หลินเจียเจ๋อ แก๊งม่วน ป่วนจอมยุทธ์

ตอนที่ 13 : ก้าวหน้า

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 23
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    13 ก.ย. 63

อี้หลิงกับเทียนเยว่สู้กันด้วยกระบี่ ท่วงท่าคล่องแคล่วว่องไว รุกรับอย่างชำนาญ จื้ออิงกับเจียเจ๋อต่อสู้กัน ฝ่ายศิษย์รับความหนักและความเร็วของกระบี่ของผู้เป็นอาจารย์ได้มากขึ้น ฉับไวขึ้น เป็นเวลาสี่เดือนแล้ว ที่เหล่าศิษย์ของเจียเจ๋อเฝ้ามุมานะฝึกวิชา จื้ออิง เทียนเยว่ อี้หลิง อาปิง ฝีมือก้าวหน้าขึ้นมาก อาปิงนั้นน้ำหนักลดลงไปยี่สิบชั่ง* ถึงแม้ว่าจะกินเท่าเดิม อาจเป็นเพราะสุขภาพจิตดีขึ้น ออกกำลังกายมากขึ้น เลยทำให้น้ำหนักลดลง

เดือนแรกเหลียวสงเหยินมาฝึกท่าพื้นฐานให้ เดือนที่สองโจวเทียนส้างศิษย์น้องของเจียเจ๋อเป็นผู้มาสอนการใช้กระบี่ หลังจากนั้นเจียเจ๋อเป็นคนสองเอง ศิษย์ทุกคนฝีมือก้าวหน้าขึ้นมาก มีจอมยุทธ์จากทั่วหล้ามาขอท้าประลองกับเจียเจ๋ออยู่เรื่อยๆ แต่ไม่มีใครเอาชนะจื้ออิงได้ เลยไม่มีโอกาสได้สู้กับเทพสัปประยุทธ์ จื้ออิงจึงได้ฝึกฝีมืออยู่เรื่อยๆ

ช่วงบ่ายก็ยังเป็นการเรียนหนังสือเหมือนเดิม อี้หลิงอ่านหนังสือได้ฉะฉาน ท่องกลอนแต่งกลอนได้แต่ไม่ดีนัก เทียนเยว่เป็นนักกลอนตัวยง และเป็นที่น่าแปลกที่ทั้งสองคนก็ไม่อาจเรียนรู้ได้เหนือกว่าอาปิง ทั้งตัวหนังสือ ปรัชญาและหลักการปกครองของนักปราชญ์ กลอน อาปิงทำได้ดีกว่าคนอื่นมาก

“เอาล่ะ ทุกคนคงแต่งกลอนมาแล้วในหัวข้อการเดินทางที่อาจารย์ให้ไป ขอดูหน่อยสิ" อาจารย์พูดและเอาของอี้หลิงมาดูคนแรก อี้หลิงส่งให้อย่างอายๆ 

“รอนแรมหมื่นลี้ ค่ำไหนนอนนั่น เพื่อนคือป่าไผ่สายน้ำและขุนเขา บางครั้งอยากไป บางครั้งอยากหยุด เหมือนพระอาทิตย์บางครั้งส่องแสงแรงกล้า บางครั้งหลบความเหนื่อยล้าอยู่หลังเมฆทะมึน” อาจารย์อ่านพลางหมุนศีรษะเพื่อเข้าจังหวะกับกลอน

“อืม ใช้ได้ ผ่าน” อาจารย์คืนกระดาษให้อี้หลิง นางยิ้มดีใจ

“ของเจ้าล่ะเทียนเยว่” เทียนเยว่ส่งกระดาษให้อาจารย์ 

“จุดหมายปลายทางยังไม่รู้ เดินทางไปถามทางไป ระหว่างทางมีความสุข หยุดพักเย็นย่ำร่ำสุรา จันทราถามว่าจะไปหนใด ข้าตอบไม่ได้ เพียงแต่รู้ว่าสายลมแห่งทิศบูรพาจักนำทาง ” 

อาจารย์ชมว่าดีและให้ผ่าน และของอาปิง

"ยอดเขาตีนเขาไม่แตกต่าง ต่างกันแค่จุดยืน 

ต้นน้ำปลายน้ำไม่แบ่งแยก เป็นน้ำเหมือนกัน 

สายลมแรงปะทะใบหน้า สายฝนโปรยเย็นฉ่ำ

เขาเขียวสูงเทียมเมฆ เดียวดายอ้างว้างไร้ผู้คน

การเดินทางสิ้นสุดลง ก็เมื่อใจไม่คิดอยากไปต่อ

ใจโหยหาคิดถึง กลับสู่บ้านเกิดเมืองนอน"

อาจารย์และทุกคนปรบมือให้อาปิง เป็นบทกลอนที่ดีมาก นึกไม่ถึงว่าอาปิงจะเอาดีทางด้านการเรียนหนังสือได้ แม้ด้านวรยุทธ์จะด้อยกว่าคนอื่น แต่แบบนี้ก็ดูท่าว่าจะมีอนาคต

เจียเจ๋อรับตำแหน่งเจ้าสำนักแมวป่า แต่ไม่สามารถอยู่ประจำที่สำนักได้ จึงได้ให้กู่จิ่งเทา ศิษย์พี่ใหญ่ของสำนักดูแลสำนักไป ความจริงแล้วเจียเจ๋อไม่เห็นด้วยเลย ที่อาจารย์ยังอยู่แต่สละตำแหน่งเจ้าสำนัก มันผิดธรรมเนียมของชาวยุทธ์ทั่วไป แต่ก็ขัดอาจารย์ไม่ได้

ฟ่งโหยวกวานสุขภาพจิตดีขึ้นมาก เขาเริ่มทำใจได้ที่ตัวเองต้องกลายมาเป็นคนความจำเสื่อม เริ่มมีปฎิสัมพันธ์กับคนรอบข้างมากขึ้น มีความผูกพันกันมากขึ้น โดยเฉพาะอี้หลิงกับอาปิง ที่บางครั้งก็มาคุยเป็นเพื่อน บางครั้งเจียเจ๋อก็ชวนไปนั่งดื่มสุรา แม้จะจำอะไรไม่ได้ แต่ผู้เฒ่าก็อยู่อย่างสบายใจ 

ฉินซือหยงคอยจับตาดูผู้เฒ่าอยู่ตลอด พ่อบุญธรรมบอกว่าช่วงสามสี่เดือนนี้คงไม่มีอะไรผิดปกติ นางใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการทำงานบ้าน ดูแลคนในบ้าน สุขภาพจิตของนางก็ดีขึ้นอย่างมาก ไม่ทำหน้าบึ้งตึงตลอดเวลาเหมือนเมื่อก่อน ถ้าเป็นไปได้นางอยู่ที่นี่ตลอดไป แต่มันคงเป็นไปไม่ได้ สิ่งที่นางชอบมากที่สุดในบ้านนี้คือเจียเจ๋อ ทุกครั้งที่เจอคุณชาย หัวใจนางจะเต้นเร็วไม่หยุด ทำอะไรไม่ค่อยจะถูก ไม่ค่อยกล้าสบตา บางทีก็ทำน้ำชาหกใส่ เดินชนข้าวของพังเสียหาย แต่คุณชายหลินก็ไม่เคยถือสา ซือหยงรู้ว่าสิ่งที่นางรู้สึกอยู่นั้นคือ ความรัก แต่หัวใจของคนที่นางรักนี้มีเจ้าของแล้ว ก็คือว่านข่งฉือ บ่อยครั้งที่นางเห็นคุณชายกับแม่นางว่านนั่งคุยกัน จับมือกัน นางพยายามทำใจไม่ให้คิดอะไรกับคนที่มีคนรักแล้ว แต่มันก็ช่างยากเย็นเหลือเกิน ความรักนี้ไม่มีทางเป็นไปได้ แม้ไม่มีว่านข่งฉือ คุณชายก็ไม่มีทางมาชอบนาง หากวันหนึ่งทุกคนได้รู้ความจริง ก็คงประนามว่านางเป็นคนชั่วช้า 

ข่งฉือกลับไปอยู่บ้านหลังจากพรรคต้าหู่สาขาไคเฟิงถูกกวาดล้าง ความสัมพันธ์ของนางกับเจียเจ๋อมีความแน่นแฟ้นมากขึ้น เรียกว่าต่างคนต่างรักกัน ความรักช่างหวานชื่น อีกไม่นานอาจมีข่าวดีของตระกูลหลิน

 

วันนี้ศิษย์ทุกคนฝึกวิชาการตามปกติ เมื่อถึงกลางยามซื่อ* เจียเจ๋อบอกให้ทุกคนหยุด และบอกทุกคนว่า

“ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป การฝึกพื้นฐานก็จบลง ต่อไปพวกเจ้าทุกคนหาเวลาฝึกกันเอง จะฝึกกับพี่น้องร่วมสำนัก หรือไปหาประสบการณ์ที่ไหนก็แล้วแต่ แต่ยังงัยก็ขอให้อย่าเกียจคร้าน วิชายุทธ์ต่างๆ หากไม่ขยันหมั่นฝึกฝนก็จะทำให้ด้อยลงเรื่อย” 

“รับทราบอาจารย์” ทุกคนรับคำ

“รวมทั้งเรื่องเรียนหนังสือด้วยนะ คิดว่าทุกคนคงอ่านเขียนเรียนรู้หลักการต่างๆ คล่องแล้ว สามารถหาความรู้ได้ด้วยตัวเองได้แล้ว”

“คิดไปก็ใจหายเหมือนกันนะ เรามาฝึกกันทุกวันตลอดสี่เดือน เรียนหนังสือก็ไม่ได้เลวร้ายอะไร อาจารย์อู๋ก็ใจดี ทีแรกข้าคิดว่าจะน่าเบื่อ” อี้หลิงบอก

“ข้าก็เหมือนกัน คิดไม่ผิดเลยที่มาที่นี่” เทียนเยว่เสริม

“ส่วนจื้ออิงยังต้องฝึกต่อไปอีก เพราะยังไม่บรรลุวิชากระบี่แทนใจ แต่คิดว่าคงอีกไม่นาน” เจียเจ๋อหันไปบอกจื้ออิง

“โธ่ จื้ออิง เจ้านีเรียนรู้ช้าจริงๆ สู้พวกข้าก็ไม่ได้” อี้หลิงกระเซ้า

“ใครจะเก่งไปกว่าเจ้าล่ะ กว่าจะจำกระบวนท่าพื้นฐานได้ก็เป็นเดือน ศิษย์พี่เหลียวส่ายหน้าแล้วส่ายหน้าอีก” เทียนเยว่แซวบ้าง ทุกคนหัวเราะ ยกเว้นอี้หลิง

“หลิวเทียนเยว่ เจ้าอยากลองดีใช่มั้ย” อี้หลิงทำท่าชักกระบี่

“เอาล่ะๆ จะสู้ก็สู้กันไป ข้าไปพักก่อนล่ะ” อาจารย์หันหลังเดินเข้าไปในบ้าน

“ข้าอยากสู้กับเจ้า จื้ออิง” อี้หลิงเปลี่ยนเป้าหมาย เทียนเยว่ตกใจ

“ห๊ะ เอาจริงเหรอ” 

“จริงสิ อาจารย์เคยบอกว่าถ้าสู้กับคนเก่ง ฝีมือก็จะดีขึ้น”

“งั้นข้าเอาด้วย” เทียนเยว่กระตือรือร้น จื้ออิงยิ้มแล้วพูดว่า

“ก็มาสิ”

อี้หลิงกับเทียนเยว่ชักกระบี่บุกเข้าไปพร้อมกัน สองคนรวมกันเท่ากับสองในสิบส่วนของจื้ออิงเท่านั้น จื้ออิงรับได้ทุกท่าทุกกระบวน สองคนเพิ่มความดุดันเข้าไปอีก แต่ก็สู้ไม่ได้

“อาปิง มาช่วยกันเร็ว” อี้หลิงเรียกอาปิง 

อาปิงส่ายหน้าขวับๆ หมายถึงไม่เอาด้วย อี้หลิงโดนถึบกระเด็นออกมา เสียหลักไปชนและล้มทับอาปิง เทียนเยว่โดนซัดด้วยฝ่ามือเซถลาล้มทับลงไปอีกคน อาปิงผลักสองคนออก เอามือกุมท้องเพราะจุก

“งัย หมดยัง” จื้ออิงยิ้มเยาะ

“ฮึ่ย!” อี้หลิงฮึดสู้ เหวี่ยงดาบเข้าไปอีก เทียนเยว่เริ่มไม่อยากสู้ แต่ก็เข้าไปช่วย ผลก็เหมือนเดิม ในที่สุดสองคนก็หมดแรง จื้ออิงก็เริ่มเหนื่อยจึงบอกว่า

“เอาล่ะ พอแค่นี้ก่อนแล้วกัน” 

มีคนมาเคาะประตูบ้าน อี้หลิงกับเทียนเยว่กำลังนั่งพัก อาปิงหายไปไหนตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ เหลือแค่จื้ออิงที่ว่างไปเปิดประตู พบชายคนหนึ่งแต่งตัวเป็นเจ้าหน้าที่ทางการ

“ท่านคือ”

“ข้าเซี่ยหลี่ เป็นองครักษ์ของศาลไคเฟิง ขอพบคุณชายหลินหน่อย” 

“เชิญท่านข้างใน”

 

ซือหยงนำน้ำชามาต้อนรับแขก 

“องครักษ์เซี่ยมาพบข้าไม่ทราบว่ามีธุระอะไร” เจียเจ๋อถามองครักษ์หนุ่ม

“ข้ามาแจ้งข่าว พักนี้มีโจรปล้นสวาทออกอาละวาด จับผู้หญิงไปกระทำชำเรา เกิดขึ้นบ่อยๆ ข้ามาเตือนให้ทุกคนระวังตัว เจ้าโจรคนนี้มันมีวรยุทธ์สูง วิชาตัวเบาเป็นเลิศ ไปมาไร้ร่องรอย มีหญิงสาวหลายคนที่ถูกมันจับตัวไป แม้ไม่ตายแต่ก็เหมือนตาย เสื่อมเสียเกียรติ หมดอนาคต บางคนก็ถึงกับฆ่าตัวตายก็มี”

“อืม ข้าก็ได้ยินเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน ข้าจะสั่งให้คนในบ้านระวังตัว ว่าแต่เจ้าโจรคนนี้มันเป็นใครกัน"

“มันคือ โจรปล้นสวาทหงเหวินติ้ง ทางการประกาศจับเมื่อหลายเดือนที่แล้ว ค่าหัวสามพันตำลึง” 

“หงเหวินติ้ง" เจียเจ๋อทวนชื่อ "ไม่เคยได้ยินชื่อ แต่ค่าหัวไม่น้อยเลย”

“ค่าหัวจากทางการหนึ่งพันตำลึง แต่พวกญาติๆ ของผู้เสียหายร่วมกันจ่ายอีกสองพันตำลึง” องครักษ์บอก เอารูปหงเหวินติ้งให้เจียเจ๋อดู เป็นชายอายุประมาณสามสิบปี

“อาจารย์! เราจะจับมันเอง” อี้หลิงวิ่งพรวดพลาดเข้ามาจากหลังบ้าน เกือบชนซือหยงที่ยืนอยู่ สงสัยจะแอบฟัง เทียนเยว่เดินมาสมทบ

“เจ้าน่ะเหรอ จะสู้มันได้เหรอ” อาจารย์ถาม ไม่ค่อยเชื่อฝีมือ

“ได้สิอาจารย์ ฝีมือข้าดีขึ้นมาก สู้ได้แน่ แต่ถึงสู้ไม่ได้ก็ยังมีเทียนเยว่กับจื้ออิงอยู่” อี้หลิงมั่นใจ

“จื้ออิง เจ้าหมายถึงกระบี่สายฟ้าอ้ายจื้ออิงน่ะเหรอ” เซี่ยหลี่ถาม 

“ถูกต้องแล้ว! มีเขาอยู่รับรองไอ้โจรชั่วนั่นไม่รอด” อี้หลิงกำหมัด

“งั้นก็ดีเลย ฝากอาจารย์หลินกับลูกศิษย์ช่วยเป็นหูเป็นตาให้ทางการด้วย และถ้าจับมันได้ก็จะได้รางวัล” 

“องครักษ์เซี่ยโปรดวางใจ หากช่วยได้ข้าก็จะช่วย” เจียเจ๋อบอก

“งั้นข้าขอลาก่อนล่ะ” องครักษ์คารวะแล้วเดินจากไป

 

องครักษ์เซี่ยเดินสวนทางกับคนสองคนที่เดินเข้ามา นั่นคือเถ้าแก่ต่งกับลูกสาว ต่งม่านอวี้

“อาจารย์หลิน! อาจารย์หลิน! เถ้าแก่ต่งหน้าตาตื่นรีบร้อนเดินเข้ามา ต่งม่านอวี้ก็ดูร้อนรนพอกัน

“มีอะไรเหรอ เถ้าแก่ต่ง” อาจารย์หลินถาม

“ไอ้โจรปล้นสวาท มันจะมาจับลูกสาวข้า”

“โจรปล้นสวาท……..หงเหวินติ้งน่ะเหรอ” 

“ใช่ๆ เมื่อคืนมีคนแอบเข้ามาในบ้านข้า โชคดีที่บ่าวในบ้านเห็นแล้วร้องให้คนช่วย มันเลยหนีไป" 

“ท่านแน่ใจเหรอว่าใช่ อาจเป็นแค่ขโมย”

“ต้องเป็นมันแน่ๆ” เถ้าแก่ต่งยืนยัน “อาจารย์หลินช่วยลูกสาวข้าด้วย”

“ทำไมท่านไม่ไปแจ้งทางการล่ะ องครักษ์เซี่ยก็กำลังตามจับมันอยู่”

“ทางการจับมันไม่ได้ ขนาดบ้านองครักษ์เซี่ยมันยังเคยบุกเข้าไป ต้องเป็นท่านเท่านั้นถึงจะช่วยได้”

“เอาล่ะๆ ข้าจะช่วยท่าน คืนนี้เราจะไปดักซุ่มในบ้านท่าน” เจียเจ๋อตกลงเพราะต้องการจับโจรปล้นสวาทให้ได้ เพื่อความสงบสุขของชาวบ้าน

“จื้ออิง เจ้าต้องไปด้วยนะ เจ้าต้องจับมันให้ได้นะ ข้ากลัวจังเลย" คุณหนูต่งจับแขนจื้ออิงไว้แน่นเอาหน้าซบไหล่ จื้ออิงทำท่าอึดอัด อี้หลิงเห็นเข้าก็นึกหมั่นไส้

“เจ้าโจรราคะนั่นมันจับแต่คนสวยๆ ไปไม่ใช่เหรอ คนหน้าตาธรรมด๊าธรรมดาจะจับไปทำไม” 

“นี่! เจ้าว่าใครหน้าตาธรรมดา ข้าน่ะสวยกว่าเจ้าตั้งเยอะ ยัยขี้เหร่”

“เจ้าสิขี้เหร่”

“เจ้าน่ะสิ” ต่างคนต่างไม่ยอมแพ้

“เอาล่ะๆ อย่าเถียงกันเรื่องไร้สาระ เอาเป็นว่าคืนนี้เราจะไปดักซุ่มจับโจรกัน” อาจารย์ห้าม

“มันจะมาอีกเหรออาจารย์” จื้ออิงถาม

“ไม่รู้สิ ยังงัยก็ต้องลองไปซุ่มดู”

“ข้าต้องจับมันให้ได้” อี้หลิงบอก 

“อี้หลิง เจ้าไม่ต้องจับโจร เจ้าไปคอยดูแลข่งฉือดีกว่า แถวบ้านเจ้าทั้งเปลี่ยวทั้งอยู่ห่างจากตลาด ข้าเป็นห่วง” 

“จริงด้วย ถ้าข้าไปไล่จับโจรแล้วไม่เจอมัน เดี๋ยวมันแอบไปที่บ้านข้า พี่ข้าจะลำบาก แต่ถ้ามันมาบ้านข้าจริงๆ ข้าก็จะจับมัน” ยังไม่เลิกคิดที่จะจับโจร 

“เถ้าแก่ต่งไม่ต้องเป็นห่วงนะ ข้า จื้ออิง เทียนเยว่ จะออกไปแอบซุ่มดูคืนนี้ เผื่อมันออกมาจะได้ช่วยกันจับ” เจียเจ๋อบอก อี้หลิงทักท้วงขึ้นว่า

“พวกท่านไปกันหมด ข้าไม่ได้ไป ข้าอยากไปด้วย” 

“ก็คุยกันแล้วนี่ ว่าเจ้าไปคอยดูแลข่งฉือ” อาจารย์ย้ำ 

อี้หลิงหน้างอไปครู่หนึ่ง แล้วคิดอะไรออก 

“ข้านึกออกแล้ว” จากนั้นก็วิ่งออกไป

“ขอบคุณอาจารย์หลินมาก ได้ท่านมาช่วย ข้าก็สบายใจ”

“เถ้าแก่ต่งอย่าได้เกรงใจ เราคนกันเอง” 

 

ตอนใกล้ค่ำ อาจารย์กับศิษย์มานั่งรวมกันที่ห้องโถง อี้หลิงกับข่งฉือเดินเข้ามาในบ้านตระกูลหลิน เจียเจ๋อรู้สึกแปลกใจ

“ข่งฉือ เจ้ามานี่ทำไม” 

“อาหลิงบอกข้าว่า มีโจรปล้นสวาทมาคอยป้วนเปี้ยนอยู่แถวบ้านข้า ให้มาอยู่ที่นี่ก่อนคืนนึง” เจียเจ๋อนึกออกทันทีว่าเป็นแผนของอี้หลิง ที่อยากมีส่วนร่วมในการจับโจร จึงพาข่งฉือมาไว้ที่บ้านตระกูลหลิน หันหน้าไปมอง เจ้าตัวยืนยิ้มแหยๆ หัวเราะแหะๆ

“คือข้าคิดว่า ให้พี่มาอยู่นี่จะปลอดภัยที่สุดแล้ว ถ้าโจรมันมาก็ไม่รู้ข้าจะสู้มันได้รึเปล่า กันไว้ก่อนดีกว่า อาจารย์ว่ามั้ย”

“ก็เจ้าบอกว่าจับมันได้แน่ๆ ไม่ใช่เหรอ” เทียนเยว่ท้วงแบบรู้ทัน

“ก็ใช่ แต่ถ้าข้าต้องสู้กับมันด้วย คอยคุ้มกันพี่สาวด้วย มันจะลำบาก”

“แต่ว่าถ้าพวกเราไปกันหมด อยู่ที่นี่ก็ไม่ปลอดภัยนะ” เทียนเยว่บอก

“นั่นสิ ใครจะคุ้มครองผู้หญิงที่นี่” เจียเจ๋อนึกได้

“ไปไหนกันเหรอ” ข่งฉือสงสัย เพราะยังไม่รู้เรื่อง เจียเจ๋อจึงเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง

“อาหลิง เจ้าหลอกข้าเหรอ” หันมาดุน้องสาว

“ข้าขอโทษ ก็ข้าอยากไปจับโจรด้วยนี่นา” ทำหน้าสลด ข่งฉือส่ายหน้า

“หรือว่าอาจารย์ไม่ต้องไป ข้า เทียนเยว่ อี้หลิง จะไปเอง” จื้ออิงเสนอ

“ข้าอยู่ที่นี่เอง” ทุกคนหันไปมอง ฟ่งโหยวกวานนั่นเอง

“ท่านตาว่าง” อี้หลิงเรียกชื่อ

“พวกเจ้าไปกันเถอะ หลายๆ คนช่วยกัน ขึ้นชื่อว่าโจรมันไม่มาปะทะซึ่งๆ หน้าหรอก ที่นี่ข้าดูแลเอง ยังมีเสี่ยวปิงอีกคน ไม่ต้องห่วง ที่นี่ไม่ใช่เป้าหมายของมัน” 

“ขอบคุณผู้เฒ่ามาก ข้าฝากท่านด้วยนะ งั้นเราไปกันเถอะ” เจียเจ๋อหันมาบอกศิษย์และเดินนำออกไป

 

เจียเจ๋อกับศิษย์แอบเข้าทางประตูหลังบ้านตระกูลต่ง เพราะเจ้าโจรชั่วอาจกำลังสังเกตุการณ์อยู่หน้าบ้าน 

“อาจารย์หลินท่านมาแล้ว” เถ้าแก่ต่งดีใจ

“เดี๋ยวเราจะแยกย้ายกันไปตามจุดต่างๆ ถ้าเจ้าหงเหวินติ้งมันเข้ามาขอให้ส่งเสียงเรียกดังๆ” เจียเจ๋อบอกทุกคน

“อี้หลิงเข้าไปอยู่ในห้องคุณหนูต่ง คอยป้องกันคุณหนูไว้” 

“อะไรนะ ให้ข้าเข้าไปอยู่ด้วยเหรอ ไม่เอาหรอก” อี้หลิงทำหน้าเซ็ง

“ข้าก็ไม่เอา ไม่ต้องมา” คุณหนูต่งพูด

“ทำตามที่ข้าบอกเถอะ อย่ามัวแต่เกี่ยงงอนกัน” เจียเจ๋อย้ำ ต่งม่านอวี้จำต้องทำตาม

“งั้นให้จื้ออิงมาอยู่ด้วยสิ แบบนี้ข้าอุ่นใจกว่า” พูดพลางเกาะแขนจื้ออิงไว้

“แค่ข้าคนเดียวก็พอแล้วน่า” อี้หลิงทักท้วง

“ข้าแอบซุ่มอยู่ข้างนอกดีกว่า ยังงัยถ้ามันบุกเข้าไปในห้อง จะได้ใช้วิธีปิดประตูตีแมว” จื้ออิงพูดพร้อมแกะมือม่านอวี้ออก คุณหนูทำหน้าเซ็ง

“งั้นเอาตามนี้ ข้าแอบอยู่ด้านหลัง เทียนเยว่จะซุ่มอยู่ด้านหน้า จื้ออิงอยู่หน้าห้อง อี้หลิงอยู่ในห้อง รับรองถ้ามันเข้ามาหนีไม่รอดแน่” เจียเจ๋อสรุป ทุกคนแยกย้ายกันไปอยุ่ประจำจุดของตน

 

หงเหวินติ้งเป็นโจรปล้นสวาทและเป็นโจรปล้นทรัพย์ด้วย ถ้าขโมยได้ก็จะขโมย ถ้าขโมยไม่ได้ก็จะปล้นเอา สร้างความเดือดร้อนให้ชาวเมืองหลวงเป็นอย่างมาก เมื่อคืนก่อนมันลักลอบเข้ามาเพื่อจับตัวคุณหนูต่ง แต่บังเอิญมีบ่าวเห็นเข้าเสียก่อน เมื่อบ่าวตะโกนร้อง มันจึงต้องเผ่นออกมา ถ้าเป็นโจรคนอื่นคงไม่มาอีก แต่ด้วยความมั่นใจในด้านวรยุทธ์และวิชาตัวเบา มันจึงไม่คิดยำเกรงผู้ใจ ด้วยความชะล่าใจ คืนนี้มันจึงมาอีก มันใส่ชุดดำปิดหน้าแอบซุ่มอยู่บนหลังคาตั้งแต่ตอนหัวค่ำ และรู้ถึงการมาของพวกเจียเจ๋อ แต่ด้วยความมั่นใจในฝีมือตัวเอง มันจึงคิดลงมือ เพื่อประกาศศักดาของโจรปล้นสวาทหงเหวินติ้งให้เป็นที่ประจักษ์ มันก้มตัวให้ต่ำที่สุด สำรวจสภาพภายในบริเวณบ้าน มีสาวใช้และบ่าวเดินกันตามปกติ มันรู้ว่ามีใครแอบซุ่มอยู่จุดไหนบ้าง นอนรออยู่บนหลังคาจนถึงยามจื่อ* มันใช้สายตาสำรวจอีกครั้ง ไม่เห็นบ่าวในบ้านออกมาเดินอีก คงเข้านอนกันหมดแล้ว แต่คืนนี้มันไม่อยากใช้วิธีการเข้าไปแบบเดิม เพราะรู้ว่าถ้าเดินเข้าไปตรงๆ ต้องถูกจับได้แน่ จึงค่อยๆ เดินบนหลังคามาหยุดตรงห้องของคุณหนูต่ง ค่อยๆ ดึงแผ่นกระเบื้องออกทีละแผ่น จนมีช่องกว้างพอที่จะหย่อนบางสิ่งลงไปได้ นั่นก็คือแท่งยาสลบที่จุดไฟเพื่อให้มีควันนั่นเอง

 เทียนเยว่หันซ้ายหันขวามองหาโจรแต่ไม่เห็นมาสักที ในใจก็นึกกลัวอยู่ ว่ากันตามจริงวรยุทธ์เขาก็อยู่ในขั้นพอใช้ได้ แต่ถ้าปะทะกับหงเหวินติ้งซึ่งหน้าก็น่าจะแพ้ แต่ยังงัยตอนนี้ก็มีทั้งอาจารย์และจื้ออิง ยังงัยเจ้าโจรก็ไม่น่าจะรอดไปได้ เจียเจ๋อยังมองไม่เห็นใครเข้ามาด้านหลัง จื้ออิงก็ยังรอ แต่ก็เตรียมพร้อมตลอดเวลา 

ต่งม่านอวี้กับอี้หลิงไม่ได้คุยกัน เพราะไม่กินเส้นกัน อี้หลิงรู้สึกปวดท้องเข้าห้องน้ำ

“ข้าจะไปเข้าห้องน้ำก่อนนะ” ว่าแล้วก็เดินออกไป 

ควันยาสลบเริ่มกระจายทั่วห้อง มันเป็นแค่ควันบางๆ จึงไม่เป็นที่สังเกตุเห็นได้ง่าย ต่งม่านอวีสูดควันเข้าไปพอสมควร จึงเริ่มมึนหัวและหลับไป

หงเหวินติ้งเอากระเบื้องออกอีกหลายแผ่น ให้กว้างพอสำหรับคนสองคน มันโดดลงพื้นอย่างแผ่วเบา ยิ้มมุมปาก คิดว่าคืนนี้สำเร็จแน่แล้ว มันอุ้มต่งม่านอวี้ขึ้นบ่า แล้วกระโดดขึ้นหลังคา กระเบื้องแผ่นหนึ่งตกลงมาในห้องดังเพล้ง จื้ออิงสะดุ้ง ลุกขึ้นวิ่งเข้าไปในห้อง พบว่าห้องว่างเปล่า

“มันมาแล้ว!!” จื้ออิงตะโกน 

เจียเจ๋อ เทียนเยว่ อี้หลิง ได้ยินก็ตกใจ มันมาตอนไหน ทำไมไม่เห็น แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาคิด เจียเจ๋อวิ่งเข้าไปในห้อง จื้ออิงกระโดดขึ้นบนหลังคาวิ่งตามโจรไป ตามด้วยเจียเจ๋อ วิ่งตามกันไปจนเลยเขตบ้านตระกูลต่ง กระโดดจากหลังคาบ้านหลังหนึ่งไปบ้านหลังหนึ่ง อี้หลิงกับเทียนเยว่วิ่งตามไปทางถนน จื้ออิงกับเจียเจ๋อวิ่งทันเจ้าโจร 

“ปล่อยต่งม่านอวี้เดี๋ยวนี้!”้ เจียเจ๋อตวาด หงเหวินติ้งรู้จักเทพสัปประยุทธ์และรู้ว่าไม่มีทางสู้ได้ จึงเอาระเบิดควันออกมาขว้างลงพื้นหลังคาแล้วหนีไป สองคนชะงักไปครู่หนึ่งแล้วจะวิ่งตาม แต่หงเหวินติ้งก็หายไปแล้ว

โจรปล้นสวาทหยุดยืนอยู่บนหลังคาบ้านหลังหนึ่ง มันเห็นว่าหนีพ้นแล้วจึงวางคุณหนูต่งลงเพื่อพักเหนื่อย หันไปมองด้านหลังอีกทีไม่มีใครตามมา

“เกือบไปแล้ว ไอ้พวกบ้าเอ๊ย” มันพูดกับตัวเอง

“ใครว่าเกือบ เจ้าน่ะหนีไม่รอดแล้ว” เสียงผู้หญิง โจรหันไปมองคนพูด สองคนยืนอยู่ อี้หลิงกับเทียนเยว่นั่นเอง พวกเขาวิ่งตามเจียเจ๋อมาตลอด ตอนที่หงเหวินติ้งใช้ระเบิดควัน พวกเขาก็มองเห็นว่ามันวิ่งไปทางไหน

“ฮึ พวกเจ้าน่ะเรอะจะจับข้า เข้ามาจับดูสิ” มันท้า

“แน่ใจเหรออี้หลิง” เทียนเยว่ยังกล้าๆ กลัวๆ

“อย่าปอดแหกน่า รุมมันเลย มันแพ้แน่"

“ฮ่าๆๆๆ กลัวก็กลับไปนอนหนุนตักแม่ดีกว่า” โจรหัวเราะร่า 

อี้หลิงกับเทียนเยว่เข้าต่อสู้ แต่ฝีมือยังด้อยกว่าหงเหวินติ้ง ถูกซักกระเด็นไปทั้งสองคน 

“คืนนี้ข้าไม่มีเวลามาเล่นกับเจ้า ข้าไปก่อนล่ะ” เจ้าโจรบอก อุ้มคุณหนูต่งขึ้นบ่า

“หยุดนะอย่าหนี!” อี้หลิงเข้าต่อสู้อีก แล้วก็สู้ไม่ได้อีก แต่นางมีอะไรบางอย่างอยู่ในกำมือ ซัดเข้าไปที่ตาของหงเหวินติ้ง

“อ๊ากกกก!” โจรชั่วร้องเสียงดัง เอามือกุมที่ตา เจ็บปวดจนต้องปล่อยต่งม่านอวี้

“อี้หลิง เจ้าใช้พิษเหรอ” เทียนเยว่ถาม

“เปล่า นั่นมันผงพริก ข้าเอามาจากในครัว” พูดพลางหัวเราะ

“โอ้โห เจ้านี่ร้ายไม่เบา รู้จักใช้ของ” สองคนยิ้มย่อง

ผงพริกทำให้หงเหวินติ้งแสบตาอย่างมาก มองอะไรไม่เห็น แต่ก็ยังจะวิ่งหนี แต่ถูกอี้หลิงคว้าตัวไว้ มันพยายามขัดขืนแต่ถูกเด็กสาวจับข้อมือไว้และบิดอย่างแรงจนต้องร้องออกมา

“เสร็จข้าล่ะ มากับข้าซะดีๆ” 

อี้หลิงจับตัวโจรปล้นสวาทได้ แต่หงเหวินติ้งเป็นโจรมานาน มีประสบการณ์ด้านการหนีมาอย่างโชกโชน ตัวมันเองมีวิชาตัวเบาเป็นเลิศ แต่อี้หลิงกับเทียนเยว่ไม่มี แม้ขึ้นหลังคามาก็ด้วยวิธีกระโดดหลายชั้น มันจึงกระทืบเท้าลงบนเท้าของอี้หลิง กระเบื้องแตก เท้าของอี้หลิงทะลุลงไป มือที่จับโจรอยู่หลุดออก หงเหวินติ้งใช้เท้ากระทืบลงบนไหล่ อี้หลิงกำลังจะตกลงไปทั้งตัว เทียนเยว่วิ่งเข้ามาช่วย คว้ามือเพื่อนไว้ หงเหวินติ้งเป็นอิสระ พยายามลืมตามองหาทางไปด้วยความเจ็บปวด

“ฝากไว้ก่อนไอ้พวกเด็กเวร มีโอกาสเมื่อไหร่ข้าเอาคืนแน่” ว่าแล้วมันก็หนีไป ทิ้งเด็กสองคนที่กำลังจะตกจากหลังคา

“เทียนเยว่อย่าปล่อยข้า ข้าจะตกแล้ว!” เทียนเยว่จับมืออี้หลิงไว้แน่น 

“ไม่ต้องห่วงข้าจับเจ้าไว้แล้ว” 

ผั๊วะ! เสียงกระเบื้องที่เทียนเยว่ยืนอยู่แตก เพราะน้ำหนักของอี้หลิงที่ดึง เทียนเยว่เอามือจับต่งม่านอวี้ไว้ ทั้งสามร่วงลงสู่เบื้องล่างพร้อมกระเบื้องจำนวนมาก ลงไปยังห้องของผัวเมียคู่หนึ่งซึ่งกำลังนอนหลับกอดกันอย่างมีความสุข ด้วยอาการหลับลึก จึงไม่ได้ยินเสียงกระเบื้องสี่ห้าแผ่นหล่นลงมาในตอนแรก แต่ตอนนี้เสียงดังเกินจะหลับอยู่ได้ ทั้งสองสะดุ้งตื่นขึ้นมา พบเด็กวัยรุ่นสามคนนอนร้องโอดโอยอยุ่ รีบลุกขึ้นมาถามว่า

“นี่พวกเจ้าเป็นใคร! บุกเข้ามาในบ้านข้าทำไม”

เจียเจ๋อกับจื้ออิงตามมาทัน ทั้งสองยืนมองอยู่บนหลังคา เมื่อเห็นทั้งสามคนปลอดภัยก็ดีใจ

 

ที่บ้านตระกูลต่ง ต่งม่านอวี้ถูกพากลับมาบ้านแต่ยังไม่ฟื้น ยังคงหลับสนิทอยู่ในห้องนอนไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง เถ้าแก่ต่งสั่งให้สาวใช้ดูแลคุณหนูให้ดี แล้วออกมาจากห้องนอนมายังห้องโถง

“ขอบคุณอาจารย์หลินมาก ถ้าไม่ได้พวกท่านลูกสาวข้าจะเป็นงัยบ้างก็ไม่รู้” เถ้าแก่ต่งพูด

“เถ้าแก่ต่งอย่าได้เกรงใจ ที่ต้องขอบคุณคืออี้หลิงกับเทียนเยว่ พวกเขาช่วยลูกสาวท่านได้ทัน ก่อนที่จะถูกพาตัวไป น่าเสียดายที่วันนี้จับมันไม่ได้” เจียเจ๋อเองก็เจ็บใจที่โจรมีวรยุทธ์ด้อยกว่าเขามาก แต่ก็จับมันไม่ได้

“ขอบคุณเจ้าสองคนมาก” เถ้าแก่ต่งบอกอี้หลิงกับเทียนเยว่

“ไม่ต้องเกรงใจ ไม่ต้องเกรงใจ เรื่องเล็กน้อย” อี้หลิงยิ้มอารมณ์ดี สลับกับทำหน้าเหยเกเพราะเจ็บก้นที่ตกลงมาจากหลังคา

“เรื่องที่จะจับมันให้ได้คงต้องคิดกันใหม่ วันนี้พวกเราคงต้องลากลับก่อน”

หลังจากลาเถ้าแก่ต่งแล้วทุกคนก็เดินกลับบ้านตระกูลหลิน 

 

หงเหวินติ้งล้างหน้าล้างตาเอาผงพริกออก มันรู้สึกโกรธแค้นเจียเจ๋อกับพวกมาก ด้วยความมันเป็นโจรเที่ยวขโมยของชาวบ้านไปทั่ว จึงต้องรู้ว่าใครเป็นใครในเขตที่หากินอยู่ และมันก็รู้ว่าเจียเจ๋อคือคุณชายตระกูลหลิน และตระกูลหลินมีใครบ้าง ด้วยความโกรธที่ไม่อาจรอเวลาได้ มันจึงตัดสินใจแก้แค้นทันที 

ที่บ้านตระกูลหลินข่งฉือยังไม่นอน เพราะนางเป็นห่วงทุกคนที่ไปบ้านตระกูลต่ง นางจึงขอร้องให้ฮุ่ยเจินมาอยู่เป็นเพื่อนที่ห้องพักรับรอง สีหน้านางดูกังวล 

“แม่นางว่านอย่าเป็นห่วงไปเลย คุณชายน่ะเก่งจะตาย ไม่เป็นอะไรหรอก” ฮุ่ยเจินบอก

“ข้าไม่ได้ห่วงคุณชายหรอก ห่วงอาหลิงมากกว่า ชอบทำอะไรวู่วาม กลัวจะพลาดพลั้ง”

“อี้หลิงก็มีวรยุทธ์ ไม่เป็นอะไรหรอก ว่าแต่ไม่ได้เป็นห่วงคุณชายจริงๆ เหรอ" ฮุ่ยเจินจ้องหน้าแล้วยิ้ม ข่งฉือเขินอายหน้าแดง

“พูดอะไรของเจ้า” 

“เมื่อไหร่บ้านตระกูลหลินจะมีสะใภ้ซะทีน้อ ข้าอยากรับใช้เต็มทีแล้ว” ฮุ่ยเจินแกล้งแซว ข่งฉือเขินหนักเข้าไปอีก

 

หงเหวินติ้งคลานอยู่บนหลังคาเพื่อสำรวจบ้านตระกูลหลิน มันพบว่าที่นี่มีผู้หญิงอยู่ถึงสี่คน รู้ว่ามีภรรยาน้อยของหลินเจิ้นซี สาวใช้สองคน ตอนนี้มันซุ่มอยู่บนหลังห้องของข่งฉือ มันถอดกระเบื้องออก ดูและฟังการสนทนาของผู้หญิงสองคน คนนึงคงเป็นสาวใช้ แต่อีกคนหนึ่งไม่รู้ว่าเป็นใคร จากการแอบฟัง น่าจะเป็นคนรักของหลินเจียเจ๋อ มันกระหยิ่มยิ้มย่อง วันนี้จะต้องจับเอาคนรักของเทพสัประยุทธ์ไปให้ได้ มันค่อยๆ ลงจากหลังคามาแอบเข้าทางประตูหลัง ไม่มีเวลาวางแผนหรือใช้ควันยาสลบเพราะต้องรีบลงมือก่อนพวกเจียเจ๋อจะกลับมา มันเดินดุ่มๆ มาคว้าแขนของข่งฉือแล้วพาเดินออกไป สองนางตกใจมากที่จู่ๆ มีคนชุดดำปิดหน้ามาดึงตัวไป ฮุ่ยเจินพยายามเข้าช่วยแต่โดนผลักล้มลง นางตะโกนร้องให้คนช่วย หงเหวินติ้งปฏิบัติการอย่างรวดเร็ว มันกำลังจะพาข่งฉือโดดขึ้นไปบนหลังคาเพื่อหนี

ทุกคนในบ้านตระกูลหลินได้ยินเสียงร้องของฮุ่ยเจินกับข่งฉือ แต่คนที่เข้ามาช่วยก่อนคือฟ่งโหยวกวาน เขายังไม่เข้านอนเพราะรับปากกับเจียเจ๋อว่าจะดูแลคนในบ้าน ผู้เฒ่าวิ่งไปขวางหน้าโจร หงเหวินติ้งเห็นเป็นคนแก่จึงดูถูก

“เจ้าแก่ หลีกไปถ้ายังไม่อยากตาย!”

“ปล่อยแม่นางว่านเดี๋ยวนี้ ไม่งั้นเจ้าไม่รอด!” ฟ่งโหยวกวานตวาด ตระกูลหลินทุกคนวิ่งมาดูเหตุการณ์ ทุกคนเอาใจช่วยชายชราให้ช่วยข่งฉือให้ได้

“ฮ่าๆๆๆ เจ้าจะทำอะไรได้ หลีก!” 

หงเหวินติ้งใช้มือหนึ่งจับข่งฉือไว้ มือหนึ่งเข้าต่อสู้กับผู้เฒ่า คิดว่าไม่น่าจะแพ้เพราะแค่เป็นคนแก่ แต่ผิดคาด ผู้เฒ่าฝีมือขั้นสูงแค่สองกระบวนท่าหงเหวินติ้งก็โดนซัดเข้าที่หน้าอกจังๆ ลอยกระเด็นไปสิบก้าว มันจึงรู้ตัวแล้วว่างานคราวนี้คงจะพลาดอีกแล้ว ควักระเบิดควันออกมาขว้างลงพื้น ฟ่งโหยวกวานถูกระเบิดควันบังไว้ โจรชั่วกระโดดขึ้นบนหลังคาเพื่อจะหนี แต่ยังไม่ถึงหลังคาก็โดนท่อนฟืนลอยมาจากไหนไม่รู้ กระแทกเข้าไปที่หัวอย่างจังตกลงมาที่พื้น ฟ่งโหยวกวานหันไปมองที่มาของท่อนฟืนก็ไม่เห็นใครอยู่แถวนั้น โจรชั่วลุกขึ้นมาได้อย่างสลึมสลือ ภาพข้างหน้าคือชายชราที่ยืนอยู่และซัดฝ่ามือเข้ามาอย่างแรง หงเหวินติ้งลอยไปยี่สิบก้าว ตกลงพื้นกระอักเลือดสดๆ ออกมาเต็มพื้นหมดสติไป

 

เช้าวันต่อมา องครักษ์ศาลไคเฟิงเซี่ยหลี่กับเฟิงช่างลูกน้อง ถือกล่องใส่บางอย่างมาด้วย เดินเข้ามาในบ้านตระกูลหลิน เขามาแจ้งข่าวว่าหลังจากหงเหวินติ้งถูกนำตัวไปศาลไคเฟิง อาการก็ทรุดหนักเพราะถูกฝ่ามือของผู้เฒ่าว่างซัดเข้าเต็มแรง ตอนนี้รักษาตัวอยู่ หากอาการดีขึ้นแล้ว ก็จะถูกนำตัวขึ้นศาลตัดสินโทษ ซึ่งโทษก็คงจะเป็นประหารชีวิต

ซือหยงนำน้ำชามาเสริฟให้นายท่าน คุณชาย และแขก

“ข้าไม่ได้ตั้งใจจะฆ่ามัน แต่พลั้งมือไป ควบคุมพลังไม่อยู่” ผู้เฒ่าความจำเสื่อมบอก สีหน้าไม่สบายใจ

“ช่างมันเถอะท่านตา คนชั่วแบบนั้นสมควรโดนแล้ว” เทียนเยว่บอก

“ต้องขอบคุณท่าน ที่ทำให้บ้านเมืองสงบสุขอีกครั้ง เรื่องอื่นอย่ากังวลไปเลย” หลินเจิ้นซีพูดแล้วซดน้ำชา

เจียเจ๋อเข้าใจ จึงอธิบายให้ทุกคนฟังว่า 

“ปกติคนเราถ้ามีสติเต็มที่ จะกะประมาณพลังปราณที่ส่งออกไปได้ แต่สำหรับผู้เฒ่าว่าง อาจจะจำไม่ได้ว่าตัวเองมีพลังมากเท่าไร จึงควบคุมได้ยาก” 

ทุกคนพยักหน้าเข้าใจ

“ท่านตา ท่านเป็นยอดยุทธ์ที่มีพลังสูงมาก ท่านจำไม่ได้เลยเหรอว่าตัวเองเป็นใคร” อี้หลิงถาม ผู้เฒ่าส่ายหน้า

“เอาล่ะ ท่านผู้เฒ่า เรื่องที่ท่านความจำเสื่อมพลั้งมือลงมือหนักไปหน่อยนั้น ข้าจะเรียนใต้เท้ามู่หยงให้ ใต้เท้าคงเข้าใจและไม่เอาโทษท่าน แม้เจ้าโจรหงเหวินติ้งจะไม่รอดก็ตาม ท่านก็ไม่น่ามีความผิด เพราะมีพยานหลายคนเห็นว่าท่านไม่ได้ตั้งใจจะฆ่ามัน” เซี่ยหลี่พูด 

“ขอบคุณองครักษ์เซี่ยมาก” ผู้เฒ่าคารวะ เซี่ยหลี่ห้ามไว้ “ไม่ต้องเกรงใจ”

“รางวัลนำจับของท่าน ที่จริงท่านต้องเดินทางไปรับเอง แต่วันนี้ข้ามาที่นี่แล้วก็เลยนำมาด้วย” หันไปทางลูกน้อง ทหารหนุ่มส่งกล่องที่ถืออยู่ให้ฟ่งโหยวกวาน

“เงินรางวัลสามพันตำลึง เป็นของท่าน” เปิดฝากล่องมีเงินตำลึงทองอยู่เต็ม ผู้เฒ่าตกใจและปฏิเสธ

“ข้ารับไม่ได้หรอก ข้าไม่ได้ทำอะไร ข้า…..”

“ท่านตา รับไว้เถอะ ท่านจับโจรได้นะ” อี้หลิงบอก

“ใช่แล้วท่านตา ท่านน่ะเก่งมากนะ เราสี่คนช่วยกันยังจับไม่ได้ ท่านคนเดียวเอาซะอยู่หมัด” เทียนเยว่เสริม

“แต่ข้า….” ฟ่งโหยวกวานยังไม่อยากรับ

“รับไว้เถอะท่านผู้เฒ่า ท่านสมควรได้รับมัน เดี๋ยวข้าจะให้จื้ออิงไปกับท่านที่ร้านแลกเงิน เอาเงินตำลึงไปแลกเป็นตั๋ว จะได้พกพาสะดวก” เจียเจ๋อบอก 

ผู้เฒ่าเห็นว่าไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไม่รับจึงรับเงินไว้ แต่ในใจก็คิดถึงเหตุการณ์เมื่อคืน ท่อนฟืนที่ลอยมาจากหลังบ้าน ไปกระทบศีรษะของหงเหวินติ้งเต็มๆ คนที่ขว้างมาต้องมีวรยุทธ์แน่ๆ ฝีมือก็ต้องพอใช้ได้ถึงจะทำแบบนั้นได้ แต่ตอนนั้นคนมีวรยุทธ์ไม่อยู่บ้านเลย จะว่าเป็นฝีมืออาปิงก็คงไม่ใช่ ตอนนั้นอาปิงหลับอยู่ เพิ่งตื่นมาตอนที่หงเหวินติ้งสิ้นฤทธิ์ไปแล้ว คนที่เหลือคือข่งฉือ ฮุ่ยเจิน หยางเหม่า ฉินซือหยง หรือว่าจะเป็นฉินซือหยง มีความเป็นไปได้มากว่าเป็นนาง แต่ก็ไม่ควรปักใจเชื่อแบบนั้น เพราะอาจจะไม่ใช่ก็ได้ เรื่องนี้ยังเป็นปริศนาที่ผู้เฒ่าคิดไม่ออก แต่คิดว่าบางทีอาจจะต้องบอกคุณชาย ว่าในบ้านมีคนมีวรยุทธ์อยู่อีกคนแต่ไม่เปิดเผยตัว

ซือหยงมองผู้เฒ่าพลางคิดว่าเขาจะรู้รึเปล่าว่านางเป็นคนขว้างฟืนท่อนนั้นใส่หงเหวินติ้ง ความจริงนางไม่อยากทำอะไรให้คนรู้ว่านางมีวรยุทธ์ แต่นางเกลียดคนชั่วที่ชอบรังแกผู้หญิง อดไม่ได้ที่จะเข้าช่วย การณ์นี้คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ผู้เฒ่าจะคิดว่านางเป็นคนทำ แต่มันก็ช่วยไม่ได้ ทำไปแล้ว ถ้าผู้เฒ่าถามก็ค่อยปฏิเสธไป เชื่อหรือไม่ก็คงต้องแล้วแต่บุญกรรม

 

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

*ยี่สิบชั่ง ประมาณ 10 กิโลกรัม

*ยามซื่อ 09.00 - 10.59 น.

*ยามจื่อ 23.00 - 24.59 น.

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

8 ความคิดเห็น