The Miracle Of Wisarut : ปาฏิหาริย์โลกวิญญาณ

ตอนที่ 2 : ลมหายใจสุดท้าย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 106
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 10 ครั้ง
    19 มี.ค. 63


คุณมันแย่เปลืองเงินบริษัทชะมัดเสียงหัวหน้างานที่กำลังยืนอยู่หน้าเครื่องโปรเจ็กเตอร์ซึ่งฉายภาพตารางกลยุทธการจัดซื้อของบริษัทซึ่งมีข้อความและตัวเลขเต็มพรืดไปหมด บ่นพึมพำน้ำเสียงฉุนเฉียวออกมาระหว่างสถานการณ์อันตึงเครียดในการประชุมแผนการตลาด

ต่อหน้าบรรดาลูกน้องชายหญิงที่ได้แต่นั่งคอตกเป็นหมาหงอยล้อมรอบโต๊ะวงรีสีขาวขนาดสิบที่นั่งราวกับถูกมือที่มองไม่เห็นกดหัวให้ต้องก้มหน้าหลุบสายตาลงต่ำอยู่ตลอดเวลา  ทำให้ผมอับอายและเจ็บปวดรวดร้าวจนแทบหลั่งน้ำตา

ด้วยคมมีดที่ทิ่มแทงใจนั้นเองทำให้ฟางเส้นสุดท้ายของผมได้ขาดสะบั้นลง และจำต้องบอกศาลากับบริษัทขายอุปกรณ์สำนักงานเล็กๆ ที่ผมพลีกายเทใจให้มาตลอดห้าปี แม้จะรู้ดีว่าตนเองนั้นถูกบีบให้ลาออก แต่ผมก็ทนกับสภาวะแบบนั้นซ้ำๆ ต่อไปไม่ไหวแล้ว

หึ…” เสียงหัวเราะในลำคออันแผ่วเบาพร้อมรอยยิ้มเหยียดๆ จากริมฝีปากบางและสีหน้าดูแคลนนั่นแทนคำล่ำลาและประกาศชัยชนะที่แสดงออกมาแทบจะในทันทีที่ผมตรงเข้าไปยื่นซองขาววางบนโต๊ะทำงานในห้องอันโอ่โถงของเขาตอนช่วงบ่ายของวันถัดไป ก่อนที่ผมจะสะบัดตัวพรืดหันหลังสาวเท้ากลับไปเก็บข้าวเก็บของใส่ลังด้วยอารมณ์ชังน้ำหน้าไอ้หัวหน้างานชั่วๆ คนนี้เป็นที่สุด

แม้ว่าหลังจากนั้นผมจะรู้สึกปลอดโปร่งโล่งใจเป็นอันมากที่หลุดพ้นจากขุมนรกแห่งนั้นได้ แต่ก็สำเหนียกว่าตนเองนั้นได้ซมซานออกมาอย่างผู้พ่ายแพ้โดยสิ้นเชิง

จนถึงตอนนี้ผมก็ยังคงจดจำใบหน้าชายวัยกลางคนไว้ผมทรงสกินเฮดรูปหน้ากลมแป้นผิวขาวเกลี้ยง คิ้วโก่งบางตาตี่ จมูกชมพู่ หุ่นเหมือนอาเสี่ยในชุดเสื้อเชิ้ตขาวสวมสูทสีดำสนิทและผูกเนกไทสีดำตัดลายเส้นทแยงสีขาวนั้นได้ดี

ดวงตาหรี่เล็กราวสระอิที่ตวัดมามองผมเป็นครั้งสุดท้ายช่างเย็นชายิ่งกว่าน้ำแข็ง ทั้งๆ ที่ผมก็อยู่ที่นั่นมานานพอๆ กับมัน และเราก็เคยพูดคุยยิ้มหัวให้กันหลายครั้ง หลายหน แต่ทว่าสุดท้ายอีกฝ่ายก็มองผมเหมือนมดเหมือนปลวกตัวหนึ่งเท่านั้นเอง

หลังลาออกจากงานผมจึงตั้งต้นหางานใหม่ ตอนแรกๆ ผมก็เหมือนกับไก่ตีปีกเริงร่าอยู่กับความอิสรเสรีและพกพาความมั่นใจที่สูงยิ่ง ด้วยเพราะประสบการณ์การทำงานด้านธุรการและจัดซื้อจัดจ้างมาหลายปีไม่ว่าจะงานเอกสารจำพวกการเบิกจ่าย จัดทำแค็ทตาล็อก รายงานการวิเคราะห์สินค้า

อีกทั้งใบสัญญาต่างๆ รวมไปถึงการประสานงาน ตรวจสอบพัสดุ หรืองานภาคสนามผมก็ทำได้หมด จึงคาดหวังอย่างแรงกล้าว่าจะต้องมีงานที่ดีกว่า บริษัทที่ใหญ่กว่าคอยอ้าแขนรอรับผมอยู่อย่างแน่นอน

แต่ทว่าสิ่งหนึ่งที่ยากจะปิดบังก็คือโรคหอบหืด ที่คอยรุมเร้ามาตั้งแต่ผมอยู่มหาลัย แม้จะไม่ได้รุนแรงแต่ก็อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์นั้นเริ่มไกลห่างออกไปทุกทีๆ

ประกอบกับแต่ละที่ก็มีผู้เข้าลงสมัครแข่งขันช่วงชิงตำแหน่งกันมากมายเหลือเกิน ทั้งหน้าใหม่ หน้าเก่า และหน้าเมื่อย บริษัทที่เคยโทรมาเรียกตัวก็เป็นประเภทงี่เง่าไม่เข้าท่า ให้ไปขายนู่นขายนี่โดยอวดอ้างสรรพคุณว่าบริษัทให้ค่าคอมมิชชั่นสูง ทำแล้วดี ทำแล้วรวยอย่างนู้นอย่างนี้ แต่ให้ฐานเงินเดือนต่ำเตี้ยเรี่ยดิน

ทนทำอยู่ไม่กี่วันก็ระเห็จออกมาแทบไม่ทันเพราะเหมือนโดนหลอกให้กินหญ้า จึงทำให้ผมยังคงเตะฝุ่นและตกอยู่ในห้วงทุกข์ สภาวะเครียดกดดันเข้าเกาะกุมเกิดอาการชักหน้าไม่ถึงหลังในที่สุด

 อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาผมก็ยังคงยืนหยัดอยู่ได้ถึงแม้จะประสบปัญหาทั้งเรื่องงานและเงินทำให้ชีวิตซวนเซจนแทบล้มกลิ้ง ด้วยความรักที่ได้รับจากแฟนสาวที่มีให้กันมาเกือบเจ็ดปี  ไม่มีวันที่ความรู้สึกนี้จะทรยศผมหรือเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างอื่น ผมรักเธอ และคิดอยู่เสมอว่าเธอเองก็ยังคงรักผม และเราสองก็จะสามารถฝ่าวิกฤตนี้ไปได้ด้วยกัน

อดทนหน่อยนะนุ่นเราจะพยายามหางานให้เร็วที่สุด คิดว่าเร็วๆ นี้แหละเดี๋ยวบริษัทเขาคงเรียกตัวผมบอกเธอไปเช่นนั้นขณะที่เราสองนั่งเคียงกันอยู่ริมขอบเตียงก่อนตนเองจะยื่นแขนไปกุมมือขาวละเอียดและบอบบางไว้แน่นเพราะอยากให้คนรักเชื่อมั่นและเชื่อใจในตัวผม แม้ว่าหนทางข้างหน้าจะมืดมนแค่ไหนก็ตามผมจะไม่มีวันทอดทิ้งเธอ

ตลอดมาผมเคยเข้าใจว่าระยะเวลาอันยาวนานและความผูกพันนี้คงจะพอทำให้เธอไม่คิดเปลี่ยนแปรไปรักใครคนอื่น หรือทิ้งผมไป….ทว่าความจริงแล้วมันไม่ใช่เลย

 เมื่อไม่มีงานนานเข้าเงินก็ขาดมือ หลายครั้งมันจำเป็นจริงๆ ที่ต้องหยิบยืมเงินของเธอมาใช้แก้ขัด แต่ผมก็รีบหาคืนให้เธอโดยไม่มีติดค้าง ผมหมกอยู่กับตัวเอง ขายทุกสิ่งที่พอจะขายได้ทั้งนาฬิกาข้อมือ โทรศัพท์มือถือ เสตอริโอ โทรทัศน์ โน้ตบุคฯลฯ ประทังชีวิต และแอบเจียดเศษเงินเล็กๆ น้อยๆ ไปดื่มเหล้าแก้กลุ้มบ้างเป็นครั้งคราว

เป็นอย่างนี้จากวัน เป็นเดือน และมาถึงตอนนี้ก็เกือบปีแล้ว จนพักหลังๆ แฟนผมออกอาการชักสีหน้าและพูดจากระทบกระเทียบผมอยู่บ่อยครั้ง พอจะแตะเนื้อต้องตัวเธอทีไรสาวเจ้าก็มักถอยห่าง บ้างก็ทำทีเป็นรำคาญ ทำให้ผมแอบเจ็บช้ำน้ำใจอยู่เรื่อยมา และที่น่าเบื่อสุดๆ ก็คือแม่ที่มักจะคะยั้นคะยอให้ผมกลับบ้านนอกคอกนาไปอย่างหมาขี้เรื้อนนี่แหละ

ย้งกลับบ้านเถอะลูกเสียงเนิบๆ นั้นกรอกมาตามสาย เมื่อไหร่จะกลับมาล่ะ ไอ้หยกมันคิดถึงพี่ชายจะแย่แล้ว

ยังหรอกแม่ย้งอยากได้งานที่นี่ก่อนผมตอบเสียงปัดๆ  รู้สึกหงุดหงิดรำคาญใจทุกครั้งที่ท่านวกมาถึงเรื่องนี้ แล้วเดี๋ยวยังไงจะกลับไปหาแม่นะรอหน่อยละกัน

พูดเสร็จผมก็กดปุ่มวางสายลงฉับ พลางทอดถอนใจอย่างเหนื่อยหน่าย สอดมือถือเครื่องเล็กๆ สีดำราคาไม่ถึงห้าร้อยใส่กระเป๋ากางเกงแล้วเอนหลังพิงกับราวระเบียงเหล็กภายนอกห้องพักหลังจากตระเวนกรอกใบสมัครงานตามบริษัทต่างๆ อยู่หลายที่เสียจนขาลาก

สายลมเย็นๆ รำเพยมาบนชั้นสามของจำเรียงอพารท์เมนท์พัดผมยาวย้อมสีน้ำตาลเข้มปรกติ่งหูและต้นคอผิวสีแทน  ชายเสื้อเชิ้ตสีขาวสะอ้านที่พึ่งถูกดึงออกมานอกกางเกงและเนคไทเรียบๆ สีกรมท่าพลิ้วไหวน้อยๆ  แต่กลับไม่ได้รู้สึกสบายเนื้อสบายตัวขึ้นมาเลย

น่าผิดหวังที่ผมเกิดมาใครครอบครัวชาวรากหญ้า แม่สานชะลอมทำดอกไม้ประดิษฐ์ส่งขายให้กลุ่มแม่บ้านสหกรณ์ในตำบล ส่วนพ่อแม้จะมีเชื้อสายจีนอยู่เต็มขั้นแต่ก็จบแค่ประถมหกและเป็นเพียงช่างซ่อมรองเท้าหน้าตึกแถวไม่ได้เป็นจ้าสัวล่ำซำมั่งมีเงินทองเหมือนพวกอาเสี่ย อาเฮีย คนอื่นๆ เขา

อีกทั้งแกยังด่วนจากไปตั้งแต่ตอนที่ผมเข้าเรียนปีหนึ่ง เราสามคนที่เหลือจึงอยู่กันแบบพออยู่พอกิน  ลุ่มๆ ดอนๆ ไปตามยถากรรม ภาพของป๊าที่คอยดุด่าว่ากล่าวผม แล้วเอาสายเข็มขัดหนังไล่ฟาดจนต้องโดดเหยงๆ  เป็นแค่ความทรงจำลางเลือนที่นึกขึ้นมาเมื่อใดก็มีแต่ร่องรอยของความเสียใจเพียงเท่านั้น

เสียดายที่ผมไม่ได้เกิดมาเป็นลูกผู้รากมากดีอย่างพระเอกในละครหลังข่าว หรือพวกเศรษฐีมีสตางค์ที่มักปรากฏตัวบ่อยๆ ตามงานกาล่าดินเนอร์ หรือสื่อต่างๆ มิได้หยุดหย่อน ไม่เช่นนั้นชีวิตผมคงจะโก้หรูดูดีกว่านี้มาก

จะดีเพียงไรถ้าได้ใส่สูทผูกไทลงหน้านิตยสารในฐานะนักธุรกิจหนุ่มไฟแรง มีรถเก๋งนำเข้าจากยุโรปสักคันให้ขับเล่น ผู้คนคอยชื่นชมพะเน้าพะนอ อีกทั้งยังได้แต่งเมียอย่างออกหน้าออกตามีกินมีใช้สุขสบายไปทั้งชาติ

ผมได้แต่ปลดปล่อยความคิดอันเพริศแพร้วให้เลื่อนไหลไปตามแรงปรารถนาภายในอยู่ตรงนั้น ด้วยรู้ตัวดีว่ามันเป็นเพียงแค่ความละเมอเพ้อพกที่ไม่มีทางเป็นจริงได้ในชั่วชีวิตนี้

และแล้วสิ่งที่เลวร้ายที่สุดก็เกิดขึ้น  เมื่อเช้าวันนี้คนที่ผมรักสุดใจและมาดหมายจะแต่งงานและครองชีวิตคู่ด้วยกัน กลับเป็นฝ่ายตีจากผมไปอย่างไม่ไยดีทิ้งไว้แต่เพียงกระดาษโน้ตเล็กๆ แผ่นเดียววางไว้บนชั้นวางไม้อัดซึ่งก่อนนี้เคยเอาไว้ตั้งทีวีแอลซีดีสามสิบสองนิ้ว ซึ่งถูกขายไปเมื่อสองเดือนก่อนให้ดูต่างหน้า เป็นอนุสรณ์แห่งความรักที่ย่อยยับอับปางโดยที่ตนเองยังมิทันได้เตรียมตัวเตรียมใจมาก่อน

ขอโทษนะย้ง  นุ่นไม่อยากอยู่กับคนไม่มีอนาคต

หลังจากที่ได้อ่านข้อความสั้นๆ นั้นจบน้ำตาก็ไหล หัวใจผมพลันแตกสลายพร้อมกับร่างที่ทรุดฮวบลงไปนั่งคุดคู้อยู่บนพื้นอย่างไร้เรี่ยวแรงนานเกือบครึ่งค่อนวัน แม้ว่าจะพยายามโทรหาเธอเป็นสิบเป็นร้อยครั้งแต่นุ่นก็ปิดเครื่องหนี พอโทรไปที่บ้านของเธอซึ่งอยู่ต่างจังหวัดก็ไม่มีใครรับสาย

ทว่าถึงจะเสียใจร้องไห้ฟูมฟายอย่างหนักแต่ก็ไม่นึกโทษโกรธเธอเลยแม้แต่นิดเดียว ผมเข้าใจเธอดี

ทั้งหมดนี้ผมผิดเอง ผมมันกระจอก ไร้น้ำยา เอาตัวเองก็ยังไม่รอด แล้วจะไปดูแลปกป้องเธอได้อย่างไร ไม่มีใครหน้าไหนที่จะมาสนใจคนไร้ค่าไร้ราคาอย่างผมหรอก

ใช่แล้ว…’

ผมมันไร้ค่าไร้ค่าสิ้นดี เสียงนั้นสะท้อนก้องพร่ำบอกตัวเอง

ทุกอย่างมันมืดมนไปหมดและหนักอึ่งราวกับลูกเหล็กนับพันตันที่ผมต้องคอยแบกรับไว้แต่เพียงลำพัง

ความทุกข์ของเรา จะมีใครเล่าที่มองเห็นอดไม่ได้ที่จะนึกน้อยใจในโชคชะตา ที่เกิดมาพร้อมกับความยากจนโดยไม่มีสิทธิ์เลือกมันช่างเจ็บปวดทรมานเหลือแสน

โลกนี้มันช่างไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย คิดแล้วน้ำตาก็ร่วงผล็อย ขณะที่หนังตาเริ่มตกความง่วงอันรุนแรงถั่งโถมโจมตีเข้ามาอย่างรวดเร็ว ผมค่อยๆ กะพริบตาปรือๆ อย่างเงื่องหงอย ภาพตรงหน้าเบลอๆ มัวๆ มองไม่ชัดเหมือนเคย ความเงียบงันภายในห้องทำให้หูแว่วยินแม้เสียงลมหายใจที่ผ่อนลง และหัวใจที่ค่อยๆ เต้นไหวดังตึกตัก

 ตึก…..ตัก

ตึก………ตัก

ตึก…………ตัก

ก่อนที่ทุกสิ่งทุกอย่างจะมืดดับลง

พอกันทีสำหรับชีวิตเฮงซวย และโลกอันเส็งเคร็งใบนี้


 

B
E
R
L
I
N
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 10 ครั้ง

45 ความคิดเห็น

  1. #35 babybaby1234 (@babybaby1234) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 20 มิถุนายน 2563 / 10:23

    บรรยายได้เก่งมากhttps://www0.dek-d.com/assets/article/images/sticker/bb-01.png .. https://www0.dek-d.com/assets/article/images/sticker/bb-01.png

    #35
    2
    • ความเห็นย่อยนี้ถูกลบแล้ว :(
    • #35-2 วัชรกาญจน์ (@watcharakarn) (จากตอนที่ 2)
      21 มิถุนายน 2563 / 21:54
      ขอบคุณมากคร้าบ ถนัดสายสายบรรยายครับ หุหุ

      ดีใจครับที่แวะเวียนเข้ามาชม ^0^
      #35-2
  2. #20 BackHand (@Noht) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 17 เมษายน 2563 / 20:49
    อ่า ในที่สุดก็รู้ละว่าทำไมถึงคิดฆ่าตัวตาย

    จริงๆ ถ้าในมุมมองของผม ผมจะมีความเคลือบแคลงใจนิดหน่อยเกี่ยวกับการฆ่าตัวตายของพระเอก ทั้งที่เขายังมีแม่กับน้องอยู่ แต่ดูเหมือนเขาจะตายแบบไม่แยแสสองคนนี้เลยว่าจะอยู่ยังไง จะรู้สึกยังไง

    เห็นได้ตั้งแต่ตอนที่แล้วละ...ตอนเขาคิด ก็คิดถึงแต่พ่อที่ตายไปแล้ว ไม่คิดถึงแม่กับน้องเลย ชวนให้สงสัยว่าพระเอกมีปัญหาอะไรกับแม่กับน้องรึเปล่า

    อันนี้ออกตัวว่าผมแค่สงสัยเฉยๆนะครับ แต่ถ้าผู้เขียนจะสามารถอธิบายตรงนี้ หรือนำไปเฉลยปมในตอนถัดๆไปที่ผมยังไม่ได้อ่านก็จะดีมากเลย

    ส่วนเรื่องคำผิด ตอนนี้เห็นเยอะพอสมควรครับ อย่าง

    อพารท์เมนท์ น่าจะเป็น อพาร์ทเมนท์ มากกว่า

    น่าผิดหวังที่ผมเกิดมาใครครอบครัวชาวรากหญ้า ตรง “ใคร” น่าจะเป็น “ใน”

    ผู้รากมากดี ที่ถูกคือ ผู้ลากมากดี

    โดยสรุปถือว่าผู้เขียน ถ่ายทอดนิยายในรูปแบบมุมมองบุคคลที่หนึ่งได้โอเคเลยครับ และก็ยังคงจุดแข็งเรื่องการบรรยายไว้ได้เหมือนเรื่องที่แล้ว (เท่าที่อ่านจากสำนวนการเขียน การใช้ศัพท์ แลดูผู้เขียนจะผ่านการอ่านพวกนิยายเล่ม นิยายคลาสสิคมาพอสมควร คืออ่านปุ้บรู้เลยว่าไม่ใช่เด็กๆเขียนแน่ครับ ตรงนี้ขอชื่นชมด้วย สำนวนภาษาแบบนี้เริ่มหายากขึ้นทุกทีแล้ว และมันโดนใจผมมาก)

    ถ้าเทียบกับเรื่องที่แล้ว ผมยอมรับว่าชอบเรื่องนี้มากกว่าเลยครับ
    #20
    3
    • #20-2 BackHand (@Noht) (จากตอนที่ 2)
      18 เมษายน 2563 / 00:38
      เอ๊ะเดี๋ยวนะครับ สรุปพระเอกมีพี่หรือน้องกันแน่ เห็นในนิยายเขียนบอกว่า “อ้ายหยกมันคิดถึงพี่ชายมันจะแย่อยู่แล้ว” ผมคิดว่าเป็นน้องซะอีก

      ปล. ผมยังเด็กกว่าพี่เยอะครับ 5555 ยังแค่ 20 กว่าเอง
      #20-2
    • #20-3 วัชรกาญจน์ (@watcharakarn) (จากตอนที่ 2)
      18 เมษายน 2563 / 02:04
      หยกเป็นน้องครับ ผมพิมพ์ผิด แหะแหะ เดี๋ยวไปแก้ก่อนครับ หุหุ
      #20-3
  3. วันที่ 16 เมษายน 2563 / 22:07

    บทนี้ดีละค่ะ แต่ที่จะอึดอัดก็มีช่วงของการเว้นวรรค มันติดจนอ่านยากไปนิดนึง บางทีก็เว้นผิดช่วงไปหน่อยนะ

    #16
    1
    • #16-1 วัชรกาญจน์ (@watcharakarn) (จากตอนที่ 2)
      17 เมษายน 2563 / 16:17
      ขอบพระคุณครับ บทนี้บรรยายหนักมาก เลยดูแน่นไปสักนิดนึง อาจมีผิดพลาดบ้างเรื่องการเว้นช่วง วรรคตอน

      น้อมรับคำติชมครับ ^^ ดีใจครับมีคนมาอ่านและเม้นต์ให้
      #16-1
  4. #14 A.L. Lee (@ankoko) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 16 เมษายน 2563 / 21:26

    ฮืออออ อ่านแล้วซึม ๆ ไปหน่อยเลยค่ะ

    #14
    1
    • #14-1 วัชรกาญจน์ (@watcharakarn) (จากตอนที่ 2)
      17 เมษายน 2563 / 16:14
      เศร้าเนอะ ขนาดผมเขียนเองก็ยังรู้สึกสะเทือนใจเลยล่ะครับ ขอบคุณมากครับสำหรับคอมเม้นต์ ^-^

      ชีวิตต้องสู้ว
      #14-1
  5. #12 chinchang22 (@chinchang22) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 16 เมษายน 2563 / 19:20

    ชอบตอนนี้มากค่ะ ชอบที่ย้อนให้ได้เห็นว่าอดีตที่เจ็บปวดสิ้นหวังของตัวละครเป็นยังไง

    มันทำให้เข้าใจแล้วว่าเค้าทำไมตัดสินใจแบบนี้ คุณบรรยายได้ดีมากๆ ค่ะ

    ปล. สงสารแม่กะน่องของย้งจัง

    #12
    1
    • #12-1 วัชรกาญจน์ (@watcharakarn) (จากตอนที่ 2)
      17 เมษายน 2563 / 16:13
      ขอบคุณคร้าบ ที่ต้องบรรยายเยอะๆ เพราะต้องการปูเรื่องราว ปูอารมณ์ให้แก่ผู้อ่านด้วยน่ะครับ

      ผมเขียนนิยายเรื่องนี้ตอนที่เฟลกับชีวิตมากๆ เลยสะท้อนออกมาได้ดีครับ แหะแหะ
      #12-1
  6. #7 Mober (@Mober) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 7 เมษายน 2563 / 23:03
    ใจเย็น...ยังมีพ่อเเม่อยู่นะ
    #7
    1
    • #7-1 วัชรกาญจน์ (@watcharakarn) (จากตอนที่ 2)
      7 เมษายน 2563 / 23:52
      นั่นสินะ ย้งเนี่ยทำอะไรไม่คิดหน้าคิดหลังก่อนเล้ยยย
      #7-1