The Miracle Of Wisarut : ปาฏิหาริย์โลกวิญญาณ

ตอนที่ 14 : เพลิงอสุเรศ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 20
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    28 ก.พ. 63

ตอนนี้คงพึ่งใครไม่ได้อีกแล้วผมคิดอย่างจวนตัว ความกดดันรุมเร้าเข้ามาในนาทีที่วิกฤติที่สุด ซึ่งผมไม่เคยนึกฝันเลยว่าจะต้องมาพบเจอกับอะไรแบบนี้ สิ่งที่เคยเป็นแค่ความเชื่อ ความงมงายที่ไม่มีหลักฐานพยานอ้างอิงเมื่อตอนยังมี ลมหายใจนั้น

ทว่าบัดนี้กลับต้องมาเผชิญกับมันทั้งหมดและผมกำลังถูกลากลงนรก!!!

ทันใดนั้นเอง

ฟุ่บฟุ่บฟุ่บเปลวเพลิงก็ลุกโชนขึ้นท่ามกลางมวลอากาศทึบทึมมืดมิด เกิดเป็นกองไฟไหวท่วมไม้เท้ารูปหัวกะโหลกขนาดใหญ่ส่องสว่างให้เห็นร่างสูงทะมึนปานยักษาผิวดำมันปลาบสวมเครื่องทรงทองคำแพรวพรายด้วยรัตนชาติต่างสีเต็มยศศักดิ์ และที่น่ากลัวที่สุดคือดวงตาแดงเรืองที่แม้นมองไปที่ใครคนที่ถูกจับจ้องคงต้องมีอันขวัญหนีดีฝ่อไปเสียแทบทุกรายบัดนี้ได้เบิกโพลงขึ้นมาอีกหน  มือขวาของท้าวมหายมกำสายโซ่ตรวนสีส้มแดงราวสีของแมกมาที่โยงยาวมาถึงข้อมือขวาของผมโดยไม่สะทกสะท้านต่อความร้อนอันรุนแรงนั้นเลยแม้แต่น้อย

ในที่สุดเจ้าผู้ยิ่งใหญ่แห่งแดนโลกันต์ก็ปรากฏกายออกมาจากเงื้อมเงาของความมืดยืนตระหง่านอยู่ต่อหน้าต่อตาผม ร่างที่สูงเกือบจรดฝ้าเพดานอาบไล้แสงไฟวูบไหวกั้นขวางช่องทางเดินแคบๆ จนหมดทางหนี  รูปหน้าเหลี่ยมอวบอูมสีดำสนิทฉายแววนิ่งจนน่ากลัว เห็นแต่ดวงตาถมึงทึงใต้แนวคิ้วเข้มมองจ้องเขม็ง ริมฝีปากหนาเผยเขี้ยวขาวยื่นโง้งยาวออกมาตรงมุมทั้งสองด้าน

โอ้นี่มันยักษ์จริงๆ ด้วย!’ เพียงแค่เห็นหัวเข่าก็อ่อนระทวย ตัวสั่นหนักแทบจะทรุดลงไปกองอยู่บนพื้น รู้สึกวูบวาบหวาดหวั่นไปทั่วทั้งตัว

สิ่งที่อยู่ตรงหน้าทำให้ผมต้องยอมจำนนอย่างหมดทางสู้แทบจะก้มลงกราบกรานสิโรราบให้อีกฝ่ายหนึ่งในทันที

วิศรุฒินายจะต้องเปิดประตูนั้นด้วยมือของนายเองพลันถ้อยคำของผู้เป็นอัจฉราก็ระลึกขึ้นมาในความคะนึง

ผมลอบมองไปที่ผนังด้านหลังที่ยังคงถูกความมืดปกคลุมในทันใดแว่วยินเสียงของความหวังสุดท้ายที่กำลังพร่ำร้องเพรียกหานี่สินะทางรอดเดียวของเรา

ถ้าพลาดทุกสิ่งทุกอย่างก็มีอันจบเห่แต่มันก็ไม่มีอะไรจะเสียอีกแล้วไม่ใช่หรือไร ลองดูสักตั้งวะผมตัดสินใจเสี่ยงแต่คงต้องถ่วงเวลาอีกฝ่ายเอาไว้เสียก่อน

ท่านครับได้โปรดเมตตากรุณาผมเถิด ผมสำนึกผิดแล้วผมแสร้งทำเป็นร้องขออภัยโทษพร้อมกับกระทดเท้าถอยไปช้าๆ น้ำตายังคงนองหน้าข้อแขนขวาอ่อนล้าและเจ็บแสบทุกครั้งที่เคลื่อนไหว

แค่เขยื้อนไปไม่กี่ก้าวแผ่นหลังก็เกือบจะชิดติดผนังวิญญาณพวกนั้น เสียงฮือ ฮือดังสูงๆ ต่ำๆ ของพวกมันเคล้าคลอมาเบาๆ ชวนให้ขนลุกระคนระคายหู ท่อนแขนยาวที่ยื่นออกมาพากันกวัดแกว่งไปมาเห็นเป็นเงาวูบไหวภายใต้แสงสลัวรางอุ้งมือมากมายขยับไขว่คว้าราวกับฝูงซอมบี้ผีดิบที่เห็นก้อนเนื้อวางล่ออยู่ตรงหน้าแต่ไม่อาจพาตัวให้หลุดพ้นออกมาจากผนังแข็งๆ ได้

หากข้าอภัยให้กับทุกผู้ทุกคนได้ดั่งนั้น คงไม่มีใครต้องตกนรกทำเลวแล้วมาสำนึกตอนนี้เป็นเพราะเจ้ารู้สึกถึงความผิดบาปได้จริงน่ะหรืออีกฝ่ายพูดย้อนเสียงกร้าวเกิดเป็นกระแสลมปากพัดมาพาลให้ผมเผ้าพลิ้วสะบัด จนผมต้องยกมือขึ้นบังไว้ โชคดีจริงๆ ที่จมูกไม่ได้หายใจอีกต่อไปแล้วมิเช่นนั้นคงสูดรับเอากลิ่นปากเหม็นๆ เข้าไปเสียเต็มรัก

 ฮ่าฮ่าฮ่าท้าวมหายมหัวเราะเสียงกึกก้องแล้วจึงกล่าวต่อ คนประเภทนี้เปรียบเสมือนศิลามณีที่ถูกหินปูนเกาะหนาหากไม่กะเทาะให้ลอกร่อนก็คงส่องไม่เห็นถึงความแวววาวของเนื้อใน เช่นเดียวกันคนที่มีใจบาปหยาบช้าเช่นเจ้าถ้าไม่ถูกลงทัณฑ์เสียบ้างก็คงไม่เข็ดขยาดหลาบจำและไม่มีวันไปผุดไปเกิดในชั้นภูมิที่สูงขึ้นกว่านี้ได้

  ไม่ต้องห่วงหากองค์พญามัจจุราชได้ตัดสินเจ้าแล้ว ข้าจักนำส่งเจ้าไปมหาอเวจีโดยไวจะได้ชำระบาปอันหนักหนานั้นให้หมดดั่งใจเจ้าปรารถนาท่านท้าวซึ่งดูมีอารมณ์ขันมากกว่าภาพลักษณ์อันดุดันน่าเกรงขามที่ผมเห็นยังคงพูดเรื่อยเจื้อย ไม่นานหรอกแค่หนึ่งชั่วกัปชั่วกัลป์เท่านั้นเอง ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า

ท่าทางหัวร่องอหายของหัวหน้ายมทูตทำให้ผมรู้สึกใจคอไม่ดี เท่าที่เคยอ่านหนังสือมาผ่านๆ ตา หนึ่งชั่วกัปนี่กินระยะเวลาอยู่นานโขนับเป็นพันล้านปีเลยทีเดียวเรียกได้ว่าถึงขนาดโลกดับสูญไปรอบหนึ่งแล้วก็ยังไม่รู้ว่าจะหมดกัปเลยรึไม่

ยิ่งคิดก็ยิ่งกลัวเรี่ยวแรงพาลจะหมดเอาเสียดื้อๆ ผู้เป็นใหญ่ในเมืองนรกเอ่ยปากออกมาแบบนี้คงไม่ใช่เรื่องล้อกันเล่นแน่ๆ




              { Winter Dark Theme }
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

45 ความคิดเห็น