หลินเจียเจ๋อ แก๊งม่วน ป่วนจอมยุทธ์

ตอนที่ 9 : อ๋องน้อยกับกระบี่อวี่เฟิง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 52
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    13 ก.ย. 63

วันนี้จื้ออิง ต้องไปพบคนๆ หนึ่ง ซึ่งไม่ได้อยากเจอเท่าไหร่แต่จำเป็นต้องไปหา เขาออกจากโรงเตี๊ยมเต้าหง เดินผ่านตลาด วันนี้ผู้คนจอแจเหมือนเดิม เดินผ่านร้านบะหมี่ข้างทางที่มานั่งกินเป็นประจำ เถ้าแก่ร้านบะหมี่เห็นเขาจึงทักทาย

“คุณชาย วันนี้ไม่กินบะหมี่เหรอครับ”

“อ๋อ วันนี้ไม่หรอกเถ้าแก่ ข้าจะไปกินข้าวที่บ้านน่ะ”

“อ้อครับ เดินทางปลอดภัยนะครับ”

“ขอบคุณมากเถ้าแก่”

จื้ออิงเห็นไถ้เฟิงยืนอยู่หน้าร้านขายซาลาเปา จึงทักทาย

“ท่านลุง มาซื้อซาลาเปาเหรอ”

ไถ้เฟิงหันมามอง แล้วพูดว่า

“ถวายบังคมฝ่าบาท ไม่ทราบว่าจะเสด็จไปไหน”

จื้ออิงตกใจ แต่ก็น้อยกว่าครั้งที่แล้ว

“ท่านลุง ข้าไม่ใช่ฮ่องเต้ ข้าเป็นแค่ชาวบ้านธรรมดา อย่าพูดแบบนี้เลย”

ไถ้เฟิงมองจื้ออิงอย่างพิจารณา ตั้งแต่หัวจรดเท้า

“ฝ่าบาทอย่าดูถูกหม่อมฉัน พระองค์ปลอมตัวมาตรวจดูทุกข์สุขของชาวบ้านใช่หรือไม่”

“ไม่ใช่หรอกท่านลุง ข้าไม่ใช่ฝ่าบาท….” 

“นี่ ไถ้เฟิง เจ้าจะซื้อซาลาเปารึเปล่า ถ้าไม่ซื้อก็ถอยไป อย่ามาบังร้านข้า” เจ้าของร้านซาลาเปาชักหงุดหงิด

“ท่านลุงอยากกินซาลาเปาเหรอ งั้นเอาเงินนี่ไปสิ” จื้ออิงล้วงเงินส่งให้ไถ้เฟิง

“ขอบพระทัยฝ่าบาท ทรงเมตตายิ่ง เอาใจใส่ทุกข์สุขของราษฎร” ไถ้เฟิงยังไม่หยุดคิดว่าจื้ออิงเป็นฮ่องเต้

“เจ้านี่นับวันยิ่งอาการหนักนะไถ้เฟิง” เจ้าของร้านซาลาเปาส่ายหน้า

“เอาล่ะ ๆ ข้าไปก่อนนะ” จื้ออิงรู้สึกขำกับพฤติกรรมของไถ้เฟิง แต่อีกใจก็อดคิดไม่ได้ว่าไถ้เฟิงอาจจะดูออกว่าเขาไม่ใช่สามัญชนทั่วไป

เดินไปสักครู่ เขาเจอกับคนสามคน อี้หลิง เทียนเยว่ และอาปิงนั่นเอง สามคนคงมาเดินเที่ยวในตลาด อี้หลิงเห็นเขาก็ดีใจ

“อ้ายจื้ออิง เจ้าจะไปไหน ไปหาอาจารย์เหรอ”

“เปล่าหรอก คือข้าก็ตั้งใจว่าจะไปหาเทพสัประยุทธ์ แต่ต้องไปทำธุระสำคัญก่อน”

“ธุระอะไรจะสำคัญไปกว่าการได้เป็นศิษย์อาจารย์เหรอ” อี้หลิงแกล้งถาม

“คือข้า….”

“นี่ อาจารย์รับพวกเราเป็นศิษย์แล้วรู้มั้ย” เทียนเยว่บอกด้วยความตื่นเต้นดีใจ

“จริงเหรอนี่ ข้าดีใจกับพวกเจ้าด้วยนะ” เขายิ้มน้อยๆ

“ดีใจกับเราเหรอ อาจารย์ก็รับเจ้าเป็นศิษย์ด้วยนะ” อี้หลิงบอก จื้ออิงนิ่งไปครู่หนึ่ง

“รับข้า เจ้าพูดจริงเหรอ หลินเจียเจ๋อเคยบอกว่าเขาจะไม่รับข้าเป็นศิษย์นี่นา พวกเจ้าล้อข้าเล่นรึเปล่า”

“ล้อเล่นอะไร อาจารย์เป็นคนพูดเอง เลิกเรียกเทพสัประยุทธ์กับหลินเจียเจ๋อได้แล้ว เรียกอาจารย์ดีกว่า”

“พวกเจ้าไม่ได้ล้อข้าเล่นนะ” เขายังไม่แน่ใจจึงถามย้ำอีก

“ฮ่าๆๆๆ บื้อจริงๆ เจ้านี่ บอกว่ารับก็รับสิ” อี้หลิงหัวเราะ

จื้ออิงดีใจมาก ไม่คิดว่าหลินเจียเจ๋อจะรับเขาเป็นศิษย์เร็วขนาดนี้ คงเป็นเพราะเหตุการณ์เมื่อวานแน่ๆ ที่ทำให้เขาเปลี่ยนใจ โชคดีจริงๆ ที่ไม่ต้องไปคอยตามขอร้อง

“ขอบใจพวกเจ้ามาก ขอบใจจริงๆ” เขาจับแขนเทียนเยว่เขย่า คราวนี้แน่ใจแล้ว

“ขอบใจพวกเราทำไม พวกเราแค่มาบอก ข้าสิต้องขอบใจเจ้า ที่ช่วยข้าไว้เมื่อวาน” อี้หลิงขอบใจอีกครั้ง ทั้งที่เมื่อวานก็ขอบใจไปสองครั้งแล้ว

“เรื่องเล็กน้อยน่า อย่าใส่ใจ” จื้ออิงบอกอี้หลิง

“งั้นวันนี้เราไปฉลองกัน ด้วยการกินมื้อเที่ยง” เทียนเยว่เสนอ

“วันนี้คงไม่ได้ข้าต้องไปธุระก่อน แล้วเราค่อยว่ากันนะ” จื้ออิงบอกแล้วเดินจากไป

“แล้วเจอกันนะ!” อี้หลิงตะโกนตามหลัง

จื้ออิงเดินมาจนถึงประตูวังหลวง ที่นั่นเขาเห็นสวีเจิงยืนอยู่ สวีเจิงคารวะ

“เจ้ามายืนตรงนี้ทำไม” จื้ออิงถาม

“ข้ามารอท่านอ๋องน้อย เพื่อไปเข้าเฝ้าพร้อมกัน” 

“ทำไมต้องไปพร้อมกันด้วย” 

“เป็นความประสงค์ของฝ่าบาท” 

“นี่ ข้าไม่ได้ไปเข้าเฝ้าตอนนี้หรอก ช่วงเช้าฝ่าบาทออกว่าราชการ ข้าจะไปตอนบ่าย ตอนนี้ข้าจะไปหาท่านแม่ก่อน”

“งั้นข้าจะไปรอที่ตำหนักไท่เฟย”

“เจ้านี่น๊า เป็นเงาข้ารึงัย ถึงได้ติดตามได้ตลอด” เด็กหนุ่มหงุดหงิดนิดๆ

“เป็นคำสั่งของฝ่าบาท” สวีเจิงพูดคำเดิมเหมือนท่องมา

“เอาล่ะๆ ช่างเถอะ รอก็รอ เฮ้อ” จื้ออิงถอนหายใจ

จ้าวไห่ลี่ หรือชื่อที่เป็นตำแหน่งคือ จ้าวไท่เฟย แม่ของจื้ออิง นางมีศักดิ์เป็นพี่สะใภ้ของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน มีบุตรสองคนด้วยกัน คือจ้าวเซียงเหยา กับจ้าวจื้ออิง สามีของนางซึ่งมีตำแหน่งเป็นอ๋องได้เสียชีวิตไปตั้งแต่ลูกของนางยังเล็กๆ วันนี้นางนั่งพักผ่อนอยู่กับคนรับใช้ในสวน ได้ข่าวจากลูกสาวว่าลูกชายของนางจะกลับมาบ้านก็ดีใจ สั่งคนรับใช้ให้ทำอาหารอย่างดีมาต้อนรับ 

          คนรับใช้ชายเดินเข้ามาอย่างรีบเร่งแล้วแจ้งว่า

          “เรียนไท่เฟย ท่านอ๋องน้อยกลับมาแล้ว” นางได้ยินก็ดีใจ เห็นลูกชายเดินเข้ามา

“อิงเอ๋อร์ เจ้ามาแล้วเหรอ”

“ข้ามาแล้วท่านแม่” สองคนดีใจที่ได้เจอกัน เข้าสวมกอดกัน

“ข้าคิดถึงเจ้ามากเลยรู้มั้ย”

“ข้ารู้แล้วท่านแม่” จื้ออิงยิ้ม

ไท่เฟยสำรวจรูปร่างของลูกชาย แล้วพูดว่า

“เจ้าดูผอมไปนะ เซียงเหยาบอกว่าเจ้ากินแต่บะหมี่ น่าจะกลับมาบ้านบ่อยๆ หน่อย ข้าจะได้ให้พ่อครัวทำอาหารที่เจ้าชอบให้กิน”

“ท่านแม่ ข้าชอบกินบะหมี่ แต่ไม่ได้กินทุกมื้อหรอก อีกอย่างข้าก็กลับมาเดือนละครั้งแล้ว ไม่ได้หายไปนานซักหน่อย”

“นั่นก็ยังน้อยไปนะ เมื่อไหร่จะกลับมาอยู่บ้านซะที” นางเริ่มจะคร่ำครวญ จื้ออิงเห็นท่าไม่ดีจึงตัดบท

“ข้าหิวแล้วท่านแม่ วันนี้มีอะไรกินบ้าง”

“แม่สั่งให้พ่อครัวทำอาหารที่เจ้าชอบทั้งนั้น ทั้งไข่ไก่ผัดกู๋ช่าย นกพิราบน้ำแดง กุ้งทะเลเผา ขาหมูต้มรากบัว”

คนรับใช้ยกสำรับกับข้าวมาวาง มื้อนี้กินกันในสวน จ้าวเซียงเหยา พี่สาวของจื้ออิงเดินเข้ามา

“มาแล้วเหรอ เจ้าหนูพเนจร” นางทักจื้ออิง ผู้เป็นแม่เรียกให้นั่งลง

“เอาล่ะ มากินข้าวกันนะ”

“ท่านพี่” จื้ออิงทักทายพี่สาว 

วันนี้เป็นวันที่ครอบครัวนี้มีความสุขมากอีกวัน เพราะทุกคนมาอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา

“ท่านแม่ บะหมี่ข้างทางที่ข้ากินบ่อยๆ น่ะ อร่อยมากเลยนะ”

“จริงเหรอ ถ้าเจ้าชอบ เราจ้างเจ้าของร้านมาอยู่ที่ตำหนักเลยดีมั้ย ให้เขามาทำบะหมี่ให้เจ้ากินโดยเฉพาะ”

“อย่าเลยท่านแม่ ข้าชอบไปนั่งกินที่ร้านมากกว่า”

“จื้ออิงเขาชอบกินกับเพื่อนเขาน่ะท่านแม่ เพื่อนเขาชื่อไถ้เฟิง” พี่สาวเล่า ยิ้มอย่างอารมณ์ดี

“ไถ้เฟิงเหรอ เขาเป็นใคร ไว้ใจได้รึเปล่า” 

“เขาเป็นคนสติไม่ดี เวลาจื้ออิงนั่งกินบะหมี่ก็ชอบมายกยอว่าเป็นฮ่องเต้”

“หา! มีคนแบบนี้ด้วยเหรอ อันตรายรึเปล่า คนสติไม่ดี เดี๋ยวพอเผลอก็จะถูกทำร้ายเอานะ” ไท่เฟยคิ้วขมวดเพราะเป็นห่วงลูกชาย

“ไม่มีอะไรหรอกท่านแม่ ไถ้เฟิงไม่เคยทำร้ายใคร แถมยังเป็นมิตร มีอัธยาศัยดี”

“นี่ เจ้าพูดแบบนี้แสดงว่าเป็นเพื่อนกับเขาจริงๆ เหรอ”

“เป็นเพื่อนกันก็ไม่เห็นจะเป็นไร ไม่เป็นไรหรอกท่านแม่ เขาอยากกินอะไร ข้าก็เลี้ยงเขาก็เท่านั้น”

ทุกคนอิ่มแล้ว คนรับใช้เก็บจานชาม มีชายคนหนึ่งอายุรุ่นราวคราวเดียวกับจื้ออิงเดินเข้ามา แต่งตัวเหมือนคนรับใช้

“อ๋องน้อย ท่านกลับมาแล้ว” เขาคารวะจื้ออิง

“เสี่ยวเยี่ยนจื่อ เจ้าเป็นงัยบ้าง สบายดีมั้ย”

“ท่านอ๋องน้อย ข้าสบายดี แต่….” เสี่ยวเยี่ยนจื่อพูดค้างไว้ จื้ออิงทำหน้าสงสัย

“แต่ไม่มีอะไรทำ ว่างงาน เพราะเจ้าไม่อยู่ให้เขารับใช้ ข้าเลยให้ไปช่วยทำสวน” ไท่เฟยพูดกับจื้ออิงแทนคนรับใช้ พูดจบก็ส่ายหน้า ทำหน้าเซ็งๆ

“โทษด้วยนะเสี่ยวเยี่ยนจื่อ ที่ข้าทำให้เจ้าต้องลำบาก”

“ข้าไม่เป็นไรหรอกอ๋องน้อย แต่ว่า ถ้าท่านไปอยู่ข้างนอก พาข้าไปด้วยเถอะนะ ข้าอยากตามไปรับใช้ท่าน”

“อย่าไปเลย เป็นภาระข้าเปล่าๆ อยู่ที่นี่แหละดีแล้ว” จื้ออิงก็รู้สึกสงสารที่คนรับใช้ว่างงาน แต่จะให้ไปด้วยก็คงยุ่งยาก โดยเฉพาะเวลาเจออันตราย ต้องคอยช่วยคุ้มกันเขา ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง ไม่สะดวกเอาซะเลย แค่สวีเจิงคนเดียวก็ทำให้เขาหมดสนุกไปเยอะแล้ว แต่สวีเจิงวรยุทธ์สูง จึงไม่น่าเป็นห่วงอะไร

“เสี่ยวเยี่ยนจื่อ แทนที่เจ้าจะขอร้องให้เขากลับมา กลับอยากไปกับเขาซะนี่ เจ้านี่มันไม่ได้เรื่องเลย” ไท่เฟยชักจะหงุดหงิด

“ขออภัยไท่เฟย บ่าวผิดไปแล้ว”

“ตอนบ่ายข้าต้องไปเข้าเฝ้า ท่านแม่ไปกับข้าหน่อยสิ” จื้ออิงขอร้องท่านแม่

“ฝ่าบาทมีเรื่องสำคัญจะคุยกับเจ้า ข้าไม่ไปหรอก”

“เรื่องสำคัญ เรื่องอะไร ข้านึกว่าเรียกไปคุยไต่ถามสารทุกข์สุกดิบธรรมดาๆ ท่านพี่ ท่านรู้รึเปล่าว่าเรื่องอะไร” หันไปถามพี่สาว

“ข้าไม่รู้หรอก เจ้าไปก็รู้เอง”

“งั้นท่านไปกับข้านะ” 

“นี่ อิงเอ๋อร์ เจ้าน่ะ เลิกทำตัวเป็นเด็กๆ ซะที ฝ่าบาทมีธุระจะคุยกับเจ้า จะให้เซียงเหยาไปด้วยทำไม” ไท่เฟยดุลูกชาย

“ท่านแม่ ท่านรู้มั้ยว่าเรื่องอะไร”

“ไม่รู้สิ ฝ่าบาทอาจจะสั่งให้เจ้าเลิกออกไปเร่ร่อนนอกวังซะทีล่ะมั้ง ข้าก็อยากให้เป็นเรื่องนี้แหละ เจ้าจะได้อยู่บ้านได้ซะที” 

“ท่านแม่ ข้า….”

“เอาล่ะๆ ได้เวลาแล้ว รีบไปเถอะ อย่าให้ฝ่าบาทต้องคอย” พี่สาวตัดบท เพราะเห็นว่าแม่กับน้องกำลังจะคุยกันเรื่องเดิมๆ ที่ทำให้ฟังแล้วปวดหัว 

ตั้งแต่เล็กจื้ออิงไม่ชอบใช้ชีวิตในวัง ชอบให้องครักษ์พาออกไปในเมือง บางครั้งไปรู้เห็นเรื่องของพวกจอมยุทธ์ พวกที่ใช้ชีวิตเร่ร่อน ค่ำไหนนอนนั่น บางครั้งก็กลับมาบอกแม่กับพี่สาวว่าอยากใช้ชีวิตแบบนั้น อยากเป็นยอดยุทธ์ อยากฝึกวิชาให้เก่ง ความคิดของเขาผิดกับเชื้อพระวงศ์คนอื่นๆ ที่ต้องการลาภยศ สรรเสริญ แต่จื้ออิงกลับบอกว่าสิ่งเหล่านั้นล้วนจอมปลอม เขาอยากเป็นจอมยุทธ์ที่ผดุงคุณธรรม อายุได้สิบสองปีก็เริ่มฝึกวรยุทธ์ แต่เขาก็มีพรสวรรค์อย่างมากจริงๆ ฝึกวิชากับอาจารย์ที่คนของทางการจัดให้ เวลาแค่ห้าปีก็ฝึกจนเก่งกว่ายอดยุทธ์แถวหน้าของภาคกลางหลายๆ คน จื้ออิงอยากออกเดินทางท่องเที่ยวไปทั่วหล้า แต่ถูกไท่เฟยขอร้องไว้ ว่าถ้าจะออกมาใช้ชีวิตนอกวัง ก็ขอให้อยู่แต่ในเมืองหลวง อีกทั้งฮ่องเต้ยังสั่งไว้ ไม่ให้ไปไหนไกล เพราะเกรงจะเกิดอันตราย จื้ออิงแม้อยากทำตามใจตัวเอง แต่ก็ยังรักแม่และเกรงใจฮ่องเต้ จึงทำได้แค่ปลอมตัวเป็นคนธรรมดา พักตามโรงเตี๊ยม ท้าประลองกับจอมยุทธ์ที่เดินทางมาเมืองหลวงเท่านั้น แต่กระนั้นเขาก็ชนะเสมอ ชื่อเสียงของกระบี่สายฟ้าอ้ายจื้ออิงเลื่องลือไปทั่วภาคกลาง แต่จื้ออิงยิ่งมีชื่อเสียงมากเท่าไหร่ คนรอบข้างก็ยิ่งเป็นห่วงมากเท่านั้น โดยเฉพาะฮ่องเต้ ต้องให้สวีเจิง ยอดยุทธ์ชั้นแนวหน้ามาคอยตามคุ้มครอง มาถึงวันนี้จื้ออิงสังหรณ์ใจว่าฮ่องเต้คงรู้เรื่องที่เขาไปสู้กับหัวหน้าพรรคต้าหู่ และอาจมีรับสั่งไม่ให้ออกไปอยู่นอกวังอีก

จื้ออิงกับสวีเจิงไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้พร้อมกัน ฝ่าบาทประทับอยู่ในห้องทำงาน 

“ถวายบังคมฝ่าบาท” ทั้งสองคุกเข่าคำนับพร้อมกัน

“ลุกขึ้น”

“ขอบพระทัย” 

“เป็นงัย เจ้าน่ะ ถ้าข้าไม่ขู่ว่าจะให้สวีเจิงจับเจ้ามา เจ้าก็คงไม่คิดจะมาหาข้าใช่มั้ย” ฮ่องเต้ถามจื้ออิง

“ทูลเสด็จอา หลานตั้งใจว่าจะมาเข้าเฝ้าเร็วๆ นี้อยู่แล้ว”

“หึๆๆๆ” ฮ่องเต้หัวเราะเบาๆ แล้วตรัสว่า

“เรื่องจริงเหรอ”

“จริงพะยะค่ะเสด็จอา”

“เอาล่ะๆ ข้าเชื่อเจ้าก็ได้ จื้ออิง ข้าขอถามเจ้า เมื่อไหร่เจ้าจะกลับมาอยู่บ้านซะที แม่ของเจ้ามาบ่นกับข้าบ่อยๆ กลัวว่าเจ้าอยู่ข้างนอกจะเป็นอันตราย” 

นี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ จื้ออิงเคยถูกถามแบบนี้มาแล้ว และก็ตอบเหมือนกับทุกครั้งที่ผ่านมา

“ทูลเสด็จอา หลานขอเวลาอีกสักหน่อย ตอนนี้หลานกำลังก้าวหน้าด้านวรยุทธ์ อีกไม่นานก็จะกลับมาอยู่กับท่านแม่และมารับใช้เสด็จอาแล้ว”

“เมื่อไหร่ล่ะ”

“เอ่อ….” จื้ออิงก็ไม่รู้เหมือนกัน เขาอยากมีชีวิตอยู่แบบชาวยุทธ์ไปนานๆ เท่าที่จะทำได้

“ว่างัย เมื่อไหร่”

ดูเหมือนคราวนี้ฮ่องเต้จะเอาจริง ต้องการกำหนดเวลาที่ชัดเจน

“เอ่อ…อีก….อีกห้าปีพะยะค่ะ” จื้ออิงตอบแบบยื้อเวลา ห้าปีเป็นเวลานานพอสมควร

“จื้ออิง เจ้าไม่ใช่เด็กแล้วนะ ที่ผ่านมาข้าเห็นว่าเจ้ามีความตั้งใจที่จะเอาดีทางด้านวรยุทธ์ แม้จะขัดกับรูปแบบการใช้ชีวิตของเชื้อพระวงศ์ แต่ข้าก็อนุญาตให้เจ้าทำตามต้องการ แต่นี่ก็สองปีแล้ว คงพอแล้วกับการใช้ชีวิตแบบจอมยุทธ์ เพราะฉะนัน ข้าให้เวลาอีกหกเดือน เจ้าต้องกลับเข้าวัง” 

“หา! หกเดือน ทำไม” จื้ออิงตกใจที่ฮ่องเต้ขีดเส้นตายในระยะเวลาอันใกล้เช่นนี้

“ทำไม หกเดือนมากไปเหรอ”

“เอ่อ คือ เปล่า คือ”

“งั้นก็ดีแล้ว หกเดือนนับจากนี้เจ้าต้องกลับเข้ามาอยู่ในวัง ห้ามออกไปเที่ยวเล่นสนุกอีก เมื่อถึงเวลานั้น ข้าจะแต่งตั้งให้เจ้าเป็นขุนนาง”

“อะไรนะ เป็นขุนนาง เสด็จอา อีกหกเดือนหลานกลับมาอยู่บ้านก็ได้ แต่อย่าแต่งตั้งหลานเป็นขุนนางเลย”

“กลับมาอยู่บ้านไม่ทำอะไรแล้วจะกลับมาทำไม ทำประโยชน์ให้บ้านเมืองไม่ดีหรืองัย แผ่นดินซ่งเป็นของตระกูลจ้าว เจ้าก็แซ่จ้าว จะทำประโยชน์ให้ตระกูลสักหน่อยไม่ได้หรืองัย”

“เอ่อ มันก็ได้อยู่หรอก แต่ข้าอายุยังน้อย ไม่มีความสามารถ เกรงว่าจะทำให้เสด็จอาผิดหวัง”

"ตอนนี้ข้าก็ผิดหวังอยู่แล้วที่เจ้าไม่กลับบ้านกลับช่องซะที เอาตามที่ข้าว่านั่นแหละ เรื่องอายุไม่เกี่ยว แม่ทัพจั่นออกรบตอนอายุสิบห้า สังหารข้าศึกได้ถึงสามสิบคน เจ้าอายุสิบเจ็ดย่างสิบแปดแล้ว ต้องทำหน้าที่ได้ดีแน่ๆ ข้าเชื่ออย่างนั้น" 

ฮ่องเต้สรุป จื้ออิงทำหน้าเซ็งๆ ในที่สุดก็ต้องกลับมาใช้ชีวิตในวัง แถมยังต้องเป็นขุนนางอีก ชีวิตช่างเศร้านัก 

เมื่อเห็นว่าขัดคำสั่งฮ่องเต้ไม่ได้ จื้ออิงจึงไม่อยากอยู่คุยอีกต่อไป

“งั้นหลานขอลาก่อน” ทำที่จะหันหลังกลับ

“เดี๋ยว” ฮ่องเต้ยังไม่ให้ไป จื้ออิงจึงต้องหันมารับฟัง

“สวีเจิง เล่าให้ข้าฟังซิ เมื่อวานเกิดเรื่องอะไรขึ้นกับจื้ออิง”

สวีเจิงชายหนุ่มอายุสี่สิบปี คารวะและพูดว่า 

“ทูลฝ่าบาท เมื่อวานท่านอ๋องน้อยไปช่วยพวกผู้หญิงที่ถูกพรรคต้าหู่จับตัวไป เพื่อขายไปยังต่างแดน”

“แล้วทำไมเจ้าไม่คุ้มครองเขา เจ้าอยู่ที่ไหนตอนนั้น”

“ทูลฝ่าบาท ตอนนั้นกระหม่อมเห็นว่าท่านอ๋องน้อยนั่งกินบะหมี่อยู่ที่ร้านข้างทาง กระหม่อมตรวจดูรอบๆ แล้วเห็นว่าไม่มีใครน่าสงสัย ก็เลยเข้าไปนั่งในร้านอาหาร สั่งอาหารมากิน แค่ไม่ถึงครึ่งชั่วยาม ออกมาดูอีกที ท่านอ๋องน้อยก็หายไปแล้ว ข้าพยายามตามหาแต่ไม่เจอ พบอีกทีก็ถึงตอนเย็นแล้ว ได้ข่าวจากเจ้าหน้าที่ศาลไคเฟิงว่ามีการถล่มพรรคต้าหู่ มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งไปช่วยผู้หญิงไว้ ก็คือท่านอ๋องน้อย เอ่อ….เรื่องก็มีแค่นี้”

“เจ้าบกพร่องต่อหน้าที่” ฮ่องเต้ตรัสเสียงเครียด

“กระหม่อมสมควรตาย” สวีเจิงพูดและก้มหน้า จื้ออิงขัดขึ้นมาว่า

“เสด็จอา อย่าไปโทษสวีเจิงเลย เขาจะตามเฝ้าหลานทุกที่ทุกฝีก้าวได้ยังงัย อย่าไปเอาผิดเขาเลย อีกอย่าง หลานก็ไม่ชอบให้ใครมาคอยตาม มันอึดอัด ให้สวีเจิงไปทำอย่างอื่นเถอะ"

“แต่เขาทำให้เจ้าตกอยู่ในอันตราย”

“เสด็จอา ท่านอย่าทำแบบนี้เลย สวีเจิงไม่เกี่ยวอะไรด้วย เขาทำดีที่สุดแล้ว ถ้าท่านลงโทษเขา ข้าจะไม่กลับมาอยู่ที่นี่อีก แล้วก็ให้เขาเลิกตามหลานซะที” จื้ออิงก็ชักจะเครียดเหมือนกัน บางครั้งฮ่องเต้ก็ทำตัวน่าเบื่อ

“กล้าพูดกับข้าแบบนี้เชียวเรอะ!” 

“เสด็จอาอารมณ์ไม่ดีซะแล้ว วันนี้หลานขอตัวก่อน” ว่าแล้วก็หันหลังเดินจากไป

“เดี๋ยวก่อน จื้ออิง! จื้ออิง!” ฮ่องเต้ตรัสเรียก แต่จื้ออิงไปซะแล้ว

“ฮึ! เจ้าดูสิ เจ้านั่นมันดื้อรั้นแค่ไหน” ฝ่าบาทเอามือตบโต๊ะดังปัง ส่ายหน้าคิ้วขมวด

สวีเจิงยืนนิ่ง ไม่รู้จะพูดอะไรดี ไม่รู้จะถูกลงโทษฐานบกพร่องต่อหน้าที่รึเปล่า สักพักฮ่องเต้เริ่มใจเย็นลง หันมาถามเขา

“เอาล่ะสวีเจิง เล่าเรื่องของจื้ออิงให้ข้าฟังซิ นอกจากเรื่องเมื่อวานมีเรื่องอะไรอีกมั้ย”

“ทูลฝ่าบาท ตอนนี้ท่านอ๋องน้อยไปขอเป็นศิษย์ของหลินเจียเจ๋อ คุณชายของตระกูลหลิน ข้ารู้มาว่าเขาตกลงรับท่านอ๋องน้อยเป็นศิษย์แล้ว  ท่านอ๋องน้อยดีใจมาก”

“หลินเจียเจ๋อเหรอ เขาฝีมือดีมากเหรอ”

“ทูลฝ่าบาท หลินเจียเจ๋อผู้นี้ มีฉายาในยุทธภพว่า เทพสัประยุทธ์ เหตุเพราะชนะการประลองอยู่เสมอ ออกเดินทางท่องยุทธภพตั้งแต่อายุยี่สิบปี ตอนนี้อายุได้สามสิบห้าปี กลับมาอยู่ที่ตระกูลเพราะต้องการถอนตัวจากยุทธภพ แต่ก็ดูเหมือนจะทำไม่สำเร็จเพราะต้องรับภาระหน้าที่หลายอย่าง”

“เก่งกว่าเจ้ารึเปล่า”

“กระหม่อมไม่ทราบ ยังไม่เคยประลองด้วย”

“อืม” ฮ่องเต้พยักหน้าช้าๆ 

“ข้าชักอยากเจอเขาซะแล้วสิ”

สวีเจิงไม่พูดอะไร เพราะหากฮ่องเต้อยากพบใครหรือทำอะไร ก็คงไม่มีใครกล้าขัดอยู่แล้ว

 

จื้ออิงเดินออกมาจากห้องทรงงานของฮ่องเต้ เขากลับตำหนักไปหาแม่กับพี่สาว นอนค้างที่นั่นหนึ่งคืน ตอนสายเดินออกจากพระราชวัง จะกลับไปยังโรงเตี๊ยมเต้าหงก็ไม่รู้จะกลับไปทำอะไร คงได้แต่นั่งแกร่วอยู่ในห้อง คิดได้ว่าไปหาอาจารย์ที่บ้านดีกว่า คิดได้แล้วก็เดินผ่านตลาดตรงไปบ้านตระกูลหลิน แต่ระหว่างทาง เขาแวะที่ร้านขายของเก่าเชียนเหนียน ที่นี่มีของสะสม วัตถุโบราณ อาวุธที่เจ้าของนำมาขายเพราะขัดสนเงินทอง จื้ออิงสนิทกับเถ้าแก่ร้านนี้พอสมควร เพราะมาหลายครั้ง กระบี่โหลวซวนเขาก็ซื้อจากที่นี่

จื้ออิงเดินเข้าไปในร้าน พบเจ้าของร้านชื่อหวงเลี่ยง นั่งอยู่ที่โต๊ะ เขาเห็นจื้ออิงเดินเข้ามาก็ดีใจรีบทักทาย

“อ้าว จอมยุทธ์น้อยนี่เอง วันนี้มีอะไรให้ข้ารับใช้”

“เปล่าหรอกเถ้าแก่ ข้าแค่ไม่มีอะไรทำ ไม่รู้จะไปไหน เลยเข้ามาดูของ เผื่อมีอะไรน่าสนใจ”

“ของน่าสนใจเหรอ พอดีเลย เมื่อวานข้าเพิ่งได้มาชิ้นหนึ่ง”

“อะไรเหรอเถ้าแก่” จื้ออิงชักสนใจ

เถ้าแก่เจ้าของร้านพาเขาไปที่ชั้นวางกระบี่ มีกระบี่หลายแบบหลายระดับด้วยกัน จื้ออิงเคยดูมาหมดแล้ว แต่เล่มที่หวงเลี่ยงหยิบมาให้ดูนั้นเขาไม่เคยเห็น

จื้ออิงรับกระบี่มาดู “นี่คือ….” 

“กระบี่อวี่เฟิง” เถ้าแก่บอก

“กระบี่อวี่เฟิง” จื้ออิงทวนชื่อ

“ใช่แล้ว แม้ไม่ดีเท่ากระบี่โหลวซวนที่ท่านซื้อไปคราวก่อน แต่ก็ถือเป็นกระบี่ชั้นยอดเล่มหนึ่ง” 

“มีประวัติความเป็นมายังงัยเหรอ” 

เถ้าแก่เล่าว่า “ประวัติของกระบี่อวี่เฟิง มันถูกสร้างโดยช่างทำกระบี่ลือชื่อ โจวจี้ฉุน เดิมทีเป็นของจูเฉิงเคอ เจ้ายุทธภพเมื่อหลายสิบปีที่แล้ว ตกทอดมาหลายชั่วอายุคน เปลี่ยนเจ้าของไปหลายตระกูล เมื่อวานนี้มีคนเอามาขายให้ข้า เขาบอกว่าเป็นหนี้พนัน เลยจำเป็นต้องขายเอาเงินใช้หนี้”

“มีเอกสารรายละเอียดของคนขายรึเปล่า” จื้ออิงถาม เพราะตามกฎหมายต้าซ่งการซื้อของเก่าต้องไม่ใช่ของที่ขโมยมา มิฉะนั้นจะโดนข้อหารับซื้อของโจร

“มี ข้าให้เขาเขียนพร้อมพิมพ์ลายนิ้วมือไว้แล้ว”

“งั้นข้าตกลงซื้อ”

“ฮ้า ขอบคุณท่านจอมยุทธ์ แหม ถือว่าท่านโชคดีที่ไม่มีใครซื้อไปก่อน”

เถ้าแก่ดีใจที่ได้ขายของให้จื้ออิง เพราะเขาซื้อของไม่เคยต่อราคา บางครั้งไม่ถามราคาด้วยซ้ำ

 

จื้ออิงถือกระบี่อวี่เฟิงออกมาจากร้าน กลายเป็นว่าตอนนี้เขามีกระบี่สองเล่ม การจะพกพาหรือใช้พร้อมกันทั้งสองเล่มนั้นคงเป็นไปไม่ได้ จึงเดินพลางคิดพลางว่าจะทำยังงัยกับกระบี่อวี่เฟิงดี นึกถึงเพื่อนร่วมสำนักขึ้นมา หลิวเทียนเยว่มีกระบี่แล้ว ว่านอี้หลิง นางยังไม่มีกระบี่ อาปิงคงได้กระบี่จากอาจารย์ 

“งั้นให้ว่านอี้หลิงดีกว่า” เขาบอกกับตัวเอง

ในที่สุดก็ถึงบ้านตระกูลหลิน จื้ออิงเคาะประตู มีคนมาเปิด พ่อบ้านซุนนั่นเอง พ่อบ้านเชิญจื้ออิงเข้าไปในบ้าน

“อาจารย์เป็นยังงัยบ้าง” จื้ออิงถาม

“ตอนนี้คุณชายหายดีแล้ว ขอบคุณจอมยุทธ์น้อยที่ช่วยทุกคนไว้เมื่อวานนี้”

“เรื่องเล็กน้อย พ่อบ้านอย่าได้เกรงใจ”

 

จื้ออิงเดินเข้าในห้องโถงของบ้าน ที่นั่นเขาพบเจียเจ๋อ หลิวเทียนเยว่ ว่านอี้หลิง นั่งอยู่ด้วยกัน เขาคารวะเจียเจ๋อแล้วนั่งลง

“เรื่องเมื่อวานต้องขอบใจเจ้ามากนะ อ้ายจื้ออิง ถ้าไม่ได้เจ้า ข้าไม่รู้เลยว่ามันจะแย่แค่ไหน”

“อาจารย์อย่าได้เกรงใจ ศิษย์มีหน้าที่ช่วยเหลืออาจารย์ทุกอย่างเท่าที่จะทำได้”

“เจ้าคงรู้จากอี้หลิงแล้วสินะ ว่าข้าตกลงรับเจ้าเป็นศิษย์” 

“ทราบแล้ว”

“งั้นข้าคงไม่ต้องพูดอะไรมาก อีกสามวันข้าจะจัดพิธีรับศิษย์ขึ้น”

ศิษย์ทุกคนมองหน้ากัน ทุกคนดีใจ จื้ออิงหันไปพูดกับอี้หลิง

“ว่านอี้หลิง ข้ามีอะไรจะให้เจ้าด้วย”

“ฮ้า ให้ข้าเหรอ อะไรเหรอ”

จื้ออิงส่งกระบี่อวี่เฟิงให้ อี้หลิงทำหน้างงๆ

“กระบี่” 

“ใช่ กระบี่ เจ้ายังไม่มีกระบี่ไม่ใช่เหรอ ข้าไปเจอมันที่ร้านขายของเก่าเลยซื้อมา”

“ร้านขายของเก่าเหรอ เจ้าเอาของเก่ามาให้ข้าเหรอ ขึ้นสนิมรึเปล่า”

“ไม่ใช่นะ นี่ไม่ใช่ของเก่าไร้ค่า มันคือกระบี่อวี่เฟิง”

เจียเจ๋อขอดูกระบี่เล่มนั้น เขาชักออกจากฝัก มีคำว่า “อวี่เฟิง” สลักอยู่ 

“กระบี่มีชื่อ ทำจากเหล็กอย่างดี มันเคยเป็นของจูเฉิงเคอ เจ้ายุทธภพ”

“จื้ออิง กระบี่นี่เจ้าคงซื้อมาแพง” อี้หลิงพูด ทำหน้าครุ่นคิด

“อย่าใส่ใจเรื่องนั้นเลย ข้าอยากให้เจ้าไว้ใช้”

“ข้ารับไม่ได้หรอก ของมีค่าเกินไป” อี้หลิงปฏิเสธ

อี้หลิงกับจื้ออิง เติบโตมาจากครอบครัวที่ต่างกัน จื้ออิงไม่เคยขัดสนเรื่องเงินทอง คนที่บ้านก็ไม่เคยบอกให้ใช้จ่ายอย่างประหยัด เพราะมีเงินมาก อยากซื้ออยากได้อะไรก็ได้ ต่างจากอี้หลิงที่พี่สาวมักสอนเสมอว่า อย่าใช้จ่ายในสิ่งที่ไม่จำเป็น แม้เป็นสิ่งจำเป็นก็ควรซื้อในราคาถูก อย่ายืมเงินใคร อย่าให้ใครยืมเงิน อย่ารับของหรือเงินของใครฟรีๆ จึงไม่แปลกที่อี้หลิงปฎิเสธที่จะรับกระบี่อวี่เฟิง

จื้ออิงไม่รู้จะพูดยังงัยต่อ เจียเจ๋อจึงช่วยแก้ปัญหาให้

“เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน จื้ออิง เจ้ามีกระบี่สองเล่ม จะพกไปมาก็ไม่สะดวก งั้นฝากกระบี่อวี่เฟิงไว้กับอี้หลิง วันหลังหากเจ้าไม่มีกระบี่ใช้ หรือกระบี่ชำรุด หัก พัง ก็ค่อยเอาคืน”

จื้ออิงยิ้ม ยอมรับกับวิธีของอาจารย์

“เอางั้นก็ได้ ข้าจะฝากกระบี่ไว้ที่เจ้านะ อี้หลิง”

อี้หลิงหันมองอาจารย์ ไม่พูดแต่แสดงถึงการถามเพื่อให้แน่ใจ

“รับไว้เถอะ อี้หลิง ช่วยรับฝากจื้ออิงเขาหน่อย”

“ก็ได้” นางก็ยิ้ม เห็นด้วยกับวิธีนี้เช่นกัน

แม้จะบอกว่าฝากไว้ แต่ทุกคนก็รู้ว่าจื้ออิงต้องการมอบกระบี่อวี่เฟิงให้อี้หลิง และไม่คิดจะเอาคืน

“เอาล่ะ” เจียเจ๋อหันมาพูดกับทุกคน “ข้ามีเรื่องจะบอกพวกเจ้า ข้ารับเจ้าทุกคนรวมทั้งอาปิงเป็นศิษย์แล้ว แต่ข้าอยากให้มีพิธีการสักนิดหนึ่ง อีกสามวันข้าจะจัดงานเลี้ยงต้อนรับศิษย์ทุกคนที่นี่ ข้าไม่ได้เชิญแขกที่ไหนมาหรอก ก็แค่คนในบ้านเท่านั้น ขอให้พวกเจ้าทุกคนมาพร้อมกันในวันนั้น”

“งานเลี้ยงเหรอ ข้าชอบงานเลี้ยง ขอบคุณอาจารย์ที่จัดงานเลี้ยงต้อนรับ” เทียนเยว่พูด ทุกคนขอบคุณเจียเจ๋อ

ศิษย์กับอาจารย์คุยกันสักพัก อี้หลิงก็ลากลับ จื้ออิงก็ลากลับด้วย

 

สองคนเดินออกมาจากบ้านตระกูลหลิน อี้หลิงหันมาบอกจื้ออิง

“ขอบใจเจ้ามากนะ ที่ซื้อกระบี่ เอ๊ย ไม่ใช่สิ ฝากกระบี่อวี่เฟิงไว้ที่ข้า”

“เรื่องเล็กน้อย อย่าได้เกรงใจ”

“งั้นข้ากลับบ้านก๋อนนะ” พูดจบหันหลังจะเดินจากไป

“เดี๋ยวก่อน” จื้ออิงห้ามไว้

“เจ้ามีอะไรเหรอ”

“คือ…ข้า”

“หือ อะไรเหรอ”

“ข้าไม่รู้จะไปไหน นี่ยังไม่เย็นเลย รู้สึกเบื่อๆ”

“เบื่อเหรอ อืม….งั้นไปบ้านข้ามั้ย”

“ไปบ้านเจ้าเหรอ”

“ใช่ แต่ถ้าเจ้าไม่อยากไปก็ไม่เป็นไร”

“เอ่อ อยากสิ ข้าอยากไป” จื้ออิงคิดไม่ออกว่าจะไปไหนดี เลยตกลงไปบ้านอี้หลิง

 

สองคนเดินไปคุยกันไป

“จื้ออิง บ้านเจ้าอยู่ที่ไหนเหรอ”

“บ้านข้าเหรอ บ้านข้าเป็นตระกูลใหญ่ อยู่ที่เจิ้งโจว” จื้ออิงไม่ชอบโกหก แต่ในเมื่อไม่อยากให้ใครรู้ว่าเป็นหลานของฮ่องเต้ ก็จำต้องปิดบังความจริง

“ตระกูลใหญ่เหรอ บ้านเจ้าคงรวยมาก ผิดกับบ้านข้า ซอมซ่อยังกะรังหนู”

จื้ออิงนิ่งไป เขาไม่รู้จะพูดอะไรดี อี้หลิงถามต่อ

“เจ้าอยู่บ้านก็สุขสบายอยู่แล้ว ทำไมยังมาเร่ร่อนฝึกวรยุทธ์ ประลองยุทธ์อีก”

“แล้วเจ้าล่ะ เป็นผู้หญิงทำไมไม่เรียนเย็บปักถักร้อย หรือชงชา ทำไมมาฝึกวรยุทธ์”

อี้หลิงเข้าใจการตอบคำถามด้วยคำถามนี้

“ก็ข้าอยากเก่ง อยากปราบคนชั่วที่มันข่มเหงรังแกคนดี”

“ข้าก็เหมือนกัน แต่….” จื้ออิงถอนหายใจ อี้หลิงทำหน้าสงสัย

“เจ้ามีอะไรในใจเหรอ” จื้ออิงนิ่งไปนิดหนึ่งก่อนจะตอบ

“อีกไม่กี่เดือน ข้าก็ต้องกลับบ้านแล้ว”

“ทำไมล่ะ”

“คนที่บ้านข้าสั่งให้ข้ากลับบ้าน”

“คนที่บ้านเหรอ ถ้าเจ้าไม่อยากกลับทำไมไม่บอกเขาไปล่ะ”

“ข้าบอกแล้วแต่เขาไม่ยอม จะบังคับข้าท่าเดียว”

อี้หลิงหัวเราะ จื้ออิงขมวดคิ้ว

“เจ้าขำอะไรเหรอ”

“ก็ขำเจ้าน่ะสิ จอมยุทธ์น้อยอ้ายจื้ออิง ฝีมือเก่งกาจ แต่ยังงัยก็ยังเป็นเด็กอายุสิบเจ็ด ต้องเชื่อฟังพ่อแม่อยู่ดี”

จื้ออิงฟังแล้วก็พยักหน้า 

“ก็จริงของเจ้า บางครั้งข้าก็อิจฉาพวกสามัญชนอย่างเจ้า นึกอยากจะทำอะไรก็ทำได้ จะไปไหนก็ไปได้ มีอิสระ ไม่ต้องอยู่ใต้บังคับใคร”

อี้หลิงสะดุดหูกับคำพูดบางคำ

“สามัญชนเหรอ เจ้าพูดอย่างกับว่า…..”

“อ๋อ คือข้าพูดผิดไปน่ะ ข้าจะพูดว่าคนธรรมดาทั่วไปที่ไม่ใช่ตระกูลใหญ่อย่างข้า” จื้ออิงรีบแก้ตัว

อี้หลิงทำหน้าเคร่งขรึม จ้องหน้าจื้ออิง เด็กหนุ่มชักหวั่นใจว่านางจะรู้อะไรบางอย่าง

“หรือว่าเจ้า…..”

“อะไร ข้าทำไมเหรอ”

“หรือว่าเจ้าจะเป็น……”

“เป็นอะไร……”

“ข้ารู้แล้ว”

“รู้อะไร” จื้ออิงเริ่มกังวลว่าอี้หลิงจะรู้ฐานะของตน

“เจ้าคือ รัชทายาทปลอมตัวมาใช่มั้ย” นางทำหน้าเคร่งเครียด เอานิ้วชี้ชี้ไปที่จมูกของจื้ออิง เด็กหนุ่มนิ่งอึ้งไป แม้ไม่ใช่แต่ก็ใกล้เคียง นางรู้ได้ยังงัย

“ฮ่าๆๆๆๆ อึ้งไปเลยเหรอ โธ่ ข้าล้อเจ้าเล่นหรอกน่า” อี้หลิงตบไหล่จื้ออิง หัวเราะชอบใจที่อำเพื่อนได้

“อ๋อ เอ่อ ฮ่ะๆๆๆ แหม เจ้านี่ก็พูดไปเรื่อย” เด็กหนุ่มหัวเราะกลบเกลื่อนอาการตกใจ

 

ในที่สุดก็ถึงบ้าน อี้หลิงชี้ให้จื้ออิงดู

“นี่บ้านข้า”

“นี่ล่ะเหรอ บ้านเจ้า หลังนี้น่ะเหรอ”

“ใช่ ทำไม จะบอกว่าบ้านเก่าซ่อมซ่อล่ะสิใช่มั้ย”

“เปล่า ข้าไม่ได้หมายความอย่างนั้น แต่ข้าเคยเดินผ่านบ้านหลังนี้ ตอนไปที่สำนักแมวป่า”

“ใช่ เดินต่อไปอีกสักพักก็จะถึงสำนักแมวป่า”

“วันนั้นที่ข้ามา ข้าเห็นมีควัน มีไฟลุกที่ต้นไม้ด้วย รั้วก็พัง เกิดอะไรขึ้นเหรอ”

“อ๋อ แหะๆ” อี้หลิงยิ้มแหยๆ “คือ…วันนั้นข้าสู้กับอาจารย์”

“สู้เหรอ” จื้ออิงทวนคำ “หมายถึงประลองยุทธ์น่ะเหรอ”

“เอ่อ….ก็…ประมาณนั้นแหละ”

จื้ออิงครุ่นคิด ไม่น่าเชื่อว่าอาจารย์จะประลองกับอี้หลิง 

“แล้วเจ้าชนะรึเปล่า” 

“ถามได้ ขนาดเจ้ายังไม่ชนะ แล้วข้าจะไปเหลืออะไร”

จื้ออิงหัวเราะเบาๆ “นั่นสินะ อย่างเจ้า อาจารย์หลับตาสองข้าง ใช้แค่มือข้างเดียวยังชนะ”

“อ้ายจื้ออิง ให้มันน้อยๆ หน่อย” เด็กสาวชักหงุดหงิด

“อ้อ ข้าขอโทษ ข้าพูดเกินไปหน่อย”

สองคนเข้าไปในบ้าน ข่งฉือนั่งปักผ้าอยู่ เห็นคนสองคนเดินเข้ามา น้องสาวกับชายอีกคน

“พี่เจียเจ๋อ ท่านมา…..” เมื่อเห็นว่าชายคนนั้นไม่ใช่เจียเจ๋อ จึงหยุดพูดแล้วทำหน้าอายๆ

“พี่ ท่านตาลายแล้ว นี่จื้ออิงไม่ใช่อาจารย์ซักหน่อย”

“อ๋อ เอ่อ คือข้า กำลังตั้งใจปักผ้าอยู่น่ะ เลยไม่ทันดูว่าเป็นใคร”

“วันนี้จื้ออิงเขามาบ้านเรา”

“คุณชายอ้ายเชิญนั่งก่อน ข้าจะไปยกน้ำชามาให้”

“ไม่เป็นไรแม่นางว่าน ข้าแวะมาเดี๋ยวก็กลับแล้ว”

“ข้าจะพาไปดูรอบบ้านนะ" อี้หลิงบอก จื้ออิงพยักหน้าเดินตามไป

อี้หลิงพาจื้ออิงไปดูแปลงผักต่างๆ ที่นางกับพี่สาวและอาปิงช่วยกันปลูก พาไปดูเสี่ยวเฮย วัวตัวใหญ่สีดำที่นางเคยใช้สู้กับเจียเจ๋อ

“เสี่ยวเฮย นี่คืออ้ายจื้ออิงเพื่อนข้า เขาเก่งวรยุทธ์มากเลยนะ เจ้าทักทายเขาสิ”

“มออออออ!!" เสี่ยวเฮยทักทายจื้ออิง

“เจ้าแนะนำข้าให้วัวรู้จักเหรอ”

“เสี่ยวเฮยไม่ใช่วัวธรรมดานะ เป็นวัวแสนรู้ ข้าพูดอะไรมันรู้หมด”

“จริงเหรอ” 

“จริงสิ เสี่ยวเฮยเคยสู้กับอาจารย์ด้วยนะ”

“หา! อาจารย์เคยสู้กับวัวด้วยเหรอ”

“ใช่ แต่เสี่ยวเฮยสู้อาจารย์ไม่ได้ ไล่อาจารย์จนวิ่งไปชนต้นไม้สลบไป”

“มีเรื่องแบบนี้ด้วยเหรอ” จื้ออิงไม่อยากเชื่อเรื่องที่อี้หลิงเล่า แต่นางก็คงไม่ได้โกหก

ข่งฉือเดินออกมาจากในบ้าน นางเดินมาถามอี้หลิง

“อาหลิง เจ้าเอากระบี่นั่นมาจากไหน”

“คือ….กระบี่นั่น จื้ออิงฝากข้าไว้”

“ฝากไว้เหรอ ทำไมไม่เอาไปเก็บที่บ้านล่ะ เอามาฝากเจ้าทำไม”

อี้หลิงนิ่งไป ไม่รู้จะตอบยังงัย พี่สาวมักเข้มงวดกับการรับของจากคนอื่นเสมอ จื้ออิงจึงตอบแทน

“คืออย่างนี้แม่นางว่าน กระบี่กับคนก็มีลักษณะที่เหมือนกัน คือต้องมีการเคลื่อนไหวหรือทำงานอยู่ตลอดเวลา กระบี่ที่ไม่ได้ใช้งานเลย จะค่อยๆ เกิดสนิมและผุพังไปในที่สุด ข้าไปเจอกระบี่เล่มนี้มา เลยซื้อไว้ ถ้าเอาไปเก็บไว้บ้านคงไม่ได้ใช้ ทีแรกข้ายกให้อี้หลิง แต่นางไม่รับ บอกว่ามันเป็นของมีค่า อาจารย์เลยบอกว่าให้ฝากนางเอาไว้ หากกระบี่ข้าชำรุดเสียหาย ค่อยเอาคืน” 

“พี่เจียเจ๋อบอกอย่างนั้นเหรอ” ข่งฉือถามย้ำ

“ใช่” อี้หลิงยืนยันอีกคน

“อืม งั้นก็ตามนั้น พี่เจียเจ๋อคงคิดดีแล้ว” พูดจบก็เดินเข้าบ้านไป

“พี่สาวเจ้า เชื่อฟังอาจารย์จริงๆ นะ"

“เจ้าหมายความว่างัย”

“นี่เจ้าไม่รู้เหรอ ซื่อบื้อจริงๆ”

“ว่างัยนะ ข้าไม่ได้โง่นะ ถึงไม่รู้น่ะ"

“นั่นน่ะสิ ข้าก็ว่าเจ้าไม่โง่ แต่ทำไม่ทำหน้าเครียดอย่างนั้น แต่เจ้าไม่ดีใจเหรอ ที่พี่สาวเจ้ากับอาจารย์มีใจให้กัน หรือว่าเจ้าไม่เชื่อใจอาจารย์ หรือคิดว่าอาจารย์เป็นคนมากรักหลายใจ”

อี้หลิงทำหน้าเคร่งเครียดแล้วตอบว่า

“ไม่รู้สิ ไม่ใช่ข้าไม่เชื่อใจอาจารย์ แต่เจ้าก็รู้ อาจารย์น่ะทั้งเก่งทั้งหน้าตาดี อยู่ในตระกูลดี มีแต่ผู้หญิงมาสนใจ บางคนก็เป็นลูกผู้ดีตระกูลสูง ส่วนพี่ข้าเป็นแค่สาวชาวบ้านธรรมดา ข้ากลัวว่า…..”

จื้ออิงหัวเราะเบาๆ 

“เจ้าขำอะไร” อี้หลิงทำเสียงแข็ง

“ไม่มีอะไร ข้าจะบอกว่า นี่เป็นเรื่องของผู้ใหญ่ เจ้าอย่าไปยุ่งไปกังวลอะไรเลย ข้าเชื่อว่าอาจารย์เป็นคนดี เป็นคนรักเดียวใจเดียว”

อี้หลิงได้ฟังแล้วก็มีความเชื่อมั่นมากขึ้น พยักหน้ายิ้มออกมาได้

จื้ออิงคุยกับอี้หลิงจนพระอาทิตย์ใกล้ตกดิน จึงลาอี้หลิงกับพี่สาวกลับโรงเตี๊ยมเต้าหง 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

8 ความคิดเห็น