The Miracle Of Wisarut : ปาฏิหาริย์โลกวิญญาณ

ตอนที่ 35 : คำตอบก่อนการจากลา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 20
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    25 เม.ย. 63

     ร่างของชายชราสั่นระริกขณะที่ผมเดินเข้าไปดูอาการของแกที่ตะลึงปากอ้าตาค้างอยู่ตรงหน้าด้วยความเป็นห่วงจากนั้นผู้เฒ่าจึงก้มศีรษะลงกลอกกวาดสายตามองพื้นไปมาราวกับคนที่กำลังใช้ความคิดหนัก

     “ยะยะแย่แล้ว…” ริมฝีปากบางใต้เรียวหนวดสีขาวแซมดำเปล่งเสียงตะกุกตะกักออกมาด้วยความกริ่งเกรง มือขวาอันเหี่ยวแห้งเกาะกุมหัวไม้เท้าแน่นราวกับผู้พูดได้ตกอยู่ในห้วงภวังค์แห่งความกลัวที่ลึกสุดประมาณกระนั้นแหละ 

     “ทะทะท่านท้าวต้องตะตะตามมาแน่” 

     “คุณตาครับเป็นอะไรรึเปล่าครับเนี่ย?” ผมเอ่ยถามเมื่อเห็นสีหน้าไม่สู้ดีของพ่อเฒ่า แต่พอได้ยินถ้อยคำรำพึงนั้นก็พลันชะงักรู้สึกวิตกจริตขึ้นมาเหมือนกัน 

     “พาวิญญาณหนีมาแบบนี้ นี่มันความผิดร้ายแรงเลยนะขอรับ กระผมวะว่าว่าพวกคุณรีบออกไปจากที่นี่เสียจะดีกว่า” แกแนะปากคอสั่น “หากท่านท้าวตามมาล่ะก็คงแย่แน่ๆ….”

     “เรื่องมันยาวมากเลยล่ะค่ะคุณตา ฉันเองก็ยังไม่รู้เหมือนกันค่ะว่าทำไมท่านท้าวถึงต้องออกโรงขึ้นมาถึงเมืองมนุษย์แบบนี้ที่จริงแล้วนายนี่ก็แค่…” แค่สาริกาปรายตามองมาทางนี้ผมก็รู้ในทันทีว่าเธอกำลังจะพูดอะไรต่อจึงชิงเอ่ยขึ้นมาเสียก่อน

     “เป็นหอบหืดตายครับ / ฆ่าตัวตาย” ผมโพล่งออกไปพร้อมกับที่เจ้าหล่อนเอ่ยออกมาพอดีทำให้เสียงของเราประสานกันโดยไม่ตั้งใจ ก่อนตนเองจะส่งสายตาตำหนิแกมขอร้องไปยังอีกฝ่ายด้วยความกระดากอายขณะที่พ่อเฒ่ายังคงยืนทำหน้างุนงงด้วยคงฟังไม่ถนัดชัดหู

                “ไม่มีอะไรหรอกค่ะตา” เธอคงพอจะอ่านสีหน้าแววตาของผมออกเลยรีบพูดกลบเกลื่อนแล้วจึงดักคอแกไว้เมื่อเห็นท่าทีกระอักกระอวนใจของอีกฝ่าย “ไม่ต้องห่วงนะคะ พวกเราหนีมากันไกลมากคงไม่ง่ายที่พวกนั้นจะหาพวกเราเจอ ฉันแค่แวะมาที่นี่เดี๋ยวก็ไปแล้วค่ะ”  ว่าแล้วหญิงสาวก็สะบัดแผ่นพลาสติกใสคลี่ออกอีกครั้ง ส่วนอีกข้างก็มีกระจกวิเศษถือไว้อยู่ในมือเตรียมจะไปสะสางงานต่อให้เสร็จ

                 “โอ้...ไม่ต้องเกรงอกเกรงใจกันหรอกครับพักอยู่ที่นี่กันก่อนก็ได้ ตามสบายเลยครับคุณคุณ” ชายชรากล่าวแก้เกี้ยว ดูจากอาการแค่นยิ้มของแกแล้วน่าจะเป็นการเชื้อเชิญโดยมารยาทตามประสาเจ้าบ้านที่ดีเสียมากกว่า

                “ขอบคุณค่ะตา” สาริกาตอบรับสีหน้าเรียบ ก่อนจะย่างเท้าไปหาพี่เทิดศักดิ์ที่กำลังหยิบงานชิ้นใหม่ซึ่งก็คือหม้อหุงข้าวไฟฟ้าสีขาวลายดอกกุหลาบขนาดย่อมขึ้นมาพลิกตะแคงเพื่อตรวจสภาพภายนอกก่อนจะลงมือซ่อมแซม

                ผมผงกศีรษะให้ชายชราเป็นเชิงขอตัวแล้วจึงก้าวอาดๆ ตามสาริกาไป

                “ในที่สุดก็พบแล้วสินะ” ร่างเพรียวซึ่งกำลังหันหลังให้ผม และยื่นกระจกอนันตยกรรมส่องไปยังชายพิการหุ่นท้วมผิวเกรียมแดดเปรยออกมาเสียงเครือเหมือนรู้สึกตื้นตันกับบางสิ่งบางอย่างที่อยู่ตรงหน้า

                “อะไรเหรอคุณให้ผมดูมั่งสิ”  ผมว่าพลางเข้าไปเกาะไหล่กลมมนทั้งสองข้างแล้วชะโงกหน้ามองจำนวนตัวเลขที่ปรากฏให้เห็นบนบานกระจกก่อนจะร้องออกมาด้วยความตื่นเต้นกับค่าเฉลี่ยความดีที่สูงลิ่ว

                “โหหหแปดสิบเปอร์เซ็นต์!”  

                ทว่าพอผินหน้าไปทางหญิงสาวก็เผลออุทานด้วยความตกใจที่เห็นอีกฝ่ายส่งสายตาตำหนิมาพาให้ต้องรีบลดมือลงจากไหล่เล็กๆ นั้นโดยพลัน

                “ชะอุ๊ยโทษที” ผมกล่าวขออภัยเธอสั้นๆ แล้วจึงทอดสายตาลงมองพี่เทิดศักดิ์ด้วยความชื่นชม

                “น่าดีใจเนอะที่ยังมีคนแบบนี้เหลืออยู่ผมไม่คิดว่า…”

                “ที่แบบนี้จะมีคนดีๆ ได้สินะ” สาริกากล่าวต่อ 

                “ไม่ใช่หรอก…” ผมตอบ “ที่สังคมเรายังมีคนดีๆ แบบนี้ต่างหาก

                เมื่อได้ยินดังนั้นหญิงสาวก็คลี่ยิ้มออกมานิดหนึ่งแล้วจึงพูดถึงตัวพี่เทิดศักดิ์ให้ฟังว่า

                “แต่ก่อนนั้นชายผู้นี้ก็เคยตกอยู่ในความสิ้นหวังไม่ต่างอะไรกับนายนั่นแหละ ได้แต่แบมือขอทาน นั่งก้มหน้านับเศษเหรียญ เศษสตางค์ และทอดถอนลมหายใจทิ้งไปเพียงวันๆ” กล่าวแล้วร่างเพรียวก็เสกให้ของวิเศษหายวับไปในพริบตาก่อนจะวางมาดกอดอก

                “จนกระทั่งวันหนึ่ง เขาก็ได้พบกับเด็กหนุ่มซึ่งได้มอบสิ่งที่วิเศษสุดให้แก่เขา” เธอบอกพลางเลื่อนดวงตาคมโตมองมายังผม 

หรือว่าเด็กหนุ่มคนนั้น!

                ‘แล้วสิ่งวิเศษนั่นคือ…’ ผมนึกสงสัย

                “มันก็แค่…” อีกฝ่ายที่อ่านใจผมออกบอกเสียงเรียบ “คำตอบก่อนการจากลาเท่านั้นเอง

     ถ้อยวลีที่ก้องกังวานอยู่ในโสตประสาทพาให้ผมฉุกคิดขึ้นมาได้แล้วนึกประหวัดถึงบทสนทนาระหว่างผมกับชายพิการผู้บาดเจ็บในค่ำคืนนั้นอีกครั้งหนึ่ง 

     แสงสีขาวสว่างจ้าจากแนวดวงไฟทรงกลมด้านบนเพดานสาดส่องกระทบร่างของพวกเราทอดลงเป็นเงายาวบนพื้นคอนกรีตขัดหยาบระหว่างกำลังยืนส่งพี่เทิดศักดิ์อยู่ตรงจุดจอดรับส่งผู้ป่วย

     ลมเย็นๆ ยามดึกสงัดพัดโกรกมาแผ่วเบาท่ามกลางบรรยากาศเงียบเหงาวังเวงที่มีเพียงผมกับเพื่อนแล้วก็ยามรักษาการณ์รูปร่างผอมผิวคล้ำเข้มในชุดยูนิฟอรม์สีกรมท่าคอยสังเกตสังกาอยู่ไม่ไกล

              “ครึก….!”                                       

                “โชคดีนะครับพี่” ชาญยศกล่าวพลางเปิดประตูรถแท็กซี่มิเตอร์คันสีชมพูคาดขาวให้ชายในชุดแจ็คเก็ตผ้าร่มเข้าไปนั่งทางเบาะหลัง ขณะที่ผมเปิดกระเป๋าสตางค์แล้วส่งธนบัตรใบละร้อยสองใบให้อีกฝ่ายเก็บไว้เป็นค่าเดินทาง

                “นี่ครับค่าแท็กซี่

                “ไม่ต้องหรอกครับ ผมพอมี” เขาปฏิเสธเสียงอ้อมแอ้ม

                “รับไว้เถอะครับ” ผมพูดพลางยื่นเงินให้อีกฝ่ายซึ่งกำลังมองมาอย่างชั่งใจ หูแว่วยินเสียงรถยนต์และมอเตอร์ไซค์เหยียบเบรกดังเอี๊ยดอ๊าดจากถนนนอกโรงพยาบาลที่ยังมีรถคราคร่ำไม่ขาดสายแม้จะเกือบค่อนคืนเข้าไปแล้ว

                “แค่นี้ก็พอครับ” เขาตอบก่อนจะดึงแบงก์ร้อยไปเพียงใบเดียว

                “ขอบคุณน้องมากนะ

                ผมยิ้มให้พี่เทิดศักดิ์แล้วเก็บธนบัตรคืนใส่กระเป๋าสตางค์ที่เหลือแบงก์ยี่สิบสอดไว้เพียงไม่กี่ใบ หลังจากนั้นชาญยศก็ค่อยๆ ส่งไม้ค้ำยันให้แกไปวางพาดไว้ข้างกาย

                “เดินทางดีๆ พี่” ผมกล่าวส่งท้าย

                ขณะที่ประตูรถกำลังจะปิดลง จู่ๆ อีกฝ่ายก็ยกไม้ยกมือขึ้นมาเหมือนลืมอะไรบางอย่าง

                “เดี๋ยวๆครับ” เขาร้องเสียงหลง “คือผมอยากรู้

                “เอ๋…” ผมเปล่งเสียงในลำคอด้วยความแปลกใจ “อะไรครับ?”

                “ทำไมถึงเอ่อเข้ามาช่วย…”

                “โหพี่ถามยากนะเนี่ย” ผมเปรยออกมาด้วยในหัวตื้อตันแล้วจึงตอบไปซื่อๆ “ผมก็ไม่รู้เหมือนกันครับพี่ถ้ามีใครมาเห็นพี่เข้าในตอนนั้นก็คงทำแบบผมเหมือนกันล่ะมั้ง

“…ก็มันเป็นสิ่งที่เราควรทำไม่ใช่เหรอครับ

                เมื่อได้ฟังดังนั้นชายพิการจึงผงกศีรษะให้แล้วค่อยดึงประตูปิดเข้าหาตัวเบาๆ ดังปึง ดวงตาคู่โตที่เคลือบไปด้วยม่านน้ำใสๆ มองมาทางผมแวบหนึ่งก่อนรถจะเคลื่อนตัวพร้อมกับปล่อยควันจางๆ พวยพุ่งออกมาจากท่อไอเสีย

                ผมมองรถแท็กซี่คันนั้นแล่นไปจนลับตา รู้สึกอิ่มอกอิ่มใจขึ้นมาอย่างประหลาด

                ‘ป๊าครับวันนี้ผมมีความสุขจัง’ ผมคะนึงถึงบิดาที่เพิ่งจะจากไปได้ไม่นานด้วยใบหน้าผ่อนคลายลงหลังจากทุกอย่างผ่านพ้นไปได้ด้วยดี

                “จบเรื่องแล้วเว้ยกลับบ้านกันเหอะ

                “ย้ง ไปกินก๋วยเตี๋ยวชายสี่หน้าโรงบาลกันมั๊ยครับ” ชาญยศเข้ามาเสนอพร้อมกับบุ้ยใบ้ไปทางร้านรถเข็นที่เปิดไฟสว่างโล่ขายบะหมี่เกี๊ยวอยู่บริเวณฟุตบาท

                “แต่ว่า…” ผมกล่าวพลางก้มหน้าดูชุดที่เขรอะไปด้วยคราบเลือดแห้งกรังก่อนจะทอดสายตาไปยังร้านอาหารข้างทางซึ่งมีลูกค้าชายหญิงอุดหนุนกันอย่างอุ่นหนาฝาคั่งช่างดูคึกคักดีแท้

                “จ๊ออก~” เสียงครวญของท้องเพื่อนที่ดังมาพาให้ผมนึกเห็นใจ กลับดึกหน่อยก็ไม่เห็นเป็นไรนี่นาอย่างไรเสียผมก็อยู่หอพักคนเดียวอยู่แล้ว

                “ดูท่ามึงจะหิวมากเลยนะไอ้ยศ” ผมกระเซ้าเมื่อเห็นอีกฝ่ายคลำท้องป้อยๆ สีหน้าอิดโรยซูบซีดคงเพราะไม่ได้มีอะไรตกถึงท้องตั้งแต่ช่วงเย็น

     “ปะไปหาไรกินกัน” ผมบอกอย่างอารมณ์ดีแล้วกอดคอมันพากันเดินไปร้านก๋วยเตี๋ยว หัวใจดวงน้อยพองโตเต็มไปด้วยความสุขจนแทบลืมไปเลยว่าตนเองเพิ่งพบเจอกับเรื่องราวอะไรมา



B
E
R
L
I
N
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

45 ความคิดเห็น