หลินเจียเจ๋อ แก๊งม่วน ป่วนจอมยุทธ์

ตอนที่ 5 : หลินปิง พี่น้องตระกูลว่าน และเสี่ยวเฮย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 88
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    8 มี.ค. 64

เช้านี้ เจียเจ๋อตื่นมาด้วยความสดชื่น หลังจากบิดขี้เกียจสองสามที ก็แต่งตัวออกจากห้องมายืนรับอากาศยามเช้าที่แสนสดใส นกน้อยร้องเพลง ท้องฟ้าสว่าง ไม่มีเมฆ พ่อบ้านซุนกำลังกวาดใบไม้ที่ร่วงหล่นบนพื้นลานบ้าน 

“คุณชาย ตื่นแล้วหรือครับ” 

“ท่านพ่อล่ะ” 

“นายท่านยังไม่ตื่น นานแล้วที่ท่านไม่ได้นอนหลับนานขนาดนี้ ปกติจะหลับๆ ตื่นๆ บางคืนตื่นมาแล้วก็นอนไม่หลับ”

“งั้นก็ปล่อยให้ท่านพักผ่อนเถอะ” 

ในครัว ฮุ่ยเจินกำลังเตรียมอาหารเช้า ลุงหวงกำลังผ่าฟืน เห็นคุณชายมาก็ดีใจ ลุกขึ้นต้อนรับ

“คุณชาย ท่านกลับมาแล้วจริงๆ เมื่อวานไม่มีใครบอกข้าเลย ข้าเองก็เข้านอนแต่หัวค่ำ”

“พวกเขาคงไม่อยากรบกวนลุงน่ะ แล้วลุงเป็นงัยบ้าง ยังดูแข็งแรงอยู่นะ” ชายหนุ่มจับที่แขนลุงหวง

“ก็ตามสภาพน่ะแหละ ตัวน่ะสบาย แต่ใจ…..เฮ้อ” ลุงหวงถอนหายใจ

“ลุง คุณชายกลับมาแล้ว ท่านสบายใจได้แล้วนะ” ฮุ่ยเจินบอก

“อ้า ใช่ๆๆ คุณชาย ข้าดีใจจริงๆ ที่ท่านกลับมา” ลุงหวงทำท่าจะร้องไห้ คุณชายห้ามไว้ 

“มีอะไรให้ข้าช่วยรึเปล่า ฮุ่ยเจิน”

“คุณชายจะมาช่วยข้าทำไม นี่มันงานของบ่าว” ฮุ่ยเจินพูดไม่มอง เพราะต้องยกหม้อซุปลงจากเตา

“บ้านเราคนน้อย ข้าอยากช่วยทำอะไรบ้าง”

“ไม่ต้องหรอกค่ะ เดี๋ยวข้าทำเอง”

 

เจียเจ๋อ พ่อบ้านซุน ฮุ่ยเจิน ลุงหวง นั่งประชุมกันที่โต๊ะเตรียมอาหารในครัว 

“ที่ข้าเรียกทุกคนมาประชุมกัน ก็เพื่ออยากรู้สถานการณ์ของตระกูลหลินตอนนี้ พ่อบ้านซุน ตอนนี้รายได้ของเรามาจากทางไหนบ้าง”

“เรียนคุณชายตามตรง รายได้เรามีน้อยมาก แทบจะไม่พอใช้จ่าย เป็นแบบนี้มาสามปีแล้ว"

“ทำไมถึงน้อยล่ะ เรามีบ้านเช่าหลายหลังไม่ใช่เหรอ”

"ใช่ครับ มีหลายหลัง แต่เก็บค่าเช่าได้แค่สามหลังที่ไม่ได้อยู่ในตลาด อีกหกหลังในตลาดเก็บไม่ได้เลย” พ่อบ้านซุนชี้แจง

“เก็บค่าเช่าไม่ได้ ทำไมล่ะ” 

พ่อบ้านซุนถอนหายใจ  แล้วเล่าว่า “หลายปีก่อน มีพวกอันธพาล ก่อตั้งพรรคขึ้นมา ชื่อพรรคต้าหู่ คอยเก็บค่าคุ้มครองจากชาวบ้าน ใครไม่จ่ายก็ถูกมันรังแก พวกมันเปิดบ่อน ค้าของผิดกฎหมาย บางครั้งก็ลักขโมย ปล้น วิ่งราว สร้างความเดือดร้อนไปทั่ว พวกมันส่งคนมาข่มขู่ผู้เช่าคนเก่าจนต้องออกไป แล้วแกล้งส่งคนมาเช่าบ้าน พอถึงเวลากลับไม่จ่าย พอข้าไปทวง กลับถูกข่มขู่ จะฆ่าข้า ข้าจะไปแจ้งทางการ แต่นายท่านห้ามไว้ นายท่านกลัวว่าข้าจะถูกมันทำร้ายเอา บ้านสามหลังที่เก็บค่าเช่าบ้านได้ เพราะอยู่นอกตลาดและพวกมันไม่รู้ว่าเป็นของเรา”

“มีเรื่องแบบนี้ด้วยเหรอ” เจียเจ๋อนึกเสียใจอีกครั้ง ที่ไม่เคยได้รับรู้เรื่องแบบนี้ พรรคต้าหู่ เหตุการณ์ในซอยตันวันนั้น นั่นก็เป็นคนของพรรคต้าหู่

“พวกมันเช่าบ้านทำอะไร”

“บางหลังเปิดบ่อน บางหลังซ่องสุมอาวุธ เป็นโกดังเก็บของผิดกฎหมาย บางหลังก็เป็นที่หลบซ่อนของคนที่ไปก่อคดีมา” พ่อบ้านซุนบอก

“เลวจริงๆ แล้วที่นาล่ะ เรามีที่นาตั้งหลายแปลง” 

พ่อบ้านซุนอธิบายต่อว่า “ที่นายี่สิบแปลงไม่มีคนเช่า คนที่เคยเช่าอยู่เลิกทำ เพราะคนของพรรคต้าหู่คอยรังควาน จนทำนาปลูกผักไม่ได้ เมื่อไม่มีคนเช่า ก็ไม่มีค่าเช่า จะทำเองก็ไม่มีเงินจ้างคน รายได้ของเรามีแค่ค่าเช่าบ้านสามหลังเท่านั้น”

“แล้วพวกมันจะทำอย่างนั้นไปทำไม รังควานคนทำนาแล้วได้อะไร”

พ่อบ้านซุนทำหน้าเคร่งเครียด “พรรคต้าหู่อยากได้บ้านตระกูลหลินของเรา มันบอกว่าเป็นที่สวย เหมาะสำหรับขยายพรรคให้ใหญ่ขึ้น ตอนแรกมาขอซื้อกับนายท่าน แต่นายท่านไม่ขาย พวกมันเลยตัดทางทำมาหากินของเราทั้งหมด บีบให้นายท่านต้องขาย แต่นายท่านก็ยังยืนคำเดิม แต่พวกมันก็ยังมาอีกหลายครั้ง เฮ้อ!”

โชคดีที่เจียเจ๋อกลับมาทัน บ้านยังไม่ถูกขาย ถ้าช้ากว่านี้ พรรคต้าหู่อาจใช้เล่ห์กลโกงหรือบังคับข่มขู่ ทำร้ายคน เพื่อจะเอาบ้านไป เขาได้ฟังทุกอย่างแล้วรู้สึกเครียด เข้าใจเรื่องทั้งหมดแล้ว ถ้าจะทำให้ตระกูลหลินดีขึ้น อย่างแรกคงต้องจัดการกับพรรคต้าหู่ และคงต้องปะทะกันเร็วๆ นี้ 

“แล้วหยางเหม่าล่ะ นางยังอยู่ที่นี่ใช่มั้ย" เขาหันไปถามลุงหวง

“ยังอยู่ คุณชายคงยังไม่รู้ ตอนที่คุณชายออกจากบ้านไป นางตั้งครรภ์ลูกของนายท่าน หลายเดือนต่อมาก็ให้กำเนิดลูกชาย แต่นายท่านก็ไม่ได้สนใจนาง เพราะคงยังรู้สึกผิดที่ทำให้ฮูหยินต้องตาย"

“ข้ามีน้องชาย” เขารู้สึกดีเมื่อได้รู้

“ใช่แล้วคุณชาย” ฮุ่ยเจินยิ้ม

ลุงหวงเล่าต่อ “นางอยู่กับลูกที่เรือนหลังเล็ก ไม่ออกมาสุงสิงกับใคร ที่จริง นางก็น่าเห็นใจ จะเป็นคนในตระกูลหลินก็ไม่ได้เป็น เป็นคนนอกตระกูลก็ไม่ใช่ ตระกูลหลินตกต่ำ นางก็พลอยตกต่ำไปด้วย หลายปีมานี้ นางก็ลำบากไม่น้อย เมื่อก่อนนางมีคนรับใช้ แต่ตอนนี้ไม่มีแล้ว วันๆ ไม่ค่อยได้พูดคุยกับใคร เวลาเข้าออกจากบ้านก็ใช้ประตูหลัง กับลูกของนางนางก็ชอบหมางเมิน บางครั้งก็ดุด่า บางครั้งก็ทุบตี ข้ากับซุนเหวินก็คอยช่วยกันห้าม แต่นางก็ไม่ฟัง คนที่นางพอจะฟังบ้างก็คงเป็นฮุ่ยเจินนี่แหละ”

 "คงเพราะเป็นเราผู้หญิงเหมือนกัน แต่นางก็ไม่ได้สนิทกับข้ามากหรอกนะ ไม่ได้คุยกันบ่อย" ฮุ่ยเจินบอก

“ลำบากพวกท่านแล้ว พวกท่านคงไม่ได้เงินเดือนมานานแล้วสินะ ข้าต้องขอโทษ ที่จากไปนาน ทำให้…..”

“คุณชายอย่ากังวลไปเลยค่ะ เรื่องนั้นไม่มีปัญหา คุณชายกลับมาแล้วทุกอย่างก็จะดีขึ้น พวกเราเคยได้ยินชื่อเสียงของคุณชายบ่อยๆ บางคนว่าเป็นเหมือนปีศาจโหดเหี้ยม บางคนว่าฆ่าคนไม่กะพริบตา ตอนแรกข้าก็กลัวๆ อยู่ แต่พอได้พบตัวจริง คุณชายไม่ได้เป็นเหมือนที่คนพูดกันเลย เพราะฉะนั้น ฮุ่ยเจินจะช่วยคุณชายเต็มที่ มีอะไรบอกข้ามาได้เลย"

“ใช่แล้วคุณชาย ข้าก็จะช่วยด้วย” ลุงหวงยกมือกำหมัดเป็นการยืนยัน

“ข้าด้วย” พ่อบ้านซุนอีกคน

“ขอบคุณทุกคนมาก” ทุกคนอารมณ์ดีขึ้น หวังว่าสถานการณ์ทุกอย่างจะดีขึ้น

 

 เสียงเอะอะโวยวายดังขึ้น เสียงดังมาจากเรือนหลังเล็ก ทุกคนลุกขึ้นพากันเดินไปดู เห็นคนสี่คนยืนอยู่หน้าบ้าน มี หยางเหม่า นางดูโทรมมาก ผิดกับคนที่เจียเจ๋อเคยรู้จักเมื่อสิบห้าปีก่อน มีเด็กชายร่างอ้วนกลมยืนก้มหน้าอยู่ข้างๆ เจียเจ๋อจำเด็กคนนี้ได้ นี่มันอาปิง    ที่แท้อาปิงเป็นลูกของหยางเหม่า อีกสองคนเป็นหญิงวัยกลางคนกำลังส่งเสียงดัง กับเจ้าหน้าทีมือปราบ ฮุ่ยเจินเดินเข้าไปหา

“ตกลงว่างัย จะชดใช้ยังงัย” หญิงวัยกลางคนถาม

หยางเหม่าหันไปถามอาปิงเสียงดุ “เจ้าไปพังกำแพงบ้านเค้าจริงๆ เหรอ” 

“จริง ข้าไปดูมาแล้ว เป็นรูโหว่ ขนาดคนลอดได้สบายๆ มีคนข้างบ้านเห็นว่าเจ้าเด็กนี่เป็นคนชนจนพัง” มือปราบหนุ่มยืนยัน

“ข้าไม่เอาเรื่องฐานบุกรุกบ้านข้า แต่ข้าวของพังต้องชดใช้” 

“ข้า………” หยางเหม่าไม่มีเงิน จึงพูดอะไรไม่ออก

“พ่อบ้านซุน ท่านช่วยไปหยิบเงินในห้องข้าให้ที อยู่ในกล่องไม้สีดำบนโต๊ะเขียนหนังสือ เอาไปให้ท่านน้าคนนั้น ให้ตามที่เห็นสมควร” เจียเจ๋อบอกให้พ่อบ้านซุนรีบไปจัดการ เขายังไม่อยากเข้าไปหาหยางเหม่า แต่ไม่นานนางคงรู้จากฮุ่ยเจินว่าเขากลับมาแล้ว คงต้องค่อยๆ ปรับความเข้าใจกัน 

เมื่อผู้เสียหายได้เงินเป็นที่พอใจแล้ว จึงกลับไปพร้อมกับมือปราบ หยางเหม่าหันมาหาอาปิง ใช้มือทุบไปที่แขนและไหล่หลายครั้ง 

“เจ้าลูกไม่รักดี วันๆ หาแต่เรื่อง” พูดพลางตีพลาง ฮุ่ยเจินเข้าไปห้าม

“พอแล้วพี่หยางเหม่า อาปิงยังเด็ก ค่อยๆ สอนไปก็ได้ อย่าลงไม้ลงมือกันเลย” พูดพลางเอาตัวบังอาปิงไว้ 

“ไปให้พ้นหน้าข้า!” หยางเหม่าตะคอก อาปิงเดินคอตกออกไปทางประตูหลัง 

เจียเจ๋อมีเงินติดตัวอยู่จำนวนหนึ่ง ไม่มาก แค่พอที่จะใช้จ่ายไปได้สักเดือน หลังจากกินมื้อเช้าเสร็จ เขาถามพ่อบ้านซุนว่าอาปิงไปที่ไหน

“อืม…ข้าคิดว่า น่าจะไปบ้านแม่นางว่าน” พ่อบ้านซุนบอก

“ว่านอี้หลิงน่ะเหรอ” 

 “คุณชายรู้จักอี้หลิงด้วยเหรอ” พ่อบ้านซุนแปลกใจ

“ก็เคยเจอกันครั้งนึง ตอนที่อาปิงพังกำแพง ข้าก็อยู่ด้วย" เขาเล่าเหตุการณ์วันนั้นให้พ่อบ้านซุนฟัง  

“อ้อ เรื่องเป็นแบบนี้นี่เอง ที่แท้อาปิงไม่ได้ตั้งใจพังกำแพง แต่พลาดไปชน” คุณชายพยักหน้า

“อี้หลิงเป็นน้อง มีพี่สาวอีกคน ชื่อข่งฉือ ลุงหวงเคยเล่าให้ข้าฟังว่า เมื่อก่อน ว่านซื่อชาง พ่อของนางก็สนิทกับนายท่าน แต่เขาเป็นโรคร้ายตายไปเมื่อสิบปีก่อน ต่อมาอีกสามปี แม่ของนางกลับไปเยี่ยมบ้านที่เจิ้งโจว ก็หายสาปสูญไป ไม่มีข่าวคราว น่าสงสารพี่น้องคู่นี้ เหลือกันอยู่แค่สองคน พ่อของนางเคยไปกู้เงิน เพื่อเอาเงินมาทำการค้า แต่ขาดทุน ก่อนตายทิ้งหนี้ไว้หลายหมื่นตำลึง นางจึงจำเป็นต้องขายบ้าน แล้วมาเช่าบ้านอยู่ ก็คือบ้านเช่าของตระกูลหลิน" พ่อบ้านซุนถอนหายใจ แล้วเล่าต่อ

"อี้หลิงเคยมาที่บ้านนี้หลายครั้งเพื่อเอาค่าเช่าบ้านมาให้ แล้วก็ได้เจอกับอาปิง คบหาเป็นเพื่อนกัน อาปิงก็มีนางเป็นเพื่อนคนเดียว กับคนอื่นก็ไม่เคยสุงสิงกับใคร”  

ว่านข่งฉือ เจียเจ๋อกับนางเคยรู้จักกัน พ่อของนางเคยไปมาหาสู่กับตระกูลหลินบ่อยๆ ว่านซื่อชางเป็นชายร่างท้วมใจดี อารมณ์ดีหัวเราะบ่อยๆ ว่านฮูหยินก็เป็นคนสวย อ่อนหวาน เขาเองก็เคยไปบ้านตระกูลว่านกับพ่อหลายครั้ง ไปทุกครั้งก็จะพบข่งฉือ กำลังหัดปักผ้าอยู่ แม่ของนางเก่งในเรื่องนี้ นางก็ทำได้ตั้งแต่อายุยังน้อย 

“ข้าให้พี่เจียเจ๋อ” 

ตอนนั้นนางอายุเก้าขวบ เขาอายุสิบแปด ส่งผ้าเช็ดหน้าที่ปักเองให้เจียเจ๋อ เป็นลายดอกโบตั๋น มีตัวอักษร  “เจียเจ๋อ” ไม่สวยเหมือนที่ผู้ใหญ่ทำ แต่เขาก็ชอบ

“ขอบใจนะข่งฉือ” เขารับมาดู

“พี่ชอบมั้ย” นางถาม

“ชอบสิ” 

“งั้นพี่ต้องเก็บไว้ให้ดีนะ” 

“ได้ ข้าจะเก็บไว้อย่างดี” 

“ดีมาก” นางยิ้ม เขายังจำรอยยิ้มนั้นได้ ก่อนจากบ้านไป เขากับข่งฉือได้เจอกันอีกหลายครั้ง ทุกครั้งนางก็จะถามเขาว่ายังเก็บผ้าผืนนั้นอยู่มั้ย เขาก็ตอบว่ายังเก็บไว้อย่างดี และเอาออกมาให้นางดู นางก็ดีใจทุกครั้ง  เขาเก็บผ้านั้นไว้กับตัวตลอด แต่ไม่เคยเอาออกมาใช้ เพราะกลัวมันเก่า พ่อของนางตายตอนนางอายุแค่สิบหกปี เจียเจ๋อคิดว่านางกับแม่คงลำบากมาก ต่อมาแม่ยังมาหายสาปสูญตอนนางอายุสิบเก้าปี ต้องเลี้ยงน้องสาวด้วยตัวคนเดียว

“นางเช่าบ้านเราอยู่” เขาทวนคำ

“ใช่แล้วคุณชาย” 

“แล้วนางทำอาชีพอะไร” 

“นางรับจ้างปักผ้า หลายคนมาจ้างให้นางทำ ที่เป็นร้านขายผ้าก็มี ที่เป็นคนทั่วไปก็มี คนมีฐานะก็มี นางมีฝีมือดี จึงมีงานไม่ขาด บางครั้งก็เอาผ้าที่ปักแล้วมาขายที่ตลาดด้วย”

“ข้าจะไปเยี่ยมเยียนนางสักหน่อย” เขาบอกพ่อบ้านซุน

คุณชายหลินเดินไปยังบ้านเช่า ห่างจากตลาดไปไม่ไกล เมื่อก่อนเขาเคยมาเยี่ยมเยียนผู้เช่ากับพ่อ หลินเจิ้นซีดูแลเอาใจใส่คนที่มาเช่าบ้านทุกคน คอยถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ หากมีใครเดือดร้อนก็คอยช่วยเหลือ บ้านหลังเล็กมีบริเวณกว้างพอสมควร รั้วทำด้วยไม้ดูไม่ค่อยแข็งแรงนัก ข้างในรั้วมีผักปลูกอยู่หลายชนิด ทั้งแตงกวา มันเทศ ผักกาดขาว ฟักทอง มีเล้าไก่ ข้างในมีไก่หลายตัว มีหมูสี่ตัว มีวัวตัวใหญ่สีดำยืนอยู่ในคอกหนึ่งตัว อี้หลิงกับอาปิงกำลังให้อาหารไก่ เจียเจ๋อมองไปรอบๆ ไม่เห็นใครนอกจากสองคนนี้ 

“กินเยอะๆ นะเจ้าไก่ แล้วออกไข่ให้ข้าทุกวัน ตัวไหนไม่ออกไข่ ข้าจะเอาไปต้มกิน” นางขู่ไก่

จอมยุทธ์หนุ่มเดินเข้าไปใกล้แล้วพูดว่า

“ไก่อ้วนๆ ทั้งนั้นเลย เลี้ยงอย่างดีเลยสินะ” นางตอบกลับมาโดยไม่มอง

“แน่นอน ก็ข้า….เฮ้ย!!” นางหันมามองเขา แล้วตกใจ

“ไอ้โจรกระจอก!!” ถอยห่างไปอย่างรวดเร็ว 

“อาปิง หนีออกมาเร็ว!!” อาปิงหนีไปยืนข้างๆ นาง

“ไม่ต้องกลัวคือข้า……” เขาจะอธิบายแต่ดูท่าทางจะไม่ได้ผล

“หนอย วันนี้จะมาเอาคืนข้าสินะ บุกมาถึงบ้านข้า รนหาที่ชัดๆ อย่าหวังจะรอดกลับไป” 

“ฟังข้าก่อน ข้าไม่ใช่……” พูดไม่ทันจบ อี้หลิงพุ่งหมัดมา เขาหลบอย่างไว อีกหลายหมัดตามมาติดๆ ตามด้วยเท้า เตะบน เตะล่าง แต่มันช้ามากสำหรับเขา เขาหลบได้หมด 

“หนอย แน่จริงอย่าหลบสิ” อี้หลิงชักหงุดหงิด

จะกี่หมัดกี่เท้าก็ไม่โดนสักที ผู้โจมตีเริ่มเหนื่อย แต่ก็ยังไม่ยอมแพ้ พุ่งหมัดมาอีก เจียเจ๋อจับหมัดได้ บิดข้อมือไพล่หลัง 

“โอ๊ย!! ปล่อยข้านะไอ้โจรบ้า” เขาจำเป็นต้องจับนางไว้นิ่งๆ เพื่ออธิบายความจริง

“อาปิง!! หนีไป” อาปิงขมวดคิ้ว ก้มไหล่ลง อาการแบบนี้ หรือว่าจะใช้ท่านั้น

“เขาหวงซาน” อาปิงพุ่งเข้ามา 

“อาปิง!! เจ้าสู้มันไม่ได้หรอก” อี้หลิงตะโกน ร่างหนักเท่ากับคนสองคนกำลังจะชนเจียเจ๋อ เขาใช้มือขวาหยุดท่าเขาหวงซานไว้ จับที่หัว อาปิงดันสุดแรง อี้หลิงหมุนตัวหลุดจากมือซ้ายข้า เหวี่ยงหลังเท้าหมายจะเตะก้านคอ เขาปล่อยมือจากหัวอาปิง หลบเท้า อาปิงเสียหลักพุ่งไปชนโอ่งใบใหญ่ แตกเป็นเสี่ยงๆ น้ำไหลทะลักเจิ่งนอง อี้หลิงเตะวืด จังหวะที่หันหลังให้ เขาผลักเบาๆ นางลงไปนอนกองกับพื้น 

ทั้งสองลุกขึ้น จ้องมาที่จอมยุทธ์ โชคดีที่อาปิงไม่เป็นไร ไม่งั้นเขาอาจจะมีปัญหากับหยางเหม่า

“เจ้าเป็นคนทีเก่งที่สุดที่ข้าเคยสู้ หยุดท่าเขาหวงซานด้วยมือข้างเดียว แถมไม่ขยับสักก้าว ฝีมือดีแบบนี้ ทำไมไปเป็นโจร” 

“ข้าไม่ใช่โจร” ในที่สุดเขาก็ได้พูดซะที ว่าไม่ได้เป็นโจร แต่

“หุบปาก! ข้าเห็น เจ้าช่วยพวกเดียวกัน” 

“ข้าช่วยเพราะคิดว่าระเบิดนั่นเป็น…..” ไม่ทันพูดจบ อาหลิงวิ่งไปหยิบราวตากผ้าไม้ไผ่มาเหวี่ยงใส่ เขาก็หลบเหมือนเดิม เหวี่ยงซ้าย เหวี่ยงขวา แทงตรง ไม่โดน จังหวะที่แทงมา เขาหลบ เอามือจับไม้ไว้ อี้หลิงพยายามดึงกลับ แต่ไม่ขยับเขยื้อนเพราะนางแรงน้อยกว่าเยอะ อาปิงยืนทำอะไรไม่ถูก แต่ก็ตัดสินใจ วิ่งไปยกโอ่งที่ขนาดใกล้เคียงกับตัวเอง โอ่งไม่มีน้ำ อาปิงยกชูสูงแล้วพูดว่า 

"อุกาบาตยักษ์!!” วิ่งมาอย่างเร็ว หวังจะทุ่มใส่ศัตรู แต่ดันสะดุดขาตัวเอง เสียหลัก เซไปหาอี้หลิง 

“เฮ้ย!! อาปิง เอาอีกแล้ว” 

เจียเจ๋อปล่อยมือจากไม้ไผ่ เพื่อให้นางเสียหลักถอยหลังไป จะได้ไม่โดนอุกาบาตยักษ์ อี้หลิงกำลังดึงจึงเสียหลัก ถอยหลังไปชนเล้าไก่พังระเนระนาด ไก่ตกใจร้องกระต๊าก กระโดดวิ่งหนี โอ่งหลุดจากมืออาปิงกระแทกพื้นแตกดังโพล๊ะ จอมยุทธ์คว้าตัวไว้ก่อนที่จะล้มลงไปทับเศษโอ่งที่แตก 

อี้หลิงกระเสือกกระสนยืนขึ้นมา เหนื่อยหอบ พ่นขนไก่ที่เข้าไปในปากออกมา อาปิงวิ่งไปยืนข้างๆ 

“เลิกสู้กันแล้วมาคุยกันดีๆ ดีกว่า” เขาพูด อาปิงดูท่าจะเห็นด้วย เลยยืนนิ่ง หันหน้าไปหาเพื่อน ทำหน้าเหมือนขอความคิดเห็น 

“ยัง ข้ายังไม่ยอมแพ้ วรยุทธ์ข้าสู้ข้าไม่ได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าข้าจะแพ้” เขาเคยได้ยินประโยคนี้มาแล้ว พูดจบนางก็จะเอาระเบิดควันออกมา 

“รอข้าแป๊บนึง” วิ่งเข้าไปหลังบ้าน กลับมาพร้อมกับห่อผ้าห่อใหญ่ นางล้วงเอาก้อนสีดำกลมๆ ออกมา ระเบิดนั่นเอง คราวนี้มีอีกหลายลูกอยู่ในห่อผ้า

“อย่าอยู่เลย ระเบิดเพลิงสังหาร!!” แม้จะเป็นระเบิดควัน แต่ก็ต้องหลบ เพราะเขาไม่อยากสำลักควัน เขาใช้วิชาตัวเบากระโดดออกห่างรัศมีควัน 

“บึ้มมมม!!” 

“เฮ้ย นี่มันระเบิดจริง!!” เขาตกใจ ลูกที่สองลอยตามมา เจียเจ่อกระโดดออกมานอกรั่ว  เพราะไม่อยากให้บ้านพัง ลูกที่สาม ลูกที่สี่ ห้า หก จนถึงสิบ เขาไม่หนีไปไกล กระโดดวนอยูแถวนั้น จนระเบิดหมด อี้หลิงยืนเหนื่อย ต้นไม้ต้นเล็กหักไปสามต้น

“งัย หมดแล้วเหรอ” จอมยุทธ์ถาม 

“ยัง!! ยังไม่หมด เสี่ยวเฮย!!” นางเอาสองนิ้วใส่ปาก เป่าเสียงดัง

“วิ้ดดดดดดดดดดด” 

เสี่ยวเฮยเป็นใคร บ้านนี้ยังมีใครอีก 

วัวตัวใหญ่สีดำกระโดดพังประตูคอก ออกมายืนพ่นลมออกจากจมูก ตาจ้องมาที่เจียเจ๋อ เท้าตะกายพื้น 

“มอออออออ!!” มันร้องเสียงดัง

ช่างน่านับถือในความพยายามในการเอาชนะของอี้หลิงจริงๆ ใช้แม้กระทั่งวัว นางคงฝึกให้วัวโจมตีคู่ต่อสู้ด้วยกระมัง 

“จัดการมัน เอาให้หมอบ” นางสั่ง ชี้นิ้วมาที่ศัตรู 

“มอออออออ!!” เสี่ยวเฮยรับคำสั่ง ช่างแสนรู้ซะจริง วิ่งสุดกำลังมาที่เจียเจ๋อ เขายืนอยู่นอกรั้ว มองหาต้นไม้ เจอต้นที่ขนาดพอเหมาะเท่าโคนขา  เขาวิ่งตรงไปยังต้นไม้นั้น  อี้หลิงดีใจที่เสี่ยวเฮยไล่ได้เปรียบ 

“เสร็จล่ะ โดนชนแน่” อี้หลิงมั่นใจมาก จอมยุทธ์วิ่งไปหยุดหน้าต้นไม้ หันมาประจัญหน้ากับเสี่ยวเฮย มันวิ่งมาอย่างเร็ว พุ่งชนรั้วไม้พังพินาศ วิ่งตรงมาหา ร้องมอเสียงดัง กำลังจะถึงตัวเขา จังหวะที่ห่างกันสองศอก เจียเจ๋อหลบออกด้านข้าง เสี่ยวเฮยชนกับต้นไม้เข้าอย่างจัง ต้นไม้หักโค่น เสี่ยวเฮยนอนกองกับพื้น ลิ้นห้อยยาวออกมา

อี้หลิงกับอาปิงยืนตะลึง 

“เสี่ยวเฮย!!” สองคนวิ่งมาหาวัวใหญ่ที่นอนอยู่ 

“เสี่ยวเฮยเจ้าเป็นงัยบ้าง! ฟื้นสิเสี่ยวเฮย เสี่ยวเฮย ข้าขอโทษ" นางร้องไห้ หันมองมาที่จอมยุทธ์ สายตาเคียดแค้น

"ไอ้คนชั่ว เจ้าฆ่าเสี่ยวเฮย!!”  

“มันยังไม่ตาย แค่สลบไปเดี๋ยวก็ฟื้น ข้าเลือกเอาต้นไม้ไม่ใหญ่ แรงกระแทกจะได้ไม่เยอะ” เขาบอก นางลุกขึ้นแล้วพูดกับข้าว่า

“ข้าไม่เชื่อ!" ทำท่าจะสู้อีก

“นี่มันเกิดอะไรขึ้น!!” 

ทุกคนหันมองไปตามเสียง หญิงสาวนางหนึ่งกำลังยืนตกใจ ในมือถือตะกร้าข้างในมีผักกับเนื้อ นี่คงจะเป็นข่งฉือ นางโตเป็นสาวเต็มตัว หน้าตาเหมือนแม่ สวย จนคุณชายหลินตะลึง ภาพลูกชายหนึ่งหญิงหนึ่งลอยมาในหัวเขา เจียเจ๋อชักจะคิดไปไกล แต่ก็ห้ามความคิดไม่ได้

“อาหลิง! นี่มันเรื่องอะไรกัน ข้าไปตลาดเดี๋ยวเดียว ทำไมบ้านเละเทะแบบนี้” 

“เจ้านี่มันจะมาทำร้ายข้า” อี้หลิงชี้มาที่คุณชาย ข่งฉือหันมามอง

“เจ้าเป็นใคร จะมาทำร้ายน้องสาวข้าทำไม” นางทำหน้าดุ นางจำเขาไม่ได้ เวลาทำหน้าดุก็น่ารักจริง ๆ เขาตื่นจากภวังค์ แล้วพูดว่า

“เข้าใจผิดแล้ว ข้าไม่ได้มาทำร้ายใครทั้งนั้น ข้าพยายามอธิบาย แต่น้องสาวเจ้าไม่ยอมฟังเลย เอาไม้ตีข้า ขว้างระเบิดใส่ข้า สั่งให้วัววิ่งชนข้า” เจียเจ๋อพูดอย่างอารมณ์ดี

“ระเบิดเหรอ อี้หลิง ข้าบอกเจ้ากี่ครั้งแล้ว ว่าไม่ให้เอาของแบบนั้นเข้าบ้าน มันอันตราย เกิดระเบิดตูมตามโดนใครเข้าจะทำยังงัย” 

“ข้าไม่ได้เอาเข้าบ้านซักหน่อย ข้าเอาไว้หลังบ้านต่างหาก” อี้หลิงเสียงอ่อยแถไปน้ำขุ่นๆ

“นี่เจ้า!” พี่สาวยิ่งโมโห น้องสาวทำหน้าสลด

ข่งฉือหันมาถามเจียเจ๋อ “แล้วตกลงเจ้าเป็นใคร” 

“ข้าเป็นพี่ชายอาปิง” ทุกคนตกใจ โดยเฉพาะอาปิงที่ทำตาโตอ้าปากค้าง

“เจ้าอย่ามามั่วนิ่ม อาปิงไม่มีพี่ชายซักหน่อย” อี้หลิงไม่เชื่อ ข่งฉือจ้องมองหน้าเจียเจ๋อ นางขมวดคิ้ว  

“ท่านคือ…..พี่เจียเจ๋อ” ในที่สุดก็จำเขาได้แล้ว

“ใช่แล้วข้าเอง” เขายิ้ม นางก็ยิ้ม

“ที่แท้เป็นท่านนี่เอง ข้าต้องขอโทษแทนน้องสาวข้าด้วย นางใจร้อนไม่ฟังใคร ก่อเรื่องเป็นประจำ” 

“ไม่ใช่ความผิดข้านะ ก็เค้าอยากไปช่วยพวกโจรทำไม ข้าก็คิดว่าเป็นพวกเดียวกันน่ะสิ” อี้หลิงแก้ตัวอีกแล้ว

“พวกโจรเหรอ พวกโจรไหน เจ้าไปก่อเรื่องอะไรไว้อีก” ข่งฉือทำหน้าดุใส่น้องสาว

“ข้าเปล่านะ ข้า….”

“ข้าเมื่อยแล้ว ขอเข้าไปนั่งในบ้านได้มั้ย” คุณชายตัดบท เพื่อช่วยอี้หลิง

 

เจียเจ๋อนั่งคุยกับข่งฉือในบ้าน อี้หลิงกับอาปิงนั่งกินข้าวอยู่ในครัว เขามองไปรอบๆ บ้านสะอาดเป็นระเบียบเรียบร้อย เจ้าของบ้านคงขยันทำงานบ้าน มีโต๊ะสำหรับนั่งปักผ้า มีผ้าพับซ้อนกันไว้หลายผืน หยิบขึ้นมาดู สวยงามมาก ข่งฉือฝีมือดี นี่เป็นงานศิลปะชั้นยอด 

“ฝีมือดีจริงๆ" เขาชม

“ขอบคุณค่ะ”

เขานั่งลงที่โต๊ะ ดื่มน้ำชาไปหลายจอกเพราะความกระหายน้ำ

“เจ้าสบายดีเหรอ” ถามหญิงงามที่อยู่ตรงหน้า

“ข้าสบายดี” นางตอบสั้นๆ แต่เขาดูรู้ว่าไม่ดีเท่าไหร่ เพราะนางผ่านเรื่องลำบากมามาก

“หลายปีมานี้ เจ้าคงลำบากไม่น้อย” 

“ก็มีบ้าง คนเราทุกคนก็ล้วนแต่เคยผ่านช่วงชีวิตที่ยากลำบาก พี่เองก็เช่นกันไม่ใช่เหรอ” นางคงรู้เรื่องของเขาเช่นกัน 

“ใช่ ทุกคนล้วนแต่ผ่านความลำบาก เจ้ากับข้า ก็ลำบากกันไปคนละแบบ”

“ชะตาชีวิตล้วนแล้วแต่ถูกสวรรค์ลิขิด คนเราก็คงได้แต่ยอมรับ แต่ตอนนี้ข้าก็ไม่ลำบากแล้ว ข้ามีงานทำ เลี้ยงตัวเอง เลี้ยงน้องสาวได้ แค่นี้ข้าก็พอใจ ไม่ฝันถึงอนาคต เป็นห่วงก็แต่อาหลิง” นางทำหน้าหนักใจ

“น้องสาวเจ้า ถึงจะใจร้อนไปหน่อย แต่นางก็เป็นคนดี ชอบช่วยเหลือผู้อื่น วันก่อนนางยังช่วยจับโจรวิ่งราว เอาเงินไปคืนเจ้าของ”

“เป็นคนดีก็ดีอยู่หรอก แต่ข้าเตือนหลายครั้งแล้ว ว่าอย่าเอาตัวไปเสี่ยงอันตราย ช่วยคนต้องประมาณตัวเอง ไม่งั้นจะเดือดร้อนไปด้วย ดุด่านาง นางก็รับปากว่าจะไม่ทำอีก แต่แล้วก็เหมือนเดิม ข้ากลัวว่าวันนึงนางจะเป็นอะไรไป” 

“อาปิงมารบกวนเจ้าบ่อยๆ เหรอ” 

“ก็มาเกือบทุกวัน เค้าไม่มีเพื่อนคนอื่น แต่ไม่รบกวนข้าหรอก ดีซะอีก อาหลิงจะได้มีเพื่อน”

“เอิ้กกกกก” อี้หลิงกินอิ่มแล้ว เรอเสียงดังออกมาจากในครัว อาปิงก็ทำตาม อี้หลิงหัวเราะร่วน ข่งฉือมองเจียเจ๋ออย่างอายๆ แต่ก็ยิ้มแล้วส่ายหน้า 

“น่าอายจริงๆ ข้าไม่รู้จะสอนน้องคนนี้ยังงัยแล้ว” เขาก็ยิ้ม แล้วหัวเราะ นางก็หัวเราะตาม เจียเจ๋อรู้สึกดีมากที่เห็นนางยิ้มและหัวเราะ เขามีความสุขอย่างประหลาด

ทั้งสองเงียบกันไปสักครู่ ข่งฉือพูดขึ้นมาว่า

“ข้าได้ยินเรื่องของท่าน”

“เรื่องอะไรเหรอ” เขารู้แต่แกล้งถาม

“เรื่องที่ท่านมีฉายาว่า เทพสัประยุทธ์”  

“อะไรนะ!!” อี้หลิงพรวดพราดออกมาจากครัว 

“เมื่อกี๊พี่พูดว่างัยนะ เค้าคือเทพสัประยุทธ์”

“อย่าเสียมารยาท ผู้ใหญ่กำลังคุยกัน” ข่งฉือทำท่าจะดุ

“ใช่จริงๆ เหรอ” นางยังข้องใจ

“อาหลิง!! ” ข่งฉือเสียงดังกว่าเดิม

อี้หลิงหลบเข้าไปในครัว 

“ชื่อเสียงจอมปลอม ข้าละทิ้งยุทธภพแล้ว ข้ากลับมาบ้าน มาดูแลท่านพ่อและตระกูลหลิน จะไม่ไปไหนอีก” ข่งฉือยิ้ม พยักหน้าไม่พูดอะไร 

สองคนคุยกันต่ออีกนิดหน่อย เจียเจ๋ออยากอยู่นานๆ แต่ข่งฉือคงต้องทำงาน และเขามีที่ๆ ต้องไปอีก เลยบอกลานาง และ     ชวนอาปิงไปด้วย

“อาปิง เจ้าจะไปกับข้าด้วยมั้ย” เขาอยากพาน้องชายไปเปิดหูเปิดตาบ้าง

“ข้าจะอยู่กับอี้หลิง” อาปิงตอบ

“แต่ข้าจะไปด้วย ให้ข้าไปด้วยนะคุณชาย” อาหลิงกระตือรือร้น

“อาหลิง เจ้าอย่าไปรบกวนคุณชาย” ข่งฉือห้าม

“ข้าไม่ได้ไปรบกวน อาปิงอยากให้ข้าไปเป็นเพื่อน ใช่มั้ยอาปิง” 

“เอ่อ…….” อาปิงทำหน้างงๆ

“ตกลง ข้าจะไปด้วย” นางสรุปเอาเองหมด

“ไม่ได้” ข่งฉือเสียงดุ

“ให้นางมาด้วยก็ได้” เจียเจ๋ออนุญาต

“แต่….."

“ไม่เป็นไร ไม่เป็นการรบกวนข้าหรอก” เขาไม่รู้ว่าอี้หลิงจะไปด้วยทำไม แต่ปกติอาปิงไปไหนนางก็ไปด้วยอยู่แล้ว ที่จริงต้องบอกว่า นางไปไหนอาปิงก็ไปด้วยถึงจะถูก ถ้านางไม่ไป อาปิงคงไม่ไปเหมือนกัน

“ก็ได้ อาหลิง เจ้าอย่าทำอะไรให้คุณชายลำบากใจ” 

“ข้ารับรอง จะไม่มีเหตุการณ์เช่นนั้น” อี้หลิงรับคำเป็นมั่นเหมาะ

มีเสียงร้อง "มอออออ!!" ดังมาจากหน้าบ้าน เสี่ยวเฮยฟื้นแล้ว 

 

ทั้งสามเดินออกจากบ้านข่งฉือมาได้สักพัก ก็มาเจอศาลเจ้าร้าง พอใกล้จะเดินผ่านไป

“คุณชาย” อี้หลิงหยุดเดิน เจียเจ๋อกับอาปิงหันกลับไปมอง 

“มีอะไรเหรอ” 

“ข้ามีเรื่องจะขอร้องคุณชาย” สีหน้านางเคร่งเครียด

“เรื่องอะไรเหรอ”

“ขอเชิญคุณชายที่ศาลเจ้า”

เขาไม่รู้นางจะขอร้องอะไร แต่ก็ยอมเดินเข้าไปในศาลเจ้า ข้างในมีพระพุทธรูปหินองค์ใหญ่ อี้หลิงยืนอยู่หน้า จู่ๆ นางก็คุกเข้าลงกับพื้น

“รับข้าเป็นศิษย์ด้วยเถอะ อาจารย์” "

"หา! เรื่องนี้นี่เอง" เจียเจ๋ออุทานออกมา

“จู่ๆ ทำไมมาขอเป็นศิษย์ข้า ” 

“ท่านคือเทพสัประยุทธ์ ข้าอยากเจอมานานแล้ว ข้าอยากฝึกวิชากับท่านให้เก่ง จะได้ปราบคนพาลอภิบาลคนดี ได้โปรดรับข้าเป็นศิษย์ด้วย” อี้หลิงคำนับ

“ไม่คิดว่าข้าเป็นตัวปลอมเหรอ เจ้าก็ยังสงสัยอยู่”

“ไม่ ข้าไม่สงสัย คือตอนแรกก็สงสัย แต่ชื่อของท่านกับฝีมือท่านเป็นของจริง ท่านเป็นตัวจริงแน่” สีหน้าจริงจังมาก

“ลุกขึ้นเถอะ” นางลุกขึ้น

“ขอบคุณอาจารย์ที่รับข้า ในที่สุดข้าก็ได้เป็นศิษย์ของเทพสัปประยุทธ์” ท่าทางดีใจมาก

“ข้าไม่ได้รับ ข้าแค่ไม่อยากให้เจ้าคุกเข่าอยู่แบบนั้น” 

“อะไรนะ ทำไมล่ะ ข้าไม่ดีตรงไหน อาจารย์ รับข้าเถอะ” ทำท่าจะคุกเข้าอีก เขารีบจับแขนไว้

“ไม่ต้องแล้ว ข้าไม่คิดจะรับศิษย์ อย่าทำให้ข้าลำบากใจเลย” นางเพิ่งรับปากกับพี่สาวเมื่อสักครู่แท้ๆ ว่าจะไม่กวนคุณชาย แต่ก็ทำจนได้

“อาจารย์”

“อย่าเรียกข้าว่าอาจารย์เลย ข้ายังไม่รับเจ้าเป็นศิษย์”

“ข้าก็อยากเป็นศิษย์” อาปิงพูดขึ้น เจียเจ๋อส่ายหน้าด้วยความอ่อนใจ เดินออกจากศาลเจ้ามา

“อาจารย์!” อี้หลิงยังเรียกไล่หลัง

ครู่ต่อมา หลังจากเดินผ่านป่าไผ่ระยะทางประมาณ 4 ลี้* ก็มองเห็นจุดหมายปลายทาง เบื้องหน้าเป็นภูเขาสูงมีบันไดทอดยาวสูงขึ้นไป 200 ขั้น เป็นบันไดขึ้นไปสู่สำนักแมวป่า 

 

ที่บ้านตระกูลหลิน พ่อบ้านซุนกับลุงหวงกำลังขุดลอกดินในสระบัว เอาดินเก่าออกใส่ดินใหม่เข้าไป เพื่อเตรียมปลูกบัว แม้เป็นสระเล็กๆ แต่ก็ทำให้เหนื่อยพอสมควร

“ข้าทำเองก็ได้ซุนเหวิน งานแบบนี้พ่อบ้านไม่ต้องมาทำ” ลุงหวงบอก

“ท่านทำคนเดียวได้เหรอ ให้ข้าช่วยนะแหละดีแล้ว ข้าอยากให้ปลูกบัวเร็วๆ”

มีเสียงเคาะประตู พ่อบ้านซุนล้างมือ เดินไปเปิดประตู พบเด็กหนุ่มคนหนึ่งยืนอยู่ ท่าทางเป็นลูกผู้ดีมีตระกูล ผิวพรรณดีผิดกับเด็กคนอื่นๆ ที่เคยเจอมา

“มาหาใครครับ” พ่อบ้านซุนถาม

“ข้ามาหาหลินเจียเจ๋อ ไม่ทราบเขาอยู่ที่นี่หรือไม่”

“ตอนนี้คุณชายไม่อยู่ ไว้ตอนเย็นค่อยมาอีกทีก็ได้ ว่าแต่เจ้ามีธุระอะไรกับคุณชายเหรอ”

“ข้าชื่ออ้ายจื้ออิง เป็นชาวยุทธ์เดินทางไปทั่วเพื่อเสาะหาผู้มีฝีมือประลองยุทธ์ด้วย ตั้งใจจะมาขอประลองกับเทพสัประยุทธ์หลินเจียเจ๋อ ข้าได้ข่าวว่าเขากลับมาเมืองหลวงแล้ว จึงมาหา ท่านพอจะบอกได้มั้ยว่าตอนนี้เขาอยู่ที่ไหน”

“ข้าไม่รู้หรอก คุณชายไม่ได้บอกไว้” พ่อบ้านซุนบอก ความจริงเขารู้ว่าคุณชายไปบ้านพี่น้องตระกูลว่าน แต่การบอกกับคนแปลกหน้าว่าเจ้านายอยู่ที่ไหนนั้นไม่ใช่สิ่งดี เป็นหน้าที่พ่อบ้านและคนรับใช้ที่ต้องเก็บความลับ

“ถ้างั้นท่านบอกข้าได้มั้ยว่าสำนักแมวป่าไปทางไหน บางทีเขาอาจไปเยี่ยมเจ้าสำนักหยางที่นั่น”

“ข้าก็ไม่รู้อีกเหมือนกัน ข้าเพิ่งมาอยู่เมืองหลวงได้ไม่กี่ปี” ข้อนี้พ่อบ้านซุนไม่ได้โกหก

“ข้ารู้” เสียงหนึ่งพูดขึ้น ลุงหวงนั่นเอง

“สำนักแมวป่า ข้าเคยไปหาคุณชายหลายครั้ง ข้าบอกทางให้ก็ได้”

“ขอบคุณท่านลุงมากที่กรุณา” เด็กหนุ่มคารวะ

ลุงหวงบอกทางไปสำนักแมวป่าแก่อ้ายจื้ออิง เขาขอบคุณอีกครั้งแล้วลาจากไป

“ลุงหวง ท่านไปบอกทางเขาทำไม คุณชายบอกแล้วว่าไม่ต้องการข้องเกี่ยวกับเรื่องในยุทธภพอีก” พ่อบ้านทักท้วง 

“ถึงไม่บอกยังงัยเจ้าหนุ่มนั่นก็ต้องมาอีก เชื่อข้าสิ ไปสำนักแมวป่าก็ยังไม่แน่ว่าจะพบคุณชายรึเปล่า เจ้าอย่ากังวลไปเลย ไปถึงสำนักก็จะเจอศิษย์สำนักเก่งๆ มากมาย เจ้าหนุ่มนี่ยังเด็ก เดี๋ยวก็โดนปราบกลับมา อาจจะเข็ดขยาด ไม่อยากประลองกับคุณชายอีก”

“อืม ท่านพูดมีเหตุผล ทำไมข้าคิดไม่ถึง คนอายุมากเนี่ย ประสบการณ์เยอะอย่างที่เขาว่าจริงๆ” พ่อบ้านซุนหัวเราะเบาๆ 

“เพิ่งจะรู้เรอะ รีบๆ ไปขุดสระบัวกันต่อเถอะ วันนี้จะเสร็จมั้ยเนี่ย”

 

จื้ออิงเดินทางไปตามที่ลุงหวงบอก เขาได้ยินชื่อเสียงสำนักแมวป่ามานาน วันนี้จะได้ไปเยือนสักครั้ง เจ้าสำนักหยางเคยเป็นยอดยุทธ์ฝีมือระดับเจ้ายุทธภพ ระหว่างทางเขาเจอบ้านหลังหนึ่ง มีต้นไม้เพิ่งหักโค่นลงมา มีควันไฟที่เกิดจากการระเบิด รู้สึกสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น บางทีนี่อาจจะเกี่ยวข้องกับเทพสัประยุทธ์ก็ได้ เขาอาจประลองกับยอดฝีมือที่มาท้าประลอง คนที่อยากประลองกับเขาช่างมีมากจริงๆ จื้ออิงรีบเดินอย่างเร็ว เพราะกลัวจะพลาดมีคนตัดหน้า ถ้าหลินเจียเจ๋อประลองกับคนอื่นจนเหนื่อย อาจจะปฏิเสธเขาก็ได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ยังไม่รู้ว่าจอมยุทธ์หลินอยู่ที่สำนักแมวป่าหรือไม่ อาจไปแล้วไม่เจอก็ได้ ถ้าไม่เจอก็คงต้องกลับไปรอที่บ้านตระกูลหลิน ยังงัยซะชีวิตนี้ก็ต้องประลองกับเทพสัประยุทธ์ให้ได้

 

 

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

4 ลี้ - ประมาณ 2 กิโลเมตร (1 ลี้ ประมาณ 500 เมตร)

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

8 ความคิดเห็น