เพลิงภุชคินทร์

ตอนที่ 3 : เพลิงภุชคินทร์ ต่อจากตอน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 28
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    26 ม.ค. 56

 
นี่หรือคือเมืองนครพนม    บ่ายของวันนั้น หลังจากที่หลับนอนเสียจนเต็มอิ่ม  และได้ตื่นมาอีกครั้งในเวลาช่วงบ่ายสามโมง  สายตาของโมรัญบอกกับตัวเองว่า  ถิ่นอีสานเหนือแห่งนี้  มีความสำคัญ บ่งบอกถึงรากเหง้าและอดีตที่พัฒนา  มีความรุ่งเรืองมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์  ที่สืบสานพระพุทธศาสนา
บ่ายโขอย่างนี้แล้ว  แต่ว่า ใจของดมรัยก็มีความคิดที่จะดั้นด้นไปให้ถึง พระธาตุพนม
แต่สหายอีกสองคน ที่ตามมาด้วยอยากจะกลับที่พัก  หลังจากชื่นชมความงามของเมือง พาเดินเที่ยวในตลาดนัด และตลาดติดแอร์อย่างห้างสรรพสินค้า จนเย็นชุ่มปอดแล้ว
“ฉันง่วง อยากจะกลับก่อนว่ะ”
อาทิตย์เป็นคนพูด และ  เทพไทก็อยากจะกลับอีกด้วย
“ใช่ ฉันก็ยังนอนไม่อิ่ม รู้สึกเพลีย  งั้น  ฉันนั่งเมล์กับไอ้ทิตย์กลับเองดีกว่า”
เทพไทพูดย้ำ  อย่างที่บอกว่า เป็นตายร้ายดีก็จะกลับไปที่พัก
ทำให้โมรัญมองเห็นเพื่อนแล้ว  ก็ได้แต่นิ่ง
แต่ใจเขายังบุกบั่น และมุ่งมั่นที่จะไปให้ได้
“แต่ฉันบอกใจตัวเองว่า ฉันจะไปที่วัดพระธาตุพนมนี้ให้ได้  ถึงไม่มีใครไปด้วยก็ตาม  ฉันคิดว่า ฉันไปถูก”
ด้วยคำพูดที่เด็ดเดี่ยว   ทำให้วิสารัชนึกห่วงเพื่อนรักคนนี้
จึงยิ้ม และตบที่บ่าของโมรัญบอกว่า
“ถ้าพวกนาย จำทางกลับบ้านได้แล้ว  เดินขึ้นรถเมล์ แล้วเดินลงหน้าปากซอยบ้านของฉัน  ไปนอนรอก็ได้  เพราะฉันอยากจะไปเป็นเพื่อน  โมนมัน”
เมื่อวิสารัชพูดเช่นนี้ สร้างความไม่พอใจให้แก่เทพไทกับอาทิตย์  แต่ก็ไม่ได้ว่ากล่าวอะไร  นอกจากมีสีหน้าที่บึ้งตึง เดินจากไป
แต่การกระทำเช่นนี้ ของเพื่อน ทำให้โมรัญรู้สึกไม่สบายใจ
แต่วิสารัชก็เอ่ย
“ไปกันเถอะ  ถ้านายอยากไปกราบนมัสการพระธาตุ  ฉันจะไปเป็นเพื่อนด้วย จริงสิ อย่างที่นายบอก ฉันเป็นคนนครพนม เมืองนี้ แท้ๆ กลับไม่ได้นึกถึงเหมือนอย่างนาย  โมน”
“ฉันอยากไปที่นั่น  ไม่รู้เป็นเพราะอะไร ถึงอยากจะไปเหลือเกิน”
โมรัญหลุดปากออกมาด้วยความรู้สึกเช่นนั้นจริงๆ
“ฉันอาจจะทำให้เพื่อนทั้งสอง ที่ไปแล้ว  ไม่สบายใจ  ทำเหมือนกับว่า ฉันเอาเปรียบเพื่อน  ทำให้นายต้องมาสนใจฉันมากว่าคนอื่น”
การที่พูดออกมานี้ ทำให้โมรัญไม่สบายใจ
เพราะเขารู้ว่า นี่เป็นสาเหตุที่ทำให้เพื่อนทั้งสองไม่สบายใจ  ซึ่งนอกจากน้อยใจแล้ว  อาจจะริษยาเขาอีก ก็เป็นได้
“แต่นายก็พูดเองไม่ใช่หรือ ว่า นายจะต้องไปที่วัดแห่งนั้นให้ได้”
วิสารัชพูดออกมา
“ใช่ ฉันพูดอย่างนั้น และต้องทำตามอย่างนั้นแน่นอน  ถ้าฉันพูด และทำอะไร ฉันจะตัดสินใจเดี๋ยวนั้น”
โมรัญบอกเพื่อน
“เพราะนายคิดอย่างนั้นไง ฉันถึงอยากมาเป็นเพื่อนกับนาย”
“เพื่ออะไรอีกล่ะ   รัช  ฉันคิดว่า ฉันคงไม่หลงแน่”
โมรัญยังกล่าวด้วยความมั่นใจ
วิสารัชยิ้ม
“นายลืมไปแล้วหรือว่า นครพนมเป็นเมืองของฉัน  ฉันเกิดและเติบโตมาที่นี่ ย่อมรู้จักทุกตรอกซอกซอย  และพูดจาภาษาถิ่นกับคนที่นี่ได้”
โมรัญพยักหน้า
“งั้น ฉันขอบใจนายมาก และก็ลืมคิดไปด้วย”
“นายไม่ต้องคิดอะไรแล้ว  มีฉันเป็นเพื่อน  นายอุ่นใจทุกอย่าง
 
 
พระธาตุพนมที่ศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง ตั้งตระหง่านเด่น เมื่อใกล้เข้ามา และยิ่งเห็นเด่นชัดเจนที่สุด เมื่อใกล้เข้ามาสู่เขตคามพัทธสีมา และอรัญวาสีของวัดพระธาตุพนม
แทบจะไม่ได้คาดสักนิด  เมื่อปรากฏมีวัตถุ ซึ่งเป็นในอีกภพภูมิหนึ่ง โดยที่มีใครหารู้ไม่ว่า เขาต้องการต้อนรับชายหนุ่มผู้นี้
การเป็นแบบสัมภเวสี หรือโอปาติกะ   แต่ว่าบริเวณชั้นในนั้นมีทวยเทพเทวาอารักขาและเฝ้าอยู่  รวมทั้งมียันต์ศักดิ์สิทธิ์  ที่ลงอักขระ  เป็นการป้องกันภูติวิญญาณมารบกวน
โอปาติกะดังกล่าว  มีร่างที่ดุจลำแสงสีขาวพร่าง  แต่หยุดชะงักอยู่บริเวณนี้
โมรัญกับวิสารัชกำลังถอดรองเท้า เพื่อก้าวเข้าไป
และโอปาติกะดังกล่าว  เมื่อทำอะไรไม่ได้ แม้ใจอยากจะเข้าไปข้างใน  แต่ก็รู้ว่า  เจ้าที่ที่เฝ้าอยู่ เป็นเหล่าเทวาที่อารักขาหนาแน่น
มนุษย์คนใดก็ตามมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น
ต้องอาศัยตาใน หรือตาทิพย์  สำหรับคนที่มีฌาน  ฝึกอบรมวิปัสสนากรรมฐานอย่างสม่ำเสมอ
 
ทำให้โมรัญเงยหน้าขึ้นสูงมองไปถึงยอดขององค์พระธาตุพนม  อธิษฐานต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย  ทั่วสากลโลก  ที่เขาได้มากราบไหว้นมัสการ  เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต
สิสารัชทำตามบ้าง และรู้สึกสบายใจ
ได้รับความเย็นจากแรงลมพัดเอือยเฉื่อยเรื่อยๆ แบบไม่มีแดดแผดจ้า  ทำให้เขารู้สึกโชคดี
 
เหล่าพุทธศาสนิกชนผู้มีใจกุศลและพุทธบริษัทผู้มีความศรัทธาเลื่อมใส  ที่จะเข้ามากราบไหว้ องค์พระบรมธาตุพนม มีไม่ขาดสาย   ทั้งถือดอกไม้และธูปเทียน
 
และโมรัญหยุดยืนอยู่ครู่หนึ่ง  เพื่อทำใจให้เป็นสมาธิ  แล้วพาวิสารัชเข้าไปทรุดนั่งที่มุมผนัง เพื่อหลีกทางให้คนอื่นบ้าง
“ฉันรู้สึกเย็นสบายใจเหลือเกิน  ที่ได้มากราบไหว้องค์พระธาตุแท้ ของนครพนม   อุรังคธาตุของพระพุทธองค์  พระธาตุยอดส่วนหน้าอก และรู้มาจากดั้งเดิมว่า  ร สถานที่แห่งนี้ แต่เดิม เรียกว่า กัปปณคีรี หรือดอยกำพร้า   และพระพุทธจ้าองค์ก่อน  ก่อนก็เสด็จมาประทับรอยพระบาท  ตั้งแต่สมัยพระพุทะเจ้ากกุสันธ”
โมรัญรู้ประวัติเรื่องนี้จึงบอกเพื่อน
“นายรู้เรื่องอะไรหลายอย่างนี่ เป็นต้นพวกประวัติศาสตร์ ทางศาสนาที่เก่าแก่”
“ฉันสนใจศึกษาเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้มาก ไม่รู้ว่า เป็นเพราะอะไร”
โมรัญหันไปบอกเพื่อน   และใจเขายังเป็นสมาธิ
“วันนี้ ฉันรู้สึกดีใจ ที่ได้ตามนายมาที่นี่”
“ไม่เป็นไร  ฉันต่างหากที่ควรจะดีใจ เพราะนายตามามาด้วย”
สิ้นสุดคำพูดนั้น เสียงตลิ่งของวัดริมแม่น้ำโขงก็สะเทือนเลื่อนลั่น เหมือนมีแรงคลื่นยักษ์ที่ฟาดถาโถมใส่อย่างรุนแรง  เป็นเหตุการณ์ที่แปลกประหลาด ซึ่งประชาชนพากันมองไป
 
ริมแม่น้ำโขง ที่อยู่ไม่ไกลจากองค์พระธาตุ  และด้านหลังองค์พระธาตุก็คือแม่น้ำโขง  สายน้ำที่ทอดกว้างใสสะอาด  และแผ่ไปถึงบ้านพี่เมืองน้องอย่างประเทศลาว
สาธารณะรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว  สิ่งที่แปลกประหลาดมากกว่านั้น คือ คลื่นน้ำถูกขุ่นกวนมากกว่าเดิม  จนกลายเป็นคลื่นยักษ์หมุนวนอย่างบ้าคลั่ง  จนบริเวณนั้นคล้ายราวกับวังน้ำวน
“ครืน  ครืน  ซ่า”
แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น หลังจากที่ประชาชนจ้องสายตากลับไป
หลายคนคิดถึงสิ่งแปลกประหลาดจากดึกดำบรรพ์ที่อยากจะได้เห็น
แต่ทว่าก็ไม่มีอะไรนอกจาก  แผ่นน้ำทีขุ่นกวนเป็นคลื่นสูง
และความว่างเปล่า
และโมรัญอดไม่ได้   ที่จะเหลือบมองสายแม่โขงในยามนี้ ซึ่งเขาสังเกตว่า ด้านหลัง ที่เป็นแม่น้ำโขง  จะมีแผ่นดินงอกออกม มีภูเนินอย่างหนหึ่ง ที่ น่าจะสามารถป่ายปีน ขึ้นไปบนนั้นได้
แต่เขาก็ไม่กล้าหรอก  เพราะเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์
 
แม้จิตใจจะอยากรู้อยากเห็นก็ตาม  แต่ว่า ถ้าเป็นแบบนี้ เขาจะต้อง ขออนุญาตกับทางวัดเสียก่อน
จากนั้นโมรัญกับวิสารัช พากันเดินเลียบเลาะมาทางกำแพงวัด  ผ่านเนินภูตรงนั้น ที่มีทั้งปราสาท    และสถูป เจดีย์โบราณ  และเป็นที่เก็บอัฐิ  บริเวณต้นศรีโพธิ์ จากพุทธคยา  เขาแน่ใจว่า สายตาได้เงยมองไปเห็นปล่องรู  ซึ่งสามารถมองลงไปได้
จึงได้ตั้งคำถาม และบอกกับตัวเองว่า   นี่คือ ปล่องอะไร?
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น