The Miracle Of Wisarut : ปาฏิหาริย์โลกวิญญาณ

ตอนที่ 41 : สัมภเวสีและผีในสลัม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 21
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    13 พ.ค. 63

ฮืออ…” 

ฉับพลันนั้นผมก็ได้ยินเสียงประหลาดชวนสะพรึงดังแว่วเข้าหู เป็นเสียงครางสั่นๆ ลากยาวในลำคอเหมือนคนเพ้อยามจับไข้

และมันทำให้ผมรู้สึกสะท้านด้วยความกลัวอย่างบอกไม่ถูก

ไม่ทันที่ตนเองจะหันขวั่บไปมองได้ถนัดชัดเจน ร่างดำทะมึนนั้นก็หายวับไปจากปลายหางตาของผมเสียแล้ว

อ๊ะนั่นคุณ คะคะคุณ คุณ” ผมร้องตะกุกตะกักพลางยกมือยกไม้บอกใบ้เป็นพัลวัน

ไม่ผิดแน่

เมื่อครู่นี้ผมเห็นเงามนุษย์ร่างผอมโกรกคนหนึ่งกำลังยืนหัวโด่อยู่บนหลังคาบ้านหลังถัดไป ผมเผ้าของใครคนนั้นยุ่งเหยิง สวมเสื้อผ้ามอซอราวกับคนจรจัด แต่ที่น่าพรั่นพรึงก็คือผมรู้สึกได้ว่าร่างนั้นกำลังจับตามองมาที่พวกเราทั้งสอง

พอได้ยินเสียงโวยวาย สาริกาก็หันมองไปตามทิศทางที่ผมชี้นิ้วด้วยสีหน้าเรียบเฉย แล้วจึงส่งโทรจิตหาผม

นายเห็นมันแล้วสิเราไม่ได้อยู่ที่นี่กันลำพังเพียงสองคนหรอกนะเพราะฉะนั้นระวังตัวไว้

ภาพเนื้อหนังแห้งกรังที่หุ้มร่างห่อกระดูกราวกับเด็กชาวเอธิโอเปียผู้โหยหิว ติดตาผมพาให้สลดสังเวชใจขึ้นมาอย่างประหลาดประหนึ่งถูกความเศร้าหมองโถมทับเข้ามาอย่างรวดเร็วและรุนแรงจนผมยากที่จะกลั้นน้ำตาไม่ให้ร้องไห้

พวกพรากบุญน่ะ” เธอเอ่ยปากบอกสั้นๆ ก่อนเร่งเร้าให้ออกเดินทาง “รีบไปกันเถอะ

อะอืม” ผมพยักหน้า ตัวสั่นสะท้านน้ำตาคลอขณะที่อีกฝ่ายดึงตัวผมซึ่งกำลังสอดแขนงอตัวจะล้มมิล้มแหล่ให้พ้นออกไปจากบริเวณนั้น

คะคะคุณว่าพะพวกพวกมันจะตามเรามามั๊ย”  ผมถามเสียงตะกุกตะกัก ระหว่างที่เราสองคนพากันจ้ำเท้าเดินหลบเลี่ยงมาพร้อมกับก้มหน้าดูแผนที่ไปพลาง แน่นอนว่าผมหวาดหวั่นกับพวกผีแปลกๆ แบบนี้เป็นที่สุด แค่เคยเจอพวกวิญญาณสวะก่อกวนไปเมื่อคราวก่อนก็แทบเอาตัวไม่รอด หวังว่าคราวนี้จะไม่เจอพวกสันตนาปานบุญรังควาญเข้าอีกนะ

คงไม่ตามมาหรอก” สาริกาบอกให้ผมใจชื้น ขณะที่ผมและเธอหยุดเดินอยู่ตรงทางสามแพร่งเล็กๆ ในสลัมทว่าตัวคนพูดก็ยังชะเง้อคอสอดส่ายสายตาไปทุกสารทิศอย่างระแวดระวัง “แต่ฉันยังได้กลิ่นพวกมันลอยลมมาอยู่นะ

น่าแปลกที่ผมกลับเป็นฝ่ายที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลย 

นี่คุณสัมผัสถึงพวกมันได้ด้วยเหรอ 

ใช่ฉันสัมผัสได้” เธอตอบเสียงขรึม

ถามจริงคุณเป็นน้องสาวของเอม  ญาณทิพย์รึเปล่าน่ะ” ผมถามทื่อๆ ขณะที่อีกฝ่ายทำสีหน้างุนงง

ใครน่ะฉันไม่รู้จัก…”

เค้าดังออกจะตาย ผู้หญิงคนที่ติดต่อสื่อสารกับวิญญาณได้ไงล่ะคุณ” ผมกล่าว แม้ว่าจะไม่ค่อยชอบดูรายการที่เกี่ยวกับผีสาง เรื่องลี้ลับ ความเชื่องมงายสักเท่าไหร่ แต่ด้วยความโด่งดังของแม่หมอผ่าทางกรรม เอม  ญาณทิพย์ที่ออกรายการโทรทัศน์อยู่เนืองๆ ก็ทำให้ผมรู้จักชื่อเสียงเรียงนามเธอได้ไม่ยาก

จะบ้าเหรอ ฉันไม่ได้ดูทีวี ใช้อินเตอร์เน็ตนะจะไปรู้จักได้ยังไงกันเล่า” เจ้าหล่อนตอบ

ผมก็แซวเล่นไปอย่างนั้นเองล่ะน่า ว่าแต่ตอนนี้เราอยู่ตรงไหนแล้ว

ฉันขอดูก่อนนะ” ว่าแล้วสาริกาก็ก้มหน้าดูแผ่นพลาสติกเอ้ยแผนที่ของเธอต่อ ผมจึงรวมหัวช่วยเจ้าหล่อนดูด้วยอีกแรง

ตอนนี้เราอยู่ตรงแยกนี้รึเปล่า” ผมสันนิษฐาน พลางจิ้มนิ้วลงตรงแยกที่ใกล้กับปากซอยที่พาเราออกไปสู่ถนน

เอแต่ฉันว่าไม่ใช่นะ” หญิงสาวบอกพร้อมกับชี้ปลายนิ้วลงบนแผนที่ย้ำจุดที่เรากำลังยืนอยู่ “ก็เราวิ่งมาทางนี้ เลี้ยวมานี่แล้วก็นี่.เราก็น่าจะอยู่ตรงนี้นี่นา

แต่เอ๊ะทำไมกันนะ” สาริกาบ่นพึมพำออกมาเบาๆ

ผมเท้าสะเอวมองแผนที่ของทางสวรรค์แล้วก็นึกเสียดายที่มันไม่เหมือนแผนที่ตัวกวนในเรื่องแฮรี่พอตเตอร์ที่แสดงตำแหน่งของทุกคนไว้อย่างชัดแจ้ง หากเป็นแบบนั้นเราก็คงคาดเดาเส้นทางได้ง่ายดายกว่านี้

ไหนผมขอดูมั่งสิ” ผมเอ่ยปากก่อนจะกรอกสายตาดูแผนที่อย่างถี่ถ้วนแล้วก็พลันสะดุดใจกับบางสิ่งที่บังเอิญสังเกตเห็น

ผมรู้แล้วล่ะว่าเพราะอะไร

อะไรเหรอ?” หญิงสาวถามพลางช้อนดวงตาคมโตขึ้นมองผม

ก็…” ผมเปล่งเสียงพลางเลื่อนหลบสายตาคู่งามนั้นก่อนจะยื่นมือไปพลิกแผนที่กลับมาอีกด้าน “มันผิดหัวผิดหางน่ะผมก็ว่าแล้วว่าทำไมตัวอักษรมันเอียงแปลกๆ

อ้อเหรอ” เธอตอบสีหน้าเจื่อนแล้วจึงรวบแผนที่มาไว้ในมือจนแผ่นพลาสติกยับยู่ยี่ “แผนที่พวกนี้บางทีก็ดูยากเกินไปนะ” เธอบ่นอุบพร้อมกับเสนอทางเลือกใหม่

ฉันว่าเราน่าจะลองถามใครแถวๆ นี้ดูดีกว่า” สาริกากล่าวพลางหันซ้ายแลขวาเพื่อจะหาตัวช่วย แต่เท่าที่ผมกวาดสายตาดูแถวนี้ก็ไม่เห็นจะมีใครพอจะให้ถามไถ่ได้เลยยกเว้นแต่

คนนั้นดีมั๊ยคุณ” ผมชี้ชวนพลางบุ้ยใบ้ให้หญิงสาวมองไปยังสตรีแปลกหน้าซึ่งกำลังนั่งพับเพียบเรียบร้อยอยู่บนแคร่ไม้ใต้เพิงหลังคาสังกะสีที่ตั้งอยู่หน้าบ้านหลังหนึ่งห่างออกไปเพียงไม่กี่เมตร แม้ร่างอ้อนแอ้นอรชรจะอยู่ภายใต้แสงไฟของตะเกียงน้ำมันดวงน้อยซึ่งถูกจุดแล้วแขวนทิ้งไว้ตรงนั้น พร้อมกับกองข้าวของพะเนินเทินทึกที่ถูกคลุมไว้ด้วยผ้าพลาสติกลายแถบสลับสีน้ำเงิน-ฟ้าอีกชั้นหนึ่ง

ทว่าสตรีผู้มีใบหน้าคมขำตาโตหวานดั่งสาวแขกผิวพรรณขาวหยวกตัดกับเรือนผมยาวสีดำขลับ นุ่งผ้ายกดอกพื้นแดงหมากสุกเดินลายทองห่มสไบเฉียงสีกลีบบัวปิดบังทรวดทรงองค์เอว สวมใส่เครื่องประดับทองหยองแพรวพรายเต็มกายทั้งทองกร ต่างหู เข็มขัด สร้อยคอ สังวาล รวมไปถึงกระบังหน้าอร้าอร่าม ก็ทำให้ผมสะดุดตาทันทีตั้งแต่แรกพบ และที่สำคัญ

ผมเห็นเจ้าหล่อนชม้ายชายตามาทางผมด้วยท่าทางกระมิดกระเมี้ยนมาสักครู่หนึ่งแล้ว

ดูจะเป็นมิตรดีนะ” ผมเปรยอย่างเคอะเขินเมื่อถูกสาวสวยในชุดไทยชำเลืองมอง ก่อนที่เธอคนนั้นจะแสดงอาการเหนียมอายเมื่อสังเกตว่าผมก็มองเจ้าหล่อนกลับไปเช่นกัน

ไหนคนไหน” สาริกาถามแล้วจึงหลุดปากวิจารณ์ทันทีที่หันไปเห็น

แม่เจ้าประคุณรุนช่องนั่นขนตาหรือกันสาดกันนะอื้อหือเด้งดีจังเลย

คุณก็ไปว่าเค้า” ผมทักท้วงเบาๆ แต่ก็จริงดังสาริกาว่ายิ่งเห็นอีกฝ่ายกะพริบตาปริบๆ จนขนตางอนโง้งกระพือขึ้นลงแล้วก็นึกขัน ไม่ทันไรผู้หญิงคนนั้นก็ยกมือขวาขึ้นกวักไหวๆ พลางยิ้มหวานหยดย้อย

ผมว่าเขากำลังเรียกเรานะ” 

อุ๊ยตายแล้วฉันโดนนางกวักแย่งซีนเหรอนี่” นางฟ้าสาวปรารภพร้อมกับยกสองมือขึ้นแนบแก้มก่อนจะดึงเสื้อผมไว้ไม่ให้หลงเคลิ้มเดินไป “แม่ชมดชม้อยนั่นหล่อนไม่ชอบพูดหรอกนะ วันๆ ก็เอาแต่โปรยเสน่ห์กวักมือเรียกคนนู้นคนนี้เข้าร้านเท่านั้นแหละ

ห๋าผู้หญิงคนนั้นเป็นนางกวัก” ผมอึ้งไปเล็กน้อยเพราะเกิดมาก็พึ่งจะพบนางกวักตัวเป็นๆ ก็คราวนี้เอง

ไม่เห็นถุงเงินในมือซ้ายของหล่อนเหรอ แต่งตัวแบบนี้ ท่าทางอย่างนี้ก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นนางกวักชัดๆ

แต่ก็ไม่เห็นเป็นไรเลยนี่คุณเราแค่เข้าไปถามทางเขาเฉยๆ ดูสิๆ เธอเรียกเราใหญ่แล้วคุณฮ่าฮ่าฮ่าผมพูดพลางหัวเราะร่วนเมื่อเห็นสาวหน้าคมนัยน์ตาแขกกวักมือหยอยๆ

นายอยากไปก็ไปเองสิเชอะฉันไปถามคุณตาคนนั้นดีกว่า” ว่าแล้วนางฟ้าสาวก็เดินลิ่วไปยังศาลพระภูมิเจ้าที่เก่าๆ หลังหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ตรงทางสามแพร่ง                                     

ถึงแม้ว่าใจหนึ่งผมอยากจะเข้าไปทักทายทำความรู้จักกับนางกวักแสนสวยที่ตอนนี้เริ่มเล่นหูเล่นตายื่นปากส่งจูบให้ผมแล้ว แต่ก็อดเป็นห่วงสาริกาไปไม่ได้ ในสถานการณ์เช่นนี้ผมคิดว่าเธอคงต้องการผู้ช่วยถึงผมจะไม่ค่อยได้เรื่องได้ราวนักก็เถอะทว่าผมก็ควรจะอยู่เคียงข้างเธอ  

คุณตาคนไหนของคุณไม่เห็นจะมีเลย” ผมบอกก่อนจะเดินตามเธอไปศาลพระภูมิหลังนั้นมีสภาพทรุดโทรมกว่าที่ตนเองคิดไว้มากโข ตัวเสาปูนทาด้วยสีขาวซึ่งถลอกปอกเปิกไปหมด ส่วนหลังคาเป็นสีเขียวเข้มมีใยแมงมุมเกาะเต็มเป็นรังใหญ่

มาลัยไม่กี่พวงแขวนห้อยต่องแต่งอยู่ตรงช่อฟ้าแหลมๆ ที่ยื่นออกมาจากส่วนที่เป็นจั่วบ้างก็เป็นของปลอมบ้างก็แห้งเหี่ยวโรยราราวกับถูกปล่อยรกร้างมานานหลายปีแล้ว เมื่อเลื่อนสายตาลงก็เห็นผ้าแพรสามสีถูกผูกไว้ดูรุงรังอยู่ที่ตัวเสา แต่ที่น่าตกใจก็คือข้างๆ กันนั้นผมเห็นชายชราผมสีดอกเลาในชุดเชิ้ตตัวโคร่งคนหนึ่งกำลังนั่งยองๆ หันหลังให้พวกเราอยู่

คุณตาคะ มานั่งทำอะไรอยู่ตรงนี้กันคะเนี่ย” ร่างเพรียวเอ่ยปากถาม ระหว่างเดินเข้าไปหาชายชราลึกลับซึ่งกำลังง่วนอยู่กับการทำอะไรสักอย่างอยู่ทีละก้าวทีละก้าว

ผมเริ่มใจคอไม่ดีกับบรรยากาศแปลกๆ ที่พาให้ขวัญเสีย 

แจ๊บ  แจ๊บ  แจ๊บ”  เสียงประหลาดดังแว่วมาจากทิศทางตรงหน้า ข้อศอกที่กางออกแล้วก็หุบเข้าก่อนจะกางออกอีกครั้งบ่งบอกถึงการเคลื่อนไหวกระตุกใจให้เข้าไปหาคำตอบ

 โบร๋ววว จู่ๆ เสียงหอนลากยาวก็ดังขึ้นพาเอาใจผมหดวูบเท่าเมล็ดถั่วเขียว

ไปชิ่วๆ” ผมหันไปไล่สุนัขเจ้าถิ่นสามสี่ตัวแถวนี้ที่กำลังจับกลุ่มโชว์ลูกคอรับส่งเสียงหอนกันเป็นทอดๆ และยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลง 

จะว่าพวกมันเห็นเราก็คงไม่น่าจะใช่’ 

โบร๋ววโบร๋วววโบร๋ววว” 

คุณ หมามันหอนอ่ะ” ผมร้องบอกก่อนจะปราดเข้าไปยืนข้างๆ เธอ 

นี่มันศาลเพียงตาใช่มั๊ยคุณ” ผมคาดเดาเมื่อเห็นชายชรานั่งอยู่โดดเดี่ยวเดียวดายหรือบางทีแกอาจจะเป็นพระภูมิเจ้าที่ซึ่งอาศัยอยู่ในชุมชนแออัดแห่งนี้มานมนานกาเลแล้วก็เป็นได้

ฉันก็ไม่รู้สิ” อีกฝ่ายตอบปัดๆ ก่อนจะร้องถามคุณตาอีกหน

คุณตาคะคือพวกเราหลงทาง คุณตาพอจะทราบมั๊ยคะว่าเอ่อ” 

ผมที่เห็นคุณตานั่งยองๆ  ก้มหน้าทำอะไรงุดๆ อยู่เลยเดินไปข้างๆ แก เห็นเครื่องเซ่นคาวหวานทั้งหลายที่ตั้งวางอยู่ตรงชานศาลล้มหกระเนระนาดราวกับถูกพายุพัดแล้วก็นึกสงสัยนี่อาจเป็นฝีมือของชายชราผู้ผ่ายผอมรื้อค้นจนไส้ขนมถ้วยฟูกระจุยกระจาย แก้วน้ำแดงล้มไปทาง กระถางปักธูปล้มไปอีกทางด้วยกระมัง

 คุณตาครับคือ... ผมถามพลางชะโงกหน้าไปใกล้ๆ แก

แต่สิ่งที่เห็นกลับทำให้ตนเองตาเบิกค้างตกตะลึงพรึงเพริดจนกระโจนออกมาแทบไม่ทัน

ภาพของชายชราที่กำลังใช้ปากกัดทึ้งเนื้อสะโพกไก่ในมืออย่างตะกรุมตะกรามจนเศษไก่ต้มชิ้นเล็กชิ้นน้อยร่วงเลอะเปรอะเสื้อสีหม่นอเนจอนาถสายตาพาให้ผมเผลอทำหน้าแขยง ลิ้นเรียวแหลมของแกที่ตวัดเลียแผล็บคราบมันรอบวงปากพร้อมกับปล่อยน้ำลายยืดย้อยหยดแหมะลงบนจานสังกะสีใบน้อยๆ มองแล้วช่างน่าสะอิดสะเอียนยิ่ง

พอผมเลื่อนสายตาขึ้นไปก็พบกับภาพสยองของเบ้าตากลวงโบ๋ที่เหลือเพียงหนังเหี่ยวย่นห้อยปรกราวกับส่วนของลูกนัยน์ตานั้นถูกควักหายไป…!

อีกทั้งด้านข้างศีรษะที่มีแผลเหวอะหวะก็มีโลหิตสีคล้ำไหลอาบลงมาบนใบหน้าแถบหนึ่งของแก

และดูเหมือนว่าเลือดข้นๆ นั้นยังคงทะลักออกมา เรื่อยๆ

ปรึ้ดปรึ้ดปรึ้ด

มันไหลโซมลงมา โฉลมร่างซีกขวาของชายชราเต็มไปหมดจากแผลกะโหลกเปิดจนเห็นเนื้อสมองแหลกเละ

ปรึ้ด

ปรึ้ด



B
E
R
L
I
N
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

45 ความคิดเห็น

  1. #25 (@slimebox) (จากตอนที่ 41)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2563 / 09:30

    สยองงะ 555+

    #25
    0