The Miracle Of Wisarut : ปาฏิหาริย์โลกวิญญาณ

ตอนที่ 7 : โลกแห่งอนธการ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 37
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    10 ก.พ. 63

เหตุการณ์ฉุกละหุกที่เกิดขึ้นทำให้จำเป็นต้องตัดสินใจ

ปล่อยผมไว้อยู่ที่นี่เถอะ ผมบอกเธอไปอย่างนั้นพลางสะบัดแขนให้หลุดออกตนเองจะเป็นตายร้ายดีอย่างไรก็ไม่เห็นจำเป็นที่เธอต้องมาใส่ใจนี่นา

 ผมอยากอยู่คนเดียว นี่ถ้าหากมีลมพัดพลิ้วให้ผมปลิวหน่อยๆ คำพูดนี้มันคงจะฟังดูเท่ระเบิดทีเดียวทว่าต่างกันตรงที่มันก็แค่หลุดออกมาจากปากของผู้ชายอ่อนแอคนหนึ่งก็เท่านั้นเอง

บางทีนายอาจจะจมอยู่กับตัวเองมากเกินไปหน่อย คงต้องออกไปดูคนอื่นๆ เขาบ้าง มาสิฉันจะพาไป เพราะตอนนี้นายคงไม่มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่านี้หรอก เชื่อฉันอีกฝ่ายพยายามกล่อม

นี่คุณเป็นนางฟ้าหรือแม่ผมกันแน่เนี่ยผมประชดให้แก่คำหว่านล้อมที่ฟังไม่ลื่นหูเอาเสียเลย

ถ้าอยากโดนลากลงนรกก็ตามใจคราวนี้เธอเล่นไม้แข็งก่อนจะสะบัดหน้าพรืดแล้วจ้ำเท้าจากไป ผมวูบวาบขึ้นมาด้วยขวัญเสีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากเพิ่งได้ฟังเธอพูดถึงนรกไปอยู่แหมบๆ อย่างนี้ด้วยแล้ว ไม่อยากไปหรอกนะที่แบบนั้นน่ะ

            เฮ้ยเดี๋ยวๆ ขอหยิบยาก่อนผมร้องบอกเธอพลางมองปราดไปที่ขวดยาแบบพ่น แล้วก็แผงยารักษาอาการหอบหืดที่วางอยู่บนชั้นวางของ ข้างหลังนั้นคือกรอบรูปตั้งโต๊ะทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าแนวตั้งซึ่งมีภาพผมในชุดเสื้อครุยสีกรมท่าแถบสีฟ้ายืนอยู่บนผืนหญ้าหน้าอาคารเรียนสีขาว ใบหน้าของผู้ชายที่เห็นในรูปถ่ายมองทีไรก็อยากจะเบนหน้าหนี ไม่ว่าจะดวงตาโตปลายหางตาตก คิ้วเข้มเส้นเล็กๆ ที่ตกลงมานั่นก็ด้วย ริมฝีปากบางๆ แสนธรรมดา แม้จมูกจะโด่งได้รูป แต่เมื่อประกอบลงบนรูปหน้าสามเหลี่ยมที่เห็นโหนกแก้มชัด อีกทั้งหน้าผากแคบเข้าก็ทำให้แลดูไม่มีสง่าราศีและขาดมนต์เสน่ห์ที่พอจะชวนให้ผู้หญิงคนใดเหลียวมอง ผิวรึก็เป็นสีแทนเข้มเห็นได้ดาษดื่นผิดจากอาตี๋ ขาวๆ หล่อๆ ที่สาวๆ ส่วนใหญ่พากันคลั่งไคล้ใหลหลง

นี่มันเป็นใบหน้าของคนขี้แพ้ชัดๆ    

            นายตายไปแล้วนะ!” เธอเตือนสติก่อนจะพูดเร่ง รีบไปเถอะ

            สาวร่างเพรียวกุมมือผมอย่างไม่ถือสาแล้วจึงปรี่ไปที่ประตูห้อง ระหว่างที่เราทั้งสองเดินผ่านหน้าห้องน้ำซึ่งประตูเปิดแง้มกว้างอยู่  แอบตกใจนิดๆ ที่ไม่ปรากฏเงาสะท้อนจากกระจกส่องกลับมาให้เห็น

นี่เราคงจะตายไปจริงๆ แล้วสินะผมนึกสลดหดหู่

            ฉันนับหนึ่งสองสามแล้วพุ่งออกประตูไปเลยนะสาริกาสั่งเสียงเข้ม ผมพยักหน้าหงึกหงัก

            “1…2…3”

            ฟุ่บ.

            ระหว่างที่ผ่านบานไม้นั้นผมรู้สึกแน่นๆ เหมือนร่างโดนบีบอัดแต่ก็เพียงชั่วแล่น เราสองคนหลุดผลัวะออกมาจากประตูห้องสามศูนย์เก้ามายืนอยู่ตรงทางเดินที่ปูด้วยกระเบื้องสีขาว เช่นเดียวกับผนังและเพดานที่มีสีเดียวกันเพียงแต่ผนังแถบล่างถูกทาเป็นสีเขียวมะนาวยาวไปตลอดแนว สองฟากฝั่งกั้นแบ่งเป็นห้องๆ เรียงรายกันไปตามหมายเลข บนเพดานมีหลอดไฟนีออนยาวเปล่งแสงสีขาวจ้าไล่ต่อๆ กันไปหลายดวงจนสุดทางเดิน แต่ไม่ทันไรก็เกิดประกายไฟแตกเปรี๊ยะๆ ลงมาจากขั้วหลอดราวกับมันกำลังช็อตและพากันกะพริบติดดับวุ่นวาย พื้นที่เหยียบอยู่พลันสั่นไหวรุนแรงจนเราทั้งสองยืนโงนเงนไปมา

            ว้าาาอุปส์อีกฝ่ายเข้ามาตะครุบปากไว้ก่อนที่ผมจะทันได้ร้องอุทานออกมาด้วยความตกใจ รู้สึกวูบวาบไปทั้งเนื้อทั้งตัวและสั่นกลัวอย่างหนัก  เธอลากผมเข้าไปหลบอยู่ตรงมุมผนังบริเวณบันไดทางขึ้นลงซึ่งอยู่ไม่ห่างจากห้องผมนักอย่างรวดเร็ว แล้วจึงยกนิ้วชี้ชูขึ้นมาประทับริมฝีปากเป็นเชิงให้เงียบเสียงก่อนจะบุ้ยใบ้ไปตรงหน้าห้องของผมประหนึ่งให้คอยเฝ้าดู

            อีกฝั่งหนึ่งของทางเดินที่ทอดลึกเข้าไปสุดสายตานั้น

            ตึงตึง!” เสียงของอะไรหนักๆ กระแทกพื้นเป็นจังหวะ ทำให้หน้าต่างบานเกล็ดห้องทั้งแถวสั่นกราวไปตามแรงกระเทือน  เช่นเดียวกับพื้นที่โยกไหวปานกำลังจะถล่มลงในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้านี้

เหมือนการก้าวเดินใช่แล้วมีใครสักคนกำลังมาทางนี้ ผมเห็นเงาดำทาบยาวไปตามผนัง ก่อนที่มันจะแผ่ขยายวงกว้างขึ้น สูงขึ้นเรื่อยๆ  ตามระยะของบุคคลที่ใกล้เข้ามา เมื่อมองไปที่เพดานเบื้องบนก็เห็นเป็นน้ำข้นเหนียวสีดำจำนวนมหาศาลเจิ่งนองไปทั่วฝ้าเพดานแล้วจึงหยดย้อยซึมลงมาตามรอยรั่วและขอบผนังหล่นสู่พื้นแหมะ แหมะเป็นก้อนใหญ่บ้างเล็กบ้างไหลหลั่งลงมาเรื่อยๆ 

นี่มันอะไรน่ะ!” ผมตกใจระคนสงสัย

            ข้างล่างนั่นส่งท้าวมหายมมาเลยหรือนี่หญิงสาวพึมพำกับตนเอง แล้วจึงเยี่ยมหน้ามองออกไปตรงทางเดิน

โลกแห่งอนธกาล อาณาเขตสีดำที่ท้าวมหายมสร้างขึ้นเวลาต้องการจับดวงวิญญาณเธออธิบาย พร้อมกับที่หลอดไฟยาวๆ บนเพดานไล่ดับลงทีละดวงทีละดวงอย่างรวดเร็ว

พรึ่บพรึ่บพรึ่บพรึ่บ

            เพียงแค่พริบตาเดียว ทั้งเพดาน ผนังอาคารและพื้นกระเบื้องก็ถูกฉาบไปด้วยน้ำยางสีดำนั่นจนเห็นเป็นโพรงอุโมงค์มืดๆ ลึกเข้าไปราวกับถ้ำใต้ดิน รวมทั้ง

            อึ๋ย….บ้าชิบผมสบถอย่างขยะแขยงเมื่อสัมผัสถึงอะไรหนืดๆ ใต้ฝ่าเท้าอันเปลือยเปล่า และเมื่อลองก้มมองลงไปก็ใช่จริงๆ ด้วย

            ตอนนี้ไอ้น้ำโสโครกนั่นไหลบ่าชโลมอาคารชั้นนี้ไปหมดแล้ว พื้นกระเบื้องเหนียวหนึบจนแทบจะยกเท้าไม่ขึ้นราวกับติดกาวดักหนู

            หรือว่านี่จะไว้สำหรับดักจับวิญญาณ!’

            ท่านต้องการจะจับผมเหรอ แล้วท่านรู้ได้ยังไงว่าผมตายแล้วผมป้องปากถามอีกฝ่ายแล้วจึงมองไปข้างหน้าด้วยความหวาดหวั่น และทันเห็นเงาดำสูงใหญ่ก่อตัวกลายเป็นร่างที่มีเนื้อหนังมังสาขึ้นมาแทน

            ตอนที่คนเสียชีวิตใหม่ๆ กลิ่นของความตายนั้นมันคงหอมหวนรัญจวนไปถึงเมืองนรกเลยทีเดียวเชียวล่ะเธอกล่าว ปกติก็จะมีแต่พวกยมทูตที่เป็นบริวารตามไล่จับเหล่าวิญญาณเท่านั้น การที่ท้าวมหายมซึ่งเป็นหัวหน้าออกโรงขึ้นมายังแดนมนุษย์แบบนี้ ถ้าไม่มีเหตุจำเป็นก็คงเพราะ….”

            ผมรอลุ้นฟังคำเฉลยนั้นด้วยความระทึก
        
B
E
R
L
I
N
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

45 ความคิดเห็น