The Miracle Of Wisarut : ปาฏิหาริย์โลกวิญญาณ

ตอนที่ 37 : ยื้อแย่ง/แบ่งปัน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 12
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    4 พ.ค. 63

ปาฏิหาริย์”         

ห๋าฮ่าฮ่าฮ่าปาฏิหาริย์อย่างนั้นเหรอ” พอได้ยินดังนั้นผมก็หลุดหัวเราะท้องคัดท้องแข็ง “ฮ่าฮ่าฮ่าโอ๊ยยยขำไม่มีอะไรที่มันดีกว่านี้แล้วรึไงคุณ

นี่อย่ามาดูถูกกันนะ” อีกฝ่ายเท้าสะเอวบอกหน้ามุ่ยก่อนจะสะบัดหน้าค้อนขวั่บเข้าให้

ฮิฮิฮิ” ผมยังคงหัวเราะร่วน ด้วยเพราะไม่เคยเชื่อเรื่องพรรค์นี้เลยแม้แต่น้อย เรื่องของปาฏิหาริย์มันก็เป็นแค่ความบังเอิญเท่านั้นแหละไม่ใช่ธุระกงการอะไรของชาวสวรรค์ชั้นฟ้านั่นหรอก

แฮ่ๆ มีใครจะฆ่ากันตายหรือขอรับ” ทันใดนั้นพ่อเฒ่าเครายาวเฟื้อยก็โผล่พรวดขึ้นมากลางวงสนทนา ทำเอาผมกับสาริกาตกอกตกใจเผลอร้องอุทานออกมาพร้อมกัน

เฮ้ย!/ว้าย!”

โธ่...ตามาไม่ให้ซุ่มให้เสียงกันเลยนะ” ผมบอกพลางเอามือข้างหนึ่งทาบอกเกิดแสงสว่างแล่นปราดขึ้นมาวาบหนึ่งเหมือนทุกครั้งที่อารมณ์ปั่นป่วนรวนเร หรือมีเรื่องใดมากระทบใจ 

            “คุณตาก็เล่นอะไรก็ไม่รู้นะคะ” สาริกาต่อว่าหน้าหงิก

แหะแหะ” แกยิ้มเผล่ เห็นซี่ฟันขาวและตีนกาขึ้นเป็นริ้วๆ ที่หางตา “กระผมเห็นคุณคุณคุยกันเสียงล้งเล้งแล้วเป็นห่วงน่ะขอรับเลยมาดูสักกะหน่อย

ไม่มีอะไรหรอกค่ะตา ก็แค่ตาบ็องส์ขี้โวยวายเท่านั้นเองชิ” อีกฝ่ายว่าเหน็บก่อนจะเมินหน้าไปทางชายชรา “ฉันเสร็จธุระแล้วคงต้องขอตัวไปต่อก่อนนะคะ

คุณจะพาผมไปไหนอีกนี่มันก็…” ผมถามพลางยกแขนขวาทำทีขึ้นมาดูนาฬิกาข้อมือทั้งที่ความจริงแล้วไม่ได้ใส่

เอ่อก็เที่ยงคืนกว่าๆ แล้วดูสิ

พอเงยหน้าขึ้นมาก็แลเห็นสายตาทั้งสองคู่มองมาอย่างเย็นชาแกมตำหนิแล้วก็ได้แต่ทำหน้าเจื่อนจ๋อย

ฉันไม่ขำ” เธอบอกเสียงทื่อ 

ก็ผมไม่อยากเห็นคุณเครียดนี่นา” ผมอ้างกับการเล่นมุกที่ไม่ชวนขบขันเอาเสียเลย

ปุกปัก ปุกปัก ปุกปัก!” ในตอนนั้นเองก็เกิดเสียงประหลาดแทรกขึ้นมา ทำให้พวกเราต้องหยุดการสนทนาแล้วมองไปทางต้นเสียงบริเวณมุ้งนอนโดยพลันแลเห็นกุมารทั้งสองตนกอดรัดฟัดเหวี่ยงวาดหมัดวางมวยกันพัลวันไปหมด

มือป้อมๆ สีขาวเผือกข้างซ้ายของอุมชิฬากำลังทึ้งผมขอดขดบนศีรษะของปาลีนังเต็มแรง โดยที่มืออีกข้างยังคงกำฝักข้าวโพดซึ่งถูกแทะไปบ้างแล้วเอาไว้แน่น และพยายามเหยียดแขนหนีฝ่ามือสีดำขนาดใหญ่ของผู้เป็นพี่ไม่ให้ยื้อแย่งอาหารของตนได้สำเร็จ

ก่อนทั้งสองจะกลิ้งโคโล่ออกมาจากมุมมืดทะลุผ่านเชิงเทียนทองเหลืองซึ่งตั้งอยู่บนพื้นห่างหัวนอนไปประมาณวาหนึ่งแล้วนอนตะแคงต่อยเตะถองถีบใส่กันมั่วซั่วราวกับเกลียดชังกันมาแต่ชาติปางไหน เป็นภาพที่ชวนให้น่าตระหนกตกใจอย่างยิ่ง

หึ้ย หึ้ย ปล่อยนะไอ้ปา กูไม่ให้มึงดอก!” เด็กร่างอ้วนแผดเสียงกระโชกพลางกระชากผมของอีกฝ่ายจนหน้าหงายแล้ววาดฝ่ามือที่กำแน่นซัดเข้าที่ใบแก้มของเด็กร่างผอมซึ่งสูงใหญ่กว่าดังผัวะ ผัวะ แม้จะมองอยู่ห่างๆ แต่ภาพการต่อสู้ช่วงชิงที่เห็นก็ดูรุนแรงจนผมนึกประหวั่นอยู่ข้างใน

ปัดโธ่เอ้ยเจ้าสองตัวนี้นี่เอาอีกแล้วรึ” คุณตาผีบ้านผีเรือนที่ยืนอยู่ข้างๆ ผมถึงกับตบหน้าผากตัวเองฉาดใหญ่พร้อมกับบ่นอย่างหัวเสีย “แม้แต่ตอนมีแขกเหรื่อยืนกันหัวโด่พวกเอ็งก็ไม่เว้นกันเลยนะ ไอ้อุมไอ้ปาข้าล่ะอายจริงๆ” พูดแล้วชายชราในชุดขาวก็หันมาทางพวกเรา

 “ขอตัวไปจัดการเจ้าสองตัวนั่นก่อนนะขอรับ” เขากล่าวสีหน้าเจื่อนแล้วหันไปตวาดเด็กทั้งสองเสียงลั่น “หยุดเดี๋ยวนี้นะไอ้เด็กผี

หลังจากนั้นพ่อเฒ่าจึงหมุนตัวเดินยักแย่ยักยันชูไม้เท้าขึ้นเย้วเย้วประหนึ่งขู่ไล่เด็กทั้งสองที่ยังคงชุลมุนชุลเกกันอยู่

ฉันว่าเรารีบไปจากที่นี่กันดีกว่า” สาริกาเสนอพลางยกฝ่ามือเรียวขึ้นมาประทับใบหูขวาแล้วเอ่ยปากสนทนากับใครสักคน “แพรวภิตาได้ยินฉันมั๊ย…”

เอ่อนี่คุณทำไรอ่ะ?” ผมถามพลางมองกริยาท่าทางนั้นอย่างงุนงง สาริกาไม่ตอบแต่กลับเดินเลี่ยงออกไปคุยอีกทางหนึ่ง

 “ได้ยินแล้วตอบด้วยแพรวภิตา” นางฟ้าสาวกล่าวย้ำสีหน้าเคร่งเครียด

อ้าวคุณ” ผมร้องออกมาพลางไล่สายตาตามร่างเพรียวที่หายลับเข้าห้องพระไปจากนั้นจึงเดินไปหาเด็กๆ เพื่อดูสถานการณ์ด้วยความเป็นห่วงแล้วก็พบว่าชายชรากำลังใช้ไม้เท้าสีดำกระหน่ำฟาดที่เนื้อตัวของอุมชิฬาและปาลีนังดังเพี๊ยะ เพี๊ยะด้วยความโกรธเกรี้ยวจนสองศรีพี่น้องลงไปนอนกองกับพื้น 

ฮือๆๆ โอ๊ยๆๆ” เด็กๆ พากันร้องไห้น้ำตานองหน้า ส่งเสียงคร่ำครวญดังก้องแข่งกับสายฝนพรำๆ อยู่ในภพภูมิของวิญญาณขณะที่โลกของมนุษย์ทุกอย่างยังคงดำเนินไปตามปกติ สายฝนเริ่มสร่างซา ลมพัดพราย และบ้านช่องห้องหับซึ่งส่วนใหญ่เป็นเรือนไม้หลังคามุงสังกะสียังคงมืดสลัว

ไร้แสงจากหลอดไฟหากแต่สว่างไสวด้วยเปลวเทียนเล่มเล็กๆ สีเหลืองนวลตาที่ถูกจุดตั้งไว้ตามมุมต่างๆ ภายในตัวบ้านแต่ละหลังที่ตั้งกันอย่างแออัดยัดเยียดทอดยาวไกลไปตลอดซอกซอยอันเล็กแคบ

คุณตาทำอะไรอ่ะครับ!”  ผมแผดเสียงลั่นด้วยความตกใจก่อนจะถลันเข้าไปห้ามปรามพร้อมกับยกสองมือกำไม้เท้าที่กำลังฟาดลงไว้แน่น

อย่าขอรับ กระผมจะสั่งสอนพวกมันให้เข็ดขยาดหลาบจำจะได้ไม่ทำเรื่องน่าขายหน้าเช่นนี้อีก” ชายชราไม่ยอมหยุดแกยังโถมตัวเข้าไปทำให้เรายื้อยุดชุดกระชากกัน พาให้ท่อนขาและเท้าของผมวาดสะเปะสะปะทะลุผ่านเชิงเทียนเสียจนเปลวไฟเต้นวูบไหว

ใจเย็นก่อนครับคุณตา ทำแบบนี้มันไม่ช่วยให้อะไรมันดีขึ้นหรอกครับ ถ้าเค้าไม่เข้าใจอีกหน่อยก็ตีกันอีก

 “เกิดอะไรขึ้นกันเหรอคะ?!” นางฟ้าสาวซึ่งผลุนผลันออกมาจากประตูเอ่ยถามสีหน้าตาตื่น

คุณเข้าไปดูน้องๆ เค้าหน่อยสิ” ผมร้องบอกเธอระหว่างยังคงค้างอยู่ในท่ายื้อแย่งไม้เท้ากับคุณตาหนวดเครายาวเฟิ้มซึ่งพยายามกระชากมันให้หลุดออกจากมือของผม

ปล่อยสิครับ กระผมบอกให้ปล่อย

ไม่ครับ…” ผมยันเสียงแข็งก่อนจะจ้องเขม็งไปยังแก “คุณตาต้องสัญญามาก่อนว่าจะไม่ทำแบบนี้อีก”      

กระผมจะสั่งสอนเด็กๆ ของกระผมที่พวกมันทะเลาะต่อยตีกัน จะเข้ามาขวางทำไมขอรับนี่มันไม่ใช่ธุระกงการของคุณสักหน่อย

ผมเองก็ไม่ได้อยากจะมายุ่งหรอกนะ” ผมโต้ “แต่พวกเขายังเด็กนะครับ การใช้กำลังเฆี่ยนตีกันรุนแรงแบบนี้มันไม่ได้ทำให้พวกเขาเคารพรักคุณตามากขึ้นหรอกนะ อย่างมากเขาก็แค่กลัว แต่ไม่มีวันเข้าใจ

ไม่ทำแบบนี้แล้วมันจะหลาบจำเรอะ ถ้าเอาแต่คอยประคบประหงมอยู่ตลอดพวกมันก็จะไม่รู้เลยว่าอะไรผิดอะไรถูก วันหนึ่งถ้าเด็กทั้งสองคนนี่เตลิดออกนอกคอกไปคุณจะรับผิดชอบมันไหวหรือ

พอได้ยินคุณตาตอกกลับมาดังนั้น ก็ทำให้ผมรู้สึกสะท้อนใจ เหตุผลของแกนั้นความจริงมันก็ถูกแต่ดูสิกุมารสองตนนั้นกลัวจนตัวสั่นงันงกไปหมดแล้ว

ทำไมไม่สอนกันดีๆ ล่ะครับ ทำแบบนี้เด็กๆ เขาจะเข้าใจในความหวังดีของคุณตาได้ยังไงสิ่งที่พวกเขารู้สึกก็คงจะมีแต่ความคับข้องใจ โกรธ และเกลียดคุณตาเท่านั้นเอง” ผมแย้งเสียงอ่อนลง 

ถ้ามันโกรธ หรือเกลียดแล้วกระผมทำให้มันเป็นผีที่ดีได้กระผมก็จะทำ”  คุณตาย้อนน้ำเสียงหนักแน่นราบกับต้องการยืนกรานความคิดของตนเอง คำตอบและท่าทางที่แข็งกร้าวขึ้นมาทำให้ผมนึกไปถึงใครคนหนึ่ง

ชายซึ่งมักจะดุด่าว่ากล่าวและฟาดผมด้วยสายเข็มขัดหนังอยู่เสมอ ซึ่งเขาคงไม่ทราบหรอกว่ารอยแผลที่เกิดจาการเฆี่ยนตีทำร้าย และวาจาดูถูกดูแคลนเหล่านั้นฝังจำอยู่ในใจผมมานานแค่ไหน 

ฮือ ฮือ ฮือ...ฮึกฮึกฮึก” 

โอ๋ๆ อย่าร้องนะจ้ะคนดี” สาริกายองตัวกอดกุมาร ‘รัก’ ผิวดำมะเมื่อมไว้ก่อนจะดึงผ้าเช็ดหน้าสีขาวผืนบางปักลายกรอบกุหลาบแดงและเครือเถาวัลย์งามชดช้อยจากร่องเสื้อขึ้นมาซับน้ำตาให้เจ้าหนูน้อยร่างโย่งอย่างเบามือ 

ไม่เป็นไรนะพี่นางฟ้าใจดีที่สวยที่สุดบนโลกมนุษย์อยู่ตรงนี้แล้วนะจ้ะ” พอได้ยินหญิงสาวปลอบประโลมดังนั้น เด็กๆ ที่พากันสะอื้นไห้ก็เงียบเสียงลงโดยพลัน

ผมคิดว่าตอนนี้ทั้งสองคงอยากได้กระโถนซักใบมากกว่าผ้าเช็ดหน้าเสียอีกกระมัง

หึชิ” นั่นไงผมถูกเธอสะบัดผมค้อนขวั่บเข้าให้ ก่อนที่เจ้าหล่อนจะเสกผอบไม้ซึ่งประดับประดาไปด้วยเพชรนิลจินดาปรากฏขึ้นมาในมือแล้วหยิบขนมเยลลี่เม็ดสีแดงแจกให้เด็กทั้งสองคนละเม็ด “เอานี่จ้าลองกินดูนะ รับรองว่าอร่อยมากและทำให้แผลหายไวด้วยจ้ะ” 

รักยมทั้งสองรีบเอาขนมเข้าปากหมับก่อนจะเคี้ยวดังแจ็บแจ็บ ประเดี๋ยวหนึ่งก็ร้องอุทานออกมาด้วยความตื่นเต้นเมื่อรอยเขียวช้ำบนตัวและอาการบาดเจ็บต่างๆ ได้หายเป็นปลิดทิ้งทันทีที่กลืนมันลงท้อง


B
E
R
L
I
N
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

46 ความคิดเห็น