ตะวันกินดวง

ตอนที่ 4 : ตะวันกินดวง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    14 ก.ย. 60

ภามหลับในห้องเรีย นหลับๆตื่นๆ เรียนรู้บ้างไม่รู้บ้างเพราะการอดนอน แต่เขาต้องอดทน หาทางงีบหลับในห้องน้ำ พอช่วยได้ ตอนเย็นมา ต้องทำงานที่เดิม

วันนี้ ภาม ในชุดของพนักงานเต้นอะโกโก้ชาย สีขาว อวดเรือนร่าง เหมือนจีสตริง ภามหลับตาลงเมื่อผิวของเขาส่องต้องกับแสงไฟทีไร รู้สึกอับอายเหลือเกินกับผู้คนข้างล่าง แขกเหรื่อที่จ้องมาบนเวทีเหมือนตาเป็นมัน เขารู้ว่า นี่มันอาชีพ คนแถวนี้ ที่อยู่ที่นี ก็ดงโลกีย์ทั้งนั้น เพียงแป๊บเดียว พอเพลงจบ โต๊ะห้าก็เรียกเขาเป็นแขกหนุ่มญี่ปุ่นที่มากับเพื่อนทั้งสองคน หน้าตาดีเป็นวัยรุ่นทั้งคู่ ภามคิดว่า ก็ดีเหมือนกัน จะได้ค่าดริ๊ง คือแลกดื่มจากแขก เขาไม่สามารถตอบโต้กับแขกเป็นภาษาอังกฤษได้ เพียงแต่สั่นหัวกับพนักหน้าเท่านั้น ชั่วครู่คนดูแลเข้ามาถามในภาษานั้น

“เขาจะออฟเธอ ไปกับแขกมั๊ย” สวัสดิ์ หรือ เจ๊หวัด อีกคน ที่ คอยดูแลพนักงานและสามารถพูดภาษาได้ “เธอจะไปมั๊ย” เจอคำนี้หลังจากนั้นไม่ถึงสิบนาที

ภามทั้งลังเล กับการตัดสินใจ แต่ เจ๊หวัดพยายามเกลี้ยกล่อม

“ถ้าไปกับแขก เธอก็ได้เงิน เคยไปแล้วนี่ เลือกเอาสิ ถ้าจะเอาค่าเต้น วันละร้อย” นี่คือคำบอกเป็นการกดดัน ภามพยักหน้า นี่คือครั้ง ที่สาม ของเขา ติดต่อกันเลย

“แต่ เจ๊ ผมไม่เป็นอะไรเลยนะ” ตอบเจ๊หวัด นางยิ้มเหมือนหัวเราะ

“เถอะ แขก เขาจะสอนแกเอง เคยไปแล้ว น่าจะเรียนรู้ง่าย” จากนั้นเจ๊หวัดก็สะบัดก้นจากไป

ไปกับแขกคืนนี้ได้ประสบการณ์ใช้ชีวิตอีกแบบ เขาไม่ยอมปิดประตูตัวเองตายและจมปลักอยู่กับสิ่งนี้นานหรอก อย่างน้อยความสะอาดที่ต้องการชะล้างตัวเองให้พ้นจากดงโลกีย์ มันยังมีอยู่ อนาคตที่สวยงาม เงินเท่านั้น ที่ทำเพื่อใช้เป็นใบเบิกทาง จบการศึกษา แล้วเขามีทางไป พร้อมด้วยคนรักของเขา ตื่นออกจากโรงแรมม่านรูดแห่งนั้นเกือบหกโมงเช้า เพราะนึกง่วงจัด แขกหนุ่มชาวญี่ปุ่นจากไปแล้วด้วยรอยยิ้ม และสัญยาจะกลับมาหาเขาใหม่ ในกระเป๋ามีเงินที่ได้รับตอบแทนพิเศษ นั่งรถแท็กซี่กลับเข้าอพาร์ทเม้น

“อ้าว ถาม แกเพิ่งกลับมาหรือ” นิก เอ่ย ทำงานอยู่คนละที่กัน แต่ใกล้กัน นิกไม่มีแขก เลยกลับมาก่อน

“แขก ออฟล่ะสิแก หน้าสะโหลสะเหลมาทีเดียว” ลงจากแท็กซี่ ขึ้นห้องพักเปิดประตู ภานนท์ได้แต่ตอบเพื่อน “ฮื่อ” ก่อนโผ ตัวเข้าไปที่เตียงนอนอีกครั้ง ซึ่ง นิกก็หลับได้ไม่นาน ทั้งคู่ตั้งนาฬิกาปลุกไว้ คาดว่าเจ็ดโมงครึ่งจะตื่น แล้ว อาบน้ำเตรียมตัว นั่งรถไฟฟ้าไปมหาวิทยาลัย

อาการซ่อนเร้นอยู่ในตัวตนบอกเขาในสิ่งที่เขาไม่ต้องการ แม้จะเหลือบมองผู้หญิงที่ได้ชื่อว่าภรรยา เหมือนเขาจำใจ เขาไม่ต้องการให้เป็นแบบนั้น พ่อแม่ของเขาบังคับ สงสารหล่อนเหมือนกัน สรญาที่ต้องมาจมปลัก โดยไม่รู้ว่าเขานั้น ไม่ได้รักชอบหล่อน เกมรักบนเตียงนอนเป็นแค่ทางผ่านที่ เขาอยากจะทำให้แล้วเสร็จ แต่ก็เหมือน หล่อนตกอยู่ในขุมนรกที่ทรมาน

“คุณภู” หล่อนเรียกเขา ภูวนัยเมินเฉย หล่อนหัวอ่อน นี่ล่ะ ถึงยอมอยู่ใต้คำสั่งของเขา เขาไม่รู้ว่า สรญาทราบความจริงของเขาหรือเปล่า มันซ่อนอยู่ลึกมา

“มีอะไร” เขาทำสีหน้าเหมือนรำคาญนิด

“ญา อยากให้คุณภูพาไปช็อปปิ้งหน่อยค่ะ”

“พี่ไม่ว่าง เธอไปคนเดียวเถอะ” เขาบอกสรญาเหมือนตัดบททิ้ง คำตอบครั้งแล้วครั้งเล่าเป็นเช่นนี้ หล่อนไม่รู้ว่ เขารังเกียจตัวหล่อนมากมายหรือเปล่า สุดท้าย ทุกครั้ง หล่อนต้องไปของหล่อนเอง แม้จะพยายามชวนเขาก็ตาม แต่น้อยครั้งที่สำเร็จ และเขายอมตามใจ สรญาไม่รู้เหมือนกัน แต่เพราะหล่อนรักเขา หล่อนถึงยอมเขา วาดหวังเขาเป็นสามีในอนาคตร่วมทางรักให้เขาเป็นผู้นำเพื่อปกป้องหล่อน เพราะร่างกายของเขากำยำแข็งแกร่งผิวขาวเหมือนนักกีฬา หล่อนปลื้มเขามานานแล้วล่ะ ตั้งแต่เพื่อนรักชักนำให้รู้จัก และอีกอย่างพ่อกับแม่ของหล่อนก็สนิทสนมกับพ่อแม่ของเขา ด้วยเหตุนี้ งานวิวาห์จึงเกิดขึ้นได้ ไม่ยากนัก หล่อนยังจำในวันที่ถ่ายภาพพรีเวดดิ้งเป็นครั้งแรกกับเขา เขาหล่อเหลาสง่า ตัวหล่อนเองก็สวยเหมือนผู้หญิง

ภูวนัยไม่ตอบคำถามของหล่อนอีก เขาตอบแค่นั้นไม่นานเขาก็ขับรถออกไปข้างนอก สรญาไม่กล้าถาม หล่อนไม่กล้าขีดชีวิตหรือบงการชีวิตของเขามากกว่านั่น มีแต่เขาเท่านั้นที่กำหนดและสั่งให้หล่อนเป็นแบบนั้น แต่หล่อนก็รู้ว่าเขาไปทำงาน พยายามเข้าใจอุปนิสัยของเขาว่าชอบเงียบ ที่นี่เป็นบ้านส่วนตัวหหรือที่เรียกว่าคฤหาสน์ราคานับพันล้านเป็นสมบัติในวันแต่งงานของหล่อนเรือนหอที่ฝ่ายพ่อแม่ของเขาสร้างเอาไว้

อีกทั้งในท้องของหล่อนกำลังจะมีทายาทของเขา ไม่รู้สึกว่า ภูวนัยเห่อหรือดีใจออกมาเลย เขาไม่แสดงสิ่งนั้น สรญาแอบน้อยใจเช่นกัน

“เทย่า” หรือ นลินี คือเพื่อนที่ให้คำปรึกษา

“ทำไมล่ะแก มีเรื่องน้อยใจอีกล่ะสิ”

“ใช่”

“ผัวแกล่ะ”

“ไปทำงาน”

“แน่ใจหรือ”

“อ้าวก็แน่ใจสิ เขาไปทำงาน”

“เอ แต่ฉันคุ้นนะ เห็นขับรถผ่านไป ขณะตอบสรญา นลินีหรือเทย่าสาวลูกครึ่งรู้สึกว่า สายตาของหล่อนปราดไปมองรถยนต์ที่คุ้นเคย รวมทั้งทะเบียนกท.ด้วย ว่า รถตันนี้กำลังจะเลี้ยวเข้ามาในซอยบ้านพักของหล่อน และซอยตรงนี้มีสถานเริงรมย์มากมาย โรงแรมสปา และที่ขึ้นชื่อลือชา ในแวดวงป่าสีม่วงนัก นลินีไม่อยากจะคิดอย่างนั้น แต่อยากให้สรญาลองเฉลียวใจ เพราะในซอยแถวบ้านพักของหล่อน มีบาร์เกย์แอบแฝงเหมือนแถว สะพานควาย รวมทั้ง ห้องเซาน่าและฟิตเนส

“เขาไปทำงาน คุณภู น่ะถึงเขาไม่แสดงออกมาว่ารักฉัน แต่ฉันก็รับรู้นะ เทย่า ไม่งั้น เขาคงไม่เลือกฉันเป็นเจ้าสาวหรอกนะ” สรญาคิดเข้าข้างตัวเอง แต่นลินีคิดไปไกล ทำไมเพื่อนรักไม่มีจิตสังหรณ์ในตรงกันข้าม

“คิดดูให้ดูนะแก”

“ฉันไม่มีอะไรสงสัยเขาหรอก” สรญาตอบเพื่อนอย่างนั้น นลินีถอนหายใจ และปล่อยวางเรื่องของเพื่อน หล่อนก็กวาดเรื่องนี้ออกจากสมอง ขับรถมุ่งหน้าไปที่ทำงาน


“ภู” เสียงทักนั่น มาถึงคอนโดที่พัก ธนิตก็ออกมาเดินรับ แล้วดึงแขนจูงมือเข้าไปในคอนโด ซึ่งภาพเหล่านี้ผู้ดูแลคือร.ป.ภ. มองด้วยสายตาปกติธรรมดา และดูเหมือนภูวนัยจะคว้าตัวของธนิตเข้ามากอด

“คิดถึงภูจัง” เมื่อถึงห้องธนิตกระซิบที่ริมกกหู แล้วกอดแน่น จนภูวนัยรู้สึกสะท้านไปหมดทั้งร่าง ไม่รู้กี่ครั้งแล้ว ที่เขาปรารถนาแบบนี้ ทำไม มันต้องเป็นแบบนี้ กับชีวิตที่ซุกซ่อน ความรักความใคร่ที่ซุกซ่อน เขาก็ไม่ต้องการแบบนี้ ทำไม มันต้องเกิด และเกิดมานับครั้งไม่ถ้วน กับคนเพศเดียวกันที่เขาต้องการให้ซุกไซ้กอดรัด และมีอะไรเหมือนกับมีผู้หญิง กับผู้หญิงหรือ สรญา หล่อนได้ชื่อ ว่าเป็นแม่ของลูกของเขา ที่ผู้ใหญ่ต้องการนักหนา เขาเหมือนผะอืดผะอม แต่กับธนิตแล้ว ไม่เลย เหมือนเป็นคู่รักหนุ่มสาวที่กะหนุงกะหนิงกัน เขาจึงมีความสุขมากกว่า มันเหมือนกับรักต้องห้าม ชีวิตเหมือนโดนคำสาป เขารู้สึกด้วยคำนี้ ตั้งแต่ลืมตาเกิดมา

“ภู ก็คิดถึงนิต นะ นิตที่รัก” ทั้งสองชายแลกลิ้นจูบปากกันด้วยอารมณ์พิศวาส อย่างเมามันและดูดดื่มในพิศวาสที่พวกเขาชอบ ก่อนจะโรมรันโหมรุกกันบนเตียงนุ่มในสภาพเปลือยกายล่อนจ้อน ผลัดกันรุกและรับอย่างที่ ภูวนัยเอมอิ่มสุขใจและกายเหลือเกินกับธนิต มากกว่าเมียที่บ้านหลายเท่า เป็นความปรารถนาที่เหมือนต้องมนต์ ดื่มด่ำไปกับการไม่รู้รับผิดชอบชั่วดี เมื่อเติมเต็มเสน่หาเต็มอิ่ม ทั้งคู่ก็นอนกอดก่ายเช่นนั้น บ่ายสามโมง ภูวนัยจึงลุกออกจากเตียง อาบน้ำเพื่อเตรียมตัวเข้าไปที่บริษัททำงาน นี่เป็นชีวิตของเขา ที่ทำแบบนี้บ่อยหน

“บ่ายสามแล้วนะนิต ภูต้องไปก่อน แล้วเจอกันวันหลัง”

“คืนนี้แวะมาอีกไม่ได้เหรอภู” ธนิตพยายามเยื้อยุดเขาไว้กับตัว เพื่อเติมเต็มในรสสวาทที่เขาชอบ

“ไม่ได้หรอก ต้องนอนอยู่ที่บ้าน” ภูวนัยตอบคู่ขา ถึงแม้เขาจะปรารถนาอย่างวนั้นก็จริง ชื่อเสียงและฐานะทางสังคมมันค้ำคอเขาอยู่ และภรรยาที่ได้ขึ้นชื่อว่า จดทะพเบียน แม้เขาจะทำผิดกับหล่อน ซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยที่ไม่บอกความจริง ทำไม เขาถึงไม่บอกความจริงแก่สรญา นั่นสิ มันคือความจริง แต่เขากลับมองเห็นหล่อนเป็นเหยื่อ ใช่ เพราสรญารักเขา รักในสิ่งที่หล่อนชอบและปรารถุนาเขาแบบนั้น แต่เขาไม่ได้รักหหล่อนแบบนั้น มันคนละเรื่องกัน อีกอย่างฝ่ายครอบครัวทั้งสองเร่งรัดอยากให้เป็นฝั่งเป็นฝาดีนัก ยิ่งพ่อแม่ของเขา ภูวนัยเคยยืนกรานตั้งหลายหนแล้วว่ เขยังไม่ต้องการแต่งงาน

สวาทกลับติดตรึงกายในแบบชายรักชาย เขากลับสลัดไม่ออก มันเหมือนกับจมอยู่ในห้วงสมองกับการปลดเปลื้องแบบนี้ แต่ภูวนัยก็ทำงานได้ตามปกติ อย่างที่เคยทำทุกวัน ในมาดเนี๊ยบ ทำงานเก่งคล่องแคล่ว เรื่องงานในบริษัทดูเหมือนจะต่างไปจากในบ้านที่อยู่ใกล้ภรรยา ที่เขาดูเงียบ มึนตึงและเฉยชา แต่สรญาไม่เคยเข้าใจในความรู้สึกของเขาเลย หล่อนไม่เคยสัมผัสถึงอารมณ์ปรารถนาแท้ของเขาเลยสักนิด หล่อนจึงเหมือนปิดประตูตัวเอง อยู่กับความรักที่เหมือนวาดวิมานในอากาศ ซึ่งภูวนัยรู้คำตอบดี





นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

4 ความคิดเห็น