หลินเจียเจ๋อ แก๊งม่วน ป่วนจอมยุทธ์

ตอนที่ 11 : ฟางอี๋เจี้ยนกับผู้เฒ่า

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 44
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    13 ก.ย. 63

ตรงข้ามบ้านตระกูลหลินเป็นร้านเหล้าเล็กๆ ชื่อว่าจุ้ยซวินซวิน ฟางอี๋เจี้ยนนั่งดื่มเหล้าอยู่กับชายวัยกลางคน นั่นคือหูซีหยุน ลูกน้องคนสนิท

“เอางัยดีครับ บุกเข้าไปชิงตัวเจ้าแก่ออกมาเลยมั้ย” หูซีหยุนถาม

“ไม่ ข้าเปลี่ยนใจแล้ว” ฟางอี๋เจี้ยนพูดพลางรินน้ำชา

“ที่ผ่านมา ข้าใช้วิธีบังคับขู่เข็ญ ทรมานมัน แต่ก็ไม่ได้ผล เจ้าแก่นั่นยอมตาย จะฆ่ามันก็ไม่ได้ เพราะในโลกนี้มีมันคนเดียวที่มีความสามารถแบบนั้น จะจับญาติพี่น้องมาข่มขู่ก็ไม่ได้เพราะมันไม่มีคนรู้จักที่ไหน ครั้งนี้ข้าจะลองใช้ไม่อ่อน ให้มันอยู่กับหลินเจียเจ๋อกับลูกศิษย์ ให้พวกมันผูกพันกันเหมือนครอบครัว ถึงตอนนั้นข้าจะใช้คนพวกนั้นเป็นตัวประกัน เจ้าแก่นั่นจะต้องยอมบอกเคล็ดวิชานั้นกับข้า” หัวเราะเบาๆ ยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์

“แล้วถ้ามันบอกเคล็ดวิชานั้นกับคนอื่นล่ะ โดยเฉพาะหลินเจียเจ๋อ จะไม่เป็นไรเหรอ” ชายผู้เป็นลูกน้องถาม

“ตอนนี้คงยังหรอก ข้าให้ยาความจำเสื่อมกับมัน กว่าฤทธิ์ยาจะสลายไปก็ใช้เวลาหลายเดือน"

“ทำไมต้องให้ยาความจำเสื่อม”

"ข้าต้องการลองดู ถ้ามันจำอะไรไม่ได้แล้วจะแกล้งบอกว่าเป็นญาติกับมัน ให้มันบอกเคล็ดวิชากับข้า แต่มันถูกช่วยไว้ซะก่อน เจ้าทำทีไปติดต่อบ้านตระกูลหลินเรื่องอะไรก็ได้ เพื่อเข้าไปในบ้าน แล้วคอยสังเกตการณ์ ถ้าดูท่าทางมันจะจำอะไรได้ ให้มารายงานข้าทันที ระวังตัวอย่าให้ใครจับได้ หรือถ้าเป็นไปได้ ส่งคนเข้าไปอยู่ข้างในได้ยิ่งดี งานนี้ใช้ฉินซือหยงก็ได้”

“ครับ” ลูกน้องรับคำสั่ง และถาม “แล้วท่านจะไม่กลับไปที่สาขาใหญ่เหรอครับ” 

“ยัง ข้ายังอยากอยู่ที่นี่ กลับไปก็ไม่มีอะไรให้ทำ น่าเบื่อ อยู่ที่นี่สนุกกว่า”

“ข้ามีคำถาม” หูซีหยุนทำหน้าสงสัย

“มีอะไร”

“ทำไมท่านต้องแกล้งไปเป็นผู้ตรวจสอบในพรรคต้าหู่ ทั้งๆ ที่วรยุทธ์ก็สูงกว่าประมุขพรรค ทำไมไม่จัดการกับกู่ห้าวชง แล้วเป็นประมุขซะเอง ทำแบบนั้นไม่ดีกว่าเหรอ” 

“พอเป็นประมุขแล้วยังงัยต่อ” ฟางอี๋เจี้ยนถาม

“ก็……..เป็นประมุขแล้วท่านก็มีอำนาจเหนือคนนับพัน ลาภยศเงินทองมีมากมาย ใครๆ ก็ต้องการแบบนั้นไม่ใช่เหรอ” หูซีหยุนตอบ ในใจคิดว่าไม่น่าถาม คนปกติใครๆ ก็ต้องทำแบบนั้น อีกอย่างถ้าฟางอี๋เจี้ยนขึ้นเป็นประมุข เขาเองก็จะได้มีลาภยศอำนาจไปด้วย ไม่ต้องมาแกล้งเป็นลูกน้องในพรรคแบบนี้

ฟางอี๋เจี้ยนยิ้ม จิบเหล้าแล้ววางจอกลง

“พรรคต้าหู่น่ะ ข้าจะยึดเอามาเป็นของตัวเองเมื่อไรก็ได้ แต่เป็นประมุขแล้วก็ต้องคอยดูแลลูกพรรค ต้องคอยจัดการโน่นนี่นั่น มันน่าเบื่อ ข้าเป็นคนรักอิสระ ตอนนี้ถึงไม่ใช่ประมุขก็เหมือนใช่ กู่ห้าวชงเป็นแค่หุ่นเชิดของข้า ข้าแกล้งเป็นผู้ตรวจสอบของพรรคก็สนุกดี ข้าชอบแบบนี้ เงินทองอำนาจข้าก็ชอบ แต่ต้องมีอิสระด้วย นิสัยข้าไม่ชอบเป็นทั้งหัวหน้าทั้งลูกน้อง” 

ลูกน้องฟังแล้วก็พยักหน้าตอบรับ คิดในใจว่าคนเราในโลกนี้ก็มีหลายแบบ ความพอใจก็คงแตกต่างกัน

“พวกจิน*ส่งข่าวอะไรมาบ้าง” ฟางอี๋เจี้ยนถามอีก

“ตอนนี้พวกมันกำลังเตรียมพร้อมเรื่องอาวุธกับกำลังคน อาจต้องใช้เวลาประมาณสามเดือนถึงจะพร้อมเต็มที่ หลังจากนั้นถ้าเราจัดการกับมังกร* ได้ ไม่ว่าจับเป็นหรือจับตาย เมื่อนั้นพวกมันจะบุกทันที”

“ฆ่ามังกรไม่ใช่เรื่องง่าย เงื่อนไขมันก็อยู่ที่ตาเฒ่าอีกน่ะแหละ  ถึงแม้ตอนนี้ข้ามีวรยุทธ์สูงแม้แต่หลินเจียเจ๋อก็ไม่อาจเอาชนะข้าได้  แต่ข้าต้องการความมั่นใจมากกว่านี้ ในราชสำนักก็มีคนเก่งอยู่มากมาย ถ้าบังเอิญต้องสู้กับยอดฝีมือหลายคนพร้อมกัน ข้าก็อาจพลาดท่า ข้าจึงต้องการมีพลังมากกว่านี้ และต้องให้ตาแก่บอกเคล็ดวิชาปลุกพลังปราณให้ข้า ถึงตอนนั้นต่อให้หลินเจียเจ๋อสิบคนกับองครักษ์ทั้งวังก็ไม่ครณามือข้า” ทำหน้าเคร่งเครียด

“เจ้าแก่นั่นทำได้ขนาดนั้นเลยเหรอ” หูซีหยุนถาม 

“เจ้าคิดว่าเจ้าแก่นั่นอายุเท่าไหร่” ฟางอี๋เจี้ยนถาม

“ก็…ประมาณแปดสิบกว่าปี” ลูกน้องตอบ หัวหน้ายิ้ม

“ถ้าข้าบอกว่ามันอายุร้อยยี่สิบกว่าปีแล้ว เจ้าจะเชื่อมั้ย” 

หูซีหยุนทำหน้าตกใจ 

“เป็นไปไม่ได้ ถึงแม้คนเราจะอายุยืนขนาดนั้นได้ แต่ดูสภาพเจ้านั่นแล้ว ไม่สมกับอายุเลย” 

“งั้นข้าจะเล่าเรื่องของมันให้ฟัง” 

ฟางอี๋เจี้ยนรินเหล้าใส่จอก ยกขึ้นจิบอย่างใจเย็น เล่าเรื่องของตนกับผู้เฒ่าให้หูซีหยุนฟัง 

เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อสิบปีก่อน ตอนนั้นเขาเป็นแค่เพียงจอมยุทธ์ปลายแถวอายุยี่สิบห้า หลังจากเรียนวิชาที่สำนักหงอิง* เป็นเวลาสองปี มีวรยุทธ์อยู่ในระดับหนึ่ง ร่ำลาอาจารย์เพื่อท่องไปในยุทธภพ ประลองยุทธ์ไปเรื่อย แต่ส่วนใหญ่จะแพ้ สิบครั้งชนะแค่หนึ่งหรือสองครั้งเท่านั้น ทำให้รู้สึกว่าตนเองไม่ก้าวหน้าขึ้นเลย เกิดความท้อแท้เบื่อหน่าย จึงอยากเลิกใช้ชีวิตแบบชาวยุทธ์ แต่ก็นึกไม่ออกว่าจะไปทำอาชีพอะไร ช่วงนั้นชื่อเสียงของหลินเจียเจ๋อกำลังเลื่องลือไปทั่วยุทธภพ ฝีมือระดับอาจารย์ เขาเองก็อยากเจอยอดยุทธ์ผู้นี้สักครั้ง บางทีเขาอาจขอคำแนะนำเรื่องวิชาการต่อสู้หรือขอเป็นสหาย การได้เป็นเพื่อนกับคนเก่งๆ อาจทำให้เก่งไปด้วย หลังจากถามข่าวคราวจากเหล่าชาวยุทธ์หลายๆ คน ก็ได้รู้ว่าตอนนี้หลินเจียเจ๋ออยู่ที่เขาหวงซาน คงจะไปหาคนเก่งประลองยุทธ์เหมือนเดิม 

ฟางอี๋เจี้ยนจึงเดินทางไปเขาหวงซาน หลังจากเดินทางอยู่หลายวันก็เข้าเขตเขาหวงซาน ตอนนั้นเป็นเวลาค่ำ เขาพบว่าตัวเองหลงทาง เดินเข้าไปในป่าลึก หาทางออกไม่ได้ จึงจำเป็นต้องพักค้างคืนกลางป่า รอให้เช้าค่อยหาทางออก ขณะกำลังจะหยุดเดิน มองไปเห็นแสงไฟจากบ้านคน รู้สึกดีใจมากที่ไม่ต้องนอนกลางป่า ชายหนุ่มรีบเดินเข้าไปหาแสงไฟนั้น พบบ้านเก่าซอมซ่อหลังหนึ่ง เจ้าของบ้านเป็นชายชราอายุมากแล้ว ฟางอี๋เจี้ยนรู้สึกแปลกใจที่คนแก่อายุประมาณได้แปดสิบกว่าปีมาอยู่ในป่าลึกคนเดียวแบบนี้ ต้องมีอะไรไม่ธรรมดาแน่ ชายชราให้เขาพักที่บ้านได้ แต่ตอนเช้าต้องเดินทางไปเพราะต้องการอยู่คนเดียว ไม่ชอบให้ใครมาอยู่ด้วย ชายหนุ่มยิ่งแน่ใจว่าคนๆ นี้ต้องมีอะไรพิเศษ

เจ้าของบ้านส่งชามข้าวต้มใส่หน่อไม้ร้อนๆ ให้ผู้มาเยือน ฟางอี๋เจี้ยนรับมาเป่าให้เย็น

“ท่านตา ท่านอยู่ที่นี่คนเดียวไม่เป็นไรเหรอ ข้าได้ยินมาว่าแถวนี้มีทั้งโจรป่าหลบซ่อนตัวอยู่ แล้วยังมีเสือและสัตว์ร้าย อื่นๆ อีก” จอมยุทธ์หนุ่มถามลองเชิง เผื่อชายแก่จะเปิดเผยอะไรให้รู้บ้าง

“พวกโจรป่ามันไม่มาปล้นข้าหรอก เจ้าก็ดูสิ บ้านข้าไม่มีสมบัติอะไร ส่วนพวกสัตว์ร้ายมันก็มีอาณาเขตของมัน ถ้าไม่บุกรุกไปหามันก็ไม่มีอันตราย” ชายชราบอกอย่างอารมณ์ดี ฟังดูมีเหตุผล แต่ฟางอี๋เจี้ยนไม่เชื่อ แต่ก็ได้แต่พยักหน้า

“ขอบคุณท่านตามากที่ให้ที่พักและอาหารกับข้า ไม่งั้นข้านอนในป่าอาจถูกเสือคาบไปกิน”

“ไม่เป็นไร ข้าก็ไม่อยากให้ใครมาตายแถวนี้ แล้วเจ้ามาทำอะไรในป่าอย่างนี้ล่ะ”

“ข้ามาหาคนผู้หนึ่ง ชื่อว่าหลินเจียเจ๋อ ได้ข่าวว่าเขามาที่เขาหวงซาน”

“มาหาเขาทำไม”

“มาขอคำแนะนำเรื่องวิชายุทธ์ ข้าเป็นชาวยุทธ์ เดินทางสั่งสมฝีมือและประสบการณ์”

“หึๆๆๆๆ” ผู้เฒ่าหัวเราะเบาๆ “คนหนุ่มหาฝีมือ ชื่อเสียง” 

“ท่านตา ทำไมท่านมาอยู่กลางป่าแบบนี้ ลูกหลานของท่าน ตระกูลของท่านล่ะ” ชายหนุ่มถาม

“ไม่มีหรอก พวกเขาตายหมดแล้ว คนที่ยังไม่ตาย ข้าก็ไม่ได้ติดต่อกับใครเลย ข้า……” เหมือนจะพูดอะไร แต่ก็ไม่พูด

“ท่านทำไมเหรอ เล่าให้ข้าฟังได้มั้ย" 

“ไม่มีอะไรหรอก ข้าอิ่มแล้วขอไปนอนก่อน เจ้าก็รีบนอนเถอะ ตอนเช้าขอให้รีบไป แล้วอย่ากลับมาที่นี่อีก ข้าต้องการความเป็นส่วนตัว ไม่ชอบคลุกคลีกับใคร”

ฟางอี๋เจี้ยนผิดหวังเล็กน้อย เขาต้องการรู้เรื่องของผู้เฒ่าคนนี้ แต่ดูเหมือนจะยากซะแล้ว

ตอนเช้า ฟางอี๋เจี้ยนเก็บห่อผ้า ลาผู้เฒ่าแล้วเดินจากไป แต่ในใจยังมีหลายเรื่องที่เขาอยากรู้ เดินไปสักพักก็หยุด เพื่อคิดว่าจะไปหาหลินเจียเจ๋อดี หรือกลับไปหาผู้เฒ่าดี ในที่สุดก็ตัดสินใจว่าไปหาหลินเจียเจ๋อก่อน ถ้าไม่เจอก็ค่อยกลับมาหาผู้เฒ่า หรือถ้าเจอหลินเจียเจ๋อแล้วแต่ไม่ได้คำแนะนำอะไรก็ค่อยกลับมาหาผู้เฒ่าก็ยังไม่สาย ยังงัยผู้เฒ่าก็คงยังอยู่ที่นั่น

เขาหวงซานมีภูเขาลูกย่อยๆ หลายลูก ฟางอี๋เจี้ยนเดินตามหาหลินเจียเจ๋อทั้งวันแต่ไม่เจอ เขาพบสำนักเซียนสองสำนัก เข้าไปถามหาแต่ไม่มีใครเห็นจอมยุทธ์หลินเลย ครั้งนี้คงผิดหวังซะแล้ว หรือว่าหลินเจียเจ๋อจะไปจากเขาหวงซานแล้ว ตัดสินใจกลับไปหาผู้เฒ่า หาทางสืบให้รู้ให้ได้ว่าเป็นใคร บางทีอาจเป็นยอดยุทธ์ผู้ถอนตัวจากยุทธภพ ถ้าได้เป็นศิษย์อาจได้เรียนวิชาดีๆ คิดได้ดังนี้จึงเร่งรีบเดินเพราะใกล้จะค่ำแล้ว บ้านของผู้เฒ่าอยู่อีกไม่เกินสองลี้*

กำลังเดินคิดอยู่เพลินๆ ก็ตกใจสุดขีด จู่ๆ หมีตัวใหญ่วิ่งเข้ามา เขาชักกระบี่ออกมาจะสู้ แต่ไม่ทันแล้ว หมีเข้าถึงตัว ใช้กรงเล็บขนาดใหญ่ตะปบเข้าที่หน้าอก ฟางอี๋เจี้ยนถอยหลังหลบแต่ก็ยังโดนกระเล็บเข้าอย่างจัง บาดเจ็บหนักเลือดพุ่งออกมาเหมือนสายน้ำ ไม่อยู่ในสภาพที่จะต่อสู้ได้แล้ว เขาวิ่งหนีกระเซอะกระเซิงไม่รู้ทิศทาง หมีใหญ่วิ่งตามไม่หยุด วิ่งมาได้ครู่หนึ่งฟางอี๋เจี้ยนรู้สึกวูบไปทั้งตัว เขาตกลงไปในหน้าผาสูงกระแทกลงที่พื้นอย่างจัง ลมหายใจเริ่มติดขัด สติเริ่มเลือนลาง ชายหนุ่มรู้ได้ว่าคงมาถึงวาระสุดท้ายของชีวิตแล้ว ทั้งเสียเลือดมาก ทั้งกระดูกหัก เครื่องในช้ำ ทุกอย่างดับมืดลง

 

เสียงไก่ป่าขันตอนเช้า ฟางอี๋เจี้ยนรู้สึกตัวตื่นขึ้นมา เขารู้สึกงงๆ และประหลาดใจมาก ที่ตื่นขึ้นมาบนแคร่ในบ้านของผู้เฒ่า มันเกิดอะไรขึ้น เมื่อวานเขาโดนหมีตะปบ หนีไปจนตกเหว น่าจะตายไปแล้ว แต่ทำไมมาฟื้นที่นี่ บาดแผลยังไม่หายแต่ก็ดีขึ้นมาก รู้สึกเจ็บในท้องแต่ก็ไม่มาก อาการของเขาไม่น่าดีขึ้นเร็วขนาดนี้

ผู้เฒ่าเดินเข้ามา ในมือมีกระต่ายป่าสามตัว วางลงบนโต๊ะกลางบ้าน นั่งลงพักเหนื่อย

“เป็นงัยบ้างล่ะ เจ้าไปเดินยังงัยให้โดนหมีเล่นงานเอาได้ แถมยังตกหน้าผาอีก”

“ท่านตา ขอบคุณที่ช่วยข้าไว้ ไม่งั้นข้าคงตายอยู่ตรงนั้น”

“อืม โชคดีที่ข้าไปดักสัตว์แถวนั้นเลยเจอเจ้า เจ้าเสียเลือดมากคงต้องพักอยู่ที่นี่ไปอีกสักสองสามวัน”

ฟางอี๋เจี้ยนไม่ถามว่าทำไมอาการเขาดีขึ้นมาก ทั้งๆ ที่เมื่อวานเขารู้สึกว่าตนเองได้ตายไปแล้ว เพราะการถามคำถามนั้นจะทำให้ผู้เฒ่าระแวงและอาจไล่เขาไปเร็วกว่าเดิม แต่เขาแน่ใจว่าผู้เฒ่าต้องมีสุดยอดวิชาบางอย่างแน่ๆ ถึงได้ทำให้คนบาดเจ็บสาหัสปางตาย ฟื้นขึ้นมาและอาการดีขึ้นอย่างรวดเร็ว

“ข้าต้องเข้าไปในเมืองเพื่อเอากระต่ายไปแลกข้าวสาร เจ้าพักผ่อนก่อนอย่าได้ออกไปเดินเพ่นพ่าน เดี๋ยวจะเจอหมีอีก” ผู้เฒ่าสั่งแล้วคว้ากระต่ายตัวนึงใส่ในตะกร้าในบ้าน อีกสองตัวหิ้วออกไปนอกบ้านเดินจากไป

ฟางอี๋เจี้ยนลุกขึ้น พยายามมองหาอะไรที่บอกว่าผู้เฒ่าเป็นใคร เขาพยายามรื้อข้าวของบางอย่างอย่างเบามือ เพื่อไม่ให้ผิดสังเกตุ มองเห็นหีบใบหนึ่งวางอยู่ จึงรีบเปิดดู แต่ข้างในมีแค่เสื้อผ้าเก่าๆ กับรองเท้าที่ไม่ใช้แล้ว หาต่อไป เดินไปที่เตียงนอนของผู้เฒ่า ดูใต้หมอนก็ไม่มี ก้มลงดูใต้เตียงไม่พบอะไร ชายหนุ่มนั่งลงที่แคร่ พยายามนึกว่าจะมีที่ไหนได้อีกที่ซ่อนสิ่งของได้ เขามองไปที่กองฟืนซึ่งควรจะอยู่หน้าบ้าน แต่กองนี้มาอยู่ในบ้าน รื้อกองฟืนออกไม่พบอะไร แต่พบบานประตูขนาดยาวสี่เซี๊ยะกว้างหนึ่งเซี๊ยะโดยประมาณ เปิดบานประตูออกพบกระบี่หนึ่งเล่มกับหนังสืออีกหนึ่งเล่ม ฟางอี๋เจี้ยนดีใจมาก หยิบกระบี่ขึ้นมาชักออกดู มันมีสีขาวแวววาว ที่คมกระบี่ด้านหนึ่งมีตัวอักษรสลักไว้ว่า ฮุ่ยซิง* อีกด้านหนึ่งสลักไว้ว่า ฟ่งโหยวกวาน ในที่สุดก็ได้รู้ว่าผู้เฒ่าเป็นใคร 

“ฟ่งโหยวกวานเหรอ” หูซีหยุนทวนชื่อ

“ใช่ ปรมาจารย์ฟ่งโหยวกวาน มีเรื่องเล่าที่เล่ากันมาตั้งแต่เมื่อเกือบร้อยปีก่อน ว่ามีจอมยุทธ์ผู้หนึ่ง ชื่อว่าฟ่งโหยวกวาน ได้คิดค้นวิชาชนิดหนึ่งขึ้นได้โดยบังเอิญ เรียกว่า วิชาปราณปลุกชีพ วิชานี้สามารถเพิ่มกำลังภายในให้ตัวเองและผู้อื่น ด้วยการดึงเอาพลังที่หลับไหลอยู่ในร่างกายให้ออกมาใช้ได้เต็มที่ ว่ากันว่าแม้แต่คนที่ตายไปแล้ว ก็สามารถปลุกให้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้ อีกทั้งวิชานี้ยังทำให้อายุยืนเป็นร้อยปีหรือมากกว่านั้น ฟ่งโหยวกวานได้ใช้ความสามารถนี้ชุบชีวิตคนที่ตายแล้วให้ฟื้นขึ้นมา ชื่อเสียงโด่งดังไปทั่ว ทั้งด้านการช่วยคนและด้านวรยุทธ์ แต่นั่น ก็ทำให้ชีวิตเขาวุ่นวายไม่จบไม่สิ้น ถูกรบกวนตลอดเวลา ด้วยคนที่จะมาขอให้ช่วยและคนที่จะมาขอเป็นศิษย์ร่ำเรียนวิชา ความวุ่นวายไม่ได้มีแค่นั้น คนที่ฟ่งโหยวกวานชุบชีวิตขึ้นมานอกจากจะหายเป็นปกติแล้ว กำลังภายในยังกล้าแกร่งไร้เทียมทาน ทำให้ในสมัยนั้นมีจอมยุทธ์เกิดขึ้นมากมาย ทั้งคนดีและคนชั่ว ยุทธภพวุ่นวายปั่นป่วน มีแต่การรบราฆ่าฟันกันไม่เว้นแต่ละวัน ชาวยุทธ์และคนทั่วไปกล่าวโทษว่าเป็นความผิดของฟ่งโหยวกวาน บีบบังคับให้เขารับผิดชอบ เมื่อมีความกดดันอย่างหนัก ทำให้ฟ่งโหยวกวานเครียดหนักจนเสียสติ เตลิดหายไป ไม่มีใครพบเห็น บางคนว่าไปโดดหน้าผาตาย บางคนว่าเป็นบ้าเป็นบอ บางคนว่าหนีไปบำเพ็ญเป็นเซียนอยู่บนยอดเขา ไม่รู้ว่าข่าวไหนจริงเท็จ แต่ที่แน่ๆ เวลาผ่านมาเป็นร้อยปี ใครๆ ก็ลืมชื่อนี้ไปหมดแล้ว และคิดว่าเขาคงตายไปนานหลายสิบปี เหลือเพียงเรื่องเล่าที่เป็นตำนานที่ไม่มีใครเชื่อ ข้าเองก็ฟังเรื่องนี้มาจากอาจารย์ที่สำนักหงอิง ตอนแรกไม่เชื่อ แต่ต่อมาข้าได้เห็นกับตา”

“เรื่องจริงหรือนี่ แต่คนตายแล้วจะฟื้นขึ้นมาได้ยังงัย” หูซีหยุนยังไม่ค่อยเชื่อนัก แม้ฟางอี๋เจี้ยนจะเล่าว่ารอดตายมาได้เพราะวิชานี้

“คนตายไปนานแล้ว ต่อให้เทพบนสวรรค์ก็ทำให้ฟื้นขึ้นมาไม่ได้หรอก แต่วิชานี้ใช้ได้กับคนที่เพิ่งตาย หรือจะพูดอีกนัยหนึ่งคือ คนที่ยังไม่ตาย แต่ไม่มีหมอคนไหนช่วยได้ แต่ผู้มีวิชานี้กลับช่วยได้ ตอนที่ข้าใกล้ตาย ข้าไม่ได้เห็นว่าเจ้าแก่นั่นชุบชีวิตข้า แต่ต่อมาข้าก็ได้เห็นกับตา”

ฟางอี๋เจี้ยนเล่าต่อว่า ไม่เพียงพบกระบี่เท่านั้น แต่ยังมีหนังสือ เมื่อหยิบขึ้นมาเปิดดู พบว่ามันคือคัมภีร์ปราณปลุกชีพ แต่น่าเสียดาย ที่ตอนท้ายของหนังสือมีหลายหน้าถูกฉีกออกไป คัมภีร์เลยไม่สมบูรณ์ เขาพยายามจำเนื้อหาในคัมภีร์ให้ได้มากที่สุด เมื่อผู้เฒ่ากลับมาจะขอฝากตัวเป็นศิษย์ แต่ถ้าผู้เฒ่าไม่ยอม ก็จะเอาเนื้อหาคัมภีร์ที่จำได้ไปฝึกเอง หรืออาจจะต้องใช้วิธีต่ำช้าก็คงต้องทำ เขาเก็บกระบี่กับหนังสือไว้ที่เดิม 

เมื่อผู้เฒ่ากลับมา ฟางอี๋เจี้ยนได้กราบขอเป็นศิษย์ แต่

“เจ้าคงรู้เรื่องข้าแล้วสินะ คงเจอกระบี่กับคัมภีร์แล้ว” ผู้เฒ่าถอนหายใจ 

“มันคงเป็นเวรกรรมของข้า ข้าไม่น่าคิดค้นวิชานี้ขึ้นมาเลย ทำให้โลกนี้วุ่นวายปั่นป่วน”

ผู้เฒ่าเก็บเสื้อผ้า กระบี่ คัมภีร์ กับของใช้จำเป็น เดินออกจากบ้านไป 

“เดี๋ยวท่านตา! ท่านจะไปไหน” ฟางอี๋เจี้ยนตะโกนถาม

“ไปให้ไกลจากผู้คน มันเป็นชะตาของข้าที่ต้องเป็นแบบนี้” ผู้เฒ่าเดินออกจากประตูไป ไม่สนใจเสียงตะโกนเรียกของฟางอี๋เจี้ยน

ชายหนุ่มตัดสินใจเก็บเสื้อผ้ากระบี่ตามผู้เฒ่าไป เขาสะกดรอยตามอยู่ห่างๆ เดินไปเกือบสองชั่วยามเห็นผู้เฒ่าหยุด เพราะมีบางสิ่งนอนขวางทางอยู่ มันคือหมาป่าตัวหนึ่งนอนแน่นิ่งอยู่ คงจะโดนหมีหรือเสือทำร้ายมา

“ไปสู้กับเขามาอีกล่ะสิ เจ้านี่มันไม่เข็ดเลยสินะ” ฟางอี๋เจี้ยนเห็นหมาป่าตัวนั้นนอนแข็งทื่อ มันตายไปแล้วแน่ๆ แต่ผู้เฒ่าเอาฝ่ามือแนบลงไปที่หัวของมัน สักพักมันลืมตาตื่นขึ้นมา ผู้เฒ่าเอามือลูบหัวลูกตัวมัน อีกครู่หนึ่งมันขยับตัววิ่งกระโดดหายไป

“มหัศจรรย์!” ฟางอี๋เจี้ยนอุทานออกมา ผู้เฒ่าหันหน้ามาพูดกับเขา ที่แท้ก็รู้ว่าถูกสะกดรอยตาม

“เจ้าได้พลังปราณปลุกชีพไป กำลังภายในจะล้ำเลิศหาผู้ใดเปรียบมิได้ ข้าไม่น่าช่วยเจ้าไว้เลย ไม่รู้ว่าเจ้าเป็นคนดีหรือคนชั่ว ถ้าเจ้าเป็นคนดีก็ขอให้ใช้พลังไปในทางที่ถูกต้องช่วยเหลือคนอื่น แต่ถ้าเป็นคนชั่ว ข้าก็ไม่รู้จะขอเจ้ายังงัย แต่ไม่ว่ายังงัยข้าก็ขอให้เจ้าเก็บเรื่องนี้เป็นความลับ” 

ฟางอี๋เจี้ยนเดินเข้าไปใกล้ แล้วพูดว่า

“ข้าขอบคุณท่านตามากที่ช่วยข้าไว้ แต่จะดีกว่านี้ถ้าท่านจะช่วยสอนวิชานี้ให้ข้า วิชาปราณปลุกชีพ ถ้าข้าสำเร็จวิชานี้ข้าก็จะได้ครองโลก” พูดพลางยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์

“เจ้าฝันไปเถอะ ดูท่าเจ้าจะไม่ใช่คนดี ในเมื่อเป็นอย่างนี้ ข้าก็คงไม่ต้องรู้สึกผิดถ้าจะฆ่าเจ้า” ผู้เฒ่าเดินเข้ามาใกล้จอมยุทธ์หนุ่มเพื่อลงมือ

“งั้นเหรอ ท่านตา ท่านเดินมาก็ไกลแล้ว เมื่อกี๊ดื่มน้ำแล้ว ไม่รู้สึกเหนื่อยหรือง่วงบ้างเหรอ” 

“นี่เจ้า เจ้าทำอะไร วางยาข้ารึ ไอ้คนชั่ว!” ผู้เฒ่ารู้สึกมีนหัว หมดแรง และหมดสติล้มลงไป

“ใช่แล้วท่านตา ข้าอยากได้ทุกอย่าง ทั้งกระบี่ คัมภีร์ วิชา และท่าน” ฟางอี๋เจี้ยนแอบเอายานอนหลับใส่ในน้ำเต้าใส่น้ำตอนที่ผู้เฒ่ากำลังเก็บเสื้อผ้าและกระบี่

ฟางอี๋เจี้ยนนำตัวฟ่งโหยวกวานไปขังไว้ บังคับให้บอกเคล็ดวิชาปราณปลุกชีพ หลังจากที่ฝึกด้วยตัวเองมาพักหนึ่ง แต่ยังขาดอีกสองสามขั้นก็จะฝึกสำเร็จ แต่ผู้เฒ่าไม่ยอม ฟางอี๋เจี้ยนก็จนปัญญาที่จะหาวิธีมาบังคับ ด้วยเพราะผู้เฒ่าก็ไม่มีญาติสนิทที่ไหน จึงได้แต่ขังไว้ ส่วนตัวเขาก็เริ่มยึดเอาสำนักต่างๆ มาเป็นของตัวเองอย่างลับๆ ด้วยวรยุทธ์ที่ล้ำเลิศไม่มีใครสู้ได้ ทำให้ได้สำนักพรรคต่างๆ มามากมาย เวลาผ่านไปหลายปี ฟ่งโหยวกวานก็ยังถูกขังอยู่ เมื่อฟางอี๋เจี้ยนเดินทางมาเมืองหลวง ก็ได้นำตัวผู้เฒ่ามาด้วย เพราะผู้เฒ่าเป็นสมบัติล้ำค่า ทิ้งไว้ให้คนอื่นรู้ความลับไม่ได้ นำมาขังไว้ในพรรคต้าหู่ แต่ด้วยไม่รู้ว่าห้องขังนั้นมีประตูกลด้านบน และหลินเจียเจ๋อได้ตกลงไป ทำให้ความลับถูกเปิดเผย ผู้เฒ่าถูกช่วยไว้ได้และมาอยู่ในตระกูลหลิน

“อืม เรื่องทั้งหมดเป็นอย่างนี้เอง ทีแรกข้ารู้แต่ว่าเจ้าแก่นั่นมีพลังปลุกลมปราณให้คนได้ แต่ไม่รู้ที่มาที่ไป แต่ตอนนี้เข้าใจแล้ว แต่ว่า…..ทำไมท่านเล่าให้ข้าฟัง ในเมื่อเรื่องนี้เป็นความลับ” หูซีหยุนถาม

“เพราะเจ้าเป็นคนที่ข้าไว้ใจ และข้าอยากให้เจ้าเข้าใจความสำคัญของเรื่องนี้ จะได้ทำงานอย่างสุดความสามารถ แต่ถ้าเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป เจ้าจะเป็นคนแรกที่ข้าสังหาร” 

“ไม่ต้องห่วง ข้ารับรองจะไม่บอกใคร” หูซีหยุนรับปาก

“มันก็คงต้องเป็นอย่างนั้น หึๆๆๆๆ” ฟางอี๋เจี้ยนหัวเราะเบาๆ

“ถ้างั้นก็หมายความว่า เราต้องรอไปอีกอย่างน้อยสามเดือน” หูซีหยุนสรุป

“ใช่  อ้อ แล้วตอนนี้พรรคต้าหู่สาขาใหญ่เป็นงัยบ้างหลังจากที่นี่ถูกกวาดล้าง”

“ทางการเข้มงวดมากขึ้น คนของพรรคทำงานลำบากมากขึ้น กู่ห้าวชงสั่งทุกคนให้ระวังตัว และเก็บอาวุธกับดินปืนไปซ่อนไว้ที่ปลอดภัย และตอนนี้ระงับกิจการของพรรคทั้งหมดชั่วคราว รอให้ทางการเข้มงวดน้อยลง”

“อืม  งั้นตอนนี้เจ้าอยู่เป็นเพื่อนข้าก่อน ส่งข่าวไปให้กู่ห้าวชง บอกว่าข้าจะอยู่เมืองหลวงอีกสักพัก ไปได้แล้ว”

“ครับ” ลูกน้องคารวะแล้วลุกเดินจากไป ปล่อยให้หัวหน้านั่งจิบเหล้าอย่างสบายใจต่อไป

 

จื้ออิงออกมาจากตระกูลหลิน เขาต้องไปเก็บของใช้ส่วนตัวที่โรงเตี๊ยมเต้าหง เพื่อมาอยู่ที่บ้านอาจารย์ อี้หลิงเดินตามออกมา

“เจ้าจะไปไหน” จื้ออิงถาม

“ไปซื้อของ”

“ของอะไร”

“ของใช้ส่วนตัวข้า ถามทำไม”

“เปล่า” 

“คิดว่าข้าจะคอยตามเจ้ารึงัย หลงตัวเองจริงๆ”

“ข้าไม่ได้พูดอย่างนั้น”

ทั้งคู่เดินไปด้วยกัน สักพักมีคนกลุ่มหนึ่ง ประมาณสิบคน วิ่งตรงมาที่จื้ออิง

“เกิดอะไรขึ้น” อี้หลิงหันมาถาม

“ไม่รู้สิ ดูเหมือนเขาจะวิ่งมาทางเรา”

ในที่สุดคนกลุ่มนั้นก็วิ่งมาถึงตัวจื้ออิง ทั้งหมดเป็นผู้หญิง เข้ามารุมล้อมเด็กหนุ่ม ยื้อยุดฉุดกระชากมือและแขน จื้ออิงไม่ทันตั้งตัวจึงทำอะไรไม่ถูก สักพักหันมาหาอี้หลิงมองเหมือนให้ช่วย

“หยุดนะ!!” นางตวาดเสียงดัง ความอลวนอลเวงจึงเงียบลง

“พวกเจ้ามาทำอะไรกัน” 

“เรามาหาจื้ออิงน่ะสิ เขาเป็นขวัญใจของพวกเรา” หนึ่งในสิบคนตอบ

“ขวัญใจเหรอ” อี้หลิงทวนคำ “ขวัญใจอะไร”

“จำพวกเราไม่ได้เหรอ พวกเราเป็นคนที่จื้ออิงช่วยไว้งัยล่ะ วันนี้เรามาหาเขา จะชวนเขาไปเที่ยว เดี๋ยวข้าน่ะ จะเลี้ยงอาหารหรูๆ แล้วพาไปแนะนำกับพ่อแม่ข้า”

“ข้าก็จะพาไปบ้านข้า ต้องไปกับข้า” อีกคนพูด

“ไม่ได้ ต้องไปบ้านข้าต่างหาก ต้องไปกับข้า” 

ความอลวนเริ่มขึ้นอีกครั้ง สาวๆ ฉุดมือดึงแขนจื้ออิง ต่างคนต่างก็อยากให้ไปกับตัวเอง

“หยุด!!” อี้หลิงตวาดอีกครั้ง พวกนางก็หยุด

“พวกเจ้าเป็นบ้าไปแล้วเหรอ เที่ยวมาดึงมือดึงแขนผู้ชายกลางตลาดแบบนี้ ไม่อายบ้างรึงัย”

“แล้วเจ้าเป็นใครกัน มีสิทธิอะไรมาห้ามพวกเรา” สาวชุดสีเขียวถาม

“ใช่” หลายคนสนับสนุน

“ข้าน่ะเหรอ” อี้หลิงหยุดคิดแว๊บนึง คิดว่าจะพูดยังงัยดี ผู้หญิงพวกนี้ถึงจะกลับไป

“ข้าก็คือ ว่าที่ฮูหยินของอ้ายจื้ออิงยังงัยล่ะ” นางพูดและทำหน้าภูมิใจ คราวนี้จะช่วยแก้ปัญหาให้จื้ออิงได้แน่

“หา! เจ้าน่ะเหรอ” สาวชุดแดงตกใจ

“ใช่ ข้าเอง ทำไม ไม่เชื่อเหรอ ถามเขาดูสิ” โบ้ยไปหาจื้ออิง หวังว่าเพื่อนร่วมสำนักคงไม่ทำให้นางหน้าแตก

“เอ่อ….. คือ….เอ่อ” จื้ออิงยังลังเล อี้หลิงเตะที่ขาให้ยอมรับไปก่อน แต่จื้ออิงก็ยังไม่พูด

“โกหกล่ะสิ หน้าไม่อาย มาตู่ว่าจื้ออิงเป็นคนรัก” สาวชุดเหลืองทำหน้าเหยียดหยาม ชี้หลิงชักอารมณ์ไม่ดี

“ว่างัยนะ อยากโดนดีหรืองัย” อี้หลิงเงื้อมือเข้าหาสาวชุดเหลือง

“ไม่เอาน่า” จื้ออิงห้าม

“ข้าอุตส่าห์ช่วยเจ้า แต่เจ้ามันซื่อบื้อ ข้าไม่สนใจแล้ว” ว่าแล้วก็เดินหนีไป

“นั่นงัย ไม่ใช่จริงๆ ด้วย” สาวชุดเขียวสรุป 

ความอลวนจึงเริ่มขึ้นอีก จื้ออิงตัดสินใจวิ่งหนี

อี้หลิงเข้าไปในร้านขายผ้า เพื่อซื้อผ้าตามคำสั่งของข่งฉือพี่สาว ขากลับออกมา เดินผ่านตรอกแคบๆ มีเสียงเรียกนาง หันไปดู จื้ออิงนั้นเอง เขาแอบอยู่ในตรอก คงจะหลบพวกสาวๆ พวกนั้น

“เจ้าเข้าไปทำอะไรตรงนั้นน่ะ” อี้หลิงถาม แต่ในใจก็รู้อยู่

“ก็สาวๆ พวกนั้นน่ะสิ พวกนางตามข้าไม่เลิกเลย”

“ฮ่าๆๆๆ สมน้ำหน้า ข้าช่วยเจ้า แต่เจ้ามันโง่ ก็ต้องเจอแบบนี้” 

อี้หลิงมองเห็นกลุ่มสาวๆ วิ่งมาแต่ไกล จึงบอกจื้ออิงว่า 

“พวกนางมาอีกแล้ว คราวนี้เจ้าไม่รอดแน่ ข้าจะบอกพวกนางว่าเจ้าอยู่นี่” เด็กสาวยิ้มเยาะเย้ย

“เฮ้ นี่ จื้ออิงอยู่….”

จื้ออิงก้าวออกมาคว้าตัวอี้หลิงไว้ เอามือปิดปาก ดึงตัวเข้าไปซ่อน อี้หลิงดิ้นแต่ไม่หลุดเพราะตรอกมันแคบและจื้ออิงเอามือโอบเอวนางไว้

“เงียบๆ อย่าพูดอะไร” 

เด็กสาวไม่พูดอะไร แต่จ้องหน้าจื้ออิงเขม็ง

พวกสาวๆ วิ่งห่างไปแล้ว คงไม่กลับมาอีก จื้ออิงปล่อยมือจากปากและเอวของอี้หลิง นางผลักเขาออกไป แล้วตะโกนใส่หน้า

“จะทำอะไรข้า เจ้าคนลามก” มองด้วยสายตาโกรธเกรี้ยว

“ข้าขอโทษ ก็เจ้า…”

“ไปให้พ้นเลย ข้าไม่อยากเห็นหน้าเจ้า”

“ไปก็ได้ ข้าขอโทษ” จื้ออิงเดินจากไป ในใจคิดว่าไม่น่าทำแบบนั้นเลย 

อี้หลิงไม่เคยถูกผู้ชายกอดมาก่อน จึงอารมณ์ไม่ดีปนสับสน นางรีบเดินกลับบ้านบ้านตระกูลหลินเพื่อชวนพี่สาวกลับบ้าน เดินตรงไปที่ห้องพักรับรองแขก เปิดประตูเข้าไป เจอเจียเจ๋อกับข่งฉือกำลังกอดกันอยู่ สองคนตกใจผละจากกัน อี้หลิงทำหน้าบึ้งเดินหนีออกมา ข่งฉือเดินตามจนออกจากบ้านตระกูลหลิน

“อี้หลิง” พี่สาวเรียก

“อี้หลิง รอข้าด้วยสิ” 

เด็กสาวไม่รอ รีบก้าวเท้าเดิน ข่งฉือต้องวิ่งตามถึงจะทัน

“อี้หลิง เดินช้าหน่อยสิ ข้าตามไม่ทัน” น้องสาวเดินช้าลง

“เจ้าเป็นอะไรไป อี้หลิง โกรธข้าเหรอ”

“เปล่า” ปฎิเสธแต่หน้ายังบึ้งตึง

“เปล่าแล้วทำหน้าแบบนั้นทำไม”

“พี่จะแต่งกับอาจารย์เหรอ” หันมาถามพี่สาว ข่งฉือไม่ทันตั้งตัวรับกับคำถามนี้

“เอ่อ จู่ๆ ทำไมถามแบบนี้ล่ะ"

“ตอบข้ามาสิ” อี้หลิงหยุดเดิน หันมารอคำตอบจากพี่สาว

“ข้า…..”

“อะไรเหรอ”

“ข้าจะตอบเจ้าได้ยังงัย เรื่องนี้มันขึ้นอยู่กับคุณชาย เจ้าถามทำไมเหรอ หรือว่าเจ้าเห็นว่าอาจารย์เจ้าไม่เหมาะกับข้า หรือว่าข้าไม่เหมาะกับเขา”

อี้หลิงนิ่งไปครู่หนึ่งแล้วพูดว่า

“ถ้าท่านแต่งงานไป แล้วข้าจะอยู่กับใคร”

“โธ่เอ๊ย เหตุผลแค่นี้น่ะเหรอ เจ้าถึงไม่อยากให้ข้าแต่งกับคุณชาย ถ้าข้าแต่งงานแล้วเจ้าก็มาอยู่ที่ตระกูลหลินน่ะสิ ทุกคนก็ยินดีต้อนรับเจ้า”

“ข้ารู้ว่าไม่มีใครรังเกียจข้า แต่ท่านลองคิดดู ท่านเป็นฮูหยิน แต่ข้าเป็นแค่คนอาศัย”

“เจ้าคิดมากไปแล้วอี้หลิง คนอาศัยอะไรกัน เจ้าเป็นน้องสาวข้า ไปอยู่บ้านตระกูลหลินกับข้าก็ไม่เห็นจะแปลก”

อี้หลิงนิ่งไป ไม่รู้พี่สาวจะพูดถูกหรือไม่ แต่นางก็ยังกังวลอยู่ดี

“ปกติข้าชอบก่อเรื่อง ถ้าเป็นพี่ ต้องยกโทษให้ข้าทุกที ไม่ว่าข้าจะทำผิดแค่ไหน แต่คนอื่นจะคิดกับข้าแบบพี่รึเปล่า”

“เจ้าก็ก่อเรื่องให้น้อยลงสิ ไม่เห็นจะยากอะไร”

ข่งฉือคิดว่ามีหลายเหตุผลที่น้องสาวไม่อยากให้นางแต่งงาน แต่นางรู้ดีว่าหลักๆ แล้วเป็นเรื่องของการมีอิสระเสรี ถ้านางไปอยู่ในตระกูลหลิน คงทำอะไรๆ ตามใจไม่ได้เหมือนเดิม ความจริงข่งฉือก็เข้าใจ นางกับน้องสาวอยู่ด้วยกันมาตั้งแต่เล็ก มีความเป็นส่วนตัว อยู่กันอย่างมีความสุข แต่เมื่อต้องไปอยู่กับคนอื่น ย่อมมีความกังวลเป็นธรรมดา คิดไปก็เกิดความสงสารน้องสาวขึ้นมา

“ถ้างั้นข้าจะไม่แต่ง ข้าจะอยู่กับเจ้า”

“ไม่แต่งเหรอ แต่พี่ชอบอาจารย์ไม่ใช่เหรอ”

“แล้วยังงัยล่ะ ข้าชอบคุณชาย แต่คนที่สำคัญที่สุดของข้าก็คือเจ้า ถ้าเจ้าไม่เห็นด้วย ข้าก็ไม่แต่ง”

อี้หลิงฟังแล้วสับสนกว่าเดิม พยายามจัดลำดับความคิดของตัวเอง เริ่มจากพี่สาวกับอาจารย์จะแต่งงานกัน ตัวนางต้องไปอยู่บ้านตระกูลหลิน ซึ่งนางไม่อยากไปอยู่แบบผู้อาศัย จริงๆ แล้วนางก็ไม่ได้ไม่อยากให้พี่สาวแต่งงาน เพียงแต่ไม่อยากสูญเสียวิถีชีวิตแบบเดิมๆ ที่อยู่กันแค่สองพี่น้อง แต่ถ้าพี่สาวไม่แต่งงาน นางก็จะเป็นทุกข์ เพราะต้องพรากจากคนที่รัก และตนเองก็เป็นต้นเหตุที่ทำให้พี่สาวต้องเป็นทุกข์ ซึ่งนางไม่อยากให้เป็นอย่างนั้นเลย เด็กสาวคิดวกวนหาคำตอบไม่ได้ 

เรื่องนี้สองพี่น้องยังหาข้อสรุปไม่ได้ แต่ทั้งสองนิ่งเงียบไป จนเดินมาถึงบ้าน ข่งฉือเข้าไปทำกับข้าวเตรียมมื้อเย็น อี้หลิงเดินไปดูผักและไก่รอบๆ บ้าน เดินมาถึงคอกของเสี่ยวเฮย นางถามเสี่ยวเฮยว่าจะทำยังงัยดี

“มออออ!” เสี่ยวเฮยตอบคำถามของเด็กสาว แต่

“ข้าฟังเจ้าไม่เข้าใจหรอกเสี่ยวเฮย เฮ้อ”

นางถอนใจ เอามือลูกหัวเสี่ยวเฮยอย่างเอ็นดู

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

*จุ้ยซวินซวิน แปลว่า เมาสลึมสลือ

*หงอิง แปลว่า เหยี่ยวแดง

*มังกร ในที่นี้หมายถึง ฮ่องเต้

*สองลี้ เท่ากับ 1 กิโลเมตร (1 ลี้ เท่ากับ 500 เมตร)

*จิน แคว้นจิน ชาวจิน เป็นบรรพบุรุษของชาวแมนจู แคว้นจินกับอาณาจักรซ่ง เป็นศัตรูคู่ทำสงครามกันเหมือนไทยกับพม่า คนไทยคุ้นกันในชื่อ ชาวกิม หรือกิมก๊ก

*4 เซี๊ยะ ประมาณ 4 ฟุต 

*ฮุ่ยซิง แปลว่า ดาวหาง

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

8 ความคิดเห็น

  1. #7 วารีรันตร์ (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 10 สิงหาคม 2563 / 20:35

    คอมเม้นต์เงียบจัง บอกลุงบ้างนะว่าดีไม่ดียังงัย

    #7
    1