The Miracle Of Wisarut : ปาฏิหาริย์โลกวิญญาณ

ตอนที่ 36 : ชะตาชีวิต

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 18
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    28 เม.ย. 63

     “คนที่ไม่เคยมีใครเหลียวแล ต่ำต้อยด้อยค่าดั่งเม็ดกรวดเม็ดทรายเป็นตายร้ายดีก็คงไม่มีใครแยแสแต่ว่าในคืนนั้นกลับมีใครคนหนึ่งที่มองเห็นและช่วยเขาเอาไว้” สาริกากล่าวเสริมพลางชำเลืองสายตาไปยังชายพิการที่กำลังใช้ไขควงปากแบนขนาดเล็กถอดน็อตตรงก้นหม้อหุงข้าวออกเพื่อเปิดดูระบบวงจรภายใน 

                “….หลังจากที่ผ่านพ้นเรื่องราวเลวร้ายในครั้งนั้นชายผู้นี้ก็ได้ตระหนักว่าแท้จริงแล้วชีวิตของตนนั้นมีค่ามากแค่ไหน และเขาก็ไม่ปล่อยวันเวลาให้ผ่านพ้นไปอย่างไร้ความหมายอีกแต่กลับทุ่มเทแรงกายแรงใจทั้งหมดเพื่อช่วยเหลือทุกคนในชุมชนแห่งนี้

  ฝึกฝนงานซ่อมที่ตนเองพอมีพื้นความรู้อยู่บ้างจนชำนาญ จากขอทานที่คอยแบมือรอรับเศษน้ำใจจากผู้อื่น แต่มาในวันนี้เขากลับเป็นฝ่ายที่หยิบยื่นน้ำใจให้แก่คนอื่นบ้างและกลายมาเป็นนายช่างใหญ่ที่ใครๆ ต่างพากันรักใคร่ชื่นชม

   “นายไม่ได้แค่ช่วยชีวิต แต่ยังช่วยทั้งหมดในชีวิตของเขา” คำพูดของเธอทำให้ผมกระตุกในใจ “บางทีเราก็ไม่อาจอธิบายได้หรอกว่าความดีคือดีอย่างไร หรือคนดีคือต้องดีแบบไหน แต่แค่เรารู้ว่าสิ่งใดที่เราควรจะทำ และสิ่งใดที่ไม่ควรทำแค่นั้นก็เพียงพอแล้วไม่ใช่เหรอ” 

                ผมรับฟังด้วยความนิ่งงัน ไม่อยากเชื่อเลยว่าการกระทำของเราจะส่งผลต่อชีวิตผู้อื่นให้แปรเปลี่ยนไปมากมายถึงเพียงนี้

                “ถึงแม้จะไม่สมบูรณ์พร้อมแต่สุดท้ายแล้วชายพิการผู้นี้ก็สามารถมีรอยยิ้มและมีความสุขในชีวิตได้ไม่ต่างอะไรกับคนอื่นๆ ทั้งหมดนั้นส่วนหนึ่งก็เพราะนายนะวิศรุฒิ

                “ความสุขอย่างนั้นเหรอหึ” ผมคิดอย่างดูแคลน พอพูดถึงเรื่องนี้แล้วก็อดที่จะระบายออกมาด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจไม่ได้ “ถึงยังไงความสุขของคนจนๆ ก็เป็นแค่ความสุขแบบแกนๆ จะไปอิ่มอกอิ่มใจเท่าพวกเศรษฐีมีสตางค์ได้ยังไงกันล่ะคุณ

 “ในเมื่อยังต้องอดมื้อกินมื้อ  ไปโรงพยาบาลก็ต้องพึ่งบัตรทองรอคิวยาวกันเป็นวันๆ กว่าจะได้รักษา บางครั้งก็ถูกเหยียดหยาม ถากถางราวกับหมาขี้เรื้อนหึ ความสุขของคนจนมันก็มีได้แค่ประเดี๋ยว เผลอแปบเดียวก็ต้องกุมขมับเอาเท้าก่ายหน้าผากอีกแล้ว” ผมกล่าวต่ออย่างใส่อารมณ์พลางคว้าไหล่บางๆ ของหญิงสาวให้หันมาประจันหน้ากัน 

นายใจเย็นก่อนสิ” เธอปราม “คนเราจะสุขหรือทุกข์มันไม่เกี่ยวกับความยากดีมีจนหรอกนะ คนร่ำรวยก็ทุกข์ได้ คนยากจนก็สุขได้เหมือนกันมันอยู่ที่ความคิดและทัศนคติของตัวเราเองต่างหาก”   

นางฟ้าที่เอาแต่นั่งๆ นอนๆ เสวยสุขอยู่บนสรวงสวรรค์อย่างคุณน่ะจะไปเข้าใจอะไรกับความลำบากของคนจนๆ อย่างผมกันเล่า!” ผมแผดเสียงพร้อมกับเขย่าไหล่เธอด้วยความอัดอั้นตันอก

ดวงหน้าขาวใสใต้เรือนผมสีน้ำตาลเข้มนั้นดูเหมือนซีดเผือดลงไปด้วยจนต่อถ้อยคำที่ได้ยินถนัดเต็มสองหู

หึเถียงไม่ออกเลยสิ

คุณไม่มีวันเข้าใจหรอก ได้ยินมั๊ย คุณไม่มีวันเข้าใจคนอย่างผมหรอก!!!”

พอแล้วฉันเข้าใจแล้ว” เธอบอกพลางยกมือเป็นเชิงห้ามขณะที่ยังคงหัวโยกหัวคลอนอยู่ตรงหน้าที่คาดผมติดดอกกุหลาบสีชมพูดอกโตเลื่อนไหลจนแทบจะหลุดร่วงลงมาจากเรือนผมดัดที่รุ่ยร่ายปรกหน้าปรกตา

 “คนรวยเวลาทุกข์น่ะมันก็ไม่ทุกข์เท่ากับคนจนที่ต้องกระเสือกกระสนหาเช้ากินค่ำหรอกนะ…” ยิ่งพูดก็ยิ่งรู้สึกเจ็บจนเกิดแสงแล่นวูบวาบไปทั่วสรรพางค์เมื่อได้หวนนึกถึงความทุกข์ยาก ลำเค็ญ ที่ต้องเผชิญตั้งแต่ยังเด็ก

 ภาพของน้องสาวที่นั่งหลังขดหลังแข็งสานชะลอมจนหามรุ่งหามค่ำ ผมซึ่งถูกเฉดหัวไล่ออกจากร้านเหลา (ภัตตาคารจีนหลังจากไปถมึงตาใส่ลูกชายอาเฮียเจ้าของร้านที่พูดจาดูหมิ่นถิ่นแคลนกำพืดผม แม่ที่นั่งปาดน้ำตาอยู่ตรงตีนบันไดเมื่อถูกเจ้าหนี้บุกมาด่าทออย่างสาดเสียเทเสียถึงในบ้าน

ร่างของป๊าที่ตายไปอย่างคนอนาถาบนเตียงผู้ป่วยในโรงพยาบาลประจำอำเภอ  ภาพของพวกเราสามคนที่กอดกันร้องไห้ในงานศพที่ไม่มีใครนับหน้าถือตา 

ทั้งหมดนั้นเป็นเพราะพวกเราเคยสร้างบาปทำกรรมเอาไว้อย่างนั้นเหรอ 

ทุกอย่างนั่นคือสิ่งที่พวกเราสมควรจะได้รับกระนั้นหรือ

ไม่ใช่หรอก

ทั้งหมดนั่นน่ะเป็นเพราะความขัดสน เพียงเพราะเราไม่มี ‘เงิน’ ต่างหาก 

เพราะเงินตัวเดียว’ ผมคิดอย่างคับแค้นใจ 

เป้ง!” 

           “โอ๊ยเจ็บนะคุ๊ณ!” ผมร้องเสียงหลงเมื่อจู่ๆ ก็ถูกถาดพิฆาตฟาดเปรี้ยงเข้าให้กลางกระหม่อมโดยไม่ทันตั้งตัว

            “เลิกดูถูกตัวเองซะที ทำเป็นพวกขี้แพ้ไปได้” เธอตวาดแหว

            “ก็ใช่น่ะสิ ผมมันพวกขี้แพ้นี่” ผมโวยกลับพลางเกาศีรษะแกรกๆ รู้สึกเจ็บหน่อยๆ ตรงที่ถูกตี หัวจะโนด้วยรึเปล่าก็ไม่รู้ อ๊อยยัยบ้า “โลกนี้แม่งไม่ยุติธรรม มันไม่เคยยุติธรรมสำหรับผมเลย

            นางฟ้าสาวลดอาวุธในมือลงก่อนจะพูดย้อนเสียงแข็ง

แล้วทำไมต้องมาใส่อารมณ์กับฉันด้วยยะ ฉันจะบอกอะไรให้นะนอกจากวันเวลาและความตายแล้วบนโลกใบนี้มันก็ไม่มีอะไรยุติธรรมหรอก คนเราเกิดมาก็มีต้นทุนติดตัวมาแตกต่างกันแล้วนายจะไปน้อยใจทำไมกัน ถ้ารู้ว่ามีน้อยกว่าคนอื่นเขาแล้วทำไมไม่พยายามให้มากขึ้นเล่า

พยาม พยาม พยาม ผมก็พยายามมาตลอดชีวิตแล้วไงโถ่” ผมโต้ด้วยอารมณ์ขุ่นเคืองไม่หาย “แล้วมันมีอะไรดีขึ้นมาบ้าง” ว่าแล้วก็น้ำตาคลอเสียงสั่นขึ้นมา 

นี่นายทำดีที่สุดแล้วเหรอ” 

 “ก็ใช่น่ะสิแล้วทำไมสวรรค์ถึงไม่ช่วยอะไรผมเลย” 

ก็เรากำลังช่วยนายอยู่นี่ไง” สาริกาสวนทันควัน พลางเบะสีหน้าเหมือนกำลังจะร้องไห้ ในวินาทีนั้นผมพลันหวั่นไหวใจอ่อนยวบกลับนึกสงสารอีกฝ่ายขึ้นมา

หรือบางที เธออาจเข้าใจในตัวผมมากกว่าที่ผมคิดก็เป็นได้’ 

เหอะมาช่วยอะไรป่านนี้กันละคุณ มาช่วยตอนที่ผมตายไปแล้วเนี่ยนะ” ผมปรับน้ำเสียงให้นุ่มลงก่อนจะรีบเบือนหน้าหนีหลบเลี่ยงสายตาเศร้าๆ นั้นแล้วทำเป็นมองเมินไปทางอื่น “มันไม่สายไปหน่อยรึไง ถ้าก่อนหน้านี้ส่งเลขด่งเลขเด็ดมาช่วยผมบ้าง ผมก็คงไม่ตายแบบนี้หรอก” 

ก็ข้างบนนั่นเค้ามีเลขเด็ดกันซะที่ไหน ที่ให้ๆ กันอยู่เนี่ยก็พวกเทวาอารักษ์ระดับล่างกันทั้งนั้นแหละ ข้างบนน่ะเค้ามีแต่สิ่งที่เรียกว่า…” เธอบอกพร้อมกับใช้มือจัดผมเผ้าให้เข้าทรงตามเดิม 

หืออะไร?” ผมนึกสงสัย 

เอ่อคือเอิ่ม…” นางฟ้าสาวออกอาการอ้ำอึ้งพาให้ตนเองต้องหันไปมองสบสายตาเจ้าหล่อนเพื่อเค้นเอาคำตอบ 

อะไร ว่ามาสิ” 

ดวงตาคู่งามกะพริบช้าๆ ก่อนจะเบนไปทางอื่นเล็กน้อยประหนึ่งกำลังลังเลหรือชั่งใจแต่สุดท้ายก็เลื่อนมาสบนัยน์ตาผมตรงๆ และยอมพูดมันออกมา


B
E
R
L
I
N
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

46 ความคิดเห็น