี้พูดเบาๆ กลัวคนอื่นได้ยิน 555 และมันเลือกโต๊ะที่ติดกับโต๊ะผมเลยครับ หนวกหูชะมัด)

แพร:มีไรป่าวพี่

ผม: ไม่มีอ่ะ แค่น้ำซุปกระเด็นใส่นิดหน่อย มันร้อน

พี่มอลลี่:อ้าวอยู่ในกระทะทองแดง ยังไม่ชินเหรอ นึกว่าจะชินกับความร้อนแค่นี้ซะแล้ว

ผม:เออ ลืมไปเราอยุ่ด้วยกันนี่หว่า แล้วต้นงิ้วที่พี่ปีนเล่นจนหนามมันหลุดหายไปหมดหนามมันงอกมาใหม่รึยังอะ

(ทุกเสียงหัวเราะมาที่เราสองคน พร้อมกับไอ้โต๊ะข้างๆ มึงนะมึงไอ้หล่อ ตั้งแต่วันที่ล้มบนรถเมล์ แล้วหน้าเกือบทิ่มตรีนมึงวันนั้น กูยังจำตอนมึงยิ้มได้นะ สาสสส เอ๊ะแล้วทำไมกูถึงจำมันได้ว่ะ ออ!! ก็แม่งหล่อ สูง ขาว จมูกโด่งขนาดนั้นใครจะจำไม่ได้วะ เออเนอะ)

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1 ความคิดเห็น