หลินเจียเจ๋อ แก๊งม่วน ป่วนจอมยุทธ์

ตอนที่ 7 : หลิวเทียนเยว่

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 74
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    13 ก.ย. 63

เช้านี้ก็สดชื่นอีกเช่นเคย เจียเจ๋อนั่งกินมื้อเช้ากับพ่อ หลินเจิ้นซีดูหน้าตาแจ่มใส ดูดีขึ้นกว่าวันที่เขากลับมา ผมเผ้า หนวดเคราตัดแต่งดีกว่าเดิม แต่ก็ยังมีอาการป่วยอยู่ แน่นอน เขากลับมาแค่สองวัน อาการป่วยคงไม่ดีขึ้นเร็วขนาดนั้น แต่เจียเจ๋อคิดว่าจะพยายามดูแลท่านให้หายดี

“เจ้าคิดจะทำยังงัยต่อไป” ท่านพ่อถาม

“ก่อนอื่นต้องประกาศให้เช่าที่นา ข้าให้พ่อบ้านซุนไปจัดการแล้ว มีคนสนใจหลายคน มีคนหนึ่งจ่ายค่ามัดจำมาแล้ว พ่อบ้านซุนรับรองกับผู้เช่าว่าจะไม่มีใครมารบกวนอีก และอ้างชื่อของข้าไป  ต่อไปคือต้องเอาบ้านเช่าคืนมา”

“จะเอาคืนมายังงัย” 

“คงต้องใช้กำลัง จัดการกับบ้านที่พวกมันใช้เปิดบ่อนเถื่อนก่อน” เขาตอบหน้าตาเฉย

“ใช้กำลัง เจ้าแน่ใจนะ ว่าจะไม่มีอันตราย ข้าเป็นห่วงเจ้า บางทีเราอาจจะไปแจ้งทางการ” 

“เมื่อวานข้าไปหาอาจารย์หยางมา อาจารย์บอกว่าการถอนตัวจากยุทธภพไม่ใช่เรื่องง่าย การใช้ชีวิตแบบชาวบ้านก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ข้าเองก็คิดเช่นนั้น และมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ เมื่อวานข้ายังต้องประลองยุทธ์กับคนที่มาท้าสู้ที่สำนักแมวป่า ข้าคิดว่าข้าอาจจะต้องทำแบบค่อยเป็นค่อยไป และคงต้องยึดเอาความพอดีเป็นที่ตั้ง ไม่ซ้ายไม่ขวา ไม่มากไม่น้อย ท่านพ่อไม่ต้องห่วง ข้ายังไม่ถล่มพวกมันให้สิ้นซากตอนนี้หรอก ข้าจะไปจัดการบ้านที่เปิดบ่อน จากนั้นก็บ้านที่เก็บซ่องสุมอาวุธ แล้วแจ้งทางการให้มาขนอาวุธไป”

“อืม นิสัยชาวยุทธ์ คงทิ้งไม่ได้ง่ายๆ สินะ” ท่านพ่อหัวเราะเบาๆ ชายหนุ่มยิ้มรับ

“ถ้าเป็นเมื่อก่อน ข้าคงเดินตรงเข้าไปในพรรคต้าหู่ ซัดประมุขพรรคจนหมอบ พลาดพลั้งอาจมีคนตาย อาจจะหลายคนด้วย จากนั้นก็จะมีคนมาแก้แค้นข้า สู้กันอีก อาจมีคนตายอีก ตอนนี้ข้าไม่อยากให้เป็นแบบนั้นแล้ว” ข้าพูดพลางซดน้ำชา

“อืม ดีแล้ว ข้าดีใจที่เจ้าคิดได้แบบนี้” 

“ท่านพ่อ ท่านไปหาพี่หยางเหม่าบ้างรึเปล่า” หลินเจิ้นซีถอนหายใจ

“ข้าก็อยากไป แต่นางไม่ต้อนรับข้า เห็นข้าก็หลบ หลบไม่ทันก็ทำหน้าไม่พอใจ ข้าจะคุยกับอาปิงนางก็จะใช้อาปิงให้ไปทำโน่นทำนี่ ข้าโดนแบบนี้หลายครั้ง จนหลังๆ ก็ไม่อยากไป เจ้าถามทำไมเหรอ”

“ข้าคิดว่า นางน่าสงสาร ข้าไม่อยากให้นางมีความทุกข์ไปตลอดชีวิต สงสารอาปิงด้วย”

“เจ้าไม่โกรธนางแล้วเหรอ”

“ข้าเลิกโกรธนานแล้ว ข้าอยากให้ท่านพ่อดีกับนางด้วย” 

“ข้าเองก็เห็นใจนาง แต่ไม่รู้จะทำยังงัย” ผู้เป็นพ่อส่ายหน้า

กินอิ่มแล้ว ก่อนที่จะไปถล่มบ่อนเถื่อน เจียเจ๋อจะไปหาข่งฉือก่อน เขาตั้งใจจะไปหานางทุกวัน เพราะเริ่มจะชอบนางเข้าแล้ว โบราณว่าดักลอบต้องหมั่นกู้ เจ้าชู้ต้องหมั่นเกี้ยว 

“ท่านพ่อ ข้าจะออกไปข้างนอก ท่านพักผ่อนเยอะๆ นะ”

 

คุณชายหลินเดินไปที่ประตูหน้าบ้าน เจออาปิงกำลังจะเดินออกไปพอดี

“อาปิง เจ้าจะไปไหนน่ะ”

“ไปหาอี้หลิง” อี้หลิงคงเป็นโลกทั้งใบของอาปิง กลางวันอาปิงไม่ค่อยอยู่บ้าน ไปอยู่แต่กับอี้หลิง อาปิงอายุสิบสี่ปีแล้ว แต่ยังไม่มีวุฒิภาวะเท่าที่ควร พูดน้อย ไม่ค่อยมีอัธยาศัยกับใคร เจียเจ่อไม่เคยเห็นอาปิงยิ้มกับใครนอกจากอี้หลิง แต่กระนั้นก็ยังไม่บ่อยนัก อยู่กับอี้หลิงก็ไม่ได้พัฒนาไปได้สักเท่าไร เอาแต่เล่นกันอย่างเดียว หยางเหม่าไม่ได้ดูแลอาปิงให้ดีเท่าที่ควร แต่จะไปโทษนางก็ไม่ได้ คิดไปคิดมาชายหนุ่มก็ความผิดเขาอีกน่ะแหละ 

เจียเจ๋อกับอาปิงเดินผ่านตลาด วันนี้ตลาดก็ยังคึกคักเหมือนเดิม

“อาปิง เจ้าอยากกินอะไรบ้าง”

“ซาลาเปา” อาปิงตอบห้วนๆ

“ได้เลย”

ทั้งสองหยุดที่แผงขายซาลาเปา เจียเจ๋อซื้อให้อาปิงสิบลูก ซื้อไปฝากข่งฉือกับอี้หลิงอีกสิบลูก เลยถือไม่หมด ต้องไปซื้อตะกร้ามาใส่

 ระหว่างทางเขาคุยกับอาปิง อยากรู้เรื่องน้องชายคนนี้ให้มาก

“อาปิง เจ้าอ่านหนังสือออกมั้ย”

“อ่านไม่ออก” อาปิงตอบพลางกินซาลาเปาพลาง

“ข้าจะสอนหนังสือให้เจ้าเอามั้ย”

อาปิงเงียบไม่ตอบ

“เจ้าไม่อยากอ่านออกเขียนได้เหรอ”

อาปิงยังเงียบ

“งั้น ถ้าอี้หลิงมาเรียนกับข้าด้วย เจ้าจะเรียนด้วยมั้ย”

“ก็ได้” 

วิธีนี้อาจจะทำให้เขาปวดหัวเพราะอี้หลิงสักหน่อย แต่ถ้าทำให้อาปิงได้อ่านออกเขียนได้ก็คุ้ม แต่เขาก็ต้องไปเกลี้ยกล่อมอี้หลิงให้มาเรียนอีก ไม่รู้จะสำเร็จรึเปล่า

ทั้งสองเดินมาออกนอกตลาดมาได้สักพักก็ถือบ้านข่งฉือ อาปิงกินซาลาเปาไปสิบลูกพอดี แต่ท่าทางอึดอัดหายใจไม่ออกเพราะไม่ได้ดื่มน้ำ อี้หลิงเห็นเข้าก็หัวเราะชอบใจ พาเข้าไปดื่มน้ำในบ้าน ข่งฉือนั่งปักผ้าอยู่ที่โต๊ะ เห็นคุณชายมาจึงวางมือ

“พี่เจียเจ๋อ” นางยิ้มทักทายเขา เจียเจ๋อรู้สึกดีมากที่ได้เห็นหน้านาง รอยยิ้มที่น่ารักแบบนี้ทำให้เขามีความสุข

“ข้ามารบกวนเจ้ารึเปล่า” เขาถามทั้งที่รู้ว่ามารบกวนน่ะแหละ

“ไม่ค่ะ” ชายหนุ่มนั่งลง

“ข้าซื้อซาลาเปามาฝากเจ้ากับอี้หลิงด้วย”

“คราวหลังไม่ต้องลำบากซื้อมาหรอก” เขายิ้มมองหน้านางไม่พูดอะไร

“ทำไมเจ้าถึงไม่ถามข้า” เจียเจ๋อกำลังจะรื้อฟื้นความทรงจำของเขากับข่งฉือ

“เอ๊ะ ถามเรื่องอะไรเหรอ” นางสงสัย

“เรื่องที่เจ้าต้องถามข้าทุกครั้งเวลาเจอกัน”

“ถามทุกครั้งเวลาเจอกัน อ๋อ ข้าจำได้แล้ว” ในที่สุดก็จำได้

“ทุกครั้งเจอกันเจ้าจะถามข้าว่ายังเก็บผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นไว้รึเปล่า”

“เรื่องมันก็นานมาแล้ว พี่ยังเก็บมาใส่ใจอีกเหรอ”

คุณชายหยิบผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นออกจากเสื้อ นางเห็นก็ยิ้ม

“พี่ยังเก็บไว้”

“ข้าเก็บไว้กับตัวตลอด แต่ไม่ได้เอามาใช้ เลยยังดูไม่เก่า”

“พี่จะเก็บไว้ทำไม ตอนนั้นข้าฝีมือไม่ดี ทำออกมาไม่สวย”

“สวยสิ ข้าชอบมาก แล้วเจ้าก็เป็นคนบอกข้าเอง ว่าให้เก็บไว้ให้ดี” เขายิ้มแล้วจ้องหน้า ข่งฉือจ้องตอบสักครู่ก็หลบตาเพราะเขินอาย เจียเจ๋อเอื้อมมือไปจับมือของนาง ตอนนี้นางยิ่งอายหน้าแดง

“พี่! ข้าจับหนูได้ตัวนึง” อี้หลิงพรวดพราดเข้ามา เขาดึงมือกลับแทบไม่ทัน คิดว่าไม่น่ามาขัดจังหวะเลย

“พวกท่านทำอะไรกันน่ะ” อี้หลิงทำหน้าสงสัย คิ้วขมวด ในมือจับหางหนูตัวเล็กตัวหนึ่ง กำลังดิ้นกระแด่ว

“เปล่า คือข้ากำลังดูผ้าที่พี่ของเจ้าปักน่ะ ไม่มีอะไรหรอก”

“จริงเหรอ” นางยังมองๆ อย่างสงสัย

“จริงสิ” เขาย้ำ

“อี้หลิง เจ้าจับหนูมาทำไม ปล่อยมันไปเถอะ” ข่งฉือบอก

“แต่ว่า......”

“ข้าบอกให้ปล่อยก็ปล่อยไปเถอะ สงสารมัน อย่าไปรังแกมันเลย”

“ก็ได้” พูดจบเดินออกไป

ทั้งสองเงียบกันไปพักนึง ข่งฉือพูดขึ้นมาว่า

“อี้หลิงบอกว่านางขอเป็นศิษย์ท่าน” 

“อืม ใช่ แต่ข้าไม่อยากรับใครเป็นศิษย์” นางนิ่งไป เจียเจ่อดูแล้วเหมือนมีอะไรในใจ

“เจ้าคิดอะไรอยู่เหรอ” 

“เปล่า”

“เจ้าพูดมาเถอะ ข้ายินดีรับฟัง”

“พี่เจียเจ๋อ ข้าคิดว่า คนเราแต่ละคนมีทางเดินชีวิตไม่เหมือนกัน ข้ามักจะห้ามอี้หลิงอยู่เสมอว่าอย่าไปต่อยตีกับใคร แต่นางก็ไม่เคยฟังเลย บางครั้งกลับบ้านมามีรอยฟกช้ำดำเขียว สู้ไม่ได้นางก็สู้ อย่างกับว่าเรื่องการต่อสู้เป็นชีวิตของนาง ข้าเคยพยายามสอนนางให้อ่านเขียน ทำอาหาร หัดเย็บปักถักร้อย เพื่อวันหนึ่งนางจะได้แต่งเข้าบ้านผู้ดีมีตระกูล ชีวิตจะได้ไม่ลำบาก แต่นางไม่เคยสนใจเลย เอาแต่บอกว่าอยากเป็นจอมยุทธ์” ข่งฉือถอนหายใจ แล้วพูดต่อ

“ข้าเลยเลิกพยายามให้นางทำในสิ่งที่ขัดกับความเป็นตัวนาง แต่หนทางที่นางเลือก ก็ไปได้ไม่ถึงไหน ข้าไม่ได้อยากให้นางเป็นจอมยุทธ์หญิงผู้ผดุงคุณธรรมอะไรนั่นหรอก แต่ถ้านางมีวรยุทธ์ อย่างน้อยวันหนึ่งตกอยู่ในอันตรายก็สามารถปกป้องตัวเองได้ ถ้านางได้อาจารย์ดีๆ สักคน.....”

“ข้าเข้าใจแล้ว เจ้าอยากให้ข้ารับนางเป็นศิษย์” เขาสรุป

“พี่เจียเจ๋อ ข้ารู้พี่ลำบากใจ เอาเถอะ อย่าใส่ใจคำพูดของข้าเลย คิดซะว่าข้าไม่ได้พูดแล้วกัน” 

ไม่ใส่ใจคงไม่ได้ แต่จะให้รับอี้หลิงเป็นศิษย์ก็ขัดกับความตั้งใจของเขา ชายหนุ่มจึงไม่รู้จะพูดอะไร ได้แต่นิ่ง สองวันนี้เขามีเรื่องลำบากใจสองเรื่อง เรื่องที่หนึ่งคือการรับสืบทอดตำแหน่งเจ้าสำนักแมวป่า เรื่องที่สองคือการปฏิเสธข่งฉือ ไม่รับอี้หลิงเป็นศิษย์ ถ้านับรวมเรื่องที่อ้ายจื้ออิงจะมาตามตื๊อขอเป็นศิษย์อีกคนก็สามเรื่อง 

ได้เวลาที่เขาต้องกลับ เพราะมีธุระต้องไปทำต่อ บ่อนการพนันเถื่อนรอเขาอยู่ ข่งฉือมายืนส่งที่หน้าบ้าน

“แล้วข้าจะมาหาอีก” คุณชายบอก นางยิ้ม

“อาจารย์ ท่านมาบ้านข้าทำไม เมื่อวานก็มา วันนี้ก็มา” อี้หลิงถาม ทำหน้าสงสัย นางอาจจะเริ่มรู้แล้วว่าเขามีใจให้ข่งฉือ

“อี้หลิง เจ้าอย่าเสียมารยาท” ข่งฉือดุ

“คือข้า ข้ามาส่งอาปิง” เขาตอบ

“ส่งอาปิง อาปิงมาบ้านข้าทุกวัน ไม่เห็นต้องมีใครมาส่งเลย” นางยังสงสัยไม่เลิก

“อืม ก็ใช่ เมื่อก่อนข้าไม่อยู่เลยไม่มีใครมาส่งงัยล่ะ ตอนนี้ข้ากลับมาแล้ว รู้สึกเป็นห่วงอาปิง เลยต้องคอยมาดูแล” เจียเจ๋อพยายามคิดหาเหตุผลมาตอบ

“เอาล่ะ เลิกถามซะที คุณชายจะกลับแล้ว” ข่งฉือช่วยตัดบท

เขากลับมาบ้านคนเดียว อาปิงยังอยู่บ้านข่งฉือ เดินเข้าไปในบ้านเจอพ่อบ้านซุน

 “เรียนคุณชาย มีคนมารอพบท่าน” 

ใครกันมาหาเขา คงจะเป็น อ้ายจื้ออิง เขามาแล้วเหรอ เจียเจ๋อเครียดขึ้นมาทันที ไม่รู้จะพูดกับเด็กหนุ่มยังงัยดี

 เขาเดินเข้าไปในห้องโถงบ้าน เจอเด็กหนุ่มคนหนึ่งนั่งรออยู่ ไม่ใช่อ้ายจื้ออิง เขาเป็นใคร

“คารวะจอมยุทธ์หลิน” เขาคารวะตอบ รู้สึกคุ้นหน้าเด็กหนุ่มคนนี้มาก แต่นึกไม่ออกว่าเคยเห็นที่ไหน

“เรียกข้าว่าคุณชายหลินดีกว่า ข้าถอนตัวจากยุทธภพแล้ว”

 “ถอนตัวจากยุทธภพ” เขาทวนคำ ทำหน้าแปลกใจ

“เจ้าเป็นใคร มาหาข้ามีธุระอะไรเหรอ”

 “ข้าชื่อหลิวเทียนเยว่ พ่อของข้าคือ หลิวเฟิง”

“เจ้าคือลูกของหลิวเฟิงเหรอ”

“ใช่แล้ว”

ย้อนไปเมื่อสิบปีก่อน ตอนที่เจียเจ๋อยังท่องอยู่ในยุทธภพ เขาเคยประลองกับหลิวเฟิง จอมยุทธ์วัยกลางคน ปกติเขาประลองยุทธ์กับคนมากมาย ไม่เคยใส่ใจจำชื่อของคนที่สู้ด้วย ถ้าคนๆ นั้นไม่ได้เก่งกาจอย่างมาก แต่เขาไม่เคยลืมชื่อของหลิวเฟิง ที่จริงวรยุทธ์เขาด้อยมาก แต่ที่จำเขาได้ นั่นเพราะเขาเคยช่วยชีวิตเจียเจ๋อไว้ ครั้งนั้นเทพสัประยุทธ์ชนะการต่อสู้เหมือนเคย หลิวเฟิงเองก็ยอมรับความพ่ายแพ้ แต่เขามีญาติผู้น้องชื่อ เจียงคายซิน ก่อนการประลองได้ไปแทงพนันข้างหลิวเฟิงไว้ที่บ่อน พอหลิวเฟิงแพ้ เจียงคายซินจึงหมดตัว จึงโกรธแค้นเจียเจ๋อมาก บอกกับหลิวเฟิงว่าจะมาจัดการแก้แค้นให้ หลิวเฟิงพยายามห้ามแต่ไม่ได้ผล จึงคอยติดตามดูและสะกดรอย และพบว่าเจียงคายซินแอบเข้ามาในโรงเตี๊ยม วางยาพิษผู้ชนะ เจียเจ๋อโดนพิษเข้าไป ใกล้จะไปเฝ้ายมบาล หลิวเฟิงมาช่วย หาหมอมารักษาทำการถอนพิษ ทำให้เขารอดตายมาได้อย่างหวุดหวิด พาไปพักฟื้นที่บ้าน ชายหนุ่มจำได้ว่าหลิวเฟิงมีลูกชายคนหนึ่ง อายุประมาณหกเจ็ดขวบ คงจะเป็นเด็กหนุ่มคนนี้นี่เอง

“ข้าเคยเห็นเจ้า ตอนนั้นเจ้ายังเล็กอยู่ หน้าตาเจ้าเหมือนพ่อไม่มีผิด”

“ท่านจำข้าได้” เขายิ้มอารมณ์ดี คุณชายพยักหน้า

“ตอนนี้พ่อเจ้าเป็นยังงัยบ้าง สบายดีเหรอ”

“พ่อข้าสบายดี ฝากจดหมายมาให้ท่านด้วย” เขาเปิดห่อผ้าเอาจดหมายออกมา เจียเจ๋อรับมาเปิดอ่าน เนื้อความเขียนว่า

“จอมยุทธ์หลิน ข้าฝากจดหมายมากับลูกชายเพื่อส่งข่าว เจียงคายซิน คนที่วางยาพิษท่าน ตายแล้วเมื่อสองปีก่อน เพราะไปวางยาพิษในเหล้าหวังฆ่าคนชิงทรัพย์ แต่ดันหยิบจอกผิด ดื่มยาพิษตัวเองตาย โบราณว่าหมองูตายเพราะงู หมอพิษอย่างคายซิน กรรมสนองตายเพราะพิษก็ไม่แปลก สมน้ำหน้าแล้ว"

"ลูกชายข้า หลิวเทียนเยว่ อยากเป็นจอมยุทธ์ที่เก่งเหมือนท่าน ข้าเองแม้มีฝืมืออยู่บ้าง แต่ก็ไม่ถึงกับล้ำเลิศ ข้าขอฝากลูกชายข้าไว้กับท่าน ขอได้โปรดรับเขาเป็นศิษย์ด้วย เขาเป็นคนร่าเริง พูดอะไรตรงไปตรงมา แต่ก็มีมารยาท หากเขาทำผิด ท่านสามารถสั่งสอนหรือลงโทษเขาได้เลย ขออภัยเป็นอย่างยิ่งที่ไม่ได้มาขอร้องด้วยตนเอง ลงชื่อ หลิวเฟิง”

 สวรรค์! นี่คือรายที่สามสำหรับสองวันนี้ เจียเจ๋อคิดว่าอีกหลายเดือนข้างหน้าคงมีคนมาขอเป็นศิษย์เขาครบร้อย จะปฏิเสธยังงัยดีกับคนที่เคยช่วยชีวิต บุญคุณต้องทดแทน ความแค้นต้องชำระ บัดนี้บุญคุณมาให้เขาทดแทนแล้ว

“อาจารย์ โปรดรับข้าเป็นศิษย์ด้วย” หลิวเทียนเยว่คุกเข่าคำนับ

“เจ้าลุกขึ้นก่อนเถอะ” เขาเงยหน้าขึ้นแต่ยังไม่ลุก

“ท่านรับข้าแล้วใช่มั้ย”

“ข้า....เอ่อ” จอมยุทธ์ไม่รู้จะพูดยังงัยดี

“ข้ายังไม่ตัดสินใจ ขอข้าคิดดูก่อนได้มั้ย”

เด็กหนุ่มหน้าเสีย

“ทำไมล่ะ ข้านึกว่า” เขาพูดเสียงอ่อยลุกขึ้น 

“ข้าขอเวลาคิดสักวันสองสามวัน ช่วงนี้เจ้าพักที่นี่ไปก่อน” เขาเดินจากมา เพื่อมาตั้งหลักความคิด

 

เจียเจ๋อ พ่อบ้านซุน ฮุ่ยเจิน กำลังเดินอยู่ในตลาด พวกเขากำลังมุ่งหน้าไปที่บ้านเช่า ที่คนของพรรคต้าหู่เช่าแล้วไม่จ่ายเงินมานาน คุณชายให้พ่อบ้านนำทางไปที่แรกคือบ่อนเถื่อน

ทั้งสามมาหยุดที่หน้าบ้านหลังหนึ่ง 

“ที่นี่แหละครับคุณชาย” พ่อบ้านซุนชี้

“พวกท่านรออยู่ที่นี่แหละ ให้ข้าเรียกแล้วค่อยเข้าไป”

 “ระวังตัวนะคะคุณชาย” ฮุ่ยเจินเตือนข้า ทั้งสองคนไปหลบข้างบ้าน 

ประตูบ้านปิด แต่ได้ยินเสียงคนหลายคนอยู่ข้างใน จอมยุทธ์ถีบประตูเข้าไป สลักประตูหักสะบั้น ประตูเปิดดังโครม คนที่อยู่ข้างในตกใจ หยุดทำกิจกรรมทันที หันมามองเขาเป็นตาเดียว เขามองไปเห็นโต๊ะพนันสามโต๊ะ นักพนันอีกโต๊ะละสิบกว่าคน

“เจ้าเป็นใคร บังอาจบุกเข้ามา อยากตายเรอะ” เจ้ามือโต๊ะหน้าสุดถามผู้มาเยือน

“ข้ามาเก็บค่าเช่าบ้าน และมาเอาบ้านคืน เพราะบ้านข้าไม่ได้มีไว้เปิดบ่อนเถื่อน” เขาตอบเสียงเรียบๆ

“เก็บค่าเช่าบ้าน ฮ่าๆๆๆๆๆ” พวกมันมองหน้ากันแล้วหัวเราะ

“ตอนนี้ข้ากำลังยุ่ง ไม่ว่างมาเล่นกับเจ้า ไปให้พ้น” มันตวาด แต่เห็นเขายังยืนนิ่ง มันจึงโมโหมากกว่าเดิม

“ข้าบอกให้ไปงัย ยังยืนเซ่ออยู่อีก เฮ้ย เสี่ยวเค่อ จับมันโยนออกไป”

คนที่ถูกเอ่ยชื่อเดินมาหาผู้มาเยือน ทำท่าจะเงื้อมือ แต่โดนถีบกระเด็นลอยไปกลางวง ตกกลางโต๊ะ พังระเนระนาด นักพนันตกใจเห็นว่ามีอันตราย จึงพากันวิ่งออกไปทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ที่เหลืออยู่จึงเป็นพวกอันธพาลประจำบ่อน นับได้หกเจ็ดคน 

“มาหาที่ตายซะแล้ว เฮ้ยพวกเรารุมมัน” พวกมันเข้ามารุมเขาพร้อมกัน แต่ก็แค่เศษสวะ แค่ชั่วกะพริบตาไม่กี่ทีก็โดนหมัดและเท้าลงไปนอนร้องโอดโอย เหลือแค่ตัวหัวหน้าคนหนึ่งถือดาบพุ่งมาฟัน เขาหลบแล้วสวนด้วยหลังเท้าเข้าที่เอว ถีบอีกที สุดท้ายก็ลงไปนอนกองรวมกันกับลูกสมุน

“พวกเจ้าไปซะ วันนี้ข้าอารมณ์ดีไม่อยากฆ่าคน” เจียเจ๋อขู่ไปงั้นเอง ไม่ได้คิดจะฆ่าใคร

“ฝากไว้ก่อน พวกเราไป” พวกมันเผ่นออกไปจนหมด จอมยุทธ์เรียกพ่อบ้านซุนกับฮุ่ยเจินเข้ามา ช่วยกันเก็บเงินที่หล่นกระจายอยู่ที่พื้น ส่วนเขาไปค้นที่ห้องเก็บของหลังบ้าน พบเงินอยู่ในหีบจำนวนมาก เป็นเงินของบ่อนที่ได้จากนักพนันมาเก็บไว้

“เงินนี่เป็นค่าเช่าบ้านของเรา” เขาพูด 

“ทำแบบนี้จะดีเหรอครับคุณชาย” พ่อบ้านซุนทำหน้าวิตก

“นั่นสิคะคุณชาย ข้ากลัวพวกมันมาแก้แค้น” ฮุ่ยเจินบอก

“ดีรึเปล่าไม่รู้ แต่มันเป็นวิธีที่ดีที่สุดของข้า ไม่ทำแบบนี้เราก็ไม่ได้บ้านคืน ฮุ่ยเจิน นำเงินใส่ห่อผ้ากลับไปที่บ้าน พ่อบ้านซุน พาข้าไปบ้านที่ซ่องสุมอาวุธ” 

พ่อบ้านซุนใส่กุญแจประตูบ้าน แล้วนำคุณชายไปยังบ้านอีกหลังหนึ่ง ซึ่งอยู่ไม่ไกล เป็นที่เก็บอาวุธของพรรคต้าหู่ พวกมันตบตาเจ้าหน้าที่บ้านเมือง  ภายนอกบ้านนี้ก็เป็นบ้านเช่าธรรมดาเหมือนบ้านทั่วไป แต่ข้างในมีดาบ หอก มีด จำนวนมาก ที่ร้ายที่สุดคือ ดินปืน กฎหมายต้าซ่งห้ามคนทั่วไปมีดินปืนไว้ในครองครอง เขาบุกเข้าไปเหมือนเดิม ที่นี่คนเฝ้ามีฝีมือมากกว่าที่บ่อนเถื่อน แต่ก็โดนเล่นงานง่อยกระรอกไปทุกคนเหมือนเดิม เจียเจ๋อบอกชื่อเทพสัปประยุทธ์หลินเจียเจ๋อให้พวกมันได้รู้ เพราะอยากให้พวกมันกลัว ไม่กล้ามายุ่งกับตระกูลหลินอีก หวังว่าวิธีนี้คงจะได้ผล หลังจากไล่พวกมันไปหมด เขาก็ให้พ่อบ้านซุนไปแจ้งทางการให้มาขนอาวุธไป และชี้เบาะแสคนร้ายก่อคดีที่หลบซ่อนอยู่ในบ้านเช่าหลังอื่นๆ ทำให้คนร้ายที่มีหมายจับของทางการถูกจับตัวไปเกือบหมด ได้รางวัลนำจับมาหลายร้อยตำลึง

เป็นอันว่าเสร็จภาระกิจการทวงบ้านคืน เมื่อบ้านว่างก็ประกาศให้คนเช่า แล้วก็จะมีรายได้เข้ามา ผู้เช่าสบายใจได้เพราะมีคนคอยคุ้มครอง ตราบใดที่เขายังอยู่ จะไม่มีใครมาเกะกะระรานคนเช่าบ้าน

 

คืนนี้อากาศขมุกขมัว ท้องฟ้ามืดมิดมองไม่เห็นดาว เสียงฟ้าร้องครืนๆ ฝนกำลังจะตก ท่าจะตกหนักซะด้วย เจียเจ๋อนอนไม่หลับ อาจเป็นเพราะมีเรื่องกวนใจที่คิดไม่ตก จึงออกมาเดินเล่น เขาเดินไปที่เรือนหลังเล็ก เพื่อดูว่าอาปิงนอนแล้วยัง แสงไฟยังสว่างอยู่ ได้ยินเสียงของตกแตก ไม่แน่ใจว่าเป็นแจกันหรือจานชาม เดินเข้าไปใกล้ได้ยินเสียงหยางเหม่าเอะอะโวยวายใส่อาปิง

“ข้าบอกเจ้ากี่ครั้งแล้วว่าเวลาเดินให้ระวัง! ข้าวของเสียหายหมดแล้ว ของในบ้านไม่มีอะไรให้เจ้าทำพังแล้ว เจ้ามันโง่ ไม่รู้จักโตซะที วันๆ ไม่ทำอะไรเลยเอาแต่เที่ยวเล่น เคยช่วยงานข้าบ้างมั้ย เก็บกวาดเดี๋ยวนี้เลยนะ” หยางเหม่าตะคอกใส่อาปิงเป็นชุด มีเสียงเพี๊ยะ ตุ้บ หลายครั้ง อาปิงคงโดนตี ชายหนุ่มสงสารอาปิงจริงๆ ถ้าไม่ทำอะไรสักอย่าง อาปิงจะต้องอยู่แบบนี้ไปตลอด เขาผลักประตูเข้าไปเบาๆ เห็นอาปิงยืนก้มหน้า แจกันใบใหญ่แตกกระจาย หยางเหม่าเห็นเขาทำหน้าตกใจ สักพักทำหน้าไม่พอใจ มองด้วยสายตาชิงชัง

“เจ้ามาทำไม มีธุระอะไร”

“พี่หยางเหม่า ข้ามีเรื่องจะพูดกับท่าน”

“แต่ข้าไม่มีอะไรจะพูดกับเจ้า”

“ไม่เป็นไร ท่านไม่ต้องพูดอะไร แต่ขอให้ฟังข้า ข้าพูดจบแล้วก็จะกลับ”

นางนิ่งเงียบ เขาจึงเริ่มพูด

“พี่หยางเหม่า ข้าอยากขอโทษท่าน ที่เคยด่าว่าท่านแรงๆ ตอนนั้นข้ายังเด็ก ยังไม่ประสา ข้าเพียงแต่โกรธตามท่านแม่เท่านั้นเอง ถึงตอนนี้ข้านึกเสียใจ ที่ทำไม่ดีไว้กับท่านหลายอย่าง ข้ารู้ว่าเวลาผ่านมานาน มาพูดตอนนี้มันอาจสายเกินไป แต่มันก็เป็นสิ่งที่ข้าควรทำ ข้าขอโทษ ยกโทษให้ข้าด้วย” เจียเจ๋อก้มหัวคำนับ หวังว่านางจะรับคำขอโทษนี้ สีหน้าของหยางเหม่าเปลี่ยนไป จากโกรธเป็นสับสนปนเศร้า นางนิ่งไม่พูดอะไร

“ข้าเองก็ต้องขอโทษเจ้าด้วย” ทุกคนหันไปตามเสียงพูด

“ท่านพ่อ” หลินเจิ้นซีนั่นเอง มายืนอยู่หลังเจียเจ๋อตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้

“หยางเหม่า ถ้าเป็นไปได้ ข้าอยากให้เราทุกคน ลืมเรื่องบาดหมางในอดีต มาเริ่มต้นกันใหม่ เรือผ่านน้ำไร้รอย นกบินไม่เห็นเงา เรื่องที่ผ่านไปแล้วก็ขอให้มันผ่านไป เรื่องที่ข้าเคยทำผิดกับเจ้า ข้าขอโทษ”

น้ำตาของหยางเหม่าไหลลงอาบแก้ม นางเริ่มร้องไห้โฮ ร้องออกมาเสียงดัง ทรุดลงนั่งเก้าอี้ ความทุกข์ตลอดหลายปี บัดนี้ได้ปลดปล่อยออกมา พร้อมกับน้ำตาที่ไหลออกมาไม่หยุด พร้อมกับฝนเทที่กระหน่ำลงมาเหมือนฟ้ารั่ว เจียเจ๋อ ท่านพ่อ อาปิง นั่งใกล้ๆ นาง เพื่อปลอบใจและเป็นกำลังใจให้ หลังจากฝนหยุดตก ฟ้าจะสว่างสดใส และหลังจากนางหยุดร้องไห้ ทุกคนก็จะได้เริ่มต้นสิ่งดีๆ ด้วยกัน

 

อ้ายจื้ออิงพักอยู่ที่โรงเตี๊ยมเต้าหง เขาจากบ้านมาสองปีแล้ว ยังไม่คิดจะกลับ เช้าวันนี้ตั้งใจจะไปหาหลินเจียเจ๋ออีกครั้ง เพื่อขอให้เขารับเป็นศิษย์ แต่ไม่รู้จะสำเร็จหรือเปล่า แม้จะคว้าน้ำเหลวอีก ก็จะพยายามต่อไป สักวันหนึ่งเขาต้องเป็นศิษย์ของคนผู้นี้ให้ได้ เขาแต่งตัวเสร็จเดินออกจากห้องพัก มาหยุดที่หน้าโรงเตี๊ยม เห็นคงกำลังมุงดูอะไรบางอย่าง วิพากย์วิจารณ์กันอย่างสนุกสนาน จื้ออิงเดินเข้าไปดูใกล้ๆ พบว่ามีเด็กสาวชาวบ้านหน้าตาดีคนหนึ่งมาขายตัว มีป้ายแขวนอยู่ที่คอ เขียนว่าขายตัวใช้หนี้ 

“นี่เจ้าน่ะ เป็นหนี้เท่าไหร่เหรอ ถึงต้องมาขายตัวเองแบบนี้” ชาวบ้านผู้ชายคนหนึ่งถาม

“ข้าเป็นหนี้ห้าพันตำลึง ไม่มีเงินไปใช้ เลยต้องมาขายตัว” นางตอบ

“โอ้โห ไม่น้อยเลยน่ะนั่น" คนที่ถามอุทาน

“เจ้าถามนี่จะซื้อเหรอเสี่ยวเจี๋ย” ผู้ชายอีกคนถาม

“จะบ้าเรอะ ข้าไม่มีเงินเยอะขนาดนั้นหรอก ถึงมีเงินก็ซื้อไม่ได้ เมียข้าได้ตีหัวแตกนะสิ” คนที่มุงดูอยู่หัวเราะชอบใจ

“ข้าซื้อเอง” จื้ออิงพูด ทุกคนหันไปมอง แหวกทางให้เขาเดินเข้ามา

“นี่ตั๋วเงินห้าพันตำลึง เอาไปใช้หนี้ซะ” 

หญิงผู้นั้นดีใจมาก คุกเข่าคำนับจื้ออิง 

“ขอบคุณคุณชาย ขอบคุณคุณชาย”

“เอาล่ะๆ พอแล้ว รีบไปซะ” พูดจบเด็กหนุ่มเดินจากไป เด็กสาววิ่งตาม

“คุณชาย ท่านซื้อตัวข้าแล้ว ข้าก็เป็นของท่าน ข้าจะติดตามท่านไป”

“ไม่ต้องหรอก ข้าซื้อตัวเจ้าเพราะอยากให้เจ้าเอาเงินไปใช้หนี้ ไม่ได้ต้องการตัวเจ้า”

เด็กสาวเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วพูดว่า

“คุณชาย ท่านไปกับข้าหน่อยสิ”

“ไปไหนเหรอ”

“ไปเป็นเพื่อนข้า เอาเงินไปใช้หนี้”

“เจ้าไปคนเดียวไม่ได้เหรอ"

"ไม่ได้หรอก เจ้าหนี้ข้าเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว อันอาจเล่นตุกติกกับข้า”

“วันนี้ข้าไม่ว่าง ต้องไปทำธุระ” จื้ออิงยังไม่หยุดเดิน

“ได้โปรดเถอะคุณชาย ไหนๆ ท่านก็ช่วยข้าแล้ว ช่วยอีกสักครั้งเถอะ”

จื้ออิงรู้สึกรำคาญและเห็นใจเด็กสาวคนนี้ เสียสละเวลาสักหน่อยคงไม่เป็นไร แค่ไปใช้หนี้

“เอาล่ะๆ ข้าไปกับเจ้าก็ได้ แค่เดี๋ยวเดียวนะ”

“แค่เดี๋ยวเดียวเท่านั้นคุณชาย” เด็กสาวดีใจ 

“นำทางไปสิ”

“อยู่ใกล้ๆ นี่เองคุณชาย” นางนำทางจื้ออิงไป 

“คุณชายท่านชื่ออะไร” นางถาม

“ข้าชื่ออ้ายจื้ออิง”

“ข้าเชื่อเว่ยเซียนหนี่*”

จื้ออิงยิ้ม “เซียนหนี่เนี่ยนะ”

“ชื่อข้าตลกใช่มั้ยล่ะ” 

“เปล่าหรอก”

“คุณชาย ท่านมาจากตระกูลไหนเหรอ ท่าทางร่ำรวย ดูแล้วไม่ใช่คนธรรมดา”

จื้ออิงไม่อยากเปิดเผยฐานะของตัวเอง แม้คนรู้จักกันนานแล้วก็ไม่อยากบอก ยิ่งคนไม่รู้จักก็จะไม่บอกเด็ดขาด

“เรื่องนั้นเจ้าไม่ต้องรู้หรอก"

เซียนหนี่พาจื้ออิงเข้าไปในตรอกแห่งหนึ่ง เป็นที่ลับตาคน มีชายคนหนึ่งอายุประมาณสามสิบกว่าปียืนรออยู่ ชายคนนี้มีแผลเป็นรูปกากบาทที่แก้มซ้าย 

“มาแล้วเหรอเซียนหนี่ ไหนล่ะเงินของข้า”

เซียนหนี่ส่งตั๋วเงินให้ชายคนนั้น

“ท่านกับข้าไม่เป็นหนี้กันแล้วนะ”

“ใครว่าล่ะ มานี่!” มันจับเซียนหนี่กอดจากด้านหลัง เอามีดจี้ที่คอ

“คุณชาย ช่วยข้าด้วย! คุณชาย” เซียนหนี่ร้องให้ช่วย 

“เจ้าจะทำอะไร เงินก็ได้ไปแล้ว จะเอาอะไรอีก” จื้ออิงถาม

“มีเงินเท่าไหร่ส่งมาให้หมด ไม่งั้นนังนี่ตาย”

“คุณชายช่วยด้วย ข้ายังไม่อยากตาย”

จื้ออิงล้วงเอาตั๋วเงินในเสื้อออกมาสองใบ

“เอาไปสิ” ยื่นให้ชายคนนั้น มันกระชากตั๋วเงินไปดู

“หมื่นตำลึง เจ้านี่รวยไม่เบา สงสัยจะไม่ใช่คนธรรมดา”

มันเก็บตั๋วเงินใส่ในเสื้อแล้วผลักเซียนหนี่ออกมา วิ่งหนีไปทางท้ายตรอก

“เจ้าเป็นงัยบ้าง”

“ข้าไม่เป็นไรคุณชาย ขอบคุณท่านมากที่ช่วยข้า ข้าจะไม่ลืมพระคุณเลย”

“เอาล่ะ วันนี้เจอเรื่องร้ายๆ มามากแล้ว เจ้ากลับบ้านไปเถอะ”

“คุณชายจะไม่ไปแจ้งความเหรอ” นางมองจื้ออิงอย่างสงสัย

“ไม่ล่ะ ข้ามีธุระต้องไปทำ ลาล่ะ” พูดจบแล้วเดินจากไป

 

เซียนหนี่เดินเข้าไปในบ้านโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง เข้าไปในห้อง ชายที่มีแผลเป็นที่หน้านั่งอยู่ในห้อง

“สำเร็จแล้วพี่จุ้นฮุย ได้มาตั้งหมื่นห้าพันตำลึง คนเมืองหลวงนี่หลอกง่ายชะมัด” เซียนหนี่ดีใจ

“เจ้านั่นมันรวยไม่เบา ต้องเป็นลูกขุนน้ำขุนนางแน่ๆ ข้าจะหาทางจับมันเรียกค่าไถ่ คราวนี้จะเรียกแสนตำลึง” จุ้นฮุยบอก

“นี่ อย่าเลยน่า แค่นี้ก็พอแล้ว โลภมากเดี๋ยวก็ซวยหรอก” เซียนหนี่ห้าม

“ทำไม หรือว่าเจ้าชอบมันเข้าแล้ว อย่าได้ฝันเฟื่องไปเลย” 

“ข้าไม่ได้ชอบ แค่ไม่อยากให้ทำอะไรเกินตัว เงินนี่ก็พอใช้ไปได้หลายปีแล้ว ถ้าพี่ไม่เอาไปเล่นการพนันหมด”

เซียนหนี่พูดเสียงเรียบ

“เจ้าเริ่มสั่งสอนข้าอีกแล้วนะ เจ้าไม่ใช่แม่ข้า ไม่ใช่น้องแท้ๆ ของข้า ไม่ต้องมาสะเออะ”

เซียนหนี่เริ่มโมโหบ้าง

“งั้นเราแยกกัน ไปคนละทาง ข้าก็เบื่อเต็มที ได้เงินมาเท่าไหร่ก็ไม่พอ เอาไปเล่นเสียหมด บอกข้าว่าจะทำครั้งสุดท้ายแต่ก็ไม่เคยมีครั้งสุดท้ายเลย ข้าเกลียดชีวิตแบบนี้ หลอกลวงคนอื่นไปวันๆ ตายไปต้องตกนรก” น้ำตานางไหลออกมา

“ไม่เอาน่า ก็ได้ๆ ข้าไม่จับมันเรียกค่าไถ่ก็ได้” จุ้นฮุยเสียงอ่อนลง เพราะชีวิตเขาต้องอาศัยเซียนหนี่ในการหลอกลวงต้มตุ๋นคน

“แต่ข้าจะจับพวกเจ้า!” เสียงใครคนหนึ่งพูด ประตูถูกผลักเข้ามา จื้ออิงกับเจ้าหน้าที่ทางการ จุ้นฮุยตกใจหงายหลัง 

“คุณชาย!” เซียนหนี่อุทาน

เจ้าหน้าที่ทางการนำโดยโม่เฟิงช่าง จับกุมสองนักต้มตุ๋นเตรียมนำไปขังที่ศาล จุ้นฮุยหันมาพูดกับจื้ออิง

“เจ้ารู้ได้ยังงัยว่าโดนหลอก”

จื้ออิงยิ้มแล้วตอบว่า “ง่ายจะตาย เซียนหนี่ถูกเจ้าจับเป็นตัวประกัน ร้องให้ช่วยแต่เสียงเบา เพราะกลัวคนอื่นได้ยิน ท่าทางนางก็ไม่ได้กลัวเจ้าซักเท่าไหร่ ข้าดูออก พอเจ้าปล่อยนางแล้วนางก็ไม่คิดจะไปแจ้งความ แถมยังมาถามข้าอีกว่าจะไม่แจ้งความเหรอ คนเมืองหลวงไม่โง่หรอกนะ คนที่โง่คือพวกเจ้าต่างหาก ถ้าเอาเงินห้าพันตำลึงที่ข้าซื้อตัวหนีไป ก็ไม่มีใครรู้ แต่นี่พวกเจ้าโลภมาก ก็ต้องลงเอยแบบนี้”

“คุณชาย ปล่อยพวกเราไปเถอะ พวกเราสำนึกผิดแล้ว เซียนหนี่เจ้าช่วยพูดหน่อยสิ” จุ้นฮุยหวังให้เซียนหนี่ช่วย

“ข้าไม่มีอะไรจะพูด ครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายแล้วจริงๆ” 

ทั้งสองคนถูกคุมตัวไปขังที่คุกศาลไคเฟิง จื้ออิงออกมาจากศาล เขาจะได้ไปหาหลินเจียเจ๋อซะที แต่ตอนนี้เที่ยงแล้ว ยังไม่ได้กินอะไร ขอแวะกินบะหมี่รองท้องก่อน บะหมี่ข้างทางเจ้าอร่อยข้างศาลเจ้าแม่กวนอิม เป็นเจ้าที่เขามากินเป็นประจำ เขานั่งที่โต๊ะแล้วสั่ง

“อ้าว คุณชาย ท่านมาอีกแล้ว เชิญนั่ง เชิญนั่ง”

“เถ้าแก่ บะหมี่น้ำชามนึง ขอเนื้อเยอะๆ”

“ได้เลยคุณชาย” 

ขณะที่กำลังรอบะหมี่ มีชายคนหนึ่ง แต่งตัวเหมือนทหาร เดินมาที่จื้ออิง แล้วคารวะ

“คุณชาย มีคนบอกว่าท่านมีเรื่องต้องขึ้นศาล”

“ไม่มีอะไรหรอก เจ้าไปเถอะ แค่พวกต๋มตุ๋น”

ชายผู้นั้นนิ่งไปครู่หนึ่ง 

“ไปเถอะน่า ข้าบอกว่าไม่มีอะไรก็ไม่มีอะไร ยุ่งกับข้าซะจริง”

“งั้นข้าน้อยขอลา” ทำท่าหันหลังจะเดินไป

“เดี๋ยวก่อน”

“คุณชายมีอะไรให้รับใช้”

“ที่คุกศาลไคเฟิง มีผู้หญิงคนหนึ่งถูกจับข้อหาหลอกลวงต้มตุ๋น ข้าอยากให้ช่วยนางออกมา ถ้านางออกมาแล้วเอาเงินนี่ให้นางไป บอกนางว่าอย่าทำผิดซ้ำอีก”

“ข้าน้อยจะไปจัดการตามที่สั่ง”

“ดี ไปได้แล้ว” ชายคนนั้นเดินจากไป บะหมี่มาเสิร์ฟพอดี

“ทีนี้ก็กินบะหมี่ให้อร่อยได้ซะที” เขาบอกกับตัวเอง

“บะหมี่น่าอร่อยจริงๆ” ชายคนหนึ่งมายืนหน้าร้านบะหมี่

“ไถ้เฟิง เจ้ามีเงินรึเปล่า ถ้าไม่มีก็ไม่ได้กินหรอกนะ ข้าเลี้ยงเจ้าทุกวันไม่ไหวหรอก” เถ้าแก่บอกชายวัยกลางคนคนนั้น

“เถ้าแก่ ข้าจ่ายให้เขาเอง คิดเงินที่ข้า” จื้ออิงบอก

“ขอบพระทัยฝ่าบาท ขอจงทรงพระเจริญหมื่นปีหมื่นๆ ปี” จื้ออิงตกใจบะหมี่แทบพุ่งออกจากปาก

“ท่านลุง ข้าไม่ใช่ฮ่องเต้ อย่าพูดแบบนี้เลย” 

เถ้าแก่หัวเราะแล้วพูดว่า 

“ท่านลุงอะไรกันเล่า นี่น่ะไถ้เฟิง คนเสียสติ อย่าไปถือสาเขาเลย”

“อ้อ อย่างนั้นเหรอ” ที่แท้ก็คนเสียสตินี่เอง

 

เซียนหนี่ได้รับการปล่อยตัวในบ่ายวันนั้น นางยังงงๆ ว่าทำไมถึงไม่ได้รับโทษหนัก ทั้งๆ ที่การหลอกลวงเป็นคดีอาชญากรรม

เซียนหนี่เดินออกมาหน้าศาล พบชายคนหนึ่งแต่งตัวคล้ายทหาร เขาเห็นนางก็เดินเข้ามาหา ยื่นตั๋วเงินให้

“เอาเงินนี่ไป แล้วอย่าทำผิดซ้ำอีก”

“ท่านเป็นใคร เราไม่เคยรู้จักกัน ข้ารับเงินนี่ไม่ได้หรอก”

“ถ้าเจ้าไม่รับ ข้าจะให้เจ้าหน้าที่จับเจ้าไปขังอีก”

เซียนหนี่จำต้องรับเงินมา นางมองดูตั๋วเงินแล้วจำได้ รอยพับนี้นางเป็นคนพับเอง

“คุณชาย! ท่านเป็นคนของคุณชายอ้ายใช่มั้ย คุณชายอ้ายเป็นคนช่วยข้าใช่มั้ย”

ชายผู้นั้นไม่ตอบ เดินจากไป เซียนหนี่แน่ใจว่าต้องใช่แน่ๆ นางตะโกนบอกชายคนนั้น

“ฝากท่านขอบคุณคุณชายด้วย ข้าขอบคุณมากๆ” น้ำตาของเด็กสาวไหลออกมาเพราะความซาบซึ้ง

 

**********************************************************************************

*เซียนหนี่ - แปลว่า นางฟ้า อ่านว่าเซียนหนวี่ แต่ภาษาไทยเขียนแบบนี้อ่านยาก เลยต้องเขียนว่าเซียนหนี่

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

8 ความคิดเห็น