หลินเจียเจ๋อ แก๊งม่วน ป่วนจอมยุทธ์

ตอนที่ 6 : อาจารย์หยางกว๋อซิน อ้ายจื้ออิง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 130
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    9 มี.ค. 64

เจียเจ๋อฉุดมือดึงอาปิงขึ้นบันไดขั้นสุดท้าย นี่คงเป็นการออกแรงที่เยอะที่สุดของเขา ล้มตัวลงนอนแผ่หรา หอบแฮ่กๆ       อี้หลิงทรุดตัวลงนั่ง

“โอย บันไดสองร้อยขั้น จะตายอยู่แล้ว ข้าจะไม่มาที่นี่อีกแล้ว อาจารย์ ท่านไม่เหนื่อยบ้างรึงัย” นางถามเพราะเห็นเขายังสบายอยู่

“บอกแล้วว่าอย่าเรียกอาจารย์ ข้าขึ้นลงบันไดนี่เกือบทุกวันตลอดห้าปี เพื่อฝึกวรยุทธ์ ไปหาของป่า ไปซื้อของ ไปๆ มาๆ ระหว่างบ้านกับที่นี่”

 

ทั้งสามอยู่ที่ประตูใหญ่ทางเข้าสำนัก เจียเจ๋อเคยฝึกวิชาอยู่ที่นี่ แรกๆ ขึ้นบันได้ที่นี่ก็เหนื่อยเหมือนเด็กสองคนนี้ พอนานเข้าก็ชิน 

 มีศิษย์คนหนึ่งเดินออกมา ดูเขายังเด็ก น่าจะอายุพอๆ กับอี้หลิง

“ไม่ทราบว่าพวกท่านมาหาใคร”

“ข้ามาหาอาจารย์หยาง”

“จะให้ข้าไปเรียนท่านว่าใครมาขอพบ"

“ข้าหลินเจียเจ๋อ เป็นศิษย์ของท่าน” ศิษย์คนนั้นตกใจ มองหน้าเขา

“ท่านคือหลินเจียเจ๋อ เทพสัประยุทธ์!”

“ใช่”

“ที่แท้เป็นศิษย์พี่ ข้าเหลียวสงเหยิน มาเป็นศิษย์ที่นี่ได้หนึ่งปีแล้ว ข้าได้ยินชื่อเสียงของท่านมานาน ได้ข่าวว่าท่านเก่งมาก ไม่เคยมีใครเอาชนะได้” เขาคารวะข้า ข้าคารวะตอบ

“ศิษย์น้องกล่าวเกินไปแล้ว”

“ถ้างั้นขอเชิญทุกคนเข้าไปข้างใน”

อี้หลิงกับอาปิงลุกขึ้นเดินตามเจียเจ๋อไป ทั้งสี่คนเดินผ่านลานหน้าสำนัก มีศิษย์หลายคนกำลังฝึกวิชากระบี่ โดยมีผู้สอนคือศิษย์พี่ใหญ่ของสำนัก กู้จิ่งเทา เป็นผู้มีวรยุทธ์สูงที่สุดในสำนัก กับศิษย์น้องอีกคน ชื่อโจวเทียนส้าง พวกเขาเห็นศิษย์ร่วมสำนักก็ดีใจ 

“นึกว่าใคร ที่แท้เจียเจ๋อนี่เอง” ศิษย์พี่ทักทาย

“ศิษย์พี่ ศิษย์น้องไม่เจอกันนาน ท่านเป็นยังงัยบ้าง” พวกเขาคารวะกัน

“ข้าสบายดี” ศิษย์น้องบอก 

“ข้าเป็นห่วงเจ้ามาตลอด จู่ๆ เจ้าก็ออกเดินทางจากไป อาจารย์ก็บ่นถึงเจ้า แต่เราก็ได้ยินชื่อเสียงของเทพสัประยุทธ์ บ่อยๆ ข้าภูมิใจในตัวเจ้าจริง ๆ สำนักเราพลอยมีชื่อเสียงไปด้วย” ศิษย์พี่กล่าว

“ท่านชมข้าเกินไป”   ยังไม่ทันได้คุยอะไร อาจารย์หยางก็เดินออกมา เห็นศิษย์ที่หายไปนานก็หัวเราะดีใจ 

“เจียเจ๋อเรอะ เป็นเจ้าจริงๆ ด้วย ไม่เจอกันนานมาก เจ้ากลับมาเมื่อไหร่ ข้านึกว่าชีวิตนี้จะไม่ได้เจอเจ้าซะแล้ว” 

“ศิษย์จากไปนาน ไม่ได้กลับมาหาอาจารย์ต้องขออภัย อาจารย์สบายดีหรือไม่" เขาคารวะอาจารย์

“ข้าก็สบายดี แต่ก็ตามประสาคนแก่”

“อาจารย์อาจารย์ยังไม่แก่ ยังแข็งแรง” อาจารย์หัวเราะอารมณ์ดี

“แล้วสองคนนี้” อาจารย์หันมามองอี้หลิงกับอาปิง

“นี่คืออี้หลิงกับอาปิง อาปิงเป็นน้องชายของข้า” 

“คารวะอาจารย์ปู่” อี้หลิงพูดเสียงดัง

“หา อาจารย์ปู่เรอะ นี่ศิษย์ของเจ้าเหรอเจียเจ๋อ”

“ไม่ใช่ครับอาจารย์ นางขอเป็นศิษย์ข้า แต่ข้ายังไม่รับ”

“อืม ทำไมล่ะ นางก็ดูหน่วยก้านไม่เลวนะ พูดจาก็เสียงดังฟังชัดดี”

“ขอบคุณอาจารย์ปู่ที่ชม” อื้หลิงดีใจ

“ตอนนี้ข้ายังไม่อยากรับใครเป็นศิษย์” อาจารย์พยักหน้า แล้วหันไปพูดกับเหลียวสงเหยิน

“เจ้าพาสองคนนี่ไปเยี่ยมชมรอบๆ สำนักนะ ข้าจะคุยกับเจียเจ๋อ”

“ครับอาจารย์” สองคนเดินตามเหลียวสงเหยินไป เจียเจ๋อกับอาจารย์หยางเดินไปนั่งที่ศาลาริมลำธาร น้ำใสในลำธารไหลเอื่อยๆ มองเห็นฝูงปลาที่พยายามว่ายทวนน้ำ

สำนักแมวป่า ตั้งอยู่บนภูเขาเตี้ยๆ ชื่อว่าเขาอู่ชง อยู่กลางทิวทัศน์ธรรมชาติที่งดงาม ด้านตะวันตกของสำนักเป็นลำธารด้านหลังเป็นน้ำตกเล็กๆ ป่ารอบๆ สำนักเป็นที่ออยู่ของสัตว์หลายชนิด มีเก้ง กวาง ลิง หมูป่า และแมวป่า ซึ่งเป็นสัตว์ที่มองเห็นได้ง่าย เพราะพวกมันชอบมาปรากฎตัวอยู่ริมลำธาร 

“อาจารย์ นอกจากศิษย์พี่กู้แล้ว ข้าไม่เห็นพวกศิษย์พี่คนอื่นเลย พวกเขาไปไหนกัน”

“พวกเขามีงานต้องไปทำ เป็นงานคุ้มกันเศรษฐีไปเมืองอันหยาง เจียงซุ่นกับหว่านเฉาไปทำธุระที่หลงถิง คนอื่นๆ แยกย้ายกันไปทำอย่างอื่นก็หลายคน" 

ศิษย์สำนักแมวป่า เมื่อเรียนวรยุทธ์จนพอใจ บางคนก็ลากลับบ้าน บางคนไปรับราชการ บางคนไปทำการค้า บางคนไปเปิดสำนักของเป็นตัวเอง หรือไปท่องยุทธภาพเหมือนข้า อาจารย์หยางไม่ได้เข้มงวดว่าจะต้องอยู่กับสำนักไปจนตาย หรือต้องฟังคำสั่งท่านทุกอย่าง ทุกคนสามารถเลือกทางเดินของตัวเองได้ ขอเพียงไม่ทำสิ่งชั่วร้าย ไร้คุณธรรม

 "วันนี้มาหาข้า นอกจากมาเยี่ยมเยียนแล้ว ยังมีธุระอะไรอื่นอีกรึเปล่า" อาจารย์ถาม

“ไม่มีครับอาจารย์ ข้ากลับมาคราวนี้ เพราะตั้งใจจะถอนตัวจากยุทธภพ ลืมเรื่องบุญคุณความแค้น กลับมาดูแลตระกูลหลิน”

“ถอนตัวจากยุทธภพ” อาจารย์ทวนคำ ทำหน้าแปลกใจ

“ใช่ครับ ข้าอยากอยู่อย่างสงบ ไม่ต้องมีอะไรมากวนใจ”

“ฮ่าๆๆๆๆๆ” อาจารย์หัวเราะ ลูกศิษย์ทำหน้างงๆ 

“เจียเจ๋อ เจ้าคิดว่ามันจะง่ายอย่างนั้นเรอะ”

“ทำไมล่ะครับ”

“ถ้าเจ้าอยากอยู่อย่างสงบ ไม่มีสิ่งใดรบกวน มีอยู่สองทางที่ทำได้ คือหนึ่ง ไปบวชเป็นหลวงจีน กับสอง ไปหาที่อยู่ในป่าในเขา ที่ไม่มีใครรู้จักเจ้า ปลูกผักเก็บฟืน ไม่ยุ่งเกี่ยวผู้ใด”

เขานิ่งฟัง

“สิ่งที่เจ้าทำตอนนี้ อาจเป็นแค่การเปลี่ยนจากวิถีชีวิตหนึ่ง ไปเป็นอีกวิถีชีวิตหนึ่งก็ได้”

“เปลี่ยนจากวิถีชีวิตหนึ่ง ไปเป็นอีกวิถีชีวิตหนึ่ง” เขาทวนคำอาจารย์เบาๆ อาจารย์จิบน้ำชา แล้วพูดต่อ

“ใช่ วิถีชาวยุทธ์ ชีวิตอิสระ นึกอยากจะทำอะไรก็ทำ อยากสู้ก็สู้กัน ตัดสินเอาเองว่าใครดีใครเลว ใช้ศาลเตี้ยพิพากษา วิถีชาวบ้าน ชีวิตแม้จะเรียบง่ายกว่า แต่การอยู่และปฎิบัติตัวต่อผู้อื่นกลับยากกว่า หากมีสิ่งใดไม่ถูกต้อง ไม่ยุติธรรม ก็ต้องพึ่งพาอาศัยทางการ ซึ่งทุกคนก็รู้ ว่าบางครั้งก็พึ่งพาได้ บางครั้งก็พึ่งพาไม่ได้” อาจารย์พูดพลางเอามือลูบเครา อาจารย์มองโลกมองชีวิตได้แจ่มชัดกว่าลูกศิษย์

“แต่ในเมื่อเจ้าตัดสินใจแล้ว อาจารย์ก็ดีใจด้วย ไม่ว่าจะใช้ชีวิตแบบไหน ก็ขอให้เป็นคนดีมีคุณธรรม ช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก ไม่ว่าจะเป็นชาวยุทธ์หรือชาวบ้าน ก็ต้องยึดถือความดีเป็นที่ตั้ง" 

“ขอบคุณอาจารย์ที่สั่งสอน ศิษย์จะจดจำและทำตาม”

“อืม ดีๆ” อาจารย์พยักหน้าหัวเราะเบาๆ

“ข้ารอให้เจ้ากลับมาอยู่หลายปีแล้ว มาวันนี้ก็ดีแล้ว ข้ามีเรื่องหนึ่งที่จะขอร้องเจ้า” อาจารย์ทำหน้าจริงจัง เจียเจ๋อยกมือคารวะ

“อาจารย์บอกมาได้เลย ศิษย์จะช่วยเต็มที่”

“ข้าอยากให้เจ้ารับตำแหน่งเจ้าสำนัก”

จอมยุทธ์หนุ่มตกใจ อึ้งไปชัวขณะ เรื่องนี้ขัดกับความตั้งใจของเขา ที่จะถอนตัวจากยุทธภพ อาจารย์คงดูออกว่าเขาไม่อยากรับตำแหน่งนี้

“อาจารย์ทำไมกล่าวเช่นนั้น ข้าจะเป็นเจ้าสำนักได้ยังงัย”

“เจ้าจะพูดว่า จะเป็นเจ้าสำนักได้ยังงัย ในเมื่อข้ายังไม่ตายใช่มั้ย”

“ศิษย์มิกล้า” 

“เจียเจ๋อ คนเราไม่จำเป็นต้องรอให้ตายก่อน ถึงจะให้มรดกแก่ลูกหลาน บรรพชนสั่งเสียมอบหมายทรัพย์สมบัติและเจตนารมณ์ให้อนุชนรุ่นหลัง ฮ่องเต้ต้องตั้งรัชทายาท แล้วทำไมข้าจะมอบตำแหน่งเจ้าสำนักให้เจ้าไม่ได้ ปีนี้ข้าอายุแปดสิบกว่าแล้ว จะอยู่ได้อีกกี่ปียังไม่รู้" 

“อาจารย์อย่าพูดเช่นนั้น อาจารย์ยัง…..”

“เฮ่ย ข้าเป็นคน จะเอาชนะธรรมชาติ เอาชนะกาลเวลาได้ยังงัย อีกไม่นานข้าก็ต้องจากโลกนี้ไป ตอนนี้ข้าก็สู้กับใครไม่ได้แล้ว สังขารมันไม่เอื้ออำนวย ถึงเวลาที่ข้าต้องลงจากตำแหน่งแล้ว ไม่ต้องรอให้ตายก่อน ถ้าตายไปแล้วจะเห็นได้ยังงัย ว่าสำนักมีผู้สืบทอด และคนผู้นั้นนำพาสำนักไปในทางที่ดี” 

เจียเจ๋อคิดว่าอาจารย์พูดมีเหตุผล ตามหลักแล้วในฐานะศิษย์  ถ้าไม่ผิดคุณธรรมแล้ว แม้ต้องบุกน้ำลุยไฟ ขึ้นเหนือล่องใต้ ตกกระทะทองแดง ก็ต้องตอบแทนบุญคุณ อาจารย์ก็ชราลงไปมากจริงๆ ผมที่เคยมีสีดำแซมอยู่บ้าง บัดนี้มีแต่สีขาว ผิวหนังเหี่ยวย่น เดินเหินไม่แข็งแรงเหมือนเมื่อก่อน ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นปรมาจารย์ ตอนนี้กลายเป็นเพียงชายชราใจดีคนนึง

“ข้ารู้ว่าเจ้าลำบากใจ ข้าเองพอได้ยินว่าเจ้าจะถอนตัวจากยุทธภพ ก็ลำบากใจที่จะพูด แต่ข้าไม่เห็นใครเหมาะสมเท่าเจ้าแล้ว”

“แต่ยังมีศิษย์พี่อีกหลายคน พวกเค้าก็มีคุณสมบัติพอที่จะรับตำแหน่ง” เขาแย้ง

“มันก็ใช่ แต่เจ้าก็รู้กฎของสำนักเรา เจ้าลืมแล้วหรือยัง กฎของการจะเป็นเจ้าสำนัก”

“ข้ายังจำได้อาจารย์ กฎของสำนักแมวป่า ผู้ที่จะเป็นเจ้าสำนักได้ ต้องมีสามข้อ หนึ่งวัยวุฒิ อายุต้องไม่ต่ำกว่าสามสิบปี สองคุณวุฒิ ต้องมีฝีมือเป็นที่ยอมรับของคนในสำนัก สาม ต้องได้รับการแต่งตั้งมอบหมายจากเจ้าสำนักคนเก่า” 

“แล้วเจ้ายังขาดคุณสมบัติข้อไหนล่ะ ข้าเชื่อว่าในสำนักนี้ไม่มีใครสู้เจ้าได้” เจียเจ๋อจำนนด้วยเหตุผล แต่ในใจลึกๆ ก็ยังไม่อยากรับอยู่ดี ภาระนี้ค่อนข้างหนัก

“เจียเจ๋อ เจ้าดูปลาพวกนั้นสิ พวกมันไม่เคยหยุดว่ายทวนน้ำ เพราะมันรู้ว่าหากหยุดว่ายเมื่อไร พวกมันอาจหมดคุณสมบัติของสิ่งมีชีวิตไป คนเราก็เช่นกัน ไม่ควรหยุดนิ่ง ต้องพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ……."

เหลียวสงเหยินเดินอย่างรีบร้อนหน้าตาตื่นมาหาอาจารย์ 

“เรียนอาจารย์ มีคนมาขอท้าประลองยุทธ์กับศิษย์พี่หลินครับ" 

นี่ไม่ใช่เรื่องแปลก ตอนที่เจียเจ๋ออยู่ที่นี่ ก็มีคนมาท้าประลองอยู่บ่อยครั้ง แต่ส่วนใหญ่จะแพ้กลับไป เหตุเพราะคนมาประลองส่วนใหญ่ยังอายุน้อย วรยุทธ์ยังไม่แข็งแกร่ง แต่ต้องการประสบการณ์การต่อสู้ คนที่อายุมากหรือวรยุทธ์กล้าแข็ง จะไม่ค่อยเที่ยวไปประลองกับคนอื่นมั่วซั่วถ้าไม่จำเป็น ถ้าจะบอกว่าเรื่องการประลองส่วนใหญ่เป็นเรื่องของคนอายุน้อยก็ไม่ผิด ตอนที่เขาอยู่ประลองชนะทุกครั้ง 

“ไปกันเถอะเจียเจ๋อ” อาจารย์ลุกขึ้นเดินไปลานหน้าสำนัก เจียเจ๋อเดินตามไป

ศิษย์สำนักทุกคนยืนรออาจารย์อยู่ อี้หลิงกับอาปิงก็อยู่ด้วย มีเด็กหนุ่มท่าทางองอาจยืนอยู่ห่างออกไป จอมยุทธ์หนุ่มพิเคราะห์ดู เขาไม่เหมือนชาวยุทธ์ทั่วไป แต่งกายดีมาก ผิวพรรณขาวผ่อง หน้าตาดี ดูมีราศี

“นี่! เจ้าน่ะ เก่งนักรึงัย ถึงเที่ยวมาท้าประลองคนอื่นน่ะ” อี้หลิงถามผู้มาท้าประลอง นางท่าทางอารมณ์ดีที่ได้ดูอะไรสนุกๆ

เด็กหนุ่มอายุรุ่นราวคราวเดียวกับอี้หลิงหันมองไปยังเจ้าของเสียง แต่ไม่ได้สนใจ หันกลับมาคารวะอาจารย์หยาง

“คารวะท่านเจ้าสำนัก ข้ามาหาเทพสัประยุทธ์หลินเจียเจ๋อ เพื่อมาขอแลกเปลี่ยนวรยุทธ์ ข้าได้ยินว่าเขากลับมาเมืองหลวงแล้ว ไม่ทราบว่าอยู่ที่นี่รึเปล่า ข้าอยากจะขอประลองกับเขา”

“เจ้ามาถูกที่แล้ว เขา….” 

“อี้หลิง” เจียเจ๋อทำหน้าดุ นางหยุดพูด 

“จอมยุทธ์น้อยให้เกียรติสำนักข้า ตามธรรมเนียม เมื่อมาดี ก็ต้องรับคำท้า แต่หลินเจียเจ๋อถอนตัวจากยุทธภพแล้ว ไม่รับการประลอง” อาจารย์ตอบ

“อะไรนะ ก็เขา” อี้หลิงจะพูดแต่เจียเจ๋อห้ามไว้ นางทำปากจู่คิ้วขมวด 

“เจ้าดูอยู่เงียบๆ ได้มั้ย” เจียเจ๋อดุนาง

“น่าเสียดาย งั้นข้าจะไปตามหาเขา ขอตัวกลับก่อน” เด็กหนุ่มยกมือคารวะ

“เดี๋ยวก่อนเจ้าหนู!” ศิษย์น้องโจวเทียนส้าง พูดขึ้น

“นอกจากศิษย์พี่หลินแล้ว เจ้าไม่เห็นพวกข้าอยู่ในสายตาเลยเรอะ”

“ข้าเดินทางประลองมาแล้วหลายสำนัก ไม่ว่าจะเป็น สำนักอินทรีเขียว สำนักเทพวายุ สำนักเจ้าศาสตรา สำนักกระบี่ผีเสื้อ ชนะมาหมด แม้แต่เทพกระบี่ลมหวน เฉินจินเป่า กระบี่ดั้นเมฆอู๋ต้าลี่ หมาป่าเดียวดายฟางจิ้น ก็แพ้ข้ามาแล้ว คิดว่าศิษย์สำนักทั่วๆ ไปคงเอาชนะข้าไม่ได้” 

เด็กหนุ่มตอบสีหน้าเรียบเฉย น่าทึ่งจริงๆ ชื่อที่เขากล่าวมาเป็นยอดยุทธ์ชั้นแนวหน้าในภาคกลางทั้งนั้น น้อยคนที่จะเอาชนะได้ แสดงว่าเด็กหนุ่มคนนี้มีฝีมือขั้นสูง

“หรือว่าเจ้าคือ…..กระบี่สายฟ้า อ้ายจื้ออิง” ศิษย์พี่กู้เส้าชิวทำหน้าตกใจ

“ถูกต้อง” จอมยุทธ์หนุ่มน้อยตอบ เจียเจ๋อไม่เคยได้ยินชื่อและฉายานี้ นั่นเป็นเพราะเขาไม่ได้อยู่ภาคกลางนานแล้ว ศิษย์สำนักหลายคนก็ตกใจ พูดคุยซุบซิบกัน

“แต่ที่นี่คือสำนักแมวป่า อย่าได้ดูถูก ข้าโจวเทียนส้าง จะประลองกับเจ้าเอง!"

โจวเทียนส้างเป็นคนใจร้อน โกรธง่ายหายเร็ว เขาชักกระบี่วิ่งเข้าหาอ้ายจื้ออิง ตวัดกระบี่ไปที่คอ เด็กหนุ่มหลบได้อย่างใจเย็น เขาไม่ได้ชักกระบี่ออกมาสู้ ใช้แค่มือเท้าและกระบี่ที่ไม่ชักฝักออก การไม่ชักกระบี่สู้ ถ้าไม่เป็นการดูถูกคู่ต่อสู้ ก็หมายถึงวรยุทธ์ที่มีนั้นสูงส่งมาก

เพียงไม่ถึงสิบกระบวนเพลง โจวเทียนส้างก็พลาดท่า โดนฝ่ามือของอ้ายจืออิงซัดที่หน้าอก ตัวลอยตกลงมาหงายหลังกับพื้น 

“ศิษย์พี่” ศิษย์น้องหลายคนตะโกนด้วยความตกใจ แต่เขายังไม่ยอมแพ้ ลุกขึ้นสู้ต่อ แต่ก็เหมือนเดิม เพียงไม่กี่กระบวนท่า ก็โดนซัดฝ่ามือเข้าอีกครั้ง ล้มลง คราวนี้เจ็บหนักพอสมควร เห็นได้ชัดว่าอ้ายจื้ออิงยังออมมืออยู่ ศิษย์หลายคนเข้ามาประคองโจวเทียนส้าง

“โอ้โห! เจ้านั่นเก่งจริงๆ อาจารย์ ทั้งๆ ที่ไม่ใช้กระบี่ แบบนี้เขาอาจชนะท่านก็ได้” อี้หลิงพูด เจียเจ๋อไม่ตอบอะไร

“ฝีมือดีมาก ถ้าไม่รังเกียจ ข้า กู้จิ่งเทา จะขอกู้ชื่อให้สำนัก” ศิษย์อันดับหนึ่งของสำนักพูด ชักกระบี่ออกมา พุ่งไปที่จอมยุทธ์หนุ่ม เขาก็ยังไม่ชักกระบี่ออกมาอยู่ดี  ฝีมือของศิษย์พี่กู้นั้น สูงกว่าศิษย์น้องโจวหลายเท่า การต่อสู้เป็นไปอย่างรวดเร็วและดุเดือด เมื่อผ่านไปสิบกว่ากระบวนเพลง อ้ายจื้ออิงใช้ฝีมือที่เหนือกว่าเอาชนะศิษย์พี่กูัได้ เขาใช้เท้าเตะไปที่คอคู่ต่อสู้ จนหมุนล้มกลิ้ง ศิษย์อันดับหนึ่งคงรู้ตัวว่าฝีมือต่างกันเกินไป จึงหยุดการประลอง

“ข้าแพ้แล้ว” ยกมือคารวะ

“ขอบคุณที่ออมมือ” เขาคารวะตอบ

“ในเมื่อในที่นี้ไม่มีใครมีฝีมือพอจะสู้ข้าได้ ข้าก็ต้องขอลา” เด็กหนุ่มคารวะอาจารย์หยาง หันหลังจะจากไป

สถานการณ์ตอนนี้เหมือนบีบบังคับ ศิษย์สำนักส่วนใหญ่รู้ว่าเจียเจ๋อเป็นใคร ถ้าเขายังนิ่งเฉยไม่สนใจความเป็นไปของสำนัก ก็ดูจะเป็นคนอกตัญญูยิ่งนัก 

“ช้าก่อน!” เขาห้าม จื้ออิงหยุดแล้วหันมาพูด

“ข้าจะไม่ประลองกับศิษย์คนอื่นอีก ขอได้โปรดเข้าใจด้วย”

“ข้าคือคนที่เจ้าตามหา” เด็กหนุ่มขมวดคิ้ว

“ท่านคือ…..”

“เขาคือเทพสัประยุทธ์หลินเจียเจ๋องัยล่ะ เจ้าเจอของของจริงแล้วล่ะ วันนี้ได้แพ้สมใจแน่ ฮ่าๆๆๆๆ” อี้หลิงหัวเราะดีใจ ศิษย์สำนักทุกคนก็ดีใจ รวมถึงอาจารย์ด้วย 

“ที่แท้เป็นท่าน ข้ามาไม่เสียเที่ยวจริงๆ” เขายิ้มอ่อนๆ 

“ข้าจะประลองกับเจ้าเอง” 

“ขอบคุณที่รับคำท้า” 

 

หลินเจียเจ๋อกับอ้ายจื้ออิงยืนประจัญหน้ากัน ห่างกันสิบก้าว ดูเขาไม่ใจเย็นเหมือนเมื่อกี๊ ท่าทางตั้งใจกว่าเดิม 

“กระบี่ของท่านล่ะ”  เขาแปลกใจที่ไม่เห็นคู่ประลองถือกระบี่ 

“ข้าถอนตัวจากยุทธภพแล้ว เลิกใช้กระบี่ นี่คือกระบี่ของข้า ชื่อว่า กระบี่ไผ่ลู่ลม" ในมือมีกิ่งไผ่ความยาวเท่ากระบี่ ที่ใช้ให้อิ้หลิงหักมาให้ ตั้งชื่อให้กิ่งไผ่ อี้หลิงปรบมือชอบใจ

“ท่านดูถูกข้าเหรอ” จื้ออิงขมวดคิ้ว

“เจ้าก็ดูถูกศิษย์พี่น้องข้าเหมือนกัน เอาน่า ยังงัยขัาก็มีอาวุธแล้ว” 

“เจียเจ๋อ นี่เจ้า……” อาจารย์หยางทำหน้าตกใจที่เห็นศิษย์ใช้กิ่งไผ่แทนกระบี่ เพราะการใช้กิ่งไผ่ กิ่งไม้ หรืออะไรก็ตามแทนกระบี่ มีความหมายได้สองทาง คือหนึ่งผู้นั้นแค่ล้อเล่น ใช้ไปอย่างนั้นเอง หรืออีกความหมายหนึ่ง ผู้นั้นบรรลุวิชา “กระบี่แทนใจ”  คือเข้าถึงขั้นสูงของวิชากระบี่ ซึ่งมีคนไม่มากที่ทำได้ 

“งั้นก็มาลองดูซิว่า ว่ากิ่งไผ่ของท่าน จะเอาชนะกระบี่สายฟ้าของข้าได้รึไม่ อย่าเสียใจทีหลังแล้วกันที่ไม่ใช้กระบี่จริงๆ” 

อ้ายจื้ออิงกับเทพสัประยุทธ์ยืนมองกันอยู่ ไม่มีใครขยับ เวลาผ่านไปนาน อี้หลิงขัดใจพูดขึ้นว่า

“นี่ เมื่อไหร่จะสู้กันซะที ข้ารอนานแล้วนะ”

“เจ้าอยากประลองกับข้าไม่ใช่เหรอ เข้ามาสิ” เขาพูดกับอ้ายจื้ออิง เด็กหนุ่มชักกระบี่ออกมา เพราะรู้ว่าต้องใช้ฝีมือเต็มที่ พุ่งเข้าหา เขาใช้กิ่งไผ่รับกระบี่ ธรรมดากิ่งไผ่เป็นแค่ไม้ ปะทะกับกระบี่โลหะตรงๆ ไม่ได้ ต้องใช้การแบ่งรับแบ่งสู้ หลบหลีก จับทางและมุม ของกระบี่ให้ได้ ถ้าใช้เป็นก็สู้ได้ แต่ต้องผ่านการต่อสู้มาอย่างโชกโชน ซึ่งเจียเจ๋อมีคุณสมบัตินั้น

เจียเจ๋อมองเห็นการเคลื่อนไหวของกระบี่และเจ้าของมันอย่างชัดเจน ฝีมือของอ้ายจื้ออิงไม่เลวเลย สมแล้วที่เอาชนะยอดยุทธ์หลายคนมาได้ คนที่สู้เขาได้ขนาดนี้มีแค่ไม่กี่คน เขานึกอยากประลองกับเด็กคนนี้ให้นานๆ หน่อย สู้กันสักพัก เทพสัประยุทธ์กระโดดขึ้นไปบนหลังคาสำนัก เด็กหนุ่มกระโดดตาม สองคนสู้กันบนหลังคา กระบี่สายฟ้ารวดเร็วรุนแรงดุจพายุ แต่กิ่งไผ่ก็ยังรับมือได้ เจียเจ๋อมองเห็นช่องโหว่เล็กน้อยในกระบวนท่าของจื้ออิง จึงเตะออกไป โดนซี่โครงเต็มแรง กระเด็นกลิ้งหลุนๆ ตกลงมาจากหลังคา แต่ก็ตกพื้นในท่านั่งได้ โดนแบบนี้อาจทำให้ซี่โครงหัก

อ้ายจืออิงหายใจหอบ แต่ยังไม่ยอมแพ้ กระโดดขึ้นมาบนหลังคาอีกครั้ง เจียเจ๋อกระโดดข้ามอาคารอีกสองหลัง หนีขึ้นไปบนต้นสนหลังสำนัก ห่างจากหลังคาไปไม่ไกล หนุ่มน้อยกระโดดตามมา เขาฟันกระบี่มาที่คู่ต่อสู้ เจียเจ่อหลบ กระบี่โดนกิ่งสนขาดสะบั้น เจียเจ๋อกระโดดไปที่น้ำตก ไปยืนอยู่บนหินก้อนใหญ่ จื้ออิงตามมาอีก ศิษย์สำนักและทุกคนต่างตามมาดู 

“อาจารย์!! ท่านเก่งจริงๆ อาจารย์สู้ๆ” อี้หลิงตะโกนเชียร์

ทั้งสองสู้กันหน้าน้ำตก อ้ายจืออิงยังสู้ไม่ลดละ เขาเริ่มเหนื่อย ในขณะที่อีกฝ่ายยังสบายอยู่ สักพักเจียเจ๋อก็กระโดดเหยียบต้นไม้สามต้นกลับมายังลานหน้าสำนัก มาสู้กันที่ลานอีก เจียเจ๋อคิดว่าเขาควรจบการประลองนี้ได้แล้ว อ้ายจื้ออิงยังใช้กระบี่ตามติด เทพสัประยุทธ์รวบรวมกำลังภายในสี่ส่วนมาที่เท้า มองหาช่องว่าง แล้วถีบไปที่หน้าอกของจอมยุทธ์น้อย กระเด็นลอยไปกว่าสิบก้าว กระแทกพื้นดังตุ้บ แม้ไม่ถึงกับบาดเจ็บสาหัส แต่ก็หนักพอดู เขาจำเป็นต้องลงมือหนักหน่อย เพราะดูออกว่าจื้ออิงเป็นคนไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ ถ้าประลองกันแค่นิดๆ หน่อย ๆ คงไม่ยอมรามือแน่ เด็กหนุ่มยังไม่ยอมแพ้ ใช้กระบี่พยุงตัวขึ้นมา 

“พอเถอะ รู้ผลแพ้ชนะแล้ว” ผู้ชนะบอก ไม่อยากลงมืออีก

อ้ายจื้ออิงไม่ฟัง พุ่งเข้ามาอีก เจียเจ๋อขว้างกิ่งไผ่ทิ้ง ไม่จำเป็นต้องใช้อีก หลบกระบี่ แล้วซัดฝ่ามือกลับไป จื้ออิงตัวลอยออกไปอีก ตกลงพื้น ลุกไม่ไหว ถึงฝีมือจะยังห่างไกลจากกันมาก แต่เจียเจ๋อก็ยอมรับว่าเด็กคนนี้ฝีมือดี อาจจะดีกว่าเขาเมื่อตอนอายุเท่ากันด้วยซ้ำ เขารู้สึกสนุกกับการประลองนี้

“เป็นการประลองที่ดีมาก ขอบคุณที่ออมมือ” เจียเจ๋อคารวะจอมยุทธ์หนุ่ม ผู้แพ้ตะเกียกตะกายขึ้นมา เดินโซซัดโซเซเข้ามา หรือว่าเขาจะสู้อีก แต่เปล่า เขาคุกเข่าลง 

“ข้าแพ้แล้ว ได้โปรดรับข้าเป็นศิษย์ด้วยเถอะ” เจียเจ๋อตกใจ เอาอีกแล้ว เขาคิด

“เป็นศิษย์เหรอ ได้สิ งั้นเจ้าก็เป็นศิษย์น้องของข้า” อี้หลิงพูดเสียงดัง

"ลุกขึ้นเถอะ ข้าไม่รับใครเป็นศิษย์ทั้งนั้น ตัวเจ้าเองก็วรยุทธ์สูง ไม่จำเป็นต้องเป็นศิษย์ใครแล้ว 

“แต่ข้าก็แพ้ท่าน ข้ายังไม่เก่งพอ ได้โปรด” 

“ข้าบอกว่าไม่รับก็คือไม่รับ อย่าทำให้ข้าลำบากใจ” เจียเจ๋อพยุงเขาลุกขึ้น

“งั้นวันนี้ข้าขอกลับไปก่อน แล้วจะมาใหม่ ถ้าท่านไม่รับข้าเป็นศิษย์ ข้าก็จะไม่ไปไหน คอยติดตามท่านตลอดไป”

เจียเจ๋อรู้สึกเหนื่อยใจ ทำไมเขาเจอแต่คนดื้อด้าน อี้หลิงคนเดียวก็เหนื่อยใจจะแย่แล้ว ยังมาเจออ้ายจื้ออิงอีก 

 

จอมยุทธ์หนุ่มเดินลงเขาไปแล้ว ศิษย์ทุกคนมาร่วมดีใจกับผู้ชนะ เจียเจ๋ออยู่คุยกับอาจารย์และศิษย์พี่ครู่หนึ่งจึงลากลับ

“ขอบใจเจ้ามากนะเจียเจ๋อ วันนี้ถ้าไม่ได้เจ้า สำนักเราคงแย่" ศิษย์พี่พูด 

“ศิษย์พี่อย่าได้เกรงใจ วันนี้ข้าขอตัวกลับก่อน วันหลังจะมาเยี่ยมใหม่” 

“เรื่องรับตำแหน่งเจ้าสำนักขอให้เจ้าไปคิดดู เหตุผลข้าก็ได้บอกไปหมดแล้ว" อาจารย์กล่าวย้ำ เขาพยักหน้ารับคำ

“ข้าขอลาก่อนอาจารย์ปู่ อาจารย์ลุง เหลียวสงเหยิน” อี้หลิงคารวะ

“อืม โชคดีๆ ขอให้เจียเจ๋อรับเจ้าเป็นศิษย์เร็วๆ นะ ว่างๆ ก็มาเที่ยวที่นี่ได้ ถ้าเจียเจ๋อไม่รับเจ้าเป็นศิษย์ เจ้ามาเป็นศิษย์ข้าก็ได้” อาจารย์พูดอย่างอารมณ์ดี

“ขอบคุณอาจารย์ปู่” เจียเจ๋อคิดว่าอาจารย์หยางยังไม่รู้ฤทธิ์ขออี้หลิงดีว่านางแสบขนาดไหน

“ถ้านางมาเป็นศิษย์ที่นี่จริง ท่านคงปวดหัวไม่น้อย” เขาพูด ทุกคนหัวเราะ อี้หลิงทำหน้างอ

“อาจารย์ปู่ ข้ามีคำถามอยากถาม เหลียวสงเหยินบอกว่า ที่นี่ชื่อสำนักแมวป่า เพราะมีแมวป่าอาศัยอยู่ ข้าเลยสงสัยว่า สัตว์อย่างอื่นก็มี เช่น หมูป่า กวาง ชมด กระต่าย ทำไมถึงไม่ชื่อว่า สำนักหมูป่า หรือ สำนักชมดล่ะ”

“อี้หลิง เจ้าอย่าเสียมารยาท” เจียเจ๋อดุ อาจารย์หัวเราะ

“ฮ่าๆๆๆๆ เออ เข้าท่าดี เห็นทีข้าต้องเปลี่ยนชื่อแล้ว จากสำนักแมวป่าเป็นสำนักหมูป่า ฮ่าๆๆๆๆ”

“อาจารย์อย่าถือสา นางยังเด็กไม่รู้ประสา”

“ไม่เป็นไรหรอกเจียเจ๋อ เราเข้าใจ” ศิษย์พี่ใหญ่ยิ้ม

“เจ้ามาที่นี่ได้ แต่ห้ามคิดที่จะเอาเป็ดยวนยาง* ไปย่างกิน” เหลียวสงเหยินกระเซ้า

“ข้าพูดไปงั้นแหละ ข้าไม่กินเป็ดยวนยางหรอก ถ้าไม่หิวจริงๆ” 

ทุกคนหัวเราะในความไร้เดียงสาของอี้หลิง 

 

 ทั้งสามคนเดินกลับบ้าน อี้หลิงอารมณ์ดีมาก ชมจอมยุทธ์ไม่ขาดปาก 

“อาจารย์ ท่านนี่เก่งจริงๆ สมแล้วที่เป็นอาจารย์ข้า ท่านต้องสอนวรยุทธ์ให้ข้าเก่งเหมือนท่านนะ ข้าจะได้เป็นจอมยุทธ์หญิงผู้ผดุงคุณธรรม ชื่อเสียงโด่งดัง เป็นหนึ่งในใต้หล้า”

“ข้าจะสอนวรยุทธ์เจ้าทำไม ข้าไม่ได้เป็นอาจารย์เจ้า เมื่อไหร่เจ้าจะเข้าใจซะที”

“อ้ายจื้ออิงบอกว่า ถ้าท่านไม่รับเขาเป็นศิษย์ เขาจะติดตามท่านไปตลอด ข้าก็เหมือนกัน ข้าจะติดตามท่าน จนท่านรำคาญ ยอมรับข้าในที่สุด” 

“เจ้าคิดได้แค่นี้เองเหรอ เก่งแล้วยังงัย เป็นหนึ่งในใต้หล้าแล้วยังงัย มันไม่ได้มีความหมายอะไรหรอก”

“ทำไมจะไม่มี ดูอย่างวันนั้นสิ ท่านช่วยกู้หน้าให้สำนัก เท่จะตาย” 

“ถ้าข้าเป็นยอดฝีมือ ข้าจะตั้งสำนัก รับศิษย์ร้อยคน เก็บเงินคนละสิบตำลึง ร้อยคนก็พันตำลึง รวยเละ"

“ที่แท้เจ้าก็หวังรวยนี่เอง” เจียเจ๋อหัวเราะเบาๆ ส่ายหน้า รับศิษย์เยอะขนาดนั้น วันๆ คงมีแต่เรื่องปวดหัว

“ไม่นะอาจารย์ ข้าอยากเป็นจอมยุทธ์ผู้ผดุงคุณธรรมจริงๆ แต่ยังงัยก็ต้องมีเงินใช่มั้ยล่ะ อย่างน้อยพี่สาวข้าก็จะได้ไม่ลำบาก” นับว่านางมีความกตัญญู

“เอ ข้าจะตั้งชื่อสำนักว่าอะไรดีน้า สำนักอี้หลิงดีมั้ย ชื่อเหมือนเจ้าสำนักเลย ดีๆๆ” นางคิดไปไกล

“แล้วเจ้าล่ะอาปิง ถ้าเจ้าเปิดสำนักจะตั้งชื่อสำนักว่าอะไร”

“สำนักซาลาเปา” อาปิงตอบโดยไม่ต้องคิด เจียเจ๋อกับอี้หลิงหัวเราะขึ้นพร้อมกัน 

 

จอมยุทธ์หนุ่มไปส่งอี้หลิงที่บ้าน และพาอาปิงกลับ ทั้งสองเดินผ่านตลาด เจียเจ๋อพาอาปิงแวะกินหมี่เกี๊ยว อาปิงกินไปสามชาม จากนั้นก็กลับบ้าน ความจริงเจียเจ่อยังมีที่ที่ต้องไปอีก แต่วันนี้เหนื่อยแล้วเอาไว้วันพรุ่งนี้ค่อยไป วันนี้เป็นวันแรกที่เขาตั้งใจใช้ชีวิตแบบชาวบ้าน แต่ก็ไม่เป็นอย่างที่คิดไว้ซะทีเดียว มีเรื่องไม่คาดฝันอย่างเรื่องที่อ้ายจื้ออิงมาขอประลองฝีมือและขอเป็นศิษย์ แต่เขาก็ยังยืนยันคำเดิม ว่าไม่รับศิษย์ เด็กหนุ่มอาจมาตามตื๊อเขาอีก แต่ยังงัยก็ค่อยว่ากัน นั่นเป็นเรื่องของอนาคต

 

ใกล้ค่ำแล้ว ที่ประตูเมือง ทหารเฝ้าประตูกำลังจะปิดประตู เด็กหนุ่มคนหนึ่งรีบเดินเข้ามาก่อนที่ประตูจะปิดลง ทหารยามตรวจดูสัมภาระแล้วไม่มีสิ่งผิดปกติ จึงปล่อยให้เข้ามา

“ค่ำจนได้ ไม่น่าเดินเอ้อระเหยอยู่เลยตั้งแต่เช้า จะมาชมตลาดซักหน่อยก็ไม่ทันแล้ว” เขาบ่นกับตัวเอง 

“แล้วนี่บ้านตระกูลหลินอยู่ไหนล่ะเนี่ย” 

เด็กหนุ่มเพิ่งมาเมืองหลวงครั้งแรกเลยไม่รู้ทาง จำเป็นต้องถามทางคนแถวนั้น เขาหันซ้ายหันขวาไปเจอชายวัยกลางคนคนหนึ่ง ไว้หนวดเครายาว ดูมีภูมิฐาน ท่าทางเป็นผู้มีความรู้ นั่งอยู่หน้าศาลเจ้าแม่กวนอิม มีเก้าอี้ว่างอยู่ตัวหนึ่ง เขาจึงไปนั่งพักและถามชายผู้นั้น

“ท่านลุง บ้านตระกูลหลินไปทางไหน”

“บ้านตระกูลหลิน เจ้าจะไปทำไม” ชายวัยกลางคนตอบเสียงเรียบ

“ข้าจะไปฝากตัวเป็นศิษย์อาจารย์ที่นั่น”

ชายคนนั้นทำท่าตกใจ จ้องหน้าเด็กหนุ่ม

“เจ้าชื่ออะไร”

“ข้าชื่อหลิวเทียนเยว่” 

“หลิวเทียนเยว่” เขาทวนคำ

“ฟ้าแจ่มยามคืนเพ็ญ เทียนเยว่*ผ่องอำไพ เหลียวมองอดีต มองไม่เห็นแสงนวล”

เทียนเยว่งงๆ ท่านลุงคนนี้ท่องกลอนทำไม ท่องพลางหมุนหน้าไปพลางเหมือนบัณฑิต

“หันมองปัจจุบัน มุ่งสู่อนาคต ดาวระยิบระยับ เฉกเช่นใจข้า ช่างสงบเงียบ”

“ท่านลุง! ท่านลุง ท่านท่องกลอนทำไม ช่วยบอกข้าหน่อยว่าบ้านตระกูลหลินไปทางไหน"

“บ้านตระกูลหลิน เจ้าจะไปหาใครที่นั่น”

“ข้าจะไปหาเทพสัประยุทธ์หลินเจียเจ๋อ”

“เจ้าจะไปหาเค้าทำไม” ท่านลุงวนมาถามคำถามเดิม เทียนเยว่เริ่มเวียนหัว

“ก็ข้าบอกแล้วว่าจะไปขอเป็นศิษย์เขา”

“ขอเป็นศิษย์!” ท่านลุงทวนคำ

เทียนเยว่เริ่มสับสนกับชายคนนี้ บางทีเขาควรไปถามคนอื่นดีกว่า

“เจ้าคงไม่ได้เป็นศิษย์เขาแล้วล่ะ” ท่านลุงส่ายหน้า

“ทำไมล่ะ” 

“เขาตายแล้ว” พูดแล้วถอนหายใจ

“ตายแล้ว!” เทียนเยว่ทวนคำ ไม่อยากเชื่อสิ่งที่ได้ยิน

“เทพสัประยุทธ์น่ะเหรอตายแล้ว ท่านลุง ท่านล้อข้าเล่นแล้ว ข้าได้ยินมาว่าเขาเพิ่งกลับมาอยู่เมืองหลวงเมื่อไม่กี่วันมานี้เอง อีกอย่างเขาเก่งออกอย่างนั้น จะตายได้ยังงัย”

“เจ้าว่าปรมาจารย์ตั๊กม้อเก่งรึเปล่า”

“ก็…..เก่งน่ะสิ”

“เก่งแล้วทำไมถึงตายล่ะ” ท่านลุงย้อน

“ก็นั่นมันนานมาแล้วท่านลุง ใครจะอยู่ได้ตั้งหลายร้อยปีล่ะ” เทียนเยว่ชักอารมณ์เสีย

“ต่อให้เก่งยังงัยก็ต้องตาย เทพสัประยุทธ์ก็ต้องตายเหมือนกัน ตายไม่เหลือ”

“แล้วเขาตายยังงัยเหรอ” เทียนเยว่ยังไม่ปักใจเชื่อ

ท่านลุงเหม่อมองไปบนท้องฟ้าแล้วเล่าว่า

“พูดไปแล้วเรื่องมันเศร้า วันนั้นเป็นวันที่ฝนตกหนักมาก หลินฮูหยินเกิดอยากกินกบกระโดดกำแพงขึ้นมา เป็นเพราะนางตั้งท้องได้หลายเดือน….”

“เดี๋ยวก่อนนะท่านลุง หลินเจียเจ๋อแต่งงานมีฮูหยินแล้วเหรอ ข้ารู้มาว่าเขายังไม่มีคู่ครองนี่นา แล้วกบกระโดดกำแพงนี่มันอะไร ข้าเคยได้ยินแต่พระกระโดดกำแพง” 

เทียนเยว่เริ่มสงสัยท่านลุงคนนี้แล้ว ท่าทางจะไม่ปกติเหมือนคนทั่วไป

“เจ้ามาจากบ้านนอกจะไปรู้อะไร! ข้าอยู่เมืองหลวงรู้ดีที่สุด ฟังข้าเล่าอย่าเพิ่งขัด”

เทียนเยว่จำต้องฟังต่อ

“วันนั้น เทพสัประยุทธ์ใช้วิชาตัวเบาขั้นสูง กระโดดออกจากบ้านไปยังทุ่งนาเพื่อหากบมาทำอาหารสุดหรูให้ฮูหยินกิน แต่เหมือนเกิดอาเพศ สวรรค์ไม่เป็นใจ ไม่ได้กบเลยสักตัว เจอแต่อึ่งอ่างกับคางคก ซึ่งฮูหยินไม่อยากกิน เขาจึงเดินทางไปต่างเมืองเพื่อหาซื้อกบ แต่ระหว่างทางเจอกับขบวนเสด็จของจิ๋นซีฮ่องเต้ที่เดินทางมาจากทิเบต…..”

ไม่ใช่แล้ว เทียนเยว่คิด นี่มัน

“นี่! เจ้าน่ะ ว่างมากรึงัย มายืนคุยกับคนบ้าอยู่ได้เป็นชั่วยาม” ป้าคนนึงเดินผ่านมาตะโกนทัก 

“ไถ้เฟิง* เจ้าก็กลับบ้านได้แล้ว มืดค่ำแล้ว” พูดจบป้าก็เดินจากไป

ใช่จริงๆ ลุงคนนี้เป็นคนไม่สมประกอบ เทียนเยว่นึกโมโหตัวเองที่ดันมาคุยกับคนบ้าได้เป็นนานสองนาน 

“ท่านลุง ที่แท้ท่าน…” 

พูดไม่ทันจบ ท่านลุงคว้าเอาห่อผ้ากับกระบี่ของเทียนเยว่ วิ่งหนีไป 

“เฮ้ย! เดี๋ยวก่อน” เด็กหนุ่มวิ่งตาม ตามไปสักครู่ ท่านลุงวิ่งเข้าไปในบ้านเล็กๆ โทรมๆ หลังหนึ่ง เทียนเยว่ตามไปจนทัน 

ภายในบ้านมีกระด้ง ชะลอม เสื่อ และเครื่องจักสานอื่นๆ วางระเกะระกะอยู่ เขาพบหญิงชราอายุประมาณเจ็ดสิบปีนั่งอยู่ที่โต๊ะ ชายวัยกลางคนก็นั่งอยู่ ทั้งสองคนกำลังจะกินมื้อค่ำกัน

“ข้ามาสิ” หญิงชราบอก

“นี่ของของเจ้าใช่มั้ย” นางส่งห่อผ้ากับกระบี่คืนให้เทียนเยว่

“ขอโทษด้วยที่อาหลานแย่งของของเจ้ามา เขาสติไม่ดี อย่าได้ถือสาเลย”

“ไม่เป็นไร” เทียนเยว่บอก ยังรู้สึกงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

“มากินข้าวด้วยกันสิ”

“คือข้า”

“มาเถอะ ไม่ต้องเกรงใจ”

เทียนเยว่นั่งลงกินข้าวอย่างงงๆ นึกว่าจะไม่ได้ห่อผ้ากับกระบี่คืนแล้ว กินข้าวที่นี่ก็ดีเหมือนกัน ประหยัดดี

ทุกคนอิ่มแล้ว เทียนเยว่นั่งคุยกับท่านยาย ท่านยายเล่าว่า เซี่ยงหรูหลาน ลูกชายของนางตกลงไปในแม่น้ำเมื่อตอนอายุสิบเจ็ด มีคนช่วยไว้ได้ ไม่ตายแต่ก็หยุดหายใจไปนาน ฟื้นขึ้นมาก็เป็นคนไม่สมประกอบ สามีของนางหวังให้ลูกชายสืบสกุลและทำให้ตระกูลรุ่งเรือง แต่พอเห็นว่าลูกชายหมดอนาคตก็เสียใจมาก วันหนึ่งจึงทิ้งนางไป ปล่อยให้นางอยู่กับลูกตามลำพัง นางกับลูกอยู่กันอย่างลำบาก อาศัยทำเครื่องจักสานขายเลี้ยงชีพ ส่วนลูกชายมักชอบไปยืนอยู่หน้าศาลเจ้าแม่กวนอิม ที่ชอบไปเพราะตอนเด็กๆ แม่ของซึ่งก็คือท่านยายเขาพาไปไหว้พระบ่อยๆ คนที่รู้จักกันบางคนก็ให้เงินใช้บ้าง บางคนให้เสื้อผ้าบ้าง ของกินบ้าง คนส่วนใหญ่เรียกเขาว่า ไถ้เฟิง

เทียนเยว่ฟังแล้วสลดใจ ชีวิตก็เป็นเช่นนี้เอง บางคนร่ำรวย บางคนยากจน บางคนมีความสุข บางคนมีความทุกข์ เป็นสัจธรรม

“เทียนเยว่” ท่านลุงนอนอยู่บนแคร่เรียกเขา ความจำดีใช้ได้ จำชื่อเขาได้ด้วย

“ไหนๆ เทพสัประยุทธ์ก็ตายไปแล้ว เจ้าอย่าได้เสียใจไปเลย ในเมืองหลวงยังมีคนเก่งๆ อีกเยอะ เดี่ยวข้าจะพาเจ้าไปสมัครเป็นศิษย์เอง คืนนี้เจ้าพักที่นี่ก่อน พรุ่งนี้ค่อยไป” 

พูดจบก็นอนหลับไปบนแคร่ไม้ไผ่ 

“เจ้ามีธุระก็ไปเถอะ ไม่ต้องไปฟังเขาหรอก เขาไม่มีเพื่อน มักจะไปฉกฉวยเอาของของคนอื่นมา เพราะอยากให้มาอยู่เป็นเพื่อน แต่ไม่มีใครยอมเป็นเพื่อนกับเขาหรอก ใครจะมาเป็นเพื่อนกับคนไม่เต็มบาทล่ะ” ท่านยายบอก

เทียนเยว่มองเซี่ยงหรูหลานอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพูดกับท่านยายว่า

“ไม่เป็นไร ข้าไม่รีบ ถ้าข้าจะพักที่นี่สักคืน ไม่ทราบว่าได้หรือไม่”

“ได้สิ” ท่านยายพยักหน้าและยิ้ม ไปจัดที่นอนให้เขา 

 

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

*เป็ดยวนยาง - เป็ดสวยงามของจีน 

*เทียน - ท้องฟ้า / เยว่ - ดวงจันทร์

*ไถ้เฟิง - ไถ้ แปลว่า มาก , เกินไป / เฟิง แปลว่า บ้า แปลว่าสายลมอันยิ่งใหญ่ก็ได้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

8 ความคิดเห็น