ตะวันกินดวง

ตอนที่ 6 : ตะวันกินดวง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    14 เม.ย. 62

 

                เขาทำตัวเหมือนผิดปกติ และผิดปกติอย่างยิ่งที่ สรญาจำต้องครุ่นคิด มาแล้วก็ไป คล้ายกับว่า ภูวนัยอยู่ไม่ติดบ้านติดช่องเอาเสียเลย ถึงแม้ว่าหล่อนจะมีลูกชายให้เขาเชยชมแล้วก็ตาม จึงต้องโทร.ไปปรึกษาเพื่อนรัก  นลิน ีหรือเทย่า

                เขาออกไปอีกแล้ว  แค่คำพูดนี้ นลินีก็รู้แล้วว่า  เพื่อนรักทนอยู่กับอารมณ์เหงาและเศร้านานแค่ไหน

                “ฉันเคยพูดหลายครั้งแล้วว่า มันผิดปกติ  จำที่ฉันเคยบอกได้ไหม  ญา”

                สรญากำลังทบทวน              “ฮื่อ    แต่ฉันก็เชื่อเขานะ เพราะงานการที่เขารับผิดชอบมันหนักหนาเหมือนกัน  ตำแหน่งเขาก็เติบโตขึ้นเรื่อยๆ  ฉันคิดว่า เขาอาจจะเครียด  ไม่งั้น ฉันจะบอกเขาให้ไปหาหมอตรวจสุขภาพบ้าง”

 นี่คือคำพูดของสรญาเมียหลวง  ที่นลินีหรือเทย่าเพื่อนรัก ฟังแล้ว ไม่สบายใจแทนเพื่อน ที่สรญาดูเหมือนจะปล่อยวางใจผัวไปเสียทุกเรื่อง

                “สะกดรอยตามเขาสิ ถ้าอยากจะรู้”

                “ฉันคงไม่ต้องทำถึงขนาดนั้นหรอก   ผัวเมียกันต้องอยู่ด้วยความไว้วางใจกัน หากเขารู้ว่าฉันสะกดรอยตามไป  เขากับฉันจะใช้ชีวิตแบบอึดอัดมากขึ้น บางทีอาจทำให้ทะเลาะกัน”

                ย่ะ แม่พระ นลินีไม่พูดออกมาดังๆให้เพื่อนได้ยิน  แต่ก็บ่นในใจ

                ก็ปล่อยผัวให้เป็นสมบัติของคนอื่นเขาเชยชมก็แล้วกัน

                สรญาตัดสายจากเพื่อนแล้ว  ก็นั่งเงียบ  มือไกวเปลให้ลูกชายที่นอนหลับสนิท  แต่ไม่มีพ่อของลูก จะว่าไปหล่อนทนอยู่กับอารมณ์อย่างนี้ได้มานานแล้ว และก็ทนอยู่ได้ทุกครั้ง  หล่อนจึงไม่คาดคิดอะไรมาก กับชีวิตรัก ไม่คาดหวังสูง ขอเพียงแค่มีความสุขตามประสา  หล่อนก็ไม่ใช่คนเรื่องมาก และจู้จี้จุกจิก  ไม่งั้นภูวนัยคงไม่เลือกแต่งงานกับหล่อนหรอก   เพราะรู้ดีว่าเขาชอบแบบไหน  และไม่ชอบแบบไหน

 

                ชีวิตของเขาถูกกำหนดให้มาทิศทางนี้ ภูวนัยรู้สึกสบายใจและปลอดโปร่งทุกครั้ง เขาเป็นแบบนี้มานานแล้ว แต่เป็นไปในลักษณะซุกซ่อน  ที่ทุกคนไม่รู้

รวมทั้งพ่อแม่และญาติพี่น้อง เขาไม่กล้าแย้มตัวเองออกพ้นจากบานประตูลับแล ในสิ่งที่เขาเป็น

                แน่นอนพ่อแม่ย่อมไม่เห็นด้วยหากเขาเปิดเผยตัว  มันเป็นผลกระทบต่อธุรกิจ

โดยเฉพาะป๊าที่ตั้งหวังกับเขาเอาไว้มาก เพราะเป็นลูกชาย อยากให้มีบุตรสืบสกุล

                เขาทำตามที่ท่านต้องการได้แล้ว

                ภูวนัยเหมือนถูกปลดปล่อยจากความอัดอั้นทั้งปวง เขาเป็นอิสระเมื่ออยู่ในกลุ่มคนแบบเดียวกัน สังคมคนสีม่วง  ที่กระจัดกระจาย ทั้งนั่งทั้งยืน โยกเต้นไปกับเสียงเพลงที่ดังก้องกระหึ่มในเวลานี้ ผู้คนแบบเดียวกัน บางคนกอดกันบางคนจูบปากกันหวานดูดดื่ม แบบไม่แคร์สายตาใคร

                ธนิตจ้องมองภูวนัย  เขาไม่ชอบให้ภูวนัยใช้สายตาเจ้าชู้กับใคร ภูวนัยต้องเป็นของเขาคนเดียว

                แต่เหมือนสัญชาตญาณที่บอก ภูวนัยไม่เพียงพอ นอกจากภูวนัยจะหล่อเจ้าเสน่ห์แบบทีเขาลุ่มหลง สายตาของเขายังเจ้าชู้  กวาดตาไปมองเด็กหนุ่มวัยรุ่นหน้าตาดี ที่ดูเหมือนจะเป็นแบบพวกเขา

                ผิวทั้งขาวและก็หล่อ   ธนิตทนไม่ได้ หรอก เขาแกล้งเดินไปเพื่อบดบังสายตาของภูวนัยที่พุ่งมองมาที่หนุ่มหล่อหน้าใสผิวขาวล่ำบึ้กคนนั้น

                จนเขารับรู้ว่าธนิตทำอะไรอยู่ เขาเลยเบี่ยงสายตาออกไปทางด้านอื่น

                บางสิ่งบางอย่างธนิตไม่มีสิทธิ์มาคุมและกำกับเขา

                ถึงแม้เขาจะชอบรสชาติแบบนั้นที่ธนิตป้อนปรุงให้อย่างถึงพริกถึงขิง

                แต่เขาก็อยากจะเปลี่ยนรสชาติบ้าง ธนิตไม่มีสิทธิ์ใดๆทั้งสิ้นมาหวงเขามากขนาดนั้น

                “มองหาใครเหรอภู”

                จนภูวนัยต้องเอ่ยพูดแบบตรง

                “ธนิตบางสิ่งบางอย่างเธอก็ไม่ควรที่อยากจะรู้ทั้งหมดหรอกนะ”

                ธนิตพอจะรู้ว่า คำพูดและแววตาของภูวนัยแฝงแววไม่พอใจ

                แล้วธนิตก็ยิ้มระรื่นใส่ กลบเกลื่อนตัวเอง

                “ไม่หรอกนะ อย่าคิดมาก”

                “ถ้าไม่คิดอะไรมาก ก็อย่าพูดอะไรมาก  ต่างคนต่างมีอะไรก็ทำได้โดยอิสระ”

                เขากำลังบอกธนิตว่าเขาไม่ต้องการให้ใครมาครอบงำความเป็นอิสระของเขา

                ทำให้ธนิตเลยเก็บปากของตนเองเงียบเอาไว้

แล้วจากนั้นภูวนัยก็เดินตรง  ถามเด็กหนุ่มตรงหน้า ที่เขาสนใจเพราะรู้สึกเข้าตา

                “ชื่ออะไรล่ะเรา” ภูวนัยถามเด็กหนุ่มผิวขาวหล่อล่ำโดนใจเขา

                “ตั้มครับ”

                “มากับใคร กับเพื่อนๆครับ  แต่เพื่อนๆแวะไปอีกบาร์หนึ่ง ผมจึงอยู่คนเดียวตรงนี้”

                “งั้นแวะกับพี่ได้มั้ย  คุยกันตรงโน้นเถอะ”  ภูวนัยเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้มและหวาน

                “ได้ครับ”  เด็กหนุ่มไม่ปฏิเสธ

                แต่สายตาของธนิตที่มองตามไปนั้นราวกับจะถลนออกมานอกเบ้าด้วยความไม่พอใจภูวนัยรุนแรง ที่ทำกับเขาเช่นนั้น  ทั้งๆที่รู้ว่าธนิตคิดอย่างไรกับภูวนัย

                อีกครั้งบนถนนสายแห่งนี้ที่ได้ชื่อว่าโลกีย์  คำว่าโลกีย์ดูไม่ดีเอาเสียเลย จะเรียกแบบง่ายๆว่า  อาชีพหากินที่มีทั้งผู้ชายและผู้หญิง  ไม่แปลกหรอกนะ  คนทั่วไปก็เดินโฉบผ่านแถวนี้ไม่ว่าจะเป็นผู้ดีหรือยาจก  ภามไม่พยายามจะคิด แต่สิ่งสำคัญมากที่สุดสำหรับเขาในเวลานี้คือการปกปิดครอบครัวพ่อแม่และเครือญาติแม้แต่คนรัก เขาต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่า มันเป็นอาชีพที่หารายได้เข้ากระเป๋าง่ายดาย  อาจจะต้องเปลืองตัวเปลืองอารมณ์  แน่นอนมันเป็นเรื่องต่ำ อาชีพต่ำ และคนในสังคมชั้นสูงเขาเรียกว่า ใฝ่ต่ำ  ภามถอดเสื้อกล้ามสีขาวออก อวดเพียงก้อนเนื้อของกล้ามที่ไม่ได้มากมายนัก ไม่ได้เป็นมัดเหมือนนักเพาะกล้าม   กลางคืนมาถึงแล้ว คนบางคนเกลียดกลางคืน โดยเฉพาะเขาก็เช่นกัน

เขามีความอายเหมือนกัน ยังรู้สึกกระดาก แต่ความอายมันไม่มีปากพูด ตัวเขาและเพื่อนๆเป็นเหมือนสินค้าชิ้นหนึ่ง รอผู้มาชื่นชมและเสิร์ฟเหมือนอาหาร ภามพยายามไม่หันมามอง ร่างเปลือยท่อนบนนั้นโยกย้ายไปตามจังหวะเพลง

ฮิเดโกะ ผู้หญิงคนนี้ เป็นชาวญี่ปุ่น สายตาที่สอดส่ายแม้่จะมองแล้วอ่านยาก ทั้งรสนิยมและความต้องการ  ผู้หญิงที่ชอบเกย์ก็มีไม่น้อย   ฮิเดโกะนางไม่ได้มาคนเดียว แต่มีเพื่อนเพศเดียวกันมาด้วย คงอร่อยกับอาหารตาตรงนั้นที่เต้นโยกย้ายไปตามจังหวะ  มนุษย์นี่ก็แปลกชอบอะไรที่แปลกประหลาดเหลือเกิน เบื้องหน้าคือแก้วเหล้ากับเหล้ายี่ห้อดี ท่าทางหญิงสาวเหมือนจะมึนแต่ก็ยังทรงตัวได้  เหล่านักเที่ยวที่เป็นสตรี แต่พูดถึงสตรีชาวญี่ปุ่น  ที่มีความต้องการอย่างมีอิสระเกินขอบเขต   กล้าทำอะไรแผลงๆ แหกคอกแหกขนบ   สายตาของเจ้าหล่อนจ้องมองไปที่ร่างของแป้ง เพื่อนทำงานด้วยกันที่รูปร่างค่อนข้างผอม ไม่มีความกำยำแต่ดูอมโรค  พอเจอหน้าแป้ง ก็บอกว่า

“มาแล้ว ขาประจำกู  หายไปสองอาทิตย์กว่า”  เพราะรู้ดีว่าสตรีนางนั้นหันเหลียวสายตามาทางแป้ง พร้อมกับยิ้มให้  แป้งคลุกคลีอยู่ในวงการนี้มานาน   ค่อนข้างเจนจัดสังเวียน ลักษณะท่าทางออกตุ้งติ้งด้วยซ้ำ  มีจริตจะก้านจีบปากจีบคอ

 

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

4 ความคิดเห็น