หลินเจียเจ๋อ แก๊งม่วน ป่วนจอมยุทธ์

ตอนที่ 8 : ได้เวลารับศิษย์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 55
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    13 ก.ย. 63

เกาเส้าชิวยกเท้าถีบลูกสมุนที่กลางอกเต็มแรง คนที่โดนถีบล้มหงายหลังตึง 

“เจ้าปล่อยให้มันมาถล่มบ่อน ถล่มคลังอาวุธ แถมจับพวกเราไปหลายคน!” ตวาดเสียงดัง

“ท่านหัวหน้า ข้าสู้มันไม่ได้ มันคือเทพสัปประยุทธ์หลินเจียเจ๋อ” ลูกน้องคุกเข่าคำนับ ลูกกระจ๊อกที่ยืนอยู่ข้างๆ หลายคนยืนดูลูกพี่ด้วยสีหน้าสลด

“ทำงานไม่ได้เรื่อง เลี้ยงเสียข้าวสุก สมควรตาย” เกาเส้าชิวชักดาบออกมา จะฆ่าลูกน้อง

“ท่านหัวหน้า ยกโทษให้ข้าด้วย ข้าผิดไปแล้ว” ลูกน้องละล่ำละลักกลัวตาย

“ฆ่ามันไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา เสียกำลังคนไปเปล่าๆ ตอนนี้เรายิ่งมีคนน้อยๆ อยู่ เมื่อวานไอ้พวกขี้ขลาดตาขาวที่ได้ยินชื่อหลินเจียเจ๋อ ก็หนีไปหลายคน” ชายในชุดขาวที่ยืนอยู่ข้างๆ หัวหน้าเกาพูด เขาคือฟางอี๋เจี้ยน ผู้ตรวจสอบของพรรคต้าหู่ที่ถูกส่งมาจากสาขาใหญ่

“น่าเจ็บใจนัก บังอาจมาลูบคมพรรคต้าหู่ ข้าจะทำให้มันรู้สำนึก” เกาเส้าชิวผูกใจเจ็บ

“แน่ใจนะว่าทำได้ ไม่ใช่โดนมันถล่มซะเอง” ฟางอี๋เจี้ยนหัวเราะเบาๆ ในลำคอ

“ฟางอี๋เจี้ยน! เจ้าอยู่ข้างใครกันแน่” เกาเส้าชิวหันมาตะคอก

“อยู่ข้างใครน่ะเหรอ ข้าก็อยู่ข้างสาขาใหญ่น่ะสิ ก็พวกเขาส่งข้ามาตรวจสอบการทำงานของท่าน ไม่ต้องสนใจหรอกว่าข้าคิดยังงัย ท่านทำงานให้ดีก็แล้วกัน” ยิ้มเยาะเย้ย

“ข้าต้องจัดการมันให้ได้ ฮี เทพสัประยุทธ์หลินเจียเจ๋อ มันจะซะแค่ไหนกันเชียว” เกาเส้าชิวปรามาสศัตรู

“เรื่องนั้นเอาไว้ก่อน ตอนนี้มีงานสำคัญกว่า เรื่องสินค้ายี่สิบชิ้นของเราไปถึงไหนแล้ว” ฟางอี๋เจี้ยนถาม

“ตอนนี้ได้สิบแปดชิ้นแล้ว ขาดอีกสอง” เกาเส้าชิวตอบ

“ยังงัยก็รีบหน่อย สาขาใหญ่เร่งมาแล้ว อีกไม่เกินสามวันต้องส่งของแล้ว” ชายชุดขาวกำชับ

“ข้าทำงานไม่ต้องให้เจ้ามาสั่ง อย่ามารู้ดีกว่าข้า” กวนเส้าชิวพูดเสียงดัง 

“แล้วแต่ ตามนั้นเลย ข้าอุตส่าห์ช่วยงาน แต่ท่านไม่ต้องการก็ไม่เป็นไร ข้าขอตัวละกัน มาเมืองหลวงทั้งที ขอไปกิน ของอร่อยๆ อิ่มแล้วไปหานางโลมสวยๆ ผ่อนคลายซะหน่อย” ฟางอี๋เจี้ยนยักไหล่ ยิ้มเยาะ แล้วเดินออกนอกประตูไป ปล่อยให้เกาเส้าชิวยืนโมโหอยู่อย่างนั้น

“ฮี่ย! เจ็บใจนัก เจ้าฟางอี๋เจี้ยน กวนประสาทข้า สักวัน ข้าจะจัดการกับมัน” หันไปหาชายสองคนที่ยืนอยู่ข้างหลัง

“ซิงอี้ ชวนซง! เจ้าไปหาสินค้ามาอีกสองชิ้น ได้มาแล้วรีบส่งไปเจิ้งโจว ลงเรือไปส่งที่ป๋อไห่* ไปกันทั้งสองคนนะแหละ อย่าให้พลาด”

“ครับ!” ลูกน้องสองคนรับคำพร้อมกัน ถังซิงอี้ กับเหลียงชวนซง เป็นลูกน้องฝีมือดีของกวนเส้าชิว 

 

ที่ตลาด ข่งฉือกับอี้หลิงนำผ้าที่ปักแล้วมาส่งให้ร้านขายผ้า หลังเสร็จธุระก็ซื้อของในตลาด แล้วเดินกลับบ้าน ระหว่างทางเจอรถม้าจอดอยู่ 

“นั่นรถม้าของใครมาจอดอยู่นั้นน่ะ” ข่งฉือถามอี้หลิง

“ไม่รู้สิ” อี้หลิงตอบ จู่ๆ มีคนสี่คนสวมชุดดำปิดปาก พรวดพราดออกมาจากข้างทาง พวกมันดักซุ่มรออยู่ พวกมันถือดาบทุกคน วิ่งออกมาล้อมสองพี่น้องไว้ ทั้งสองตกใจมาก

“พวกแกเป็นใครกันน่ะ! อย่าทำอะไรพวกเรานะ” ข่งฉือร้องบอก 

“หนอยแน่ พวกแกเป็นใคร! ไปให้พ้นนะ อย่างมายุ่งกับเรา” อี้หลิงตวาด

โจรสองคนฉุดข่งฉือขึ้นรถม้า อี้หลิงเข้าช่วย พวกมันสู้อี้หลิงไม่ได้ คนหนึ่งถูกถีบกระเด็นไปข้างทาง อีกคนถูกเตะที่กล่องดวงใจนอนจุกร้องโอดโอย 

อีกสองคนคือถังซิงอี้ กับเหลียงชวนซง ถังซิงอี้เข้าต่อสู้กับอี้หลิง เหลียงชวนซงจับข่งฉือขึ้นรถม้า อี้หลิงสู้ถังซิงอี้ไม่ได้ เพราะวรยุทธ์ของมันอยู่ในขั้นที่ถือว่าดีพอสมควร มันจึงจับอี้หลิงขึ้นรถม้าอีกคน โดยมีลูกน้องอีกสองคนคอยช่วย

“ไปกับเราดีๆ ไม่งั้นตาย” มันเอาคมดาบทาบที่คอของสองพี่น้อง สองคนคุมผู้หญิงในรถม้า เมื่อเห็นว่าจัดการเรียบร้อยแล้ว ถังซิงอี้จึงเข้าข้างทางกับลูกน้องอีกคนเปลี่ยนชุดเป็นคนธรรมดา ให้คนหนึ่งขับรถม้า ตัวเองคอยคุม รถม้าแล่นออกไป  

อาปิงแอบอยู่หลังพุ่มไม้ เขามาหาอี้หลิงตามปกติเหมือนทุกวัน แต่วันนี้เกิดเหตุไม่คาดฝัน มีคนมาจับอี้หลิงกับข่งฉือไป เขาจำผู้ชายคนนั้นได้ คนที่เขากับอี้หลิงพยายามต่อสู้แย่งถุงเงินคืนที่ซอยตัน คนของพรรคต้าหู่ อาปิงวิ่งกลับไปที่บ้าน ด้วยความที่มีร่างกายอ้วน จึงวิ่งช้าและเหนื่อยง่าย เขาวิ่งจากทางไปบ้านข่งฉือจนถึงตลาดก็หมดแรง เดินโซซัดโซเซ เสียหลักไปชนโต๊ะที่มีคนนั่งกินบะหมี่อยู่ข้างทาง

โครม! โต๊ะพลิกหงาย ชามบะหมี่ เส้นบะหมี่ ตะเกียบ หล่นกระจายตามพื้น

“ไอ๋หยา! เจ้าเด็กน้อย เจ้าเดินยังงัย ข้าวของข้าเสียหายหมดแล้ว” เจ้าของร้านโวยวาย

“เฮ้ น้องชาย เจ้าเป็นอะไร!” เด็กหนุ่มเจ้าของชามบะหมี่ที่หล่นแตกไปแล้วถาม ประคองอาปิงขึ้นมา 

“ช่วยด้วย ช่วยอี้หลิงด้วย แฮ่กๆ” อาปิงพูดพลางหอบเหนื่อย

 

เจียเจ๋อกำลังนั่งคุยกับหลิวเทียนเยว่อยู่ในห้องโถงบ้าน จนถึงตอนนี้เขาก็ยังตัดสินใจไม่ได้อยู่ดี ว่าจะเอายังงัยกับลูกชายผู้มีพระคุณคนนี้ 

“ตกลงท่านจะรับข้าเป็นศิษย์รึเปล่า ข้ารอคำตอบจากท่านอยู่”

“ข้า……..”

อาปิงเดินโซเซเข้ามาในบ้าน ไม่กี่ก้าวก็ล้มลงเพราะเหนื่อย เจียเจ่อกับหลิวเทียนเยว่เห็นเข้าก็ตกใจ 

“อาปิง! เจ้าเป็นอะไร”

“ช่วย….อี้หลิง…..ด้วย” อาปิงเหนื่อยหอบ พยายามเล่าให้เจียเจ๋อฟังว่าเกิดอะไรขึ้น

“พรรคต้าหู่อีกแล้ว ข้าจะไปถล่มมัน อาปิงเจ้าอยู่ที่นี่ไม่ต้องตามมา” พูดพลางเดินไปคว้ากระบี่ พรวดพราดออกไป

“ข้าไปด้วย” หลิวเทียนเยว่ลุกตามไป

 

ถังซิงอี้กับเหลียงชวนซง มารายงานเกาเส้าชิวว่าทำงานสำเร็จ

“ดีมาก” เกาเส้าชิวรู้เรื่องก็อารมณ์ดี 

         “ตอนนี้สินค้าก็ได้ครบยี่สิบชิ้นซะที” ที่แท้สินค้าที่พวกมันหมายถึงก็คือคน พวกมันค้ามนุษย์ จับผู้หญิงไปส่งต่างแดน 

         “พวกเจ้าไปเอาสินค้าขึ้นรถม้า เดี๋ยวข้าจะตามไป ตกค่ำเราจะไปส่งสินค้าที่เจิ้งโจว" หัวหน้าสาขาสั่ง

“ครับ!”

 

เจียเจ่อถือกระบี่บุกเข้าไปในพรรคต้าหู่ ลูกสมุนของพรรคพยายามขัดขวางตั้งแต่หน้าประตู แต่ไม่มีใครขวางเขาได้ คนแล้วคนเล่าที่โดนหมัดและเท้าของเทพสัปประยุทธ์ บ้างสลบ บ้างบาดเจ็บช้ำในร้องโอดโอย เมื่อมาถึงห้องโถง กวนเส้าชิวยืนรออยู่ 

“หลินเจียเจ๋อ วันก่อนเจ้าบุกรุกไปถล่มบ่อนข้า เอาเงินข้าไป วันนี้ยังบุกมาบ้านข้า ทำร้ายคนของข้าอีก มันจะเกินไปแล้ว” 

“ปล่อยคนของข้าเดี๋ยวนี้!!” 

“คนของเจ้า?” กวนเส้าชิวนึกว่าหลินเจียเจ๋อบุกเข้ามาถล่มพรรคต้าหู่เพราะเรื่องที่ขัดแย้งกันอยู่ ไม่รู้ว่าผู้หญิงที่จับมาเป็นคนของเขา แต่ตอนนี้เข้าใจแล้ว นึกกระหยิ่มใจว่าช่างบังเอิญจริงๆ เพราะเป็นการได้แก้แค้นไปในตัว แต่กระนั้นก็ยัง      เสแสร้งทำเป็นว่าไม่รู้เรื่อง

“เจ้าพูดเรื่องอะไร ข้าไม่เคยจับคนของเจ้ามา”

“อย่ามาเสแสร้ง ข้า หลินเจี๋ยเจ๋อ ตั้งใจถอนตัวจากยุทธภพ ไม่อยากฆ่าใครอีก แต่ถ้าวันนี้ถ้าเจ้าไม่ปล่อยพวกเค้า ก็เตรียมไปเฝ้ายมบาลได้เลย”

“ฮ่าๆๆๆๆๆ เจ้าเดินเข้ามาในบ้านข้า มาข่มขู่ข้า คิดว่าจะรอดไปได้งั้นเรอะ” 

เจียเจ๋อพุ่งเข้าไปหากวนเส้าชิว มันวิ่งหนีไปด้านหลัง เจียเจ๋อวิ่งตามไป

“แน่จริงอย่าหนี!” เขาตะโกนไล่หลัง หนีได้ไม่ไกล กวนเส้าชิวหยุดตรงทางเดินในบ้าน หันหน้ามา

“เจ้ารู้จักพรรคต้าหู่น้อยไป สู้กันซึ่งๆ หน้าข้าอาจแพ้ แต่เรื่องความฉลาด เจ้าสู้ข้าไม่ได้ ฮ่าๆๆๆๆๆ”

เจียเจ๋อรู้สึกวูบ พื้นที่เขาเหยียบอยู่ เป็นบานพับ มันพับลงไป เขาตกลงมายังพื้นข้างล่าง ใช้วิชาตัวเบาประคองตัว ลงพื้นอย่างปลอดภัย ประตูบนพื้นปิด เขารู้สึกเจ็บใจที่โดนหลอกให้ตกลงมา กระโดดกลับขึ้นไป เอาฝ่ามือซัดประตู แต่ไม่เป็นผล มันเป็นเหล็กที่หนามากๆ และต้องผลักจากด้านบนลงมา

“เสียท่ามันซะแล้ว” เขาบ่นกับตัวเอง เขาอยู่ในห้องๆ หนึ่ง เป็นห้องที่มีลูกกรง มันคือที่คุมขังคน แสงในห้องพอมีสลัวๆ มีห้องลูกกรงติดกันอีกห้อง เมื่อสายตาปรับเข้าได้กับแสงสลัว เขาพบว่ามีกลุ่มคนอยู่รวมกัน ที่แท้เป็นกลุ่มผู้หญิงที่พวกมันจับมานั่นเอง ทั้งหมดถูกจับมัดมือไพล่หลัง มัดปาก เจียเจ๋อมองไปเห็นข่งฉือกับอี้หลิงอยู่ในนั้นด้วย 

“ข่งฉือ อี้หลิง!” เขาเรียกเสียงดัง สองพี่น้องตระกูลว่านได้แต่ทำเสียงอู้อี้ๆ ในคอ เพราะถูกผ้ามัดปากไว้ 

 

เกาเส้าชิวยืนอยู่หน้าประตูลูกกรง หัวเราะร่าเสียงดัง ข้างหลังมีลูกน้องสิบกว่าคน

“ฮ่าๆๆๆๆๆ เทพสัประยุทธ์ คราวนี้ได้กลายเป็นเทพสับปะรดแน่” 

“ถ้าข้าออกไปได้ เจ้าก็ได้กลายเป็นเนื้อสับ” 

“อ้อ งั้นเรอะ ข้าจะรอเจ้านะ ลูกกรงนี่ทำด้วยเหล็กกล้า ฝาผนังด้านหลังก็หนาตั้งหนึ่งในสามจั้ง* ต่อให้กำลังภายในกล้าแข็งยังงัยก็พังออกไปไม่ได้” พูดจบหันไปสั่งลูกสมุน “พวกเจ้าพาสินค้าไปขึ้นรถม้าด้านหลัง ไม่ต้องรอให้ค่ำ เราต้องรีบกันแล้ว” ลูกสมุนรับคำสั่ง ไขกุญแจห้องขัง นำตัวผู้หญิงออกไป

“หยุดนะ” หลินเจียเจ๋อตวาด

“หยุดเหรอ ฮ่าๆๆๆๆๆ แน่จริงก็หยุดข้าให้ได้สิ เอาตัวให้รอดก่อนเถอะ มีคนรอต้อนรับเจ้าอยู่” พูดจบแล้วก็หันหลังจากไป เจียเจ๋อเจ็บใจมากที่ทำอะไรไม่ได้

เจียเจ๋อเพิ่งสังเกตุเห็นว่า ในห้องขังนอกจากเขาแล้ว ยังมีคนอีกคนหนึ่ง นั่งอยู่ในมุมมืดของห้อง เป็นชายร่างผอมเสื้อผ้ามอมแมมผมกระเซอะกระเซิง ไม่รู้ถูกขังอยู่นานเท่าไรแล้ว รังสีอำมหิตกับลมปราณแผ่ซ่านจนรู้สึกได้

“เจ้าเป็นใคร เจียเจ๋อถาม”

คนๆ นั้นไม่ตอบ ลุกขึ้น ในมือถือไหเหล้าขนาดเขื่อง เดินเข้ามาใกล้ เจียเจ๋อระวังตัว ชายผมกระเซิงปาขวดเหล้าใส่ เจียเจ๋อหลบ ขวดเหล้ากระทบลูกกรงดังเพล้ง การต่อสู้เริ่มขึ้น ชายคนนี้ไม่ธรรมดา ฝีมือพอฟัดพอเหวี่ยงกับเจียเจ๋อ ซึ่งก็นานมาแล้วที่เทพสัปประยุทธ์ไม่ได้เจอคู่ต่อสู้ที่ร้ายกาจขนาดนี้ เมื่อพิจารณาดูดีๆ แล้ว ชายคนนี้อายุมากแล้วประมาณได้แปดสิบกว่าปี แต่ยังแข็งแรง กำลังภายในล้นเหลือ ทั้งสองประมือกันอยู่ยี่สิบกว่าเพลงก็ไม่รู้แพ้ชนะ เจียเจ๋อเองใช้พลังไปถึงเจ็ดในสิบส่วน ซึ่งก็นับว่ามากกว่าที่สู้กับคนอื่นๆ สู้กันต่ออีกสิบกว่าเพลง เจียเจ่อต้องเพิ่มกำลังขึ้นไปอีก ถึงจะต้านทานผู้เฒ่าคนนี้ได้ เขาเป็นใครกัน ทำไมเก่งอย่างนี้ แล้วทำไมถึงถูกจับมาขังได้ ยิ่งคิดยิ่งไม่เข้าใจ

ระหว่างที่สู้กัน เจียเจ๋อสังเกตเห็นว่ามีควันลอยเข้ามา หนาขึ้นเรื่อยๆ เขารู้สึกเวียนหัวและรู้ว่ากำลังจะหมดสติ ล้วงเอาผ้าเช็ดหน้าในเสื้อที่ข่งฉือให้ไว้ออกมาปิดจมูก มันคือควันยาสลบ ผู้เฒ่าที่กำลังสู้กันอยู่เริ่มตาปรือและล้มลงในที่สุด ผ้าเช็ดหน้ากันควันได้ไม่นาน  เจียเจ๋อเองก็เริ่มไม่ได้สติ ล้มลง เขานึกถึงข่งฉือกับอี้หลิง ถ้าสลบไปใครจะไปช่วย ถึงตอนนี้ความคิดก็ดับวูบไป

 

อากาศยามเช้าสดใส มีแสงแดดอ่อนๆ หลินฮูหยินในชุดสีขาวกำลังชมดอกบัวอยู่ที่สระบัว บัวสีฟ้าหลายดอกบานสะพรั่ง บางดอกก็ยังตูม เจียเจ๋อเดินเข้าไปใกล้ ผู้เป็นแม่หันมาทักทาย 

“อาเจ๋อ ดูนี่สิ ดอกบัวเยอะเชียว แม่จะเอาไปไหว้พระที่ศาลเจ้าแม่กวนอิม” นางพูดพลางยิ้มอารมณ์ดี

“ท่านแม่ ข้าทำพลาดอีกแล้ว ข้าไม่เอาไหนเลย” 

“พูดอะไรอย่างนั้นอาเจ๋อ เจ้าทำดีที่สุดแล้ว อย่าเสียใจไปเลย” เอามือลูบที่แก้มของลูกชายเบาๆ

“ไม่ นี่มันไม่ใช่สิ่งที่ควรจะเป็น ข้าไม่เคยแพ้ใคร แต่ทำไม ทำไมเรื่องมันถึงได้ลงเอยแบบนี้” เจียเจ๋อส่ายหน้า

“ลูกรัก เจ้าไม่ใช่เทพบนสวรรค์ซะหน่อย เจ้าควบคุมทุกอย่างไม่ได้หรอก”

“แล้วข้าควรทำยังงัยดี”  

“ทำวันนี้ให้ดีที่สุด เมื่อดีแล้วก็ต้องปล่อยวาง และเปิดใจรับสิ่งใหม่"

 "ข้าไม่เข้าใจ ท่านแม่หมายถึงอะไร”

“พี่เจียเจ๋อ!” มีเสียงเรียกมาจากหน้าประตูทางออก

“อาจารย์!” ข่งฉือกับอี้หลิง นางกำลังถูกคนร้ายกระชากตัวไป เจียเจ๋อวิ่งไปที่หน้าประตูเพื่อจะช่วย ผู้เฒ่าผมกระเซิงเข้ามาขวาง ซัดด้วยฝ่ามือเต็มแรง โดนที่หน้าอกอย่างจัง ตัวลอยละลิ่ว

“ข่งฉือ อี้หลิง!!” สะดุ้งพรวดตื่นขึ้น

“อาจารย์ฟื้นแล้ว!” อี้หลิงพูดเสียงดัง เจียเจ๋อเพ่งมอง เป็นนางจริงๆ 

“พี่ อาจารย์ฟื้นแล้ว” นางหันไปบอกอีกคน ข่งฉือนั่นเอง 

“พี่เจียเจ๋อ พี่เป็นงัยบ้าง”

“พวกเจ้า ทำไม ก็พวกเจ้าโดนพวกนั้นจับไป” 

“มีคนมาช่วยเรา” ข่งฉือบอก

“ใครกัน” เจียเจ๋อสงสัย “หลิวเทียนเยว่เหรอ” 

“ข้าไม่ได้ช่วยสองคนนี้หรอก แต่ข้าช่วยท่านไว้” หลิวเทียนเยว่เดินเข้ามาในห้อง พูดอย่างอารมณ์ดี

“ข้าวิ่งตามท่านไปที่พรรคต้าหู่ แต่ท่านน่ะวิ่งเร็วเป็นพายุเลย ก็เลยคลาดกัน ข้าเองก็ไม่รู้เส้นทางในเมืองหลวง เลยต้องถามทางจากชาวบ้านแถวนั้น พอรู้ทางก็รีบตามไป เข้าไปในพรรคเจอพวกลูกกระจ๊อกนอนสลบ บ้างก็นอนเจ็บ ท่านลงมีอหนักไม่เบาเลย ข้าเข้าไปข้างในเห็นท่านวิ่งไล่ตามเจ้าประมุขพรรคไป เลยแอบตามไปห่างๆ เห็นท่านเสียท่าตกลงไปข้างล่าง ข้ารอจนเจ้าประมุขไปจากตรงนั้น พยายามเปิดประตูเหล็กนั่นเพื่อจะช่วยท่านขึ้นมา แต่มันทั้งหนาทั้งหนัก ข้าคนเดียวยกไม่ไหว แล้วพอได้ยินว่าพวกมันจะพาพวกผู้หญิงขึ้นรถม้า ข้าเลยรีบวิ่งไปแจ้งทางการ พอกลับมาข้าก็ลงไปห้องที่ขังท่าน พบท่านนอนสลบอยู่ เลยให้พี่ทหารช่วยทุบกุญแจ เปิดประตูช่วยกันพาท่านกลับมาบ้าน ส่วนข้ากับทหารอีกหลายคนไปตามหาแม่นางว่านแต่ไม่พบ เพราะพวกมันพาตัวขึ้นรถม้าไปตั้งแต่ตอนที่ท่านตกลงไปแล้ว ที่จริงตอนนั้นข้าก็อยากไปสู้กับเจ้าประมุขนั่นเพื่อช่วยพวกผู้หญิงนะ แต่รู้ว่าฝีมือคงสู้มันไม่ได้ เลยทำได้แค่ไปแจ้งทางการ” เด็กหนุ่มเล่าจบถอนหายใจ

“ขอบใจเจ้ามากนะเทียนเยว่ หึ ไม่น่าเชื่อ เทพสัประยุทธ์จะหมดสภาพ ต้องให้คนช่วยหามกลับบ้าน” เจียเจ๋อผิดหวังกับตัวเอง

“อย่าคิดมากเลย พี่ทำดีที่สุดแล้ว ข้ากับอี้หลิงขอบคุณท่านมาก” ข่งฉือปลอบ

“แล้วตกลงใครเป็นคนช่วยเจ้ากับอี้หลิง” 

“อ้ายจืออิงมาช่วยเราไว้” อี้หลิงบอก 

“เค้าบอกว่า เจออาปิงตอนนั่งกินบะหมี่ อาปิงขอให้ช่วย เลยไปดักซุ่มดูอยู่ข้างๆ พรรคต้าหู่ กะว่าจะบุกเข้าไป แต่เห็นท่านเข้าไปก่อน สักพักเห็นรถม้าสามคันวิ่งออกไปทางด้านหลัง ก็เลยรู้ว่าต้องเป็นคนที่พวกมันจับมาแน่ เลยตามพวกมันไป ถล่มพวกมันซะยับเยิน ตอนนี้หัวหน้าสาขากับลูกน้องทั้งหมดถูกทางการจับไปหมดแล้ว"

“หัวหน้าสาขา” เจียเจ๋อทวนคำ

“ใช่ ข้าได้ยินพวกมันคุยกัน บอกว่าสาขาใหญ่สั่งมาให้เร่งส่งสินค้าไปให้เร็ว” ข่งฉือบอก

“ที่แท้ที่นี่ก็เป็นแค่สาขาหนึ่งเท่านั้น เจ้านั่นก็ไม่ใช่ประมุข” หลิวเทียนเยว่พูด

“แล้วอ้ายจื้ออิงล่ะ เค้าอยู่ไหน” เจียเจ๋อถาม

“กลับไปแล้วล่ะ บอกไว้ว่าค่อยมาใหม่” ทุกคนหันไปมองเจ้าของเสียง หลินเจิ้นซีพ่อของเจียเจ๋อนั่นเอง อีกสองคนเดินตามมาข้างหลังคือหยางเหม่ากับอาปิง หยางเหม่าถือชามอาหารมาด้วย

“ข้าทำไก่ตุ๋นเครื่องยามาให้” หยางเหม่าวางชามไก่ตุ๋นไว้บนโต๊ะ นางดูดีขึ้นมาก แต่งตัวสวย หน้าตาก็สดชื่นสะอาดหมดจด ไม่หมองคล้ำเหมือนวันก่อน

“ขอบคุณท่านมาก” เจียเจ๋อพูด หันไปทางอาปิง 

“อาปิง เจ้าทำได้ดีมาก วันนี้ถ้าไม่ได้เจ้าเราคงไม่รู้ว่าข่งฉือกับอี้หลิงโดนจับตัวไป” อาปิงยิ้ม ซึ่งไม่ได้เห็นบ่อยนัก

“จริงสิ ตอนที่ข้าอยู่ในห้องขัง ข้าสู้กับคนๆ หนึ่ง”

“อ๋อ ผู้เฒ่าคนนั้นน่ะเหรอ ตอนนี้อยู่บ้านเรานี่แหละ แต่ยังไม่ได้สติ หลังจากข้าตามหมอมาดูอาการของเจ้าแล้ว ก็ให้ไปดูอาการเค้า ท่านหมอบอกว่าเค้าได้รับพิษชนิดหนึ่ง เรียกว่า ยาพิษคุ้มคลั่ง ทำจากดอกของสมุนไพรที่ชื่อต้นขวงเร่อ พิษนี้ไม่ทำให้ตาย แต่ทำให้ประสาทหลอน อาละวาด ไม่รู้จักชั่วดี ไม่รู้ใครเป็นใคร แต่ยาพิษจะสลายไปเองหลังจากสองวัน" หลินเจิ้นซีบอก เจียเจ๋อนึกถึงตอนที่สู้กับผู้เฒ่าคนนี้ ถ้าควันยาสลบไม่มาทำให้หมดสติไปก่อน ไม่รู้ใครจะเป็นผู้ชนะ บางทีเขาอาจเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ก็ได้ ผู้เฒ่ายังไม่ฟื้น หากฟื้นขึ้นมาต้องถามให้รู้ว่าเป็นใคร ถ้าเห็นว่าอาจเป็นบุคคลอันตรายคงต้องให้ไปจากที่นี่

หลินเจิ้นซีให้ข่งฉือกับอี้หลิงพักอยู่ที่ตระกูลหลินก่อน เพราะคิดว่าอาจจะมีคนของพรรคต้าหู่บางคนเล็ดลอดหนีไปได้ อาจจะกลับมาทำร้ายเอา รอให้รู้แน่ว่าพวกมันถูกทางการจับไปหมดแล้วค่อยกลับบ้าน

“อาจารย์ เมื่อไรท่านจะสอนวรยุทธ์ให้ข้าซะที วันนี้ข้าสู้พวกมันไม่ได้เลย” อี้หลิงบ่น

“อี้หลิง อย่าเพิ่งรบกวนคุณชายเลย ตอนนี้คุณชายยังไม่หายดี” ข่งฉือบอก

“แต่อาจารย์ไม่ยอมรับข้าเป็นศิษย์” เด็กสาวทำหน้างอ

“รับสิ” เจียเจ๋อบอก

“เอ๋ อาจารย์ เมื่อกี๊ท่านว่าอะไรนะ” อี้หลิงถามย้ำ 

“ข้าบอกว่าข้ารับเจ้าเป็นศิษย์” เจียเจ๋อตอบย้ำ

“ฮ้า จริงเหรอเนี่ย ไชโย! อาจารย์รับข้าแล้ว พี่ อาปิง อาจารย์รับข้าเป็นศิษย์แล้ว ข้าจะได้เป็นหนึ่งในใต้หล้าแล้ว” อี้หลิงดีใจกระโดดโลดเต้น จับมืออาปิงชูขึ้น

“คุณชายแล้วข้าล่ะ” หลิวเทียนเยว่ถามบ้าง

“เจ้าด้วย” หลิวเทียนเยว่ก็ดีใจอีกคน “อาจารย์ก็รับข้าด้วย” สองคนช่วยกันดีใจ ทุกคนขบขันอาการของอี้หลิงกับเทียนเยว่ 

“อ้ายจื้ออิงก็ด้วย ถ้าเขาต้องการ” 

“เขาต้องการอยู่แล้วอาจารย์ เขาต้องดีใจมากแน่ๆ” อี้หลิงบอก

เจียเจ๋อคิดว่านี่อาจจะเป็นสิ่งที่ท่านแม่ต้องการจะบอกเขาในความฝัน ทำวันนี้ให้ดีที่สุด เปิดใจรับสิ่งใหม่ ๆ เหตุการณ์วันนี้ถ้าอี้หลิงมีวรยุทธ์สูงพอ ก็จะไม่ถูกจับไปพร้อมกับข่งฉือ ในเมื่อรับอี้หลิงแล้วก็ควรจะรับคนอื่นๆ ด้วย คนทำความดีมีคุณธรรม ช่วยเหลือผู้อื่น สมควรได้รับสิ่งดีๆ ตอบ บุญคุณต้องทดแทน ความแค้นต้องชำระ ในที่สุด คำๆ นี้ก็ไม่ได้หายไปไหน ยังวนเวียนอยู่ในชีวิตของเขา แต่ช่างเถอะ ชีวิตคนเราคงจะหยุดอยู่กับที่ไม่ได้ เหมือนปลาที่ต้องว่ายทวนน้ำอยู่ตลอด เหมือนนกที่ต้องบินหาอาหารหรืออพยพ นอกจากรับศิษย์แล้ว เขายังตกลงใจที่จะรับตำแหน่งเจ้าสำนักแมวป่าด้วย เพื่อตอบแทนบุญคุณอาจารย์

“เอาล่ะๆ ทุกคน ให้คุณชายได้พักเถอะ” ข่งฉือบอก ทุกคนเดินออกไปจากห้องยกเว้นข่งฉือ นางอยากอยู่เป็นเพื่อนเจียเจ๋ออีกสักพัก

“วันนี้ถ้าอ้ายจืออิงไม่ไปช่วยเจ้ากับอี้หลิง ข้าคงเสียใจไปตลอดชีวิต” เจียเจ๋อบอก

“ข้าก็ไม่เป็นไรแล้วนี่งัย” ข่งฉือยิ้ม

“ข้าอยากให้เจ้าอยู่ที่นี่นานๆ” พูดพลางเอื้อมไปจับมือ ข่งฉือเขินอาย 

สองคนนั่งคุยกันสักพัก ข่งฉือกลับห้องพักรับรองแขก เจียเจ๋อนอนหลับฝันดีในคืนนั้น

 

เมื่อตอนบ่าย จื้ออิงนั่งสังเกตการณ์อยู่บนต้นไม้ เด็กอ้วนบอกว่าพรรคต้าหู่จับผู้หญิงมาขังไว้ที่นี่ เขานั่งดูอยู่ ไม่อยากบุ่มบ่ามเข้าไป สักพักเห็นหลินเจียเจ๋อวิ่งเข้าไปข้างใน จัดการกับพวกลูกสมุน ถ้าเป็นคนๆ นี้คงจัดการกับพวกมันได้ไม่ยาก เขาอาจไม่ต้องลงมือเข้าช่วย นั่งอยู่ครู่หนึ่ง เห็นชายสามคนขี่ม้าเหยาะๆ ออกมา รถม้าสามคันวิ่งตาม พวกมันต้องขนย้ายผู้หญิงออกมาแน่ๆ หลินเจียเจ่อพลาดท่าแพ้มันเหรอ ไม่น่าเชื่อ พวกมันคงใช้เล่ห์เหลี่ยม หรือไม่ก็ใช้ผู้หญิงเป็นตัวประกัน ไม่ได้แล้ว เขาต้องไปช่วยผู้หญิงเหล่านั้น มีผู้ชายอีกคนวิ่งเข้าไปในพรรคต้าหู่ เห็นพวกลูกสมุนพรรค ก็ตรงเข้าไปจัดการจนหมอบ แสดงว่าเขาเป็นพวกเดียวกับหลินเจียเจ๋อ จื้ออิงจึงวางใจว่ามีคนมาช่วยหลินเจียเจ๋อแล้ว จึงตามรถม้าไป เขาใช้วิชาตัวเบากระโดดไปอย่างรวดเร็ว ไม่นานก็ไปดักหน้าขบวนรถม้า

ถังซิงอี้กับเหลียงชวนซงดึงมือหยุดม้า เพราะมีคนมายืนขวางหน้าไว้ 

“เฮ้ย! เจ้าเป็นใคร มาขวางทางทำไม หลีกไปถ้าไม่อยากตาย” ถังซิงอี้ตวาด 

“ไม่หลีก มีอะไรมั้ย” จื้ออิงตอบเสียงเรียบ “ปล่อยคนในรถม้าให้หมด ไม่งั้นเจ้าก็ไม่รอดไปจากที่นี่ ข้าให้คนไปแจ้งทางการแล้วด้วย ยังงัยพวกเจ้าก็ไม่รอด ถ้ายอมแพ้ซะตอนนี้ก็ไม่ต้องเจ็บตัว”

“รนหาที่ตายซะแล้ว” ถังซิงอี้หันไปสั่งลูกสมุน “พวกเจ้าไปจัดการฆ่ามัน” 

สมุนพรรคต้าหู่สิบกว่าคน ล้อมจื้ออิงไว้ เด็กหนุ่มรีบชิงลงมือก่อน เขาตวัดดาบอย่างรวดเร็ว ฟันร่างของคนที่ล้อมอยู่ บางคนโดนหนักก็ตาย บางคนก็บาดเจ็บสาหัส จื้ออิงลงมือหนักไม่ยั้ง ครู่เดียวสมุนไร้ฝีมือก็นอนกันเกลื่อน

“เจ้าเป็นใคร กล้ามาขัดขวางเรา” เหลียงชวนซงถาม จื้ออิงไม่ตอบเพราะไม่อยากคุยให้เสียเวลา

ถังซิงอี้กระโดดลอยตัวจากหลังม้า ชักดาบพุ่งเข้าโจมตีเด็กหนุ่ม จื้ออิงเตรียมพร้อมอยู่แล้ว ชักกระบี่สายฟ้าออกมาสู้ ฝีมือถังซิงอี้ยังห่างชั้นจากอ้ายจื้ออิงมาก แค่สี่ห้ากระบวนท่าก็ทำท่าจะแพ้

“ชวนซง เจ้าไปช่วยเค้า” เหลียงชวนซงกระโดดเข้าไปช่วยพรรคพวก จื้ออิงไม่ทันตั้งตัว จึงถูกโจมตีเสียหลักไปเล็กน้อย

“อ้อ มาอีกคนเหรอ ดีเลยข้ากำลังเบื่อพวกไร้ฝีมือ” สองคนช่วยกันรุม แต่ก็ยังเอาชนะจอมยุทธ์น้อยไม่ได้ 

เกาเส้าชิวเห็นลูกน้องสองคนเอาไม่อยู่ก็รู้สึกหนักใจ งานส่งผู้หญิงไปเจิ้งโจวครั้งนี้จะสำเร็จรึเปล่า เขาสั่งให้ลูกน้องวางยาสลบหลินเจียเจ๋อ เพื่อที่ฟางอี๋เจี้ยนกลับมาจะได้จัดการฆ่าปิดปาก แต่ตอนนี้คนที่รู้เรื่องนี้จะไม่ใช่หลินเจียเจ๋อคนเดียว แต่มีหลายคน งานนี้กำลังพัง แต่ยังงัยก็ต้องจัดการกับศัตรูข้างหน้าเพื่อไปต่อ แล้วค่อยคิดแก้ไขสถานการณ์ หัวหน้าสาขาคิดดังนั้นแล้วจึงกระโดดเข้าไปช่วยลูกน้อง แต่ก่อนจะถึงตัวคนทั้งสาม ถังซิงอี้ก็เสียท่า พลาดโดนดาบขของพวกเดียวกันฟันเข้าที่ท้องลงไปนอนร้องโอดโอย 

“เหลียงชวนซง เจ้าฟันข้าทำไม” เหลียงชวนซงตกใจที่พลั้งมือโดนพวกเดียวกันเอง 

“ข้าไม่ได้ตั้งใจ ข้า….” 

กำลังคนจึงลดลงไปหนึ่ง จื้ออิงจำเป็นต้องจัดการทีละคนเพื่อไม่ให้เสียเปรียบโดนรุม เขากระโดดขึ้นไปบนหลังรถม้าซึ่งมีที่ยืนได้เพียงสองคน เกาเส้าชิวโดดตามขี้นมา สู้กันสี่ห้าเพลงก็พลาดท่าให้จื้ออิง โดนฟันเข้าที่ขาตกจากหลังคารถม้า เหลียงชวนซงเห็นว่าสถานการณ์ไม่ดี หัวหน้าสาขาแพ้ไปแล้ว จึงหันหลังวิ่งหนี จื้ออิงกระโดดลอยตัวถีบเข้าที่กลางหลังจนล้มคว่ำ มันลุกขึ้นมาร้องขอชีวิต จื้ออิงใช้ข้างดาบตบไปที่หูจนสลบ

ทหารของทางการมาถึง จับตัวคนร้าย ถังซิงอี้เสียเลือดมาก จึงเสียชีวิต เกาเส้าชิวกับเหลียงชวนซงต้องไปใช้กรรมในคุก ผู้หญิงได้รับการช่วยเหลือ หลายคนอยู่ในสภาพอิดโรยเพราะถูกขังมาหลายวัน ทุกคนขอบคุณจอมยุทธ์หนุ่ม มีผู้หญิงคนหนึ่งหมดสติเพราะอ่อนเพลียและหวาดกลัว ข่งฉือกับคนอื่นๆ ช่วยกันปฐมพยาบาลนางจนฟื้น

“เจ้าปลอดภัยแล้ว” ข่งฉือบอก เมื่อนางรู้ว่าได้รับการช่วยเหลือแล้วก็ดีใจ

“เจ้าชื่ออะไร” ข่งฉือถาม

“ต่งม่านอวี้” ข่งฉือขอให้จื้ออิงเดินไปส่งนางที่บ้าน 

อี้หลิงโมโหคนร้ายมาก พอถูกแก้เชือกก็ตรงเข้าไปเตะเกาเส้าชิวหลายที จนข่งฉือต้องเข้ามาห้าม

“พอแล้วอาหลิง”

“โชคดีของเจ้านะ ที่พี่ข้าห้ามไว้ ไม่งั้นตายแน่ เจ้าคนชั่ว!” 

สองพี่น้องตระกูลว่านกลับมาที่ตระกูลหลิน พบว่าเจียเจ๋อได้รับการช่วยเหลือจากหลิวเทียนเยว่ แต่ยังนอนหมดสติอยู่ จึงพักอยู่ที่บ้านตระกูลหลินก่อนเพื่อรอดูอาการ

 

ตอนค่ำจื้ออิงกลับมาที่โรงเตี๊ยมเต้าหง วันนี้เขาได้ช่วยผู้หญิงหลายคนให้รอดจากการถูกจับไปขาย รู้สึกดีใจที่ได้ทำประโยชน์ให้กับสังคม เขาล้มตัวลงนอนเพราะความเหนื่อยล้า มีเสียงคนมาเคาะประตู 

“เข้ามา”

ชายคนเมื่อตอนบ่ายอีกแล้ว เขาคารวะจื้ออิง

“เจ้าอีกแล้วเหรอ ข้าบอกแล้วงัยไม่ต้องมาคอยตามข้า ไม่มีอย่างอื่นทำรึงัย”

“เป็นคำสั่งของฮ่อง…เอ่อ เป็นคำสั่งของนายท่าน ให้คอยดูแลคุณชายให้ดี”

จื้ออิงค่อนข้างหงุดหงิด ส่ายหน้า

“เมื่อตอนบ่ายท่านต่อสู้กับพวกพรรคต้าหู่ ไม่ทราบบาดเจ็บตรงไหนรึเปล่า”

“ข้าไม่เป็นอะไร เจ้ากลับไปเถอะ”

“พี่สาวท่านบอกว่าจะมาพบท่านพรุ่งนี้”

“มาพบข้า มาทำไม”

“ข้าไม่ทราบ นางไม่ได้บอก อาจจะเป็นห่วงท่าน"

“ห่วงทำไม ข้าโตแล้ว ดูแลตัวเองได้”

ชายคนนั้นนิ่งไป

“นางจะมาพบข้าที่ไหน” จื้ออิงถาม

“นางบอกว่านางรู้ว่าจะพบท่านได้ที่ไหน”

“เอาล่ะ กลับไปได้แล้ว ข้าจะพักผ่อน”

“งั้นข้าน้อยขอตัว”

“เดี๋ยว!”

“คุณชายมีอะไรให้รับใช้”

“เรื่องที่ให้ทำ เรียบร้อยแล้วยัง”

“เรียบร้อยแล้วคุณชาย เซียนหนี่ถูกปล่อยตัวแล้วตอนบ่าย ข้าให้เงินนางไป นางฝากบอกขอบคุณคุณชายด้วย”

“ฝากขอบคุณข้า นี่เจ้าบอกนางเหรอว่าข้าเป็นคนช่วยนาง แบบนี้ก็แย่น่ะสิ ฐานะข้าอาจถูกเปิดเผย”

“ข้าน้อยมิกล้า นางจำรอยพับของตั๋วเงินได้ นางเป็นคนพับเอง”

จื้ออิงรู้สึกทึ่ง

“พวกต้มตุ๋นคงมีวิธีการจัดการกับเงินที่ไม่เหมือนใครสินะ” เขาพูดเบาๆ

“เอาล่ะ กลับไปได้แล้ว” จื้ออิงสั่ง

“งั้นข้าน้อยขอตัว”

ชายคนนั้นเดินออกไป

 

เมื่อวานจื้ออิงตั้งใจว่าจะกินบะหมี่ให้อร่อยซักหน่อย แต่มีเรื่องซะก่อน วันนี้ตอนสายๆ เลยมากินอีก เขานั่งที่โต๊ะริมสุดข้างทางเหมือนเดิม

“อ้าว คุณชาย ท่านมาอีกแล้ว เมื่อวานกินไม่ทันอิ่มก็ไปซะก่อน”

“พอดีมีเรื่องนิดหน่อยน่ะเถ้าแก่ วันนี้เอาเหมือนเดิม บะหมี่น้ำใส่เนื้อเยอะๆ” 

เถ้าแก่เอาบะหมี่มาเสิร์ฟ จื้ออิงกินอย่างเอร็ดอร่อย

“บะหมี่ร้านนี้อร่อยมากเลยเหรอ” 

มีคนมานั่งตรงหน้าจื้ออิง เป็นผู้หญิงสวย ท่าทางเป็นผู้ดีมีตระกูล มีคนรับใช้หญิงสองคนยืนอยู่ด้านหลัง จื้ออิงตกใจเล็กน้อย แต่เขารู้จักคนคนนี้เป็นอย่างดี 

“นึกว่าใคร รู้ได้ยังงัยว่าข้าอยู่ที่นี่”

“อยากเจอเจ้าน่ะ ง่ายจะตาย แค่มารอที่ร้านบะหมี่นี่” นางตอบ ยิ้มอารมณ์ดี

“สวีเจิงบอกท่านล่ะสิ เจ้านั่นมันยุ่งจริงๆ” จื้ออิงยิ้มอย่างรู้ทัน

“อย่าไปว่าเขาเลย ฝ่าบาทสั่งให้เขามาคุ้มครองเจ้า” จื้ออิงตกใจ หันไปรอบๆ 

“ข้าบอกแล้วอย่าเรียกแบบนี้ เรียกว่านายท่านก็พอ” สีหน้าชักจะเครียด

“นี่ เจ้าน่ะ จะเล่นเป็นเด็กๆ แบบนี้ไปถึงไหน โตแล้วนะ”

“ข้าไม่ได้เล่น ข้าออกมาใช้ชีวิตที่ข้าต้องการ ข้าบอกท่านตั้งหลายครั้งแล้ว”

“ข้าก็บอกเจ้าหลายครั้งแล้วเหมือนกันว่าให้เลิกซะเถอะ เจ้าไม่ใช่สามัญชน จะมาอยู่แบบนี้ไม่ได้” 

นางถอนหายใจ จื้ออิงนิ่งเงียบ

“ข้าคิดถึงเจ้านะ นายท่านก็ด้วย”

“ข้าก็คิดถึงท่านพี่ เอาไว้ข้าว่างเมื่อไหร่จะไปหา” ที่แท้หญิงผู้นี้เป็นพี่สาวของจื้ออิง

“นายท่านสั่งให้เจ้าไปพบพรุ่งนี้”

“อะไรนะ!” จื้ออิงตกใจ บะหมี่มื้อนี้ชักจะไม่อร่อยซะแล้ว

“ข้ายังไม่อยากพบเขา ฝากบอกเสือโคร่งด้วยว่าข้าไม่ว่าง”

“เรียกเขาว่าเสือโคร่งอีกแล้ว เดี๋ยวเขารู้ก็โกรธเอาหรอก ถ้าเจ้าไม่ไป เขาจะให้สวีเจิงจับเจ้าไป"

จื้ออิงฟังแล้วเครียด สวีเจิงเป็นยอดยุทธ์ที่เก่งที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็นมา ฝีมืออย่างเขาสู้ไม่ได้เลย

“เจ้าจะให้หลินเจียเจ๋อช่วยก็ได้นะ แต่ข้าไม่รับรองว่าใครจะชนะ”

จื้ออิงไม่รู้เลยว่าถ้าเทพสัประยุทธ์กับสวีเจิงสู้กันใครจะชนะ แม้จะมั่นใจในฝีมือของหลินเจียเจ๋อ แต่สวีเจิงก็วรยุทธ์สูงมาก ไม่เคยเห็นเขาแพ้ใครเหมือนกัน

“ก็ได้ ข้าจะไป” พูดและส่ายหน้า

“ดีมาก ข้าจะรอนะ หวังว่าคงไม่เบี้ยวซะล่ะ”

“รู้แล้วน่า”

“งั้นข้าไปล่ะ” 

“แม่นางคนนี้ ดูมีสง่าราศี เป็นลูกผู้ดีมีตระกูล หน้าตาช่างงามนัก ราวกับนางฟ้ามาจุติ”

ไถ้เฟิงนั่นเอง หญิงสาวตกใจเล็กน้อยที่จู่ๆ มีคนมาชม  แต่ก็ดีใจ

“แหม ท่านลุง ท่านชมข้าเกินไปแล้ว”

“หามิได้ ข้าพูดความจริง” หญิงสาวเขินอาย ท่านลุงเล่นชมกันกลางร้านบะหมี่แบบนี้

“ท่านลุง ไม่ต้องไปชมนางหรอก ข้าเลี้ยงบะหมี่ท่านเอง” 

จื้ออิงหัวเราะ เพราะรู้ว่าไถ้เฟิงชมคนเพื่อให้เลี้ยงบะหมี่

“ที่แท้ชมข้าเพราะอยากให้ข้าเลี้ยงบะหมี่เหรอเนี่ย”

“เอ่อ แม่นางโปรดอย่าถือสา ไถ้เฟิงเป็นคนสติไม่ดี” เถ้าแก่อธิบาย

“โธ่ ที่แท้คนไม่เต็มบาทเหรอเนี่ย” นางชักอารมณ์เสีย เดินจากไป

จื้ออิงหัวเราะร่วน ขำพี่สาวของตัวเอง

 

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

*ป๋อไห่ - อาณาจักรพัลแฮ (เกาหลี)

*หนึ่งในสามจั้ง - ประมาณ 1 เมตร (1 จั้งประมาณ 3.33 เมตร)

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

8 ความคิดเห็น