The Miracle Of Wisarut : ปาฏิหาริย์โลกวิญญาณ

ตอนที่ 49 : แสงอัปสร

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 29
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    9 มิ.ย. 63

เจ็บใจนัก ผมคิดน้ำตาหลั่งริน แทบมองไม่เห็นสิ่งใดเบื้องหน้า ในตอนนี้ทุกอย่างมันดูมืดมนและน่ากลัวไปหมด

ย้ง ย้ง!’ เสียงของอีกฝ่ายแทรกเข้ามาในหัว ฟังแล้วดูอ่อนแรงพาให้ผมกังวลใจ

คุณเป็นไงบ้างอ่ะ  คุณเห็นผมมั๊ย

ย้งยื่นมือมาจับมือฉันไว้ ไม่  ตะต้องห่วงเราจะต้องรอดอีกฝ่ายกล่าวเสียงขาดห้วงฟังดูย่ำแย่เต็มที

คะคะคุณอยู่ไหน ผมมองไม่เห็นคุณเลย

เราอยู่ใกล้กันมาก ยื่นมือมาแล้วจับมือฉันไว้แน่นๆ ฉันจะพานายออกไป

ผมรู้ว่าคุณเองก็ไม่ไหวแล้ว  ผมว่าเราคง…’

ใช่ผมกำลังจะบอกตัวเองว่าเราคงไม่รอดหรอก

ฉันเคยบอกนายแล้วไม่ใช่เหรอว่าต่อให้เป็นตายร้ายดียังไงก็จะพานายกลับไปให้ได้พอได้ยินอีกฝ่ายพูดดังนั้นผมก็สะอึกสะอื้นออกมาด้วยความตื้นตัน นี่เธอทำเพื่อผมขนาดนี้เชียวหรือ

ผมค่อยๆ ตั้งสติแล้วเลื่อนมือออกไปเหยียดสุดแขน ปลายมือสัมผัสกับอะไรสักอย่างเคลื่อนไหวอยู่ใต้องคาพยพใหญ่น้อยของพวกพรากบุญ ทีแรกผมตกใจเกือบจะชักกลับแต่ปลายนิ้วนั้นงอจิกเพื่อพยายามดึงไว้

แม้ดวงตาจะมองไม่เห็นร่างของเธอแต่ถึงกระนั้นก็อยากจะเชื่อว่านั่นคือมือของเธอ ไม่รอช้าผมรีบกระเถิบตัวไปข้างหน้าให้มากขึ้น แม้ร่างกายมันจะหนักอึ้งราวกับติดอยู่ใต้ซอกหินนับสิบตันและอ่อนล้าเต็มที แต่ทว่าผมจะยอมแพ้แบบนี้ไม่ได้ ผมเหยียดนิ้วไปด้วยความพยายามอย่างที่สุดเพื่อหวังว่าเจ้าหล่อนจะจับมือ

ฮึ้ดดด…”

และสุดท้ายเราก็ทำได้สำเร็จ

ผมจับมือเล็กๆ นั้นไว้แน่นเหมือนจะฝากความหวังทั้งหมดไว้ที่คำพูดของเธอ

มันอาจจะเป็นโอกาสเดียวและโอกาสสุดท้าย ขณะที่ผมเริ่มรู้สึกว่าตนเองกำลังจะเลือนลางและจางหายไป

 ความจริงฉันก็ไม่อยากจะใช้พลังนี้หรอกนะนางฟ้าเปรยเสียงอ่อน แต่มันก็เป็นทางเลือกสุดท้ายแล้วจริงๆ นี่นะ

สาริกาผมเอ่ยออกมาเบาๆ ก่อนที่แสงสว่างจ้าจะบังเกิดขึ้น มันรุนแรงจนผมต้องหลับตาปี๋ ผมได้ยินเสียงร้องดังอึงอล กระแสลมพัดกรูเกรียวปานพายุโหมเข้าใส่ หลังจากนั้นก็มีเสียงวี้ดยาวเสียดรูหู

พรึ้บบวิ้งงงงงงงอ่าา!!!”

อยากรู้เหลือเกินว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น แต่ว่าผมไม่กล้าแม้แต่จะคิดเปิดเปลือกตา ในช่วงเวลานั้นตัวผมเกร็งไปทั่วสรรพางค์เลยทีเดียว ประเดี๋ยวหนึ่งก็รับรู้ถึงความอบอุ่นที่แผ่ซ่านราวกับมีคลื่นความร้อนเคลื่อนผ่านแผ่นหลังแล้วทุกอย่างก็เงียบงัน นิ่งสงบ

 มันจบแล้วใช่มั๊ยผมคิด ไม่มีเสียงตอบใดใดกลับมา

คงไม่เป็นไรแล้ว

ผมค่อยเปิดเปลือกตาขึ้นมาช้าๆ แสงสว่างยังคงแยงเข้ามา ผมหลับตาลงอีกครั้งแล้วค่อยๆ ลืมตาดูทุกสิ่ง

มีแต่ความขาวโพลน และแสงสว่างประหนึ่งดังแดดจ้า พวกสันตนาปานบุญหายไปแล้วและเมื่อเพ่งมองไปเบื้องหน้า

ผมเห็นร่างของสาริกานอนนิ่งอยู่ แต่ที่ชวนให้ตระหนกก็คือ บัดนี้ความสาวสะพรั่งซึ่งเจ้าหล่อนเคยมีนั้นได้มลายหายไปหมดสิ้น เหลือแต่เพียงผิวกายเหี่ยวแห้งภายใต้อาภรณ์อันงดงามนั้น เรือนผมสวยสยายกลืนไปกับแสงสว่างกลายเป็นหญิงชราผู้น่าสงสาร อายุอานามคงเกือบจะแปดสิบหรือร่วมร้อยปีได้

เธอได้ใช้พลังไปหมดแล้ว กับการระเบิดครั้งใหญ่ที่รุนแรงมากพอจะทำให้บรรดาวิญญาณทั้งหลายหายวับไปกับตา ยกเว้นผม

            ผมพลิกตัวนอนหงายอย่างเหนื่อยอ่อน อาการหอบหืดเหมือนจะกำเริบขึ้นมาอีกคราแต่ผมก็เริ่มรู้วิธีที่จะจัดการกับมันแล้วล่ะ

            อ๊ะ…!” ผมร้องอุทานกับภาพอันน่าตื่นตะลึงที่มองเห็นเบื้องบน ลำแสงสีขาวอมทองที่พุ่งตรงขึ้นไปสุดลูกหูลูกตานั่น ดูแล้วน่าจะสูงเสียดฟ้าไปยันชั้นบรรยากาศนู่นเลยทีเดียว    

            มันจะยาวไปถึงบนสรวงสวรรค์เลยรึเปล่านะผมนึกสงสัยจากนั้นจึงค่อยๆ ตะแคงตัวแล้วไสร่างเข้าไปดูอาการของสาริกาด้วยความเป็นห่วงอย่างที่สุด

                                                                        ………………………………………

            อีกนิดเดียวก็จะถึงปากซอยแล้วล่ะ ผมบอกหญิงชราที่เริ่มกระดุกกระดิกตัวระหว่างพาเจ้าหล่อนขี่หลังเดินท่อมๆ ไปยังจุดหมายปลายทางตามที่เธอได้บอกไว้ ค่อยๆ ก้าวเท้าไปบนพื้นซีเมนต์เรื่อยๆ ผู้คนส่วนใหญ่เข้าห้องหับปิดไฟนอนกันหมดแล้วที่ตรงนี้จึงเหลือแค่ผมกับเธอท่ามกลางบรรยากาศรอบตัวอันเงียบสงัด

            นั่นไงผมเห็นแสงไฟร้านแล้วล่ะคุณเป็นไงบ้าง

            ก็ดีขึ้นแล้วเธอตอบเสียงพร่าเบาพลางกอดคอผมแน่นขึ้น แต่คงใช้เวลาอีกพักนึงละมั้งกว่าพลังจะฟื้นฟูกลับมาเหมือนเดิม

            ผมขอโทษด้วยนะที่เป็นต้นเหตุทำให้คุณต้องกลายเป็นแบบนี้ผมกล่าวด้วยความรู้สึกผิด หากว่าผมรีบเดินตามเธอไปตั้งแต่ตอนนั้นไม่หยุดช่วยไอ้เด็กผีเวรนั่นพวกเราคงไม่เสียท่าเจออะไรแบบนี้

            อย่าคิดมากเลยน่า รอดกันมาได้ฉันก็โอเคแล้วล่ะ ฉันต้องดูแลวิญญาณนายอยู่แล้วก็อุตส่าห์พาหนีท่านท้าวมหายมมานี่นา…” เธอบอกแล้วจึงหัวเราะในลำคอ

            จะว่าไปผมก็ไม่รู้สึกถึงน้ำหนักตัวของสาริกาเลยแม้แต่น้อย ทำไมตัวเธอถึงเบามากขนาดนี้นะ

            คุณนี่ตัวเบ๊าเบานะ ตอนแรกผมก็นึกว่าคุณจะหนักกว่านี้ซะอีก

            ก็พวกเราไม่ได้มีกายหยาบแบบมนุษย์แล้วนี่นา หญิงชราตอบ

            แต่ผมก็ยังรู้สึกเจ็บปวด มีน้ำตาได้อยู่นะ

            ในปรโลกนี้ ใครๆ ก็เจ็บปวดและมีน้ำตาได้ทั้งนั้นนั่นแหละ จนกว่าเราจะกลายเป็นวิญญาณที่ดวงจิตตกตะกอนแล้วนั่นแหละถึงจะไม่รู้สึกรู้สากับสิ่งใดต่อไปอีก

            ผมกลัวเหมือนกันนะหากจะต้องกลายไปเป็นอะไรแบบนั้น นี่แค่เจอพวกวิญญาณสวะ พวกพรากบุญ ก็ยังรู้สึกหดหู่ เวทนาเลยคุณ

            “…นั่นสิน่าสงสารนะแต่ก็เพราะพวกเขาทำตัวของเขาเอง

            ผมฟังอีกฝ่ายกล่าวอยู่เงียบๆ มองทางเบื้องหน้าทบทวนเหตุการณ์ชวนระทึกขวัญมากมายที่ได้ประสบมาแล้วก็อดไม่ได้ที่จะซาบซึ้งตื้นตันใจต่อความกรุณาของเธอ

            ผมไม่รู้จะขอบคุณคุณยังไงดี ที่ช่วยผมไว้เป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้

            นายเองก็พยายามปกป้องฉันเหมือนกันสาริกากล่าวตอบเสียงเครือ

            แต่สุดท้ายแล้วผมก็ช่วยอะไรคุณไม่ได้เลยผมนี่มันไม่ได้เรื่องเลยจริงๆ ผมบอกด้วยความรู้สึกผิดหวังในตัวเอง

            สำหรับฉันแล้วมันไม่ได้สำคัญที่ช่วยได้หรือช่วยไม่ได้หรอก แต่มันสำคัญที่นายพยายามช่วยฉันต่างหากขอบคุณมากนะวิศรุฒิ

            พอพูดจบผมก็สังเกตุเห็นบางสิ่งร่วงหล่นลงมา มันมีลักษณะเหมือนเกล็ดแก้วแววใสขนาดเท่าเมล็ดถั่วเขียวและส่องแสงเรืองประกายอยู่บนพื้น

            

B
E
R
L
I
N
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

45 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 10 มิถุนายน 2563 / 10:50

    แก้วอะไรหว่า ไรต์สู้ ๆ นะจ้า

    #32
    0