อริรักกัน

ตอนที่ 10 : อริรักกัน แนวสร้างสรรค์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    1 ส.ค. 58

เช้ารุ่งอรุณต่างขับมอเตอร์ไซค์ตามเดิม

 

ทักทายได้เจอสาวสวย หลังจากที่ได้เจอเจ๊หลิน  ลินจง  ทราบว่าเป็นน้องสาว เก่งรบนึกชอบ พยายามจะถาม แต่ไม่ให้ความสนิทสนมเพราะหวาดกลัว  ต่างขับมารับเขาจะไปโรงเรียน เมื่อเห็นทักทายจึงเข้าใจ และไม่ได้เป็นคนแปลกหน้า

 

เก็บความรู้สึกต่างๆไว้ในใจ จนส้มอ้อ เพื่อนสาวในชั้นเอ่ย

“เป็นไร ไหมทำท่าคิดอย่างเดียว”  ไหมวาดปฏิเสธเพื่อน    “เปล่าจ้ะ”

 

 

โรงเรียนพาณิชย์ที่ศึกษาอยู่    เป็นละแวกเดียวกับเทคนิคอรุโณทัยเพียงแต่อยู่เยื้องห่างจากกัน  ประมาณห้าป้ายรถเมล์   เป็นโรงเรียนเอกชนตึกสูงห้าชั้น

 

เจอเด็กหนุ่มที่เพิ่งทราบว่าอยู่ร่วมชุมชนด้วยกัน เขาเป็นญาติต่าง ไหมวาด คลายความรู้สึกกลัว เพราเชื่อว่า คนสมัยนี้เห็นไว้ใจยาก แต่ท่าทางเขาเป็นมิตร หล่อนก้อมยิ้ม และยอมรับด้วย 

 

ไปถึงโรงเรียนไหววาดกลับนั่งนึกถึงเรื่องนี้   ทำไมไหมวาดคิดอย่างนี้หนอ ในมโนนึกของเด็กสาวกลับมีภาพของชายหนุ่มที่ผิวไม่ขาวจัดมาก แต่ก็ดูสะอ้าน หน้าตาของเขาบอกว่า เปิดเผย  ไม่ใช่คนอ่านยาก ยิ้มแย้มแจ่มใส  สูง ผอมไปหน่อยนึง แต่งชุดนักศึกษาอาชีวะ ที่หล่อนคุ้นเคย สัญลักษณ์และเสื้อ ต้องเป็นโรงเรียนเทคนิคที่ไม่ไกลจากนี้  โรงเรียนพาณิชย์ที่ศึกษาอยู่    เป็นละแวกเดียวกับเทคนิคอรุโณทัยเพียงแต่อยู่เยื้องห่างจากกัน  ประมาณห้าป้ายรถเมล์   เป็นโรงเรียนเอกชนตึกสูงห้าชั้น

 

เลิกเรียนแล้วไหมวาดกลับพร้อมเพื่อน เดินผ่านฟุตบาธหน้าโรงเรียน  ระหว่างคิดไปเรื่อยเปื่อย  ก่อนที่จะถึงป้ายรถเมล์   รถมอเตอร์ไซค์คันขับสวมเสื้อกั๊กสีส้มระบุชื่อ คนซ้อนท้ายที่นั่ง นั้น   ไหมวาดตกใจ หลังจากที่พากันเดินข้ามสะพานลอยมากับกลุ่มเพื่อน เพื่อจะกลับบ้าน   ต่างบีบแตรนิดหนึ่ง ทำให้ไหมวาดเหลียวมอง  หล่อนพบเด็กหนุ่มคนเดิม เขาอีกแล้ว  เพื่อนๆพากัน มองตาม  ที่ไหมวาดหยุดทัก พากันยิ้มให้  พาผ่านไปแล้วจึงถาม   “ไหม รู้จักเหรอ  เสื้อผ้าที่พี่เขาใส่คุ้นๆนะแก”

“อ้าว ก็พี่ ที่โรงเรียนอาชีวะใกล้ๆนี่ไง”  พิมพ์ใจเพื่อนอีกคนนึกได้ ไหมวาดเอาแต่ยิ้ม

ตั๋นกำลังจะกลับบ้าน คอยรถเมล์ที่จะแล่นผ่านสนามหลวง เพื่อต่ออีกครั้งกลับบ้านแถวถนนนครอินทร์ และเช่นเดียวกับ แตน ปณภัช   ที่บ้านพักอยู่แถวบางลำพู  ไม่มีใครสังเกตเห็นสาตาคู่หนึ่ง  ที่ยืนอยู่ห่างจากทั้งคู่ ประมาณห้าสิบเมตร  ท่าทางไม่น่าไว้ใจก่อนจะคร่อมรถแล้วเขาจากไป โฉบอยู่ด้านหน้า  ตั๋นกับปณภัช ที่ไม่สนใจอย่างอื่นนอกจากสะพายกระเป๋าไปรอที่ป้ายรถเมล์ฝั่งตรงกันข้าม ทั้งคู่ขยับจะขึ้นสะพานลอย   คนขับคนเดียวกัน ซึ่งมีท่าทางไม่น่าไว้ใจ  มันได้มองทั้งคู่ด้วยสายตาอำมหิต มาดร้ายบางอย่างในแววตา  ก่อนจะเร่งเครื่องจากไป

ปณภัชตกใจกับการเร่งเครื่องกระหึ่มขณะก้าวขึ้นบันไดสะพานลอย  แต่เด็กสาวกลับพบสายตาที่มันมองจ้องมายังตั๋น ท่าทางเหมือนโกรธแค้น   สถาบันแห่งนี้เธอรู้ประวัติว่าเคยมีเรื่องราวชกต่อยตีรันฟันแทง ตั้งแต่รุ่นพี่กับรุ่นพี่ต่างสถาบันมาแล้ว มันน่ากลัวและอันตราย แต่เด็กสาวมาเอาความรู้ วิชาชีพที่จะต่อยอดไปในอนาคตเพื่อทำงานหาเลี้ยงพ่อแม่  สายอาชีพที่โรงเรียนแห่งนี้  เป็นสิ่งที่เธอปรารถนา  และเธอแทบไม่คิดอะไร แม้จะแวดล้อมไปด้วยหมู่เพื่อนต่างเพศที่ออกจะห้าวๆดุดัน ประสาชายทั้งนั้น  แต่ก็มีความสุขกับการเรียนการสอนของอาจารย์ที่มากด้วยประสบการณ์และมีคุณวุฒิ

“ตั๋น  มอไซค์ที่เร่งเสียงดังตะกี้ มันน่า แปลก”  ความที่ช่างสังเกต ทำให้ปณภัชสะกิดเพื่อน ความที่ไปทางเดียวกัน   จึงมักกลับด้วยกัน  ปณภัชเห็นว่าอุ่นใจกว่า

“เหรอ”  แค่พยักหน้ารับรู้  แต่ตั๋นก็ไม่ได้มีสีหน้าที่ตระหนกอะไร

“ไม่มั๊ง พวกเด็กแว้น เด็กซิ่งแถวนี้”  ตั๋นพูดแบบไม่ได้คิดอะไรมากมาย  เหมือนเด็กหนุ่มคะนองละแวกแถวนี้   จากนั้นทั้งคู่เดินต่อ    ขณะนั้นสวนทาง รุ่นพี่ในสถาบัน ที่เหมือนกระหืดกระหอบมา  “เฮ่ย ระวังหน่อยนะ พวกปราการเทพมันมาแถวนี้”

คำพูดนี้ ทำให้ทั้งคู่ตกใจ เพราเป็นชื่อของโรงเรียนอริที่รุ่นพี่กรอกใส่หูเสมอว่า   มีแต่ความคั่งแค้นที่จะเอาคืน  ปณภัชฟังแล้วตกใจ แล้วเด็กสาวอย่างพวกเธอไปเกี่ยวข้องอะไรด้วยเล่า  ตั๋นก็ตกใจ   “เหรอพี่”

“เออ มันมาคนเดียว  ตัวผอมๆ ผมรองทรง ใส่เกงยีนส์ ขับเวฟคันเก่าๆสีน้ำเงิน”

ยิ่งทำให้ปณภัชตระหนกกว่าเดิม เพราะเป็นรถสีเดียว และท่าทางของคนขับที่ยืนจ้องมองพวกหล่อนกับตั๋น   ตกใจจนไม่กล้าพูด  ยิ่งอยู่ต่อหน้าพวกรุ่นพี่ ที่คอยยุยงส่งเสริมให้ทะเลาะเกลียดชังคนอื่นแบบนี้   ปณภัชเป็นผู้หญิง หัวใจของเธออ่อนไหวกับเรื่องแบบนี้    “ระวังตัวด้วยก็แล้วกัน  พวกมันยังไม่กล้าทำอะไรตอนนี้หรอก เพราะพวกกูก็จับตามองพวกมันเหมือนกัน”   น่าเป็นเรื่องที่ไม่จบสิ้น  ที่ปณภัชฟังดู  แค้นกันไปแค้นกันมา จะมีผลอะไร นอกจากความสูญเสีย เสียเลือดเนื้อที่จบชีวิตลงไปอย่างเปล่าประโยชน์  แต่หล่อนไม่นึกคำโต้เถียงกับรุ่นพี่ ที่มองมาอย่างสำรวจและสีหน้าเหี้ยมเกรียม  ได้แต่ยืนนิ่งๆรับฟัง  ขณะที่หัวใจแทบจะหล่นอยู่ใต้ตาตุ่ม

ผละไปแล้ว ปณภัชค่อยหายใจโล่ง ตั๋นตระหนกเหมือนกัน บอกกับแตน

“แตนระวังตัวหน่อยนะ”  ปณภัชพยักหน้ากับเพื่อน สายตาของทั้งคู่ยิ่งระแวดระวังกว่าเดิม พอรถเมล์คันที่ต้องการมา ทั้งคู่รีบก้าวขึ้นทันที  และหาที่นั่งปลอดภัย ใกล้กับคนขับด้านหน้า     ขณะที่แตนยังอกสั่นขวัญแขวนอยู่

จ้อนยังไม่กลับ มัวแต่จดรายงานและเขียนการบ้านที่ครูให้  จึงอยู่กับพวกเบิ้มและกร้าว  ที่ยังไม่กลับออกจากโรงเรียน  ยิ่งได้กลิ่นไม่ดีเกี่ยวกับโรงเรียนตรงกันข้าม   พวกมันยิ่งระแวดระวัง กลับไม่ได้  เหมือนจ้อนติดร่างแหของพวกนี้  เขาเดินตามรุ่นพี่ ทั้งๆที่เขียนการบ้านเสร็จแล้ว  “ เสร็จแล้วยังไม่ต้องกลับก็ได้  อยู่เป็นเพื่อนพวกกูไปก่อน  มีเรื่องไม่ดี  ไอ้พวกปราการมันอยู่แถวนี้”   ยิ่งพอเอ่ยคำนี้ ความที่เข้ามาในสถาบันนี้ พวกรุ่นพี่บอกไว้แล้ว คู่อริคือใคร  จ้อนไม่ต่างจากเพื่อนร่วมรุ่นที่เข้ามาศึกษาพร้อมกัน ที่ถูกเป่าและฝังหัวในเรื่องนี้  จนเขานึกกลัวเช่นกัน

“เอ็งพักอยู่กับใครจ้อน”  เบิ้มถาม

“อยู่กับญาติ พี่  เป็นอา”

“บ้านไม่ต้องเช่า ข้าวไม่ต้องซื้อสิ  สบาย”

“ไม่ใช่อย่างนั้น ก็ช่วยค่าน้ำค่าไฟอา  ส่วนค่ากับข้าว หาซื้อเอง”

“ใครให้เงินมึงวะ”

“ก็พ่อกับแม่สิ”  จ้อนตอบอีก

“แล้วแฟนล่ะ”

“ยังไม่มี”  จ้อนตอบพร้อมตัดบท

 

เทคนิคปราการเทพที่ห่างจากโรงเรียนแห่งนี้เพียงแค่  สิบป้ายรถเมล์  และอยู่อีกถนนสายหนึ่ง ค่อนข้างพลุกพล่าน  เนื่องจากอยู่ใจกลางกรุงเทพ  มีอาคารสำนักงานสองฟากฝั่ง สนามหญ้ากว้าง  ตัวอักษรบอกชื่อสถาบันเป็นสีเงินทำจากสแตนเลส  รั้วโปร่ง มีเหล็กแหลมยาวตลอดอาณาเขต  ด้านหน้ามีคลองเล็ก ไหลผ่าน  ร่มรื่นเขียวขจีด้วยต้นไม้ภายใน  เวลาเย็นแล้ว นักศึกษาเดินออกจากสถาบัน  แต่มีบางคนที่เดินย้อนเข้ามาในสถาบัน  ไม่กี่คน  ผ่านการตรวจตราอย่างดีเข้มงวดจากร.ป.ภ.  ที่คุ้นหน้าเท่านั้นสามารถเดินเข้ามาได้  และที่สำคัญเป็นนักศึกษาของสถาบันนี้   สัญลักษณ์คือเสื้อชอปกับเข็มขัดระบุสถาบัน

 

เย็นนี้เก่งรบถึงบ้านแล้ว แต่ก็ซ้อนท้ายรถของพี่ชาย มาเก็บของกลับที่หน้าวัด ตรงกันข้ามกับโรงเรียนของเขา   ป้าจะเข้าบ้านพักผ่อน เหนื่อยมาทั้งวัน  เก่งรบไม่นิ่งดูดาย ตัวเขาพอเป็นประโยชน์ได้ แม่เขาสอนไว้   ก่อนกลับต่างจังหวัดนางอิ่มฝากฝังไว้อย่างดี  เขาเป็นคนที่เคารพนบนอบอยู่ในโอวาทของผู้ปกครอง

“เก่งมาช่วยป้าเหรอไง ไม่เหนื่อยหรือ  เรียนก็หนักทั้งวัน”  นางเอี่ยมไม่ได้อยากให้หลานชายมาช่วย เพราะรู้ว่า มีหน้าที่เรียนหนังสือ    “ไม่หรอกครับ ป้า  เก่งเห็นป้าเหนื่อยมาทั้งวัน  อยากช่วยป้า เห็นพี่ต่างมา ก็เลยรบเร้าจะมาด้วย”   เอี่ยมยิ้มชื่นใจ ที่หลานมีความคิดเช่นนี้

 

 

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1 ความคิดเห็น