สาปบุญภูพระธาตุ

ตอนที่ 1 : สาปบุญภูพระธาตุ ตำนานต้นกำเนิดพระธาตุพนม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 11
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    25 เม.ย. 59


สาปบุญภูพระธาตุ


บทที่ 1


สถานที่แห่งนี้แต่ไหนแต่ไรมาแล้วตั้งอยู่ดำรงยืนนาน ศักดิ์สิทธิ์ มหัศจรรย์เป็นบุญของชาวโลก ที่ได้เกิดมาพบพระพุทธศาสนา ซึ่งหล่อเลี้ยงจิตใจ ทำความดี เพื่อก้าวสู่นิพพาน ช่วงยุคแห่งภัททกัป กัปที่มีพระพุทธเจ้าผู้ซึ่งคุณวิเศษแห่งโลก เป็นเนื้อนาบุญเอกที่ยากจะหาใดเทียม อุบัติถึง ห้าพระองค์ นับแต่ พระกกุสันโธ พระโกนาคมน์ พระกัสสป รวมถึงพระโคตมะแห่งพวกเราในลำดับที่สี่ เหลืออีกองค์สุดท้าย ที่เป็นอนาคตายังมาไม่ถึง คือ พระศรีอารย์เจ้า ดำริแห่งองค์สัมมาสัมพุทะเจ้าทุกพระองค์ ล่วงเมื่อท่านสู่ปัจฉิมวัย ปรารถนาที่จะให้พระสรีระอังคารของพระองค์เป็นประโยชน์เป็นที่สักการบูชาของเทวดา อินทร์พรหม ยม นาคและเหล่ามนุษย์โลก คงไว้สถาพรตราบให้ถึงสิ้นสุดศาสนาเมื่อห้าพันปี

ภูกำพร้าหรือกัปปณคีรีแต่อดีต คือความหมายดังกล่าวของพุทธองค์ สัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งสามพระองค์ล้วนแต่ใช้สถานที่แห่งนี้เป็นที่สถิตแห่งพระธาตุ เป็นพุทธประเพณีของพระพุทธเจ้า เมื่อถึงยุคของพระพุทธเจ้าองค์ที่สี่ พระพุทธเจ้าโคตมะเช่นกัน ดังปรากฏในอุรังคธาตุ ก่อนเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน ล่วงสู่ปัจฉิมวัยของพระพุทธองค์

พระพุทธเจ้าพร้อมด้วยพระอานนท์เถระ ได้เสด็จมาทางทิศตะวันออก ผ่านทางอากาศธาตุด้วยการเหาะ ด้วยบุญญฤทธิ์ของพระองค์ ได้ลงมาที่ดอนกอนเนา ก่อนเสด็จสู่ หนองคันแทเสื้อน้ำ ซึ่งณ เวลานี้คือ เวียงจันทน์ในปัจจุบัน ได้ทรงกล่าวเป็นพุทธพยากรณ์ไว้ว่า อนาคตเบื้องหน้านั้น สถานที่แห่งนี้จักกลายเป็นเมืองใหญ่ และเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธศาสนา จากนั้นเสด็จไปยังสถานที่อื่นตามลำดับ ทรงประทานรอยพระบาท ไว้ที่โพนฉัน แล้วเสด็จมาที่พระบาทเวินปลา ซึ่งอยู่ในเขตเมืองนครพนมปัจจุบัน ทรงพยากรณืที่ตั้งเมืองมรุกขนคร และได้ทรงประทับแรมที่ภูกำพร้าหนึ่งราตรี ก่อนจะเสด็จเหาะข้ามแม่น้ำโขง ไปบิณฑบาตที่เมืองศรีโคตรบูรณ์ ประทับอยู่ใต้ต้นรังต้นหนึ่ง เมืองสุวรรณเขต แล้วเสด็จกลับมาฉันอาหารหรือทำภัตตกิจที่ภูกำพร้าโดยทางอากาศ

ท้าวสักกะเทวราชหรือพญาอินทร์ เสด็จเข้ามาเฝ้าทูลถาม พระพุทธองค์ทรงตรัสตอบว่าเป็นพุทธประเพณี ของพระพุทธเจ้า ที่ผ่านมาแล้วสามพระองค์ เมื่อทรงนิพพานไปแล้ว บรรดาพระสาวก จะนำพระบรมสารีริกธาตุ มาบรรจุไว้ที่ภูกำพร้า ครั้นเมื่อพระองค์ทรงปรินิพพานไปแล้ว พระมหากัสสปะ พระอรหันตสาวก ก็จะนำเอาพระบรมสารีริกธาตุ มาบรรจุไว้ ณภูกำพร้าเช่นกันสาวก จากนั้นทรงปรารภถึงเมืองศรีโคตรบูรณ์ และมรุกขนคร และเสด็จไปหนองหารหลวง ได้ทรงเทศนาโปรดพญาสุวรรณภิงคาร และพระเทวี ประทานรอยพระบาท ไว้ ณที่แห่งนั้น แล้วเสด็จกลับพระเชตวัน หลังจากนั้นก็เสด็จปรินิพพาน ที่เมืองกุสินารา

ลำดับกาลมาถึงช่วงหลังปรินิพพานของพระพุทธองค์ เมื่อเสด็จปรินิพพาน

มัลลกษัตริย์ทั้งหลายได้ถวายพระเพลิง แต่ไม่สำเร็จ ต่อเมื่อพระมหากัสสปมาถึง ได้อธิษฐานว่า พระธาตุองค์ใดที่จะอัญเชิญไปประดิษฐาน ที่ภูกำพร้า ขอพระธาตุองค์นั้นเสด็จมาอยุ่บนฝ่ามือ เมื่อเป็นดังนี้แล้ว พระอุรังคธาตุก้เสด็จมาอยู่บนฝ่ามือขวาของพระมหากัสสป และขณะนั้นไฟธาตุก็ลุกโชติช่วง เผาพระสรีระเองได้เป็นที่อัศจรรย์

ครั้นเมื่อถวายพระเพลิงและแจกพระบรมสารีริกธาตุเสร็จเรียบร้อยแล้ว พระมหากัสสป พร้อมด้วยพระอรหันต์ ห้าร้อย องค์ ก็ได้อัญเชิญพระอุรังคธาตุ มาทางอากาศ แล้วมาลงที่ดอยแท่น ซึ่งคือภูเพ็ก ในจังหวัดสกลนคร ณ ปัจจุบัน จากนั้นได้บิณฑบาตที่เมืองหนองหารหลวง เพื่อบอกกล่าวแก่พญาสุวรรณพิงคาร


หมอกขาวเริ่มลงทั้งหนาและพร่างไปด้วยสีขาวทึบไปหมดแต่เย็นยะเยือก อบไอนั้นเหมือนรุ่งเช้า แต่ยืนอยู่ตรงนี้เหมือนใจกายมีแต่ความสุข เป็นสถานที่น่าถวิลหามาก แต่ว่าอยู่ส่วนใดของโลกมนุษย์ล่ะ ไม่เคยพบเห็น นี่คือคำตอบของ จิรัชส์ ด้วยเวทย์มนตร์กลใดเขาจึงมาอยู่ในสถานที่แห่งนี้ได้

บุคคลลี้ลับคอยบอกกล่าวเขา “สหายท่านต้องกลับไปแก้ไขในอดีตชาติ เพราะท่านยังติดหนี้ค้างใครบางคนอยู่ เอาล่ะเราไปก่อน” จิรัชส์งงด้วยความรู้สึก บุคคลผู้นี้ประหลาด ไม่เคยเห็นร่างได้แต่ยินเสียง น้ำเสียงนุ่มกังวานเหมือนเขาไม่เคยพบเจอใครเลยที่มีน้ำเสียงเหมือนผู้นี้ ในโลกมนุษย์ แล้วก็บ่อยครั้งบ่อยหน จนได้รู้จักตัวจริง เมื่อบุคคลผู้นั้นเป็นชายแสดงตัวตนให้เขาเห็นอยู่ประมาณห้านาที นันทะเทพบุตรคือชื่อ

มีความพัวพันในอดีตชาติเป็นสหายรัก จิตที่ผูกพันเปรียบเหมือนมีกรรมผูกพัน นันทะเทพบุตรนั้นมีผิวกายสง่างามแต่งองค์ทรงเครื่องเหมือนกษัตริย์ ผิวของเขาเป็นสีทองปลั่ง สวมรองเท้าปลายงอน ใบหน้างดงามหล่อเหลายิ่ง กอบด้วยอำนาจและพลัง ตลอดเวลานั้นมีรังสีแห่งเทพเปล่งประกายตลอดเวลา เป็นสีเหลืองสีแดงและสีทอง ประกายเหมือนฉัพพรรณ

“ต้องหมั่นเข้าวัดฟังธรรมให้มากๆ เราจะช่วยท่านสหายรัก”

ตื่นขึ้นมาแล้ว รู้แต่ว่าเขาเหมือนไปพบเจอสิ่งเหล่านั้นด้วยตัวเอง ไม่ใช่ความฝัน ถ้าความฝัน เรื่องราวเหล่านั้นจดจำได้นิดเดียวแล้วก็เลือนหาย แต่นี่ประทับอยู่ในความทรงจำทุกอย่าง แผ่นดินที่เขาเหยียบย่าง ไม่ใช่อะไรหากไม่ใช่สวรรค์

สวรรค์ คนที่มีบุญบารมีเท่านั้นถึงจะไปได้ หรือเขามีบุญบารมี แล้วแต่ชาติปางไหนล่ะ ไม่รู้ คำตอบคือไม่ทราบ แต่เรื่องราวเกิดกับเขาถือว่า เกิดนิมิตเป็นจริง ในภพภูมินั้น เขายังจำชื่อเทวดาที่พาเขาไปได้ ชื่อ นันทะเทพ เคยเป็นสหายของเขามาก่อน หนำซ้ำยังแนะนำให้เขาหมั่นทำบุญรักษาศีลปฏิบัติธรรม ราวกับล่วงรู้ว่าจะเกิดสิ่งใดที่ไม่ดีแก่ชีวิตของเขา

สถานที่เขาไปนั้นเย็น ลักษณะที่ไปคือปลิวโดยมีบุคคลลี้ลับที่เขาได้รู้จักชื่อ นันทะเทพดึงตัวเขาให้ปลิวไปด้วยกัน เสมือนล่องลอยกลางอากาศอย่างนั้น มาสู่ดินแดนแห่งนี้ที่เย็น ไม่ถึงกับยะเยือก เย็นสบายใจ จิตใจของเขาก็ดูร่มรื่นปลอดโปร่งเช่นกัน อาภรณ์ที่เขาสวมเหมือนเครื่ององค์ทรงกษัตริย์ นี่มันอะไรกัน ไม่ใช่ชุดที่เขาใส่อยู่ในปัจจุบัน นอกจากใบหน้าเรือนร่างที่เป็นของเขาจริง แต่ร่างที่เรียกว่ากายทิพย์ สว่างไสวกว่ากายมนุษย์อย่างมาก เมื่อมาสู่สถานที่แห่งนี้ มีแต่สายลมเย็น พัดเอื่อย ไม่มีแสงอาทิตย์ ไม่มีทั้งแสงจันทร์ รู้แต่ว่าเปล่งปลั่งสาดสว่างไปทั่วรายรอบของเขา มองเห็นทั้งยอดเจดีย์ บ้านเมืองหนึ่ง คิดอย่างนั้น ถ้าเปรียบในโลกมนุษย์ แต่ปลูกเรียงรายเป็นทิวแถว ห่างกันคนละห้าเมตร

ปราสาทขนาดใหญ่รูปทรงจตุรมุขวับวาวเปล่งประกายเรืองรัศมีตลอดเวลา เป็นสีทองอร่าม แม้แต่ยอดที่เป็นสีทองก็อร่ามเรือง แบบนี้เองที่ชาวโลกพากันเรียกว่า ทิพย์วิมาน เป็นเช่นนี้อยู่ทุกหลัง แต่ละบ้านจะมีต้นไม้หนึ่งต้นไม่ซ้ำกัน แต่ต้นและใบรวมทั้งดอกนั้นแปลกประหลาดยิ่งนัก ต้นเหมือนมะขาม ใบเหมือนใบโพธิ์ แต่ดอกคล้ายกับดอกทานตะวัน หอมระรื่นเย็น เหมือนดอกพิกุลแห้ง หอมโชยมาจากที่ไกลๆฟุ้งกระจาย จนเขาเผลอรับเอากลิ่นนั้นมาสูดดมอย่างมิได้ตั้งใจ รู้สึกว่ามีความสุขมากที่สุด ดอกอะไรเขาไม่รู้ แต่สูดดมแล้วดูเหมือนมีกำลัง เหมือนมีความสุขมากที่สุดในโลก จนอยากจะหยุดสูดเอากลิ่นนานๆ

“รีบเดินเถอะสหาย หลังนี้ไม่ใช่ ต้องข้างหน้าอีก” ทำให้เขาต้องเคลื่อนเท้าไปพร้อม แม้จะดูเหมือนพื้นหญ้า แต่ไม่ใช่หญ้าเหมือนพรมนุ่มนิ่มเท้า ไม่สัมผัสดิน ที่นี่ไม่มีดิน

มาหยุดยังสถานที่หนึ่ง เหมือนศาลาทรงจตุรมุขขนาดใหญ่ บนศาลาจตุรมุขนั้นมีแสงวับวาวพราวพร่างเต็มไปหมดตระการ

“ถึงแล้ว” สถานที่แห่งนี้ นันทะเทพบอกว่าคือที่พักหรือพำนักของเขา

“เข้าไปข้างในก่อน” จิรัสช์พยักหน้า ขยับก้าวไปตามเจ้าของบ้าน ภายในโอ่อ่ากว้างขวางประดับประดาตกแต่งงดงาม


ไขย้อนเวลากลับไปหาอดีตกาล กำเนิดองค์เจดีย์พระธาตุ รูปแบบการวางแบบแปลน และโครงสร้างวัสดุ เป็นฝีมือมนุษย์ธรรมดา และทวยเทพอินทร์พรหมร่วมเสกสรรปั้นแต่ง ศิลปะกระนั้น จึงงดงามวิจิตรเลิศล้ำสถาปัตเยี่ยงนี้

โลกธาตุ ที่เป็นความบริสุทธิ์ เขียวขจีของไพรพฤกษ์จรดขอบแดนดินด้าวเขต อาบด้วยลำแสงสีน้ำเงินยามที่อรุโณทัยไขแสง กาลเวลาเริ่มเช้าตรู่ พญาครองเมือง อันมีนามว่าคำแดง เบื้องหน้าบานทวารสลักลวดลายงดงาม ถูกเปิดกว้าง พระองค์กำลังเสด็จออกจากที่ประทับ ความสวยงามที่ได้เห็น คือยอดปราสาทที่เป็นลักษณะทรงจตุรมุข อาณาเขตแห่งนี้อยู่ใกล้กับมรุกขนคร

มรุกขนคร อันมีชื่อเล่าลือมาเนิ่นนานแล้ว จากปากคำเล่ากล่าวของพวกชาวบ้านหาของป่า อันปลูกบ้านสร้างเฮือนอยู่ตามแนวเชิงเขา ปรัมปราหรือเล่าเป็นนิทาน ที่ชนชาวเมืองทราบนั้น กล่าวได้ว่า จำเดิมแต่กาลก่อนจารึกมาแต่ครั้งเมื่อสมัยพุทธกาล

สมัยหนึ่งเป็นปัจฉิมโพธิกาล พระพุทธองค์มีพระอานนท์ เป็น ปัจฉาสมณะ ได้เสด็จมาทางทิศตะวันออกโดยทางอากาศ มาลงที่ดอนกอนเนานั้นก่อน แล้วเสด็จไปหนองคันแทเสื้อน้ำ(เวียงจันทน์) ความสำคัญของภูกำพร้า สถานที่เรียกว่าภูกำพร้า

สถานที่ไพศาลกำหนดขอบเขต เป็นเวียงวังนั้น ปั้นมาจากอิฐและก้อนดินซึ่งแข็งแรง อันมีบุคคลผู้เป็นผู้นำนั้นเปรียบดั่งเป็นเจ้าเหนือหัว ผู้ปกครองแว่นแคว้น นครนี้มีชื่อว่า ศรีโคตรบูรณ์ ผู้เป็นเจ้าเหนือหัว ย่อมมีชื่อว่า พญานันทเสนโคตบูร ตามวงค์ตามเชื้อปรากฏ

นครแห่งนี้นั้น ตามตำนานได้เอ่ยกล่าวว่า ตั้งอยู่ใต้ปากเซบั้งไฟ ซึ่งเป็นสายน้ำสายหนึ่งซึ่งไหลตกมาจากภูเขาแดนญวน ตกแม่น้ำโขงตรงธาตุพนม อาจจะเรียกได้กล่าวว่า เป็นหนึ่งของเส้นแม่น้ำสงคราม ปัจจุบันนั้นตามที่เล่ากล่าวปรากฏจากตำนาน สถานที่แห่งนี้กลับกลายเป็น นครร้าง และนครร้างแห่งนี้ อยู่ริมแม่น้ำปากเซบั้งไฟทางใต้

อารามเมืองเยือนเพรง สิ่งที่ก่อตั้งเป็นอารามนั้น ปรากฏขึ้นมาเนิ่นนานปีพอสมควร ดังกล่าวนั้น ภายในศรีโคตรบูรณ์ หมู่ชาวบ้านและชาวเมืองเลื่อมใสในคุณพระรัตนะ อันได้ประกาศตนเอง เป็นอุบาสกอุบาสิกา สืบทอดทายาททางพระพุทธศาสนา ก็ด้วยเหตุดินแดนนี้ งดงามเจริญไปด้วยธรรมนั่นเอง

ครั้นแต่กาลก่อนพระมหากัสสปเจ้าเถระ พระภิกษุสงฆ์อรหันตสาวก ได้เสด็จธุดงควัตรมาในแว่นแคว้นศรีโคตบูรณ์ ตามพุทธประสงค์ขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้า

เนื่องจากกล่าวไว้ว่า ภูกำพร้า หรือกัปปณคีรี คือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์บรรจุและเป็นที่ประดิษฐานพระธาตุของพระพุทธเจ้าที่ผ่านมาแล้วในภัททกัปป์ทั้งห้าพระองค์ องค์สมณะโคดมพระพุทธเจ้าก็ทรงปฏิบัติตามธรรมเนียม ดลบันดาลให้เกิดเป็นมหัศจรรย์ โดยพระอุรังคธาตุ หรือพระธาตุส่วนอก ได้เสด็จลอยมาประทับเอง เหมือนอย่างพระพุทธเจ้าสามพระองค์ก่อนหน้านี้

เฉกเช่นนี้เอง กัปปณคีรี จึงมีความสำคัญเยี่ยงนี้ สถานที่แห่งนี้ เป็นสถานที่หมู่ชนต่างกราบไหว้นอบน้อมยกมือไหว้ท่วมศีรษะ จึงเป็นสถานที่ปักปักหวงแหนแก่ผู้ปกครองเมือง ดังกล่าว พญาศรีโคตรบูรณ์ รับทราบแต่ครั้งนั้น ด้วยมโนปีติแห่งความเลื่อมใส ซาบซึ้งอย่างล้นเปี่ยมดวงหทัย มีพระหทัยอย่างแรงกล้า ที่จะทำนุบำรุงสืบทอดพระศาสนา จึงป่าวประกาศบอกชาวเมืองและแว่นแคว้น

และ ต่างก็อนุโมทนาสาธุบุญ ในครั้งนั้น เสียงแซ่ซ้องสาธุการ ดังก้องประดุจเทพเทวาประโคมสังข์บรรเลงฟ้อนเครื่องดนตรีร่ายรำ

เกดเสลา เป็นหมู่บ้านเล็กๆแห่งหนึ่ง ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของมหานครศรีโคตรบูรณ์ อันมีแนวเส้นโขงเป็นหลักชัย และน้ำสายนี้ก็ไหลเอื่อยตลอดปีมิมีเหือดแห้ง เบื้องล่างนั้นเป็นที่อาศัยของเหล่าพิภพนาคา

หากแต่เหล่านาคาเหล่านั้น ก็มิได้เกี่ยวพันกับมนุษย์ ซึ่งเหล่านี้เป็นนาคาใต้พิภพบาดาล ส่วนนาคาจำพวกหนึ่ง ที่ปรากฏกายให้เหล่ามนุษย์เห็นจริง คือนาคาที่อาศัยอยู่บนบก โดยความเชื่ออย่างหนึ่ง จ้าวบาดาลที่แท้จริงผู้ครองนาคพิภพ คือพญาสุวรรณนาค (ในตำนานสุวรรณโคมคำ เป็นผู้ควักพุ้ยแผ่นดินให้เกิดแอ่งน้ำขนาดใหญ่กลายเป็นโขงเท่าทุกวันนี้ )

นาคบกปรากฏกายด้วยวิสัยเดรัจฉาน ด้วยจิตที่ยังติดยึดด้วยอกุศลมูล อันมีโลภะโทสะโมหะ ที่ภูพาณคำ เทือกเขาใหญ่ก็ปรากฏด้วยสัตว์เช่นนี้ มันรัดรอบร่างของมันบนจอมปลวกใหญ่ ขนดหางพาดพันหลักจอมปลวกไว้แน่น มีดวงตาที่คล้ายแสงเพลิงเรืองฤทธิ์ ร่างมหึมาของมันด้วยสภาพนาคาจึงเหมือนงูใหญ่ที่ทะนง ตามผิวกายมีเกล็ดเลื่อมแวววาวด้วยสีเขียวยามต้องกระทบกับแสงดวงตะวัน จึงเกิดประกายสะท้อนต้องทอวูบวาบ

หากแต่นาคะโกธมนนท์ ผู้นี้เป็นนาคผู้มีมิจฉาทิฏฐิ


ต่ำลงไปจากเทือกเขาบริเวณนี้ เต็มไปด้วยบ้านเรือนของชาวบ้าน สลับกับไพรพฤกษ์ที่เขียวจี สุดลูกหูลูกตา หมู่บ้านเชิงเขาเหล่านี้ ชาวบ้านมีวิถีราบเรียบด้วยอาศัยทำการเกษตรกับเลี้ยงสัตว์

ภายในบ้านกระท่อมมุงจากคล้ายกระท่อม เจ้าของบ้านเป็นชายรูปร่างใหญ่โต ไม่ว่านิ้วมือหรือนิ้วแขนขา ผิวของเขาเป็นสีคล้ำ บึกบึนแข็งแรงเคียดคาดด้วยผ้าขาวม้าที่เอว แต่งกายด้วยสีน้ำตาลของเนื้อผ้าทอ

ยามเช้าตรู่แสงอรุโณทัย สาดส่องอาบพื้นพิภพเช้านี้ ภิกษุผู้ภิกขาจารพระสาวกของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่อาศัยณ วัดเปรียงเบียง เดินด้วยเท้าเปล่าเปลือยห้ารูป ริ้วจีวรเป็นสีเหลืองสะบัดพริ้วไปตามสายลมมาแต่ไกล สงฆ์สาวกขององค์พระบรมศาสดาเหล่านี้นอบน้อมกายใจ อีกทั้งตลอดยังเส้นทางที่ผ่านมา ได้เปล่งวาจาแผ่จิตกุศลให้สรรพสัตว์ในการโปรดสัตว์

ชายเจ้าของบ้านผู้นี้มีชื่อว่า อาโท นายอาโทผู้นี้ถือเพียงแค่จานเงินที่มีอยู่บรรจุข้าวสวยที่ผู้ภรรยาหุงหาแต่เช้ามืด สองสามีภรรยาฝักใฝ่ใจในการกระทำกุศล ไม่ต่างไปจากเรือนอื่น ที่มักยกย่องคิดเสมอว่า ผู้เป็นเนื้อนาบุญของโลก พากันธุดงค์เดินโปรดสัตว์มาในละแวกนี้

มิไย ที่ตนเองจะไม่ทำตนให้เป็นพุทธมามกะที่ดี ก้มกราบสามครั้งตามรอยเท้าสาวกแห่งพระบรมศาสดา ที่ย่างก้าวผ่านไปด้วยจิตเลื่อมใส ระลึกด้วยพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ

ดอกไม้ป่าตระหลบอบอวลด้วยกลิ่นเป็นธรรมชาติสะพรั่งบาน บานหน้าต่างบานนั้น ถูกเปิดออก เจ้าของเรือนผู้มั่งคั่ง บ่งบอกนั้นแตกต่างไปจากเรือนอื่นธรรมดา เพราะนอกจากกว้างขวาง ยังปราณีตงดงาม สมควรฐานะแก่เจ้าของบ้าน นี่คือบ้านของนางผู้มีชื่อว่า สุขาวดีอ่วยล่วย

นางผู้เฉิดฉันในภาพลักษณ์ของผู้ไท อิสตรีผู้งดงามแช่มช้อย ปักปิ่นเครื่องเงินเสียบแซมที่ผม นางมีผมหอมบริสุทธิ์ ละเมียดละไมด้วยเครื่องทรง ผ้าที่สลับสีทอด้วยมือเป็นซิ่นแพรวา สไบพาดห่มเฉียงสีเขียวตองสดตัดลายส้มแดงเป็นริ้วสวย

ด้วยเหตุนี้ สุขาวดีอ่วยล่วยจึงงามสมชื่อ เหตุที่บ้านเมืองอาศัยอยู่ พ่อเมืองมาจากตระกูลล้านช้าง ( หนองคันแทผีเสื้อ หรือ เวียงจันทน์ ณปัจจุบัน ซึ่ง ในอดีตก็เป็นเขตของเวียงจันทน์ )

นางชมชอบในดอกไม้มากที่สุด เฉก กระดังงาป่า บานบุรีหรือ ชวนชม แม้แต่กุหลาบป่า และกล้วยไม้ป่า ก็สั่งให้คนในบ้าน พวกข้าต่างๆอันมีบริวารช่วยกันนำมาปลูก ประดับเป็นซุ้มดอก ซุ้มประดับ

นางเริ่มคลี่ผ้าแพร สีสดที่อยู่ในมือ เพื่อดูของขวัญล้ำค่า ที่ปิโตยะผู้อ้าย หรือพี่ชายนำมาให้เป็นของฝาก จากการไปค้าขาย ณ อินทปัตนคร นครน้องพี่กับศรีโคตรบูรณ์ เนื่องด้วยเจ้าพญาของเมืองสองเมือง คือพญาโคตบูรณ์ กับพญาอินทปัต เป็นเสี่ยวกัน พลันตะลึงตะลานในความสวยสดด้วยลายรูป ฝีมือช่างทางอินทปัต ที่ปักทอลวดลายดิ้นเงินดิ้นทอง งามระยับอย่างไม่มีที่ติ

สีหน้าของนาง พึงพอใจอย่างยิ่ง รีบหันไปรับสั่งกับสาวใช้ส่วนตัวที่นั่งรอคำสั่งและคอยงาน

“ไปบอกกับพี่ชายเรา ว่าเราชอบมาก สวยจริง สวย งดงามสมชื่อ ช่างอินทปัต”

ใบหน้าขาวผ่องพิสุทธิ์ ของดรุณีแรกแย้มจำนรรจ์บอกแก่คนรับใช้ นางมีชื่อว่า สีม่วย

กล่าวคำชื่นชม ด้วยนางผู้รับใช้แล้ว ร่างระหงผู้งามงด ยังหยิบผ้าแพรบรรณาการของขวัญจากผู้เป็นพี่ชาย ซึ่งมีอาชีพค้าขายเป็นวาณิช เช่นเดียวกับบิดาที่ชื่อว่า มหาเศรษฐีโกลิต

ถึงเพียงนี้แล้ว นางได้หยิบเอาแพรผ้างดงามตามติดไปในห้องส่วนตัว ทั้งๆที่เช้านี้ รู้ตัวว่าจะต้องไปที่ สำนักเมฆไหมฟ้า ซึ่งเป็นสถานที่ฝึกศิลปะวิชาการครองเรือนของสตรี อันมีร่ายรำ ฝึกมารยาท และทำอาหาร ด้วยเหตุว่านางเป็นสาวอายุเพียงสิบหก ย่อมเป็นที่หวงแหนของท่านมหาเศรษฐีโกลิต ยิ่งนัก

มหาเศรษฐีปรารถนาเพียง ให้นางอยู่แต่ในเรือน ด้วยดวงใจซึ่งหวงแหนในธิดาคนเดียว สุขาวดีอ่วยล่วย นางผู้งามงดก็ให้ปรารภแก่ตนเอง เรื่องที่บิดา เหมือนมีคำสั่ง ให้นางขลุกตัวอยู่แต่ในห้อง

ซึ่งเป็นความจำเจเบื่อหน่าย นางอยากจะออกไปยังสถานที่ต่างๆ อันมีสำนักฟ้อนรำเป็นต้น ข่าวกล่าวกันว่า หยาดกี่คำ เป็นอาจารย์ฟ้อนรำที่เก่งกาจ ด้วยฝีมือของนางนาฏศิลป์ หยาดกี่คำ นางเป็นอาจารย์สอนที่มาจากอินทปัตนคร

อันเป็นเหตุ ให้นางต้องปรารภอีกครั้ง เมื่อต้องอยู่สองต่อสอง ในบริเวณบ้านกับสีม่วยสาวใช้คู่ใจ

“เราเห็นจะเดินวนเวียนเป็นเสือติดจั่นอย่างแน่นอน ท่านพ่อกระทำเยี่ยงนี้ สีม่วย มิคำนึงคิดบ้างหรือว่า เราปรารถนาจะออกชมโลกเหมือนเหมือนคนอื่น จำยอมแต่ท่าน เหมือนกักขังเราไว้เช่นนี้ สุขาวดีอ่วยล่วย ก็เหมือนกลายเป็นสุขาวดีมอดม้วยไปเสียแล้ว”

นางอดประชดประชัน ไปถึงผู้เป็นบิดาไม่ได้


สีม่วย สาวใช้มองเห็นสีหน้าของเจ้านายสาวผู้งามเลอโฉม ก็อดขำเบาไม่ได้ กับถ้อยคำเสียดสีเพียงเล็กน้อย บ่าวผู้รับใช้อย่างสีม่วย ทราบและกริ่งเกรงเป็นอย่างดี ไฉนเลยออกความเห็นได้ นอกจากเก็บปากเงียบและนิ่งอยู่ในใจ

เบื้องนอกหน้าต่าง ที่มองเห็นกิ่งก้านของไม้ดอก ยามฤดูกาลผ่านเข้ามาเยือน มันสะพรั่งบาน มองแล้วเหมือนอุทยานดอกไม้ ใจของสุขาวดีอ่วยล่วย อยากจะแล่นออกไปนอกบ้านนัก แต่คาดคิดเสมอ พ่อท่าน ต้องนำบริวารเฝ้าอยู่รายรอบบ้าน อย่างที่ทราบกันอยู่ ความเป็นมหาเศรษฐีทำให้หวงแหนในทรัพย์แผ่นดิน และคนในครอบครัว กลัวผู้ร้ายพวกโจรปล้นสะดมเข้าทำการอุกอาจ

โปติยะผู้พี่ก็เช่นกัน เรื่องของฝากของกำนัล รางวัลนั่นพอจะเป็นได้ แต่ถ้าหากช่วยน้องสาว บิดาเห็นจะไม่พอใจ ถึงแม้สุขาวดีอ่วยล่วย มีสิทธิ์จะไปทางไหนก็ได้ ยกเว้นออกพ้นจากหมู่บ้าน

ปรารถนาของลูกสาวมหาเศรษฐี ภายในบ้านนั้นเดินจนเบื่อ แม้แต่สำนักนางฟ้อนก็ตามที เมื่อมอบของขวัญให้น้องสาวเสร็จ โปติยะ หันไปสนใจในกิจของตนเอง คือเขาจะต้องฝึกหัดกระบี่กระบองให้มากๆ ต้องเชี่ยวชาญวิชาการต่อสู้ ทั้งเพลงหมัดมวย ดาบ มีด ขวาน อาวุธในการต่อสู้

เพราะท่านบิดาเอ่ยว่า พวกโจรป่ากำเริบใหญ่ มันกำลังข้ามห้วยข้ามหนองข้ามโขงข้ามเทือกภูพาณคำ มาปล้นสะดม ผู้คนในแถบมรุกขนคร หากแม้นพวกโจรถ่อยเหล่านี้ หลบอาศัยอยู่ในเทือกภูพาณคำ ย่อมเป็นอันตรายอย่างยิ่ง แก่หมู่บ้านใกล้ในเมือง และบ้านเรือนใกล้เคียงกัน

สาธุ สาธุ สาธุ เจ้าเรือนนี้ บังเกิดมีพระรัตนตรัย เข้ามาสิงสถิต เป็นที่ประดับสักการะ อยู่ด้วยความเอาใจใส่นอบน้อม โกลิต ผู้เจ้าบ้าน ก็ให้ใคร่หวนถึงกิจกุศลอันพึงมี ดำเนินรอยตามพุทธมามกะผู้เลื่อมในพระศาสนาอย่างถ่องแท้ ภรรยาคหบดีเช่นท่าน จึงมีภรรยา นาม ก่องก้อย นางเป็นมารดาของสุขาวดีอ่วยล่วย มีพระมหาโพธิ์ดำที่เป็นที่ศรัทธาต่อธรรม พระองค์เป็นพระสุปฏิปัณโณ ปฏิบัติดีปฎิบัติชอบ เที่ยวภิกขาจารเดินธุดงค์ หากจำวัดอยู่ ก็อยู่ที่ วัดไชยภูสน อันมีสาธุเจ้าง่ำ เป็นผู้ครองอาราม


นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น