หลินเจียเจ๋อ แก๊งม่วน ป่วนจอมยุทธ์

ตอนที่ 12 : เริ่มเรียน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 29
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    13 ก.ย. 63

ประตูหน้าบ้านตระกูลหลินมีใบประกาศติดไว้ เขียนว่า รับสมัครสาวใช้หนึ่งคน ตั้งแต่เจียเจ๋อกลับมา ตระกูลหลินก็มีงานเพิ่มขึ้น จึงต้องรับคนมาเพิ่ม ตอนนี้เป็นเวลาเช้าตรู่ ดวงอาทิตย์กำลังจะขึ้น อี้หลิงยืนรออยู่บริเวณบ้าน วันนี้เป็นวันแรกที่จะได้เรียนวิชากับอาจารย์ นางรู้สึกตื่นเต้น ตื่นตั้งแต่เช้ามืดมาปลุกอาปิงกับหลิวเทียนเยว่ซึ่งกำลังนอนหลับสบาย เทียนเยว่ยืนหาววอด ส่วนอาปิงนั้นยืนพิงต้นบ๊วยหลับสบายมีเสียงกรนด้วย

พระอาทิตย์ส่องแสงยามเช้า เจียเจ๋อเดินออกมากับอ้ายจื้ออิง อี้หลิงเห็นก็ดีใจ

“อาจารย์มาซะที ข้ามารอตั้งแต่เช้ามืด” นางบ่น

“ไม่ต้องเช้าขนาดนี้ก็ได้” อาจารย์บอก

“งั้นเรามาเริ่มฝึกกันเลยเถอะ เทียนเยว่ อาปิง” หันไปเรียกเพื่อน

“วันนี้เจ้าไม่ได้เรียนกับข้า” เจียเจ๋อบอก

“อ้าว” อี้หลิงทำหน้างง “ไม่ได้เรียนกับท่านแล้วเรียนกับใครล่ะ”

“กับข้างัย!” เสียงหนึ่งดังขึ้น ทุกคนหันไปมอง เขาคือ

“เหลียวสงเหยิน!” อี้หลิงเรียกชื่อ

“เรียกผิดแล้ว ต้องเรียกศิษย์พี่สิ” เหลียวสงเหยินยิ้มอารมณ์ดี

“ใครเหรอ” เทียนเยว่ถาม เพราะไม่เคยเจอ

“ขอแนะนำ นี่คือเหลียวสงเหยิน ศิษย์สำนักแมวป่า หรือก็คือศิษย์พี่ของพวกเจ้า จากนี้ไปหนึ่งเดือนเขาจะมาฝึกพื้นฐานให้” เจียเจ๋อแนะนำอย่างเป็นทางการ เขาไปขอตัวเหลียวสงเหยินจากอาจารย์หยางให้มาช่วยฝึกพื้นฐานให้ศิษย์ทั้งสาม

“พื้นฐานเหรอ อาจารย์ ข้าก็มีพื้นฐานแล้ว ไม่เห็นต้องฝึก แล้วอย่างนี้เมื่อไหร่จะเก่งล่ะ” อี้หลิงทักท้วง

เจียเจ๋อยิ้มแล้วถามว่า 

“เจ้าเรียนพื้นฐานมาจากไหน”

“จากหนังสือ เรียนวรยุทธ์ให้เก่งในหนึ่งสัปดาห์ ข้าซื้อจากในตลาด” อี้หลิงตอบตามตรง ทุกคนยิ้ม เทียนเยว่หัวเราะ

“ฝึกเองน่ะดีอยู่หรอก แต่ถ้ามีคนคอยแนะนำจะดีกว่า เจ้ายังฝึกมาไม่มาก ทิ้งวิชาที่ฝึกมาทั้งหมด แล้วเริ่มต้นใหม่ เทียนเยว่ก็ด้วย”

“ครับอาจารย์” เทียนเยว่คารวะ แต่อี้หลิงยังไม่เห็นด้วย ทำท่าจะถามอีก เจียเจ๋อเห็นว่าคุยเยอะไปจะเสียเวลาจึงยกมือห้าม

“เอาล่ะๆ ไม่ต้องถาม วิธีนี้ดีแล้ว เริ่มฝีกได้” 

อาปิงยังนอนหลับกรนครอกๆ อี้หลิงเดินไปลากมือมาให้เริ่มฝึก สามคนถือกระบี่มาเตรียมพร้อม

“เก็บกระบี่ก่อน วันนี้เรายังไม่ฝึก” เหลียวสงเหยินบอก

“อ้าว แล้วจะฝึกอะไรกันล่ะ” อี้หลิงถาม

“ฝึกกระบวนท่าหมัดและเท้า” 

“โธ่ นี่มันพื้นฐานสุดๆ เลยนะ” 

“พื้นฐานเป็นสิ่งสำคัญมาก อย่าบ่นเลย เริ่มกันเถอะ” ศิษย์พี่บอก ทุกคนเดินเอากระบี่ไปเก็บและกลับมาฝึก

  ส่วนจื้ออิงนั้นฝึกกระบี่กับเจียเจ๋อ กระบี่ของอาจารย์คือกระบี่อู๋หยิ่ง* กระบี่ของศิษย์คือกระบี่โหลวซวน* เป็นกระบี่ชั้นดีทั้งคู่

“อย่างที่ข้าเคยบอกเจ้า วรยุทธ์ของเจ้านั้นอยู่ในขั้นสูงแล้ว ไม่จำเป็นต้องเรียนกับข้าอีก แต่ในเมื่อเจ้าอยากเรียนข้าก็จะช่วยเป็นคู่ซ้อมให้ และแนะนำจุดที่บกพร่อง ส่วนจะฝีกให้ก้าวหน้าไปได้แค่ไหนนั้นขึ้นอยู่กับตัวเจ้าเอง หลังจากเจ้าฝึกกระบี่กับข้าจนชำนาญแล้ว จะเปลี่ยนจากกระบี่เป็นกิ่งไผ่ เจ้าจะได้เรียนเคล็ดวิชากระบี่แทนใจ” เจียเจ๋อบอกศิษย์

“ขอบคุณอาจารย์ ข้าจะตั้งใจฝึก” จื้ออิงคารวะ

เจียเจ๋อกับจื้ออิงเข้าดวลกระบี่กัน เสียงกระบี่ชั้นดีกระทบกันดังก้องกังวาน ศิษย์ใหม่สามคนที่กำลังฝีกพื้นฐานต้องหยุดดูเพราะความตื่นตาตื่นใจในความเยี่ยมยุทธ์ของทั้งสองคน

“เมื่อไหร่ข้าจะเก่งแบบนั้นบ้างนะ” อี้หลิงรำพึง

“เอาล่ะๆ อย่าไปสนใจ ฝึกต่อไป” เหลียวสงเหยินบอก

ในระหว่างที่กำลังฝึกกันอยู่นั้น มีเสียงเคาะประตูหน้าบ้าน เหลียวสงเหยินเดินไปเปิด พบชายคนหนึ่งอายุประมาณได้สี่สิบปีท่าทางเป็นคนเดินทางพเนจร สะพายห่อผ้ามาด้วย

“ไม่ทราบว่าท่านมาหาใครครับ” เหลียวสงเหยินถาม

“ข้ามาหาเทพสัปประยุทธ์หลินเจียเจ๋อ ได้ข่าวว่าเขาอยู่ที่นี่” ชายพเนจรบอก

“ท่านมาหาศิษย์พี่หลินมีธุระอะไรมิทราบ”

“ข้าจะมาขอประลองยุทธ์แลกเปลี่ยนวิชา” 

เหลียวสงเหยินคิดว่าเจียเจ๋อคงไม่อยากประลอง แต่จะบอกให้คนผู้นี้กลับไปก็คงจะยาก จึงได้ตอบไปว่า

“งั้นท่านรอสักครู่ ข้าจะไปเรียนศิษย์พี่” 

 

หลินเจียเจ๋อเดินมาต้อนรับผู้มาเยือน 

“ไม่ทราบว่าท่านคือ”

“ข้าชื่อ จินเสียวเข่อ จากสำนักจู๋หลิน* มาขอประลองกับท่าน” คารวะหนึ่งครั้ง

เจียเจ๋อเริ่มหนักใจอีกครั้ง เขาไม่อยากประลองอีกแล้ว จึงพยายามอธิบายให้อีกฝ่ายฟังว่าได้ถอนตัวจากยุทธภพแล้ว แต่ก็เปล่าประโยชน์ จินเสียวเข่อก็ยังยืนยันจะประลองให้ได้

“งั้นเอาอย่างนี้ก็แล้วกัน อย่าหาว่าข้าดูถูกท่านเลยนะ ข้าอยากให้ศิษย์ของข้าได้เปิดหูเปิดตา แลกเปลี่ยนวิชาจากสำนักอื่นดูบ้าง ท่านจะว่าอย่างไร ถ้าหากท่านชนะเขาได้ ข้าก็จะประลองกับท่าน” 

“ได้สิ จะเป็นไรไป ถือซะว่าสอนวิชาให้เด็กมันดู” จินเสียวเข่อดูถูกจื้ออิงเพราะเห็นว่าเขาเป็นเด็ก 

 

ทุกคนหยุดการฝึกเพื่อมาดูการประลอง หลังจากตกลงกันแล้วว่าหากมีฝ่ายใดบาดเจ็บหรือตาย อีกฝ่ายก็จะไม่เอาความ การประลองจึงเริ่มขึ้น 

ฝีมือของจินเสียวเข่อนั้นอยู่ในขั้นดี เขาอายุมากว่าจื้ออิงหลายปี จึงมีประสบการณ์มากกว่า สามารถรับมือกับกระบี่โหลวซวนได้อย่างสูสี แต่เห็นได้ชัดว่าจื้ออิงยังสู้ไม่สุดกำลัง

“จื้ออิงสู้ๆ!” อี้หลิงเชียร์

ประมาณยี่สิบกระบวนเพลง ซึ่งก็กินเวลาพอสมควร ในที่สุดจื้ออิงก็ใช้กระบวนท่าเอาชนะจินเสียวเข่อ ใช้เท้าเตะกระบี่จนหลุดมือ หมุนตัวเอากระบี่จ่อที่คอของคู่ต่อสู้ ทำให้ต้องหยุดและรู้ผลการประลอง

“เฮ! ชนะแล้ว” อี้หลิงกับเทียนเยว่ดีใจ

“ข้าแพ้แล้ว ศิษย์ของท่านเก่งจริงๆ ขนาดศิษย์ยังเก่งขนาดนี้แล้วอาจารย์จะขนาดไหน”

“ท่านจินชมเกินไปแล้ว ขอบคุณที่ออมมือ” จื้ออิงคารวะ

จินเสียวเข่ออำลาจากไป การประลองนี้จื้ออิงเหนื่อยพอสมควร

“มีคนมาฝึกเจ้าแทนข้าก็ดีเหมือนกัน วันนี้พอแค่นี้เถอะ ส่วนเจ้าสามคนฝึกต่อไป” เจียเจ๋อบอก

“รับทราบ” ทุกคนตอบรับ

ก่อนเที่ยงการฝึกช่วงเช้าก็จบลง ทุกคนพักผ่อน ช่วงบ่ายอี้หลิงกับอาปิงเรียนหนังสือต่อ หลิวเทียนเยว่เข้าไปเรียนด้วย แต่คงไม่ได้เรียนทุกวัน ถ้ามีงานอะไรในบ้านที่ต้องช่วยก็ต้องหลีกออกไป สามคนนั่งรอในห้องเรียน แต่ด้วยความง่วงเพราะกินข้าวเที่ยงมา ทำให้อี้หลิงหาววอด ทำท่าจะหลับ

“ทุกคน!” เสียงเจียเจ๋อเรียก เดินเข้ามาพร้อมกับชายวัยหนุ่มอีกคน “ขอแนะนำให้รู้จักกับบัณฑิตอู๋ ต่อไปเขาจะมาเป็นอาจารย์สอนหนังสือพวกเจ้า” 

“คารวะอาจารย์” ศิษย์สามคนทำความเคารพอาจารย์

“ตามสบาย” อาจารย์บอก “ข้าชื่ออู๋ชิวหมิง ปีนี้อายุยี่สิบห้าปี เคยสอบซิ่วฉาย* ได้ อีกไม่นานจะเข้าสอบจอหงวน  ขอให้พวกเจ้าตั้งใจเรียน แล้วจะได้เข้าสอบจอหงวนเหมือนข้า”

“อาจารย์อู๋ ข้าไม่อยากไปสอบจอหงวนหรอก แค่อ่านออกเขียนได้ก็พอ” อี้หลิงบอก อาจารย์ส่ายหน้า

“แค่อ่านออกเขียนได้ไม่พอหรอก คนเราต้องมีภูมิความรู้ ถึงจะอยู่ในสังคมได้อย่างมีสง่าราศี ถึงจะเป็นจอมยุทธ์ก็ต้องรู้หนังสือทุกตัว รู้จักแต่งกลอน ถึงจะดี เข้าใจมั้ย” อาจารย์ย้ำ

“อาจารย์ ข้าชอบแต่งกลอน เอาไว้เจอผู้หญิงสวยๆ จะได้แต่งกลอนจีบได้” เทียนเยว่บอก

“เจ้าคิดแต่เรื่องแบบนี้เองเหรอ โธ่เอ๊ย” อี้หลิงบ่น

“ก็ใช่สิ ข้าหน้าตาไม่หล่อเหมือนจื้ออิงนี่ ก็ต้องใช้บทกลอนและคารมสิ" 

“เอาล่ะ ๆ อย่าเถียงกันเลย มาเริ่มเรียนกันเถอะ อาปิงตื่นได้แล้ว” อาจารย์เรียกอาปิงที่กำลังหลับอยู่ให้ตื่น อาปิงตื่นมาทำหน้างง การเรียนวันนี้อาจารย์เล่าประวัติของขงจื๊อ เม่งจื๊อ ซุนจื๊อ หลี่ไป๋ ซีหยวน เถายวนหมิง ตู้ฝู่ และให้คัดลอกบทความของขงจื๊อมาส่งในวันต่อไป

 

หูซีหยุนกลับมาถึงบ้าน ในมือถือใบประกาศรับสมัครสาวใช้ของตระกูลหลินมาด้วย เขาสังเกตุการณ์อยู่ใกล้ๆ พอพ่อบ้านซุนเอาใบประกาศมาติดก็แอบไปเอาออก 

เดินเข้าบ้านนั่งพักดื่มน้ำชาที่โต๊ะหน้าบ้าน สักพักมีผู้หญิงคนหนึ่งเดินเข้ามา ฉินซือหยง ลูกสาวบุญธรรมนั่นเอง

“พ่อบุญธรรม” นางทักทาย ไม่ยิ้ม นางหน้าตาน่ารัก แต่ทำหน้าบึ้งตึงหรือเฉยเมยเสมอ

“เป็นงัยบ้าง งานที่ข้าใช้ให้ไปทำ” 

“ข้าไปแล้ว บางคนก็เก็บได้ แต่บางคนบอกว่ายังไม่มีเงิน ตู้โป๋ชงบอกว่าแม่เขาป่วยเอาเงินไปซื้อยาหมดแล้ว หลัวเซียวหรูบอกว่าขอจ่ายค่าเช่าบ้านก่อนแล้วค่อยคืนเงินกู้ให้เรา”

“อะไรนะ! แล้วเจ้าก็เชื่อพวกมันงั้นเรอะ เจ้าพวกนี้มันโกหก” หูซีหยุนโมโหที่ลูกสาวไปทวงหนี้ไม่ได้

“พ่อบุญธรรม พวกเขาใช้หนี้เรามานานแล้ว แค่ดอกเบี้ยก็เกินเงินต้นมาเยอะแล้ว พวกเขาก็ลำบาก…”

“พวกมันเป็นหนี้ข้า ตามข้อตกลงดอกเบี้ยร้อยละสามสิบ ไม่ใช้เงินต้น แล้วจะให้ยกหนี้ให้เรอะ เจ้าบ้าไปแล้วรึงัย!”

“พ่อบุญธรรม ดอกเบี้ยร้อยละสามสิบมันโหดเกินไป อีกกี่ปีถึงจะใช้หมด”

“โหดเกินไปก็ไม่ต้องมากู้สิ ในเมื่อมากู้แล้วก็ต้องใช้ข้ามา”

“พวกเขามากู้เพราะไม่มีทางเลือก”

“หุบปากไปเลยนะ! นี่เจ้าไปเถียงแทนพวกมันทำไม เจ้าอยู่ข้างใครกันแน่” หูซีหยุนชี้หน้า

ซือหยงนิ่งเงียบ รู้ว่าเถียงไปก็เท่านั้น พ่อบุญธรรมนั่งลง 

“ฮึ นับวันเจ้าจะยิ่งใจอ่อน ทำงานไม่สำเร็จ” ซือหยงทำท่าจะเดินจากไป แต่หูซีหยุนห้ามไว้ และเอาใบประกาศรับสมัครสาวใช้ให้ดู

“เจ้าต้องปลอมไปเป็นคนใช้บ้านสกุลหลิน คอยสังเกตุการณ์เจ้าแก่ที่ความจำเสื่อม คอยดูว่ามันเริ่มจำอะไรได้เมื่อไหร่รีบส่งข่าวบอกข้า”

“ทำไม” ซือหยงถาม

“อะไรนะ” 

“ทำไมต้องปลอมเป็นคนใช้ ทำไมต้องไปสังเกตุการณ์คนผู้นั้นด้วยล่ะ”

“เป็นคำสั่งของฟางอี๋เจี้ยน” พ่อบุญธรรมตอบ ซือหยงนิ่งไปครู่หนึ่ง

“พ่อบุญธรรม แค่เราปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยโหด หลอกลวงต้มตุ๋น ลักขโมย มันก็แย่อยู่แล้ว แต่นี่มันแย่กว่าเดิมมาก”

“เจ้าพูดอะไร”

“หลายปีมานี้ ท่านติดตามฟางอี๋เจี้ยน เขาใช้ให้เราทำแต่เรื่องชั่วช้า ฆ่าคน วางเพลิง ปล้นทรัพย์ ข้าไม่อยากทำเรื่องพวกนี้อีกแล้ว” 

“บังอาจ! ไม่ต้องมาสั่งสอนข้า เจ้าลืมแล้วเหรอ ถ้าไม่ได้ข้า ชีวิตเจ้าจะเป็นยังงัย หือ ถ้าไม่ขายตัวอยู่ในซ่องก็ต้องเป็นขอทาน” หูซีหยุนตวาด 

ซือหยงนึกภาพของตัวเองเมื่อหลายปีก่อน ตอนนั้นนางอายุได้หกขวบ พ่อแม่ของนางพานางมาที่ตลาด พวกท่านพาไปกินอาหารที่ร้านบะหมี่ บอกนางให้นั่งรออยู่ที่นั่น แล้วก็พากันหายไป นางนั่งรอจนใกล้ค่ำก็ไม่มีใครกลับมา พ่อบุญธรรมผ่านมาพบเข้าเห็นนั่งอยู่คนเดียวเลยเข้ามาถาม พอรู้เรื่องก็บอกว่าพวกท่านคงไม่กลับมาแล้ว และพานางกลับบ้าน เลี้ยงดู ฝึกวรยุทธ์ให้ แต่ก็ใช้ให้ทำแต่เรื่องไม่ดี เวลาที่นางปฏิเสธก็จะยกเอาเรื่องบุญคุณมาอ้าง

ทุกครั้งที่ซื้อหยงนึกถึงเหตุการณ์ที่ตัวเองต้องนั่งรอพ่อแม่อยู่ทั้งวัน นางก็จะร้องไห้ น้ำตาไหลออกมาเอง ครั้งนี้ก็เช่นกัน รู้สึกว่าตนเองช่างอาภัพนัก ถูกพ่อแม่ทิ้ง มีคนอุปการะแต่ก็ให้ทำงานแต่เรื่องต่ำช้า

“ถ้างานสำเร็จ เจ้าแก่นั่นบอกเคล็ดวิชาให้ฟางอี๋เจี้ยน ข้าก็จะพลอยสุขสบายไปด้วย เขาจะให้ข้าคุมพรรคที่อยู่ใต้สังกัดทั้งหมด”

ซือหยงอยากบอกพ่อบุญธรรมว่า หากฟางอี๋เจี้ยนได้สิ่งที่ต้องการแล้ว เขาก็หมดประโยชน์ คงต้องถูกฟางอี๋เจี้ยนฆ่าทิ้งเป็นแน่ สัจจะไม่มีในหมู่โจร คนโลภมักจะโง่ และคนโง่มักตกเป็นเหยื่อคนฉลาดเสมอ

“รีบไปซะ เจ้าจะไปสมัครเป็นคนแรก” นั่นเพราะใบสมัครถูกดึงออกมาแล้ว

 

ฉินซือหยงยืนอยู่หน้าประตูบ้านตระกูลหลิน พยายามทำหน้าตายิ้มแย้ม นางแต่งหน้ามาเล็กน้อย เปลี่ยนชุดเป็นแบบผู้หญิง ปกติจะใส่ชุดแบบผู้ชาย หรือถ้าเป็นชุดผู้หญิงก็เป็นชุดแบบจอมยุทธ์ที่พร้อมจะต่อสู้อยู่เสมอ ในใจไม่อยากทำงานนี้เลย แต่ก็ขัดพ่อบุญธรรมไม่ได้ แต่บางทีการได้มาเป็นสาวใช้ที่นี่ ก็อาจเป็นการพักสมอง พักความคิด และได้หยุดทำเรื่องชั่วๆ ได้ชั่วคราว แต่ยังงัยก็ยังเป็นการหลอกลวงผู้อื่นอยู่ดี นางเคาะประตูเรียกคนข้างใน มีคนมาเปิดประตู หลิวเทียนเยว่นั่นเอง ด้วยความน่ารักของซือหยง ทำให้เขาตกตะลึงรู้สึกชอบในทันที

“แม่นางมาหาใครเหรอ”

“ข้ามาสมัครเป็นสาวใช้” 

“อ๋อ…เอ่อ….งั้นตามข้ามา” เทียนเยว่ยิ้มอย่างดีใจ ที่มีคนสวยๆ มาสมัครเป็นสาวใช้ที่นี่ พาเดินไปหาพ่อบ้านซุน พ่อบ้านซุนพาไปหาเจียเจ๋อ

“เจ้าชื่ออะไร” คุณชายหลินถาม

“ข้าชื่อฉินซือหยง บ้านเดิมอยู่เฉิงตู แต่มาอยู่เมืองหลวงตั้งแต่เด็กๆ ตอนนี้อยู่กับพ่อบุญธรรมแค่สองคน"

“ตกลงข้ารับเจ้าทำงาน เจ้าเรียนรู้งานกับฮุ่ยเจินนะ” เจียเจ๋อบอกให้ฮุ่ยเจินพาซือหยงไป ซือหยงได้พบเจียเจ่อแล้วรู้สึกว่าผู้ชายคนนี้ดูแล้วช่างอบอุ่น ใจดี นางรู้มาว่าเจียเจ๋อเป็นยอดยุทธ์ที่ไม่มีใครเทียม จึงเกิดความรู้สึกดีๆ ขึ้นในใจ เทียนเยว่ยิ้มให้นาง นางยิ้มตอบให้เล็กน้อย เด็กหนุ่มดีใจมาก สบายใจอย่างบอกไม่ถูก

“พ่อบ้านซุน” เจียเจ๋อเรียก

“ครับคุณชาย”

“ต่อไปเรื่องงานในบ้านให้ท่านพ่อเป็นคนตัดสินใจนะ ตอนนี้ท่านหายป่วยแล้ว”

“ครับคุณชาย” พ่อบ้านซุนรับคำ

 

ฮุ่ยเจินพาซือหยงไปดูรอบๆ บ้านและบอกหน้าที่ว่าต้องทำอะไรบ้าง เดินดูทั่วแล้วก็มาที่ครัวหลังบ้าน

“นี่คือครัวของบ้านนี้ ตอนนี้ข้าทำอาหารคนเดียว ได้เจ้ามาช่วยก็เบาแรง นี่คือลุงหวง ลุงหวงอยู่ที่นี่มาตั้งแต่นายท่านหลินยังเด็ก” ฮุ่ยเจินแนะนำ

“ลุงหวง” ซือหยงทักทาย

“เอ้อ เจ้าเป็นสาวใช้คนใหม่เหรอ”

“ใช่ค่ะ ตั้งแต่วันนี้ซือหยงจะมาอยู่กับเราที่นี่” ฮุ่ยเจินตอบแทน

“แล้วท่านตาคนนั้น” ซือหยงหันไปทางฟ่งโหยวกวานที่กำลังจัดเรียงไม้ฟืน

“อ๋อ นั่นท่านตาว่าง เป็นคนความจำเสื่อมน่ะ ก่อนหน้านี้ถูกคนของพรรคต้าหู่จับไปขัง ถูกช่วยออกมา แต่จำอะไรไม่ได้ คุณชายสงสารเลยให้อยู่ที่นี่” 

ที่แท้คนที่พ่อบุญธรรมให้จับตาดูคือคนๆ นี้นั่นเอง ดูๆ ไปแล้วก็แค่คนแก่ธรรมดา แต่พ่อบุญธรรมก็ไม่ได้เล่ารายละเอียดอะไรให้ฟัง บอกแค่ให้คอยดูว่าจำอะไรได้เมื่อไหร่ ให้รีบไปรายงาน

“คนที่นี่ใจดีทุกคน อยู่ที่นี่อาจจะไม่สุขสบายเหมือนบ้านขุนนางใหญ่โต แต่เจ้าจะไม่ลำบาก” ฮุ่ยเจินบอก

“ค่ะ พี่ฮุ่ยเจิน” 

ซือหยงก็พอมองออกถึงสิ่งที่ฮุ่ยเจินบอก ดูจากท่าทางของหลายๆ คนที่เพิ่งเจอมา บ้านนี้เป็นครอบครัวที่อบอุ่น ซึ่งเป็นสิ่งที่นางไม่เคยมี เวลาเห็นคนที่เขาอยู่กันพร้อมหน้าทำให้นึกอิจฉาทุกครั้ง เวลานี้ถึงแม้นางจะไม่ใช่คนตระกูลหลิน แต่ก็จะได้สัมผัสความรู้สึกนั้น แม้อาจเป็นเพียงระยะเวลาสั้นๆ ก็ตาม

บ่ายแก่ๆ ของวันนั้น ซือหยงต้องออกไปซื้อเครื่องเทศมาไว้ในครัว หลังจากฮุ่ยเจินจดรายการของและแนะนำร้านที่จะซื้อแล้ว นางกำลังจะเดินออกไป

“ให้ข้าไปเป็นเพื่อนนะ” หลิวเทียนเยว่นั่นเอง 

“แค่ไปซื้อของน่ะ คุณชายหลิวไม่ต้องไปก็ได้” ซือหยงบอก

“ผู้หญิงไปซื้อของคนเดียวอาจมีอันตรายได้ แถวนี้มีพวกนักเลงหลายคนนะ ให้ข้าไปด้วยเถอะ รับรองปลอดภัย” คุณชายหลิวยืนยัน

ฮุ่ยเจินดูเหมือนจะรู้ความคิดของเด็กหนุ่ม จริงๆ แล้วถ้าไม่ซื่อจนเกินไป ใครๆ ก็คงดูออกว่าเทียนเยว่คิดอะไรอยู่ เพราะเขาเป็นคนแสดงออกอย่างตรงๆ นางจึงบอกซือหยงว่า

“งั้นให้คุณชายหลิวไปเป็นเพื่อนก็ได้”

ซื้อหยงไม่พูดอะไรเดินนำหน้าไป เทียนเยว่ยิ้มให้ฮุ่ยเจินเป็นการขอบคุณ แล้วรีบเดินตามสาวใช้คนใหม่ไป

“ซือหยง ตอนเจ้าอยู่เฉิงตู ทำอะไรเหรอ”

“ทำนาทำไร่ ปลูกผัก เลี้ยงสัตว์” หญิงสาวตอบไปตามที่คิดมา 

“แล้วทำไมย้ายมาอยู่เมืองหลวงได้ล่ะ” 

“ปีนั้นอากาศแห้งแล้ว ปลูกพืชผักไม่ขึ้น ข้ากับพ่อเลยย้ายมาอยู่เมืองหลวง”

“เจ้ามาเป็นสาวใช้อยู่ตระกูลหลิน งั้นพ่อเจ้าก็อยู่คนเดียวน่ะสิ”

“พ่อข้ายังอายุไม่มาก อยู่คนเดียวได้ แต่ข้าก็คงต้องขออนุญาตคุณชายกับนายท่านไปหาพ่อบ้าง”

“อืม” เทียนเยว่พยักหน้า

“คุณชายอยากรู้เรื่องของข้าไปทำไมเหรอ” 

“เอ่อ…ก็” เทียนเยว่นึกเหตุผลไม่ออก

“แหม ก็ข้าอยากรู้จักเจ้าน่ะ ไม่มีอะไรหรอก”

“ข้าเป็นแค่สาวใช้ คุณชายจะมาอยากรู้จักข้าทำไม” 

ความจริงซือหยงรู้ตั้งแต่พบกับเทียนเยว่ที่หน้าประตูเมื่อตอนเช้าแล้ว ว่าเด็กหนุ่มมีใจให้ คุณชายคนนี้ดูท่าทางเป็นคนดี แต่เรื่องการมีคู่ นางไม่ได้คิดเลย เพราะสถานะความเป็นอยู่ในปัจจุบัน ไม่เอื้ออำนวยให้คิดเรื่องอะไรได้ 

“เป็นสาวใช้แล้วงัย คนเราจะอยู่ในฐานะไหนก็เป็นเพื่อนกันได้ ที่จริงข้าก็เป็นเหมือนคนรับใช้ที่บ้านตระกูลหลินเหมือนกันนะ จื้ออิงก็ด้วย เพราะอาจารย์ให้เราอยู่ในฐานะศิษย์ด้วย ฐานะลูกจ้างด้วย” 

“นั่นไม่เหมือนกันหรอก" ซือหยงพูด

ทั้งคู่นิ่งไป เดินไปเรื่อยๆ ก็เจอร้านขายเครื่องเทศ ซือหยงซื้ออบเชย โป๊ยกั๊ก พริกไทยเสฉวน ยี่หร่า ตังกุย เซี่ยงกี่ และเปลือกส้ม ในที่สุดก็ได้ของครบ ขาดเพียงอย่างเดียว

“เหลืออีกอย่างเดียว พี่ฮุ่ยเจินบอกว่าให้ซื้อกระด้งกลับไปด้วย 2 ใบ แทนของเก่าที่ขาดไป”

“กระด้งเหรอ ข้ารู้จักร้านที่ขายกระด้ง เดี๋ยวข้าพาไปเอง” 

เทียนเยว่กำลังพาซือหยงไปซื้อกระด้ง ระหว่างที่เดิน มีชายคนหนึ่งเรียกให้หยุด ชายผู้นี้อายุประมาณสามสิบปีท่าท่างเป็นจอมยุทธ์ ร่างสูงใหญ่ หัวล้าน หนวดเครารุงรัง มือถือหอกมาด้วย 

“เจ้าสองคนรู้จักบ้านตระกูลหลินมั้ย” ชายไม่มีผมถาม

เทียนเยว่กับซือหยงมองหน้ากัน เทียนเยว่เป็นคนตอบ

“บ้านตระกูลหลินเหรอ ท่านจะไปทำไม”

“ข้ามาเพื่อท้าประลองกับหลินเจียเจ๋อ”

“มาท้าประลองเหรอ เขาเก่งมากเลยนะ ท่านจะชนะเขาได้เหรอ”

“เฮ้ย! ไอ้หนู เจ้าดูถูกข้าเหรอ ไม่รู้จักข้าซะแล้ว ข้าคือหอกเหล็กหัวเซี่ยเฝ่ย ใครที่สู้กับข้า มันผู้นั้นต้องหลั่งโลหิตชโลมหอกของข้า” พูดพลางชูหอกเหล็กขึ้น

“อย่าเลย ท่านน่ะไม่ชนะหรอก ต่อให้ใช้หอกสิบเล่ม” เทียนเยว่เตือน หัวเซี่ยเฝ่ยยิ่งโกรธ

“เจ้าหนู เจ้ามันปากดีนักนะ สงสัยเจ้าต้องโดนหอกของข้าสักครั้ง ถึงจะรู้ซึ้งฤทธิ์ของมัน” ชายหัวล้านทำตาดุ ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน เทียนเยว่เห็นเข้าก็หวั่นๆ 

“เอาล่ะ ๆ ข้าบอกก็ได้ เจ้าเดินตรงไปทางนั้นนะ เลยศาลเจ้าแม่กวนอิมไป พอสุดตลาดก็เลี้ยวขวา เดินไปอีกสองลี้*ก็ถึง”

“อืม ฮ่ะๆๆๆ ขอบใจเจ้ามากเจ้าหนู พูดแบบนี้สิค่อยน่าฟังหน่อย” ว่าแล้วก็เดินไปตามทางที่เทียนเยว่บอก

“ท่านโกหกเขาทำไม” ซือหยงถาม ทำหน้าสงสัย

“ก็อาจารย์ไม่ชอบประลองกับใครน่ะสิ ท่านน่ะเบื่อแล้วกับการสู้รบปรบมือ ที่กลับมาบ้านก็เพราะอยากล้างมือจากยุทธภพ อยู่อย่างสงบ นี่แค่รับพวกเราเป็นศิษย์ก็ลำบากใจแทบแย่แล้ว”

ซือหยงพยักหน้า 

“ท่านก็เลยหลอกให้เขาไปทางอื่น แล้วนี่อีกเดี๋ยวเขาก็รู้แล้วว่าโดนหลอก จะมาเอาเรื่องเจ้านะ”

“อืม ก็คงงั้น แต่ข้าจำเป็นต้องช่วยอาจารย์ ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ ก็คงต้องพาไปหาอาจารย์น่ะแหละ” 

 

เทียนเยว่พาซือหยงไปที่บ้านของท่านยายเซี่ยง ที่นั่นมีเครื่องจักสานทุกอย่าง เด็กหนุ่มอยากไปเยี่ยมหญิงชราด้วย บ้านของท่านยายเซี่ยงเป็นห้องแถวไม่ได้อยู่ติดถนนใหญ่ แต่อยู่ในซอย แคบๆ เทียนเยว่พาหญิงสาวเดินเข้าไป ในใจนึกภาพวันที่มาครั้งก่อนได้ เขาวิ่งตามเซี่ยงหรูหลานหรือที่คนทั่วไปเรียกกันว่าไถ้เฟิง เข้ามาในซอยนี้ 

ประตูบ้านหลังเล็กๆ เปิดอยู่ หน้าบ้านมีเครื่องจักสานวางขาย วันก่อนเทียนเยว่วิ่งเข้ามาตอนเย็นแล้ว ของพวกนี้จึงถูกเก็บเข้าบ้านหมดแล้ว

“ท่านยาย” เด็กหนุ่มทักทาย

“อ้อ คุณชายหลิว เจ้าน่ะเอง มาหาอาหลานเหรอ เขาก็อยู่หน้าศาลเจ้าแม่กวนอิมน่ะแหละ” ยางเซี่ยงบอก

“เปล่าหรอกท่านยาย ข้าไม่ได้มาหาท่านลุงเซี่ยง ข้ามาซื้อกระด้งน่ะ”

“อ้อ เรอะ ไม่ต้องซื้อหรอก ยายให้ เอาไปเลย” 

ซือหยงพูดขึ้นว่า

“ไม่ได้หรอกท่านยาย ของซื้อของขายก็ต้องให้เงินสิ” 

ยายเซี่ยงมองหน้าหญิงสาวแล้วยิ้ม หันไปพูดกับเทียนเยว่

“คนรักของเจ้าเรอะ” 

“ไม่ใช่หรอกท่านยาย ซือหยงเป็นสาวใช้บ้านตระกูลหลินน่ะ นางเพิ่งมาทำงานวันนี้” เด็กหนุ่มรีบปฏิเสธเพราะเกรงใจหญิงสาว

“อ้อ เป็นสาวใช้เรอะ หน้าตาน่ารักดีนะ ไม่บอกว่าเป็นสาวใช้ข้านึกว่าฮูหยินของเจ้านะนี่”

“ท่านยายล้อข้าเล่นแล้ว” เทียนเยว่ทั้งยิ้มทั้งเขิน ถ้าเป็นแบบนั้นได้ก็ดีสิ เด็กหนุ่มคิด

หลังจากได้ของใช้และจ่ายเงินให้ท่านยายแล้ว สองคนก็ร่ำลาหญิงชรากลับ เดินออกมาที่ถนนใหญ่ เทียนเยว่มองไปที่หน้าศาลเจ้าแม่กวนอิม ไถ้เฟิงยังนั่งอยู่ตรงนั้น เก้าอี้ตัวเดิม เด็กหนุ่มเดินเข้าไปหาเขา ซือหยงเดินตามไป

 “จะไปไหนเหรอ” นางถาม

“ไปหาคนรู้จักน่ะ” 

ไถ้เฟิงนั่งเหม่อมองไปข้างหน้าอย่างไร้จุดหมาย ไม่รู้ในใจคิดอะไรอยู่

“ท่านลุงเซี่ยง” เทียนเยว่เรียกชื่อ ไถ้เฟิงหันมาตามเสียง

“หือ เจ้าเป็นใคร” ทำหน้าสงสัย

“ท่านลุง จำข้าไม่ได้แล้วเหรอ ข้าหลิวเทียนเยว่งัย”

“หลิวเทียนเยว่ ใครกัน ข้าไม่รู้จัก”

เทียนเยว่งง ปกติไถ้เฟิงความจำดีนี่นา ทำไมถึงลืมเข้าได้

“ท่านลุง ข้าหลิวเทียนเยว่ คนที่ท่านเคยแย่งห่อผ้ากับกระบี่ไป แล้วข้าตามท่านไปที่บ้าน ไปกินข้าวเย็น แล้วก็นอนค้างที่บ้านท่านคืนนึงงัย จำไม่ได้เหรอ”

“เสียใจด้วย ข้าจำไม่ได้" ไถ้เฟิงพูดสั้นๆ หันหน้าไปทางอื่น

เทียนเยว่หน้าเสีย และงง หันมามองซือหยง สักครู่ก็พูดกับไถ้เฟิงว่า

“งั้นก็ไม่เป็นไร งั้นข้าไปล่ะ” ทำท่าจะหันหลังกลับ

“เทียนเยว่ เจ้าจะไปแล้วเหรอ” จู่ๆ ก็จำได้ซะงั้น

“อ้าว นี่ท่านลุงจำข้าได้แล้วเหรอ”

“จำได้สิ ข้าแค่ล้อเจ้าเล่นน่ะ ฮ่าๆๆๆๆๆ” ไถ้เฟิงหัวเราะเสียงดัง เทียนเยว่ส่ายหน้า ซือหยงหัวเราะ

“เจ้าโดนข้าหลอกแล้วเทียนเยว่ ไม่ฉลาดเอาซะเลย ฮ่าๆๆๆๆๆ” 

“โธ่ ท่านลุง ท่านแกล้งข้าทำไมเนี่ย” เด็กหนุ่มรู้สึกเซ็งๆ ที่โดนคนไม่เต็มหลอกเอา

เมื่อหัวเราะจนพอใจแล้ว ไถ้เฟิงถามขึ้นว่า

“เจ้าหาอาจารย์คนใหม่ได้รึยัง” 

“อาจารย์คนใหม่ที่ไหนกันล่ะ ข้าน่ะ ฝากตัวกับอาจารย์หลินแล้ว เขารับข้าศิษย์แล้วด้วย”

“นี่เทพสัประยุทธ์ยังไม่ตายเหรอ” 

“ก็ยังน่ะสิท่านลุง ยังไม่ตาย ยังแข็งแรงดี”

“ข้าบอกเจ้าแล้วว่าเขายังไม่ตาย เจ้าก็ไม่เชื่อข้า”

“อ้าว ท่านลุง ทำไมพูดอย่างนั้นล่ะ ก็ท่านบอกข้าเองว่าเขาตายไปแล้ว ไม่ใช่ข้าบอก”

“ข้าบอกเมื่อไหร่ ข้าบอกเจ้าว่าเขายังอยู่”

“เอาล่ะ ๆ ท่านลุง ข้าไม่เถียงกับท่านแล้ว วันนี้ข้ามาหาท่าน ความจริงอยากจะซื้อของกินมาฝาก แต่ข้าไม่รู้ว่าท่านชอบกินอะไร เอาอย่างนี้นะ ข้าให้เงินท่าน จะได้ไปซื้อของที่ชอบกิน”

“ขอบใจเจ้ามากนะเทียนเยว่ จะหาขุนนางที่ดีมีเมตตาอย่างเจ้านั้นแสนยาก เป็นบุญของข้าจริงๆ”

“ขุนนางที่ไหนกันเล่า ข้าเพิ่งบอกท่านไปว่าข้าเป็นศิษย์ของอาจารย์หลิน”

“หลินเจียเจ๋อน่ะเหรอ” 

“ใช่ หลินเจียเจ๋อ”

“เขายังไม่ตายเหรอ”

“โอย ท่านลุง เอาล่ะ ๆ ข้าต้องไปแล้ว ออกมาซื้อของนานแล้ว”

เทียนเยว่เริ่มปวดหัวแล้ว ซือหยงหัวเราะเบาๆ ด้วยความขบขันคนทั้งคู่ นางพอจะรู้แล้วว่าไถ้เฟิงไม่ใช่คนปกติ รู้สึกชื่นชมเทียนเยว่ที่มีน้ำใจให้แม้แต่คนไม่สมประกอบ

“เจ้าหนู” มีเสียงหนึ่งเรียก ทั้งหมดหันไปตามเสียง หอกเหล็กหัวเซี่ยเฝ่ยนั่นเอง ยืนโกรธหน้าเขียวอยู่

“ข้าไปตามที่เจ้าบอกไม่เห็นมีบ้านใครตรงนั้น มีแต่บ้านร้าง เจ้าหลอกข้า!” ตวาดเสียงดัง

“เอ่อ คืออย่างนี้นะ ท่านหอกเหล็ก คือว่าข้า….” 

เทียนเยว่ทำเหมือนจะอธิบาย แต่คว้ามือซือหยงวิ่งหนีไป หญิงสาวตกใจ แต่ก็วิ่งตาม สองคนจูงมือกันวิ่ง ผ่านร้านค้า ผ่านคนที่เดิน กระโดดข้ามรถเข็น ซือหยงอยากหยุดแล้วไปสู้กับหอกเหล็กหัวเซี่ยเฝ่ยซักตั้ง นางมั่นใจว่าจะชนะ แต่ก็ทำไม่ได้ เพราะต้องไม่เปิดเผยฐานะตนเอง ได้แต่วิ่งตามเทียนเยว่ไป ชายหัวล้านวิ่งตามไม่ลดละ  เทียนเยว่วิ่งไปสักพักก็เห็นคนกลุ่มหนึ่งเดินอยู่ข้างหน้า จื้ออิง ท่านตาว่าง อี้หลิง อาปิง มากันครบเลย รู้สึกใจชื้นขึ้น วิ่งช้าลงไปหลบอยู่ข้างหลังจื้ออิง

“มีอะไรกันเหรอ” จื้ออิงเอี้ยวคอมาถาม

“มีคนจะมาท้าสู้กับอาจารย์ ข้าแกล้งบอกทางผิดไป มันเลยโกรธ จะทำร้ายข้า”

“วิ่งหางจุกตูดเลยเหรอเทียนเยว่ ฮ่าๆๆๆ" อี้หลิงหัวเราะเยาะ

“ไม่ตลกเลยนะ มันบอกว่ามันคือหอกเหล็กหัวเซี่ยเฝ่ย น่ากลัวจะตาย”

“ข้ารู้จักหอกเหล็กหัวเซี่ยเฝ่ย ฝีมือเขาก็ไม่เลว” จื้ออิงบอก

ชายหัวล้านวิ่งมาถึง หอบแฮ่กๆ มือชี้ไปที่เทียนเยว่ 

“เจ้าหนู มาให้ข้าอัดซะดีๆ บังอาจมากที่มาหลอกข้า”

“เจ้าเป็นใคร เจ้าโล้น มาเที่ยวไล่ทำร้ายคนแบบนี้ทำไม” ฟ่งโหยวกวานหรือท่านตาว่างถาม

“เจ้าแก่! เจ้าเป็นใคร มายุ่งอะไรด้วย หลีกไป ข้าจะสั่งสอนเจ้าเด็กนั่นให้รู้สำนึก" 

“ข้าให้เจ้าทำแบบนั้นไม่ได้หรอก เสี่ยวเยว่เป็นเหมือนหลานของข้า ใครก็ทำร้ายเขาไม่ได้”

จื้ออิงเห็นว่าท่านตาว่างมีปัญหาเรื่องความจำเสื่อมอยู่ จึงอยากเป็นคนรับเรื่องนี้เอง

“ท่านตา ให้ข้าจัดการเองเถอะ” 

“ไม่ได้ เจ้าก็เป็นเหมือนญาติของข้าเหมือนกัน ข้าจะสู้เอง” ท่านตาว่างยืนยันหนักแน่น

“ถอยไปให้หมด เสี่ยวอิง เสี่ยวหลิง เสี่ยวปิง” 

ทุกคนถอยตามคำสั่ง รู้สึกซึ่งใจที่ท่านตาว่างเห็นพวกเขาเป็นหลาน

“นี่ พวกเจ้าน่ะ แน่ใจแล้วเรอะ ที่ส่งคนแก่มาสู้กับข้า ฮ่าๆๆๆๆ” หัวเซี่ยเฝ่ยหัวเราะร่า

เทียนเยว่เห็นว่าสถานการณ์ได้เปรียบก็สบายใจขึ้น เดินเข้ามาใกล้ชายหัวล้านแล้วพูดว่า 

“นี่ ท่านหอกเหล็ก ข้าจะบอกเจ้าให้เอาบุญนะ คนผู้นี้คือคนที่มีหน้าที่ผ่าฟืนของตระกูลหลิน”

“อะไรนะ คนผ่าฟืน แค่คนผ่าฟืนเจ้าจะมาอวดทำไม”

“ทำไมจะไม่ได้ ถึงเป็นแค่คนผ่าฟืน แต่อาจารย์ก็สอนวรยุทธ์ให้เขานิดๆ หน่อยๆ" 

“นิดๆ หน่อยๆ เรอะ งั้นก็สู้ข้าไม่ได้หรอก” 

“งั้นเจ้าลองพิสูจน์ดูแล้วกัน ว่านิดๆ หน่อยๆ ที่ว่าน่ะ มันแค่ไหนกัน” พูดจบก็วิ่งไปอยู่ข้างหลังจื้ออิงเหมือนเดิม

หอกเหล็กหัวเซี่ยเฝ่ย ยืนประจัญหน้ากับฟ่งโหยวกวาน

“อาวุธของเจ้าล่ะ” ชายหัวล้านถาม

“ไม่ต้องหรอก มือเปล่าก็ชนะเจ้าได้แล้ว”

“อวดเก่งนักนะ” 

หัวเซี่ยเฝ่ยพุ่งหอกไปที่ท้องของชายแก่ ท่านตาว่างหลบเอามือขวาจับหอกเอาไว้ ตรึงเอาไว้อย่างนั้น หัวเซี่ยเฝ่ยพยามดึงหอกกลับ แต่มันติดแน่น เขาใช้แรงทั้งหมดดึง แต่หอกไม่เขยื้อนเลยแม้แต่น้อย ฟ่งโหยวกวานจับหอกด้วยสองมือ เหวี่ยงหอกไปด้านข้าง ชายหัวล้านไม่ทันระวังตัว ร่างปลิวไปตามแรงเหวี่ยง มือหลุดจากหอก ลอยไปสิบก้าว ตกลงมาดังพลั่ก รู้สึกเคล็ดขัดยอกที่ก้น

ฟ่งโหยวกวานเอามือจับหอกที่โคนกับที่ปลาย เดินกำลังภายในหกส่วน งอหอกเหล็กจนเป็นรูปมุมเก้าสิบองศา ทุกคนมองด้วยความตะลึง ชายชราคนนี้เคยสู้กับเทพสัประยุทธ์อย่างก้ำกึ่ง ยังไม่รู้แพ้รู้ชนะ กำลังภายในช่างล้ำเลิศ

หัวเซี่ยเฝ่ยไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง หอกเหล็กของเขาถูกงอจนบิดผิดรูปไปซะแล้ว ไม่น่าเชื่อว่าด้วยฝีมือของคนอายุแปดสิบกว่า 

“นี่ท่าน เป็นแค่คนผ่าฟืนจริงๆ เหรอ”

“ก็ใช่น่ะสิ เจ้าเห็นแล้วใช่มั้ย นี่ขนาดคนผ่าฟืนที่ได้เรียนวรยุทธ์เล็กๆ น้อยๆ จากอาจารย์ ยังเก่งได้ขนาดนี้ เจ้าน่ะ เลิกคิดไปสู้กับอาจารย์ซะเถอะ” เทียนเยว่ได้โอกาสไล่คนที่จะมาสู้กับอาจารย์ไปให้พ้น

“เคร๊ง!” ท่านตาว่างโยนหอกที่งอคืนให้หัวเซี่ยเฝ่ย

“เอาของเจ้าคืนไป" 

ชายหัวล้านหน้าสลด หยิบหอกที่งอขึ้นมาถือ แล้วเดินจากไป

“ขอโทษด้วยนะท่านตา ที่ข้าบอกว่าท่านเป็นแค่คนผ่าฟืน ข้าแค่อยากหลอกเจ้านั่นว่าตระกูลหลินมีแต่คนเก่งๆ”

“ไม่เป็นไร เรื่องเล็กน้อย”

“แล้วนี้พวกท่านจะไปไหนกันเหรอ” 

“เราจะไปกินเป็ดย่างกัน จื้ออิงเขาเลี้ยง” อี้หลิงตอบอย่างอารมณ์ดี

“ฮ้า จริงเหรอ งั้นข้าไปด้วย ข้าขอไปส่งซือหยงก่อนนะ” 

“ไม่ต้องไปส่งข้าหรอก ข้ากลับเองได้” ซือหยงบอก

“ไม่ได้หรอก ข้ามากับเจ้าก็ต้องไปส่งเจ้าสิ” เทียนเยว่มองตาซือหยง นางพยักหน้าตกลง

“งั้นรีบตามไปเร็วๆ นะ” อี้หลิงบอก พร้อมเดินนำหน้าไป

 

เทียนเยว่กับซือหยงเดินมาถึงประตูบ้านตระกูลหลิน 

“ข้าส่งเจ้าตรงนี้นะ” 

“ขอบคุณคุณชายหลิวมาก”

“ตกใจรึเปล่า”

“เปล่าค่ะ”

“เมืองหลวงอันตราย ถ้าเจ้าจะไปไหนบอกข้านะ ข้าจะไปเป็นเพื่อน”

“ค่ะ" นางรับคำแล้วเดินเข้าบ้านไป ซือหยงคิดว่าหลิวเทียนเยว่เป็นคนดีใช้ได้ แม้ไม่มีวรยุทธ์สูง แต่ก็มีใจปกป้องคนที่อ่อนแอกว่า แถมยังมีน้ำใจ ทำดีไม่หวังผลประโยชน์ 

เทียนเยว่กินไปยิ้มไป บางทีก็หัวเราะเบาๆ จนจื้ออิงกับคนอื่นๆ สงสัยว่าเป็นอะไร

“เจ้าโดนหอกเหล็กฟาดเอาเหรอเทียนเยว่ ถึงได้เสียสติไปแล้ว” อี้หลิงถามขณะเคี้ยวเนื้อเป็ด

“เฮ่ย ไม่โดนหรอก ข้า….” 

“เจ้าทำไม จื้ออิงถาม” 

“ไม่มีอะไร้ ไม่มีอะไร กินกันเถอะ ฮ่าๆๆๆๆ”

เด็กหนุ่มหัวเราะอย่างมีความสุข วันนี้เขาได้มีประสบการณ์ร่วมกับคนที่ชอบ ได้จูงมือกับซือหยง แม้จะเป็นการจูงมือวิ่งหนีชายหัวล้าน แต่เขาก็ดีใจ ถ้าเป็นไปได้ เขาอยากไปไหนมาไหนกับซือหยงให้บ่อยที่สุด จะได้พิชิตหัวใจของนางได้ในเร็ววัน

------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

*อู๋หยิ่ง แปลว่า ไร้เงา

*โหลวซวน แปลว่า สายฟ้า

*จู๋หลิน แปลว่า ป่าไผ่

*ซิ่วฉาย คือการสอบวัดความรู้ในระดับท้องถิ่น

*2 ลี้ - ประมาณ 1 กิโลเมตร

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

8 ความคิดเห็น