The Miracle Of Wisarut : ปาฏิหาริย์โลกวิญญาณ

ตอนที่ 11 : จาก...อเวจี

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 28
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    20 ก.พ. 63

สงสัยเราฝันไป ฝันไปแน่ๆ ดูท่าไอ้ยาพวกนั้นคงมีผลต่อระบบประสาท ความจริงผมยังไม่ตาย ยังไม่ตายหรอกใช่ไหม?’ ผมคิดแล้วทดลองหยิกแขนซ้ายตัวเองดู

เฮ้ยเจ็บแหะ 

ฉับพลันนั้นเอง

ตึง ตึง!” เสียงอันน่าระทึกขวัญก็ดังขึ้นอีก  พื้นที่ยืนอยู่จู่ๆ ก็สั่นคลอนราวกับเกิดแผ่นดินไหว

ท่านท้าวตามมาแล้วสินะสาริกาปรารภออกมาพลางกางขาออกนิดหนึ่งเพื่อทรงตัว

ไม่ทันไรน้ำสีคล้ำข้นเหนียวก็ไหลเรี่ยเข้ามาตามทางเดินที่เราสองคนยืนอยู่ ผนังสีขาวเริ่มมีน้ำยางดำๆ หยดย้อยลงมาอย่างรวดเร็วเหมือนตอนที่ผมอยู่ข้างล่างนั่นไม่มีผิด

เราจะทำยังไงกันดีผมเริ่มตระหนกตกใจและมีอาการร้อนรน

ตึง!” พื้นที่สั่นกระเทือนทำให้เกิดอาการซวนเซ หลอดไฟดาวน์ไลท์ด้านบนดับวูบ ความมืดเข้ารายล้อมเราสองคนในทันที

ไปรีบไปกันร่างเพรียวบอกพร้อมกับกุมมือผมไว้ ทำให้รู้สึกอบอุ่นปลอดภัยขึ้นมาอย่างประหลาด แต่ทว่าเมื่อหันไปมองด้านหลังก็พบกับนัยน์ตาแดงวาวโรจน์ซึ่งอยู่สูงขึ้นไปกว่าเท่าตัวคู่นั้นลอยนิ่งอยู่ในมวลอากาศสีดำสนิทราวกับเป็นดวงตาของพญามารหรืออสูรกายขนาดใหญ่ที่กำลังซุ่มซ่อนจ้องมองเหยื่ออยู่ในถ้ำอันมืดมิด

ฟุ่บก่อนที่เปลวไฟจากหัวไม้เท้ารูปกะโหลกจะลุกพรึ่บขึ้นมาอีกดวงหนึ่งเปล่งแสงสีแดงอมส้มให้เห็นหัตถ์ขนาดใหญ่สีดำมะเมื่อมข้างซ้าย ขณะที่ปลายรัศมีของดวงไฟที่กำลังเต้นไหววูบวาบส่องกระทบผิวผนังสีขาวจนเห็นเป็นเฉดสีเดียวกัน แค่มองก็รู้สึกหนาวยะเยือกขึ้นมาท่ามกลางสภาพอากาศอันร้อนระอุเหมือนตกอยู่ในเตาอบแต่น่าแปลกที่ผมกลับไม่มีเหงื่อไคลออกเลยแม้แต่น้อย

ฮือ ฮือ ฮือเสียงทุ้มต่ำของเหล่าวิญญาณชั้นต่ำขับเปล่งออกมาจากลำคอของพวกมันฟังวุ่นวายหนวกหู

เหวอออ พวกมันมาแล้วว!”  ผมร้องเสียงหลง กระเด้งตัวถอยวืบอย่างตื่นกลัวพาให้อีกฝ่ายเซตามไปด้วย

บอกแล้วไงว่าอย่าสบตาเธอรีบกระซิบเตือน ทำให้ผมรีบเบี่ยงหน้าหลบสายตาลงวูบเกือบไปแล้วสิเรา

เจ้าเป็นใคร!!!” เพียงท้าวมหายมขยับปากถามนิดหนึ่งกลับเกิดเสียงทุ้มต่ำน่าเกรงขามดังกึกก้องและกระแสลมปากพัดโหมราวกับพายุเสียจนผมเผ้าพลิ้วสะบัดและร่างผอมๆ ของผมแทบปลิวตาม

อื้อหือออ เหม็นจังแหะสาริกาในสภาพที่กลับมาสวยเหมือนดั่งเดิมแล้วจรดนิ้วโป้งและนิ้วชี้ขึ้นบีบจมูกพลางบ่นอุบอิบ

            ผมซึ่งไม่ได้กลิ่นอะไรเลยได้แต่หันมองเธออย่างงงๆ

            อย่ามองดวงตานั้นเด็ดขาดนะร่างเพรียวย้ำเสียงเครือ หรือว่าแท้จริงแล้วแม้แต่เธอเองก็ยังนึกกริ่งเกรงในอำนาจบารมีของท้าวมหายมด้วยเช่นกัน

จับมัน เอามันมา เอามาทั้งสองตนนนน นายท่านอย่าให้มันหนีไปด้าายพวกวิญญาณนับร้อยที่ผุดออกมาเต็มฝาผนังพากันร้องโหยหวนกึกก้อง แม้จะมองเห็นเสี้ยวหน้าเหล่านั้นแค่เพียงวับแวมตามแสงไฟที่ส่องกระทบแต่ก็ขยะแขยงน่ากลัวเหลือหลาย แถมยังน่ารำคาญรูหูอีกต่างหาก

แม่งเอ้ยไอ้พวกผีเวรตะไลจะเอาให้ได้เลยใช่มั๊ยผมซึ่งยังคงก้มศีรษะหลุบสายตาลงต่ำนึกโมโห

ฉันนับแล้วนายก็ถอยหลังเข้าไปเลยนะร่างเพรียวกระซิบกระซาบบอก

เอางั้นเลยเหรอถึงแม้ไม่มั่นใจสักเท่าไหร่แต่ถึงตอนนี้แล้วคงไม่มีทางอื่นใดที่ดีกว่านี้อีกแล้ว

            เออสิ…” เธอแนะยกมือไหว้ท่านด้วยนะนานๆ จะได้เจอผู้หลักผู้ใหญ่ในวงการสักที

            เอาล่ะนะ หนึ่ง…”

            ผมค่อยๆ สืบเท้าถอยไปนิดหนึ่งเข้าหาประตูหนีไฟซึ่งเปล่งแสงเจิดจ้านั่น พยายามระมัดระวังอย่างที่สุดที่จะไม่ให้เจ้าของม่านตาสีแดงราวกับปิศาจคู่นั้นจับสังเกตได้

            สอง…” ความตื่นเต้นกดดันทำให้ผมพลันรู้สึกวูบวาบขึ้นมา

            คราวนี้เราสองคนกระถดเท้าจนแผ่นหลังแทบแนบกับบานประตูแล้ว ผมลองวาดฝ่ามือขวาไพล่หลังไปแตะๆ ดูยังสัมผัสได้ถึงความแข็งกระด้างของมวลเหล็ก ปริวิตกว่ามันจะทะลุผ่านไปได้จริงๆ น่ะหรือแต่เมื่อครู่ก็ยังทะลุผ่านประตูห้องเราออกมาได้เลยนี่นา

            ส่งมันมาให้ข้าาาาาบัดเดี๋ยวนี้!!!” เสียงของชายชรากราดเกรี้ยวด้วยแรงโทสะ กระแสลมปานไซโคลนพัดโถมเข้าหาพวกเราจนผมต้องเขยิบเท้าซ้ายถอยยันกายไว้พลางยกมือมือขึ้นบัง ด้วยความอยากรู้จึงแอบเหลือบสายตามองไปทางนั้นนิดหนึ่งแล้วก็ต้องตกใจอย่างแรงเมื่อแลเห็นดวงเนตรแดงฉานขยับเข้ามาใกล้จนน่าใจหาย

            ตายแน่แล้วไอ้ลูกหมาเอ้ยยผมนึกประหวั่นพรั่นพรึง ตวัดสายตากลับลงมองพื้นอย่างเร็วรี่ ความกลัวพุ่งปรี๊ดเป็นทวีคูณ ณ ตอนนี้เองที่สาริกากลับปล่อยมือผมแล้วกระพุ่มมือไหว้พลางน้อมหัวให้อีกฝ่าย

กราบลาล่ะค่ะท่านพูดเสร็จสาวเจ้าก็กระซิบบอกผมว่า สามแล้วก็ถอยวืบหายลับเข้าไปในบานประตูทันที

อ่าวเฮ้ยแล้วเราล่ะผมรีบหันไปมองแต่ได้แค่เห็นแผ่นหลังไวไว ขณะที่กำลังหันตัวตามไปนั้นเองสิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น!


 

TB
 
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

45 ความคิดเห็น