หลินเจียเจ๋อ แก๊งม่วน ป่วนจอมยุทธ์

ตอนที่ 10 : งานเลี้ยงรับศิษย์และศึกบนโต๊ะอาหาร

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 47
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    13 ก.ย. 63

ตระกูลหลินไม่ได้จัดงานรื่นเริงมานาน วันนี้เป็นวันที่เจียเจ๋อจัดเลี้ยงต้อนรับศิษย์ทั้งสี่คน มีอ้ายจื้ออิง ว่านอี้หลิง หลิวเทียนเยว่ และหลินปิง เป็นงานเล็กๆ ที่ไม่ได้บอกให้คนทั่วไปรู้ แต่ด้วยความมีชื่อเสียงของเขา ทำให้มีแขกไม่ได้รับเชิญมาอีกหลายราย คือ ต่งซ่วนเซิง เถ้าแก่หัวหน้าสมาคมค้าขาวแห่งไคเฟิง เศรษฐีอันดับต้นๆ ของเมืองหลวง เถ้าแก่เถ้าแก่ติง เจ้าของร้านแลกเงิน ทั้งสองมากับลูกสาวและผู้ติดตาม มาร่วมงานเพื่อขอบคุณเจียเจ๋อและจื้ออิง ที่ได้ช่วยลูกสาวของพวกเข้าไว้ ให้รอดพ้นเงื้อมมือของพรรคต้าหู่

เมื่อทุกคนมาพร้อมแล้ว หลินเจียเจ๋อจึงเริ่มพิธีรับศิษย์ ศิษย์ทั้งสี่คนคำนับอาจารย์ ยกน้ำชา เมื่อดื่มน้ำชาแล้วก็ถือว่าได้เป็นศิษย์อาจารย์กันแล้ว คนในตระกูลหลินและแขกร่วมกันแสดงความยินดี

“พวกเจ้าเป็นศิษย์ข้าแล้ว ต่อไปขอให้ถือเอาคุณธรรมเป็นที่ตั้ง มีความขยันหมั่นเพียร เพื่อความสำเร็จในวันข้างหน้า” เจียเจ๋อกล่าวให้โอวาท 

“รับทราบอาจารย์” ทุกคนคารวะ

“อี้หลิง อาปิง เจ้าสองคนนอกจากเรียนวรยุทธ์แล้ว ยังต้องเรียนหนังสือด้วย”

“ว่างัยนะอาจารย์ ต้องเรียนหนังสือด้วยเหรอ ไม่เอาหรอก ข้าไม่ชอบเรียน” อี้หลิงบ่น

“นี่เป็นเงื่อนไขเดียวที่เจ้าต้องทำตาม ถ้าทำไม่ได้ก็ไม่ต้องเป็นศิษย์ข้า แล้วแต่เจ้าเถอะนะ”

อี้หลิงทำหน้าเซ็ง จำใจต้องยอมรับ 

พิธีมีแค่นี้เพราะเจียเจ๋อไม่ชอบทำอะไรยืดเยื้อ อาจเป็นเพราะเขายังเป็นชาวยุทธ์อยู่เต็มตัวนั่นเอง

หลังจากเสร็จพิธีกราบอาจารย์ก็เป็นการเลี้ยงอาหาร หลินเจิ้นซีกล่าวต้อนรับแขกทุกคนพร้อมเชิญร่วมรับประทานอาหาร ซึ่งจัดไว้ที่ลานหน้าบ้าน เขานั่งร่วมกับเถ้าแก่ต่ง เจียเจ๋อ หยางเหม่า ต่งซ่วนเซิง ติงเชา เจ้าของภัตตาคารเหมยเว่ย  อีกโต๊ะมี จื้ออิง เทียนเยว่ อี้หลิง อาปิง ต่งม่านอวิ้ ติ่งเหว่ยเจียวอีกโต๊ะเป็นของผู้ติดตามเถ้าแก่ต่งและเถ้าแก่ติง สามโต๊ะห่างกันพอสมควร ส่วนข่งฉือ ฮุ่ยเจิน และพ่อบ้านซุน ช่วยกันดูแลความเรียบร้อย

“ต้องขอบคุณอาจารย์หลินที่ช่วยลูกสาวของข้า ไม่งั้นป่านนี้นางจะเป็นยังงัยบ้างก็ไม่รู้ ท่านหลิน ท่านมีลูกทั้งดีทั้งเก่งจริงๆ” เถ้าแก่ต่งพูดขึ้น หลินเจิ้นซียิ้มรับ

“ใช่ๆ พรรคต้าหู่ก่อกวนพวกเรามานาน ข่มเหงรังแกเก็บค่าคุ้มครอง ทางการก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะไม่มีหลักฐานการทำผิด แต่วันก่อนพอทหารบุกเข้าไป เจอทั้งอาวุธ ทั้งดินปืน หลักฐานมัดตัว แถมยังก่อคดีค้ามนุษย์อีก โดนกวาดล้างไป ชาวบ้านจะได้นอนหลับสบายกันซะที” เถ้าแก่ติงพูด

“เถ้าแก่ต่งเถ้าแก่ติงกล่าวเกินไปแล้ว จริงๆ คนที่ช่วยลูกสาวท่านไว้คือจื้ออิง” เจียเจ๋อพูดไปตามความจริง

“อ้อ ใช่ๆ จอมยุทธ์อ้ายฝีมือล้ำเลิศ คนเดียวปราบพรรคต้าหู่ซะเรียบ” เถ้าแก่ติงเสริม

จื้ออิงโดนขนาบข้างด้วยคุณหนูสองตระกูล เขารู้สึกอึดอัดเพราะสองนางนั่งเบียดชิดเขาเกินไป แต่ด้วยนิสัยไม่ค่อยพูด จึงนั่งนิ่งอยู่ตรงนั้น

“จื้ออิง ชอบกินไก่ย่างรึเปล่า เดี๋ยวข้าคีบให้นะ” คุณหนู่ต่งพูดพลางคีบไก่ย่างให้

“จื้ออิง  หมูหันนี่อร่อยมาก ลองกินสิ” ชามข้าวของจื้ออิงชักจะเต็ม

“นี่เจ้าน่ะ! นั่งห่างๆ หน่อยได้มั้ย จื้ออิงเค้าอึดอัดนะ” คุณหนูต่งบอกคุณหนูติง

“เจ้านะแหละทำให้เค้าอึดอัด ใช่มั้ยจื้ออิง นางเบียดเจ้าชิดเกินไปแล้ว” คุณหนูติงไม่ยอม

อี้หลิงนั่งดูอยู่นานอยู่ชักหมั่นไส้ จึงทำล้อเลียน คีบหัวไก่ให้หลิวเทียนเยว่

“เทียนเยว่ เจ้าชอบกินหัวไก่ใช่มั้ย นี่งัย กินเยอะๆ นะ” 

“ขอบใจมาก ข้าชอบกินหัวไก่มากๆ จื้ออิงเจ้าก็ชอบใช่มั้ย งั้นข้ายกให้เจ้านะ” พูดพลางคีบหัวไก่ให้จื้ออิง อีกฝ่ายเห็นแล้วชักเครียด

“นี่! เจ้าสองคนล้อเลียนพวกเราเหรอ” คุณหนูติงเริ่มไม่พอใจ

“ล้อเลียนอะไร แค่คีบหัวไก่ให้แค่นั้นเอง ใช่มั้ยเทียนเยว่” 

“ใช่ๆ” เทียนเยว่รับมุข

“เอาคืนไปเถอะ ข้าไม่ชอบหัวไก่” จื้ออิงคีบหัวไก่คืนให้เทียนเยว่

“เฮ้ เจ้าทำแบบนี้ได้งัย ข้าอุตส่าห์เสียสละให้เจ้านะ” พูดแล้วก็คีบคืนใส่จานจื้ออิง

“เลิกเล่นซะทีเถอะน่า” จื้ออิงคีบกลับมาคืนอีก เทียนเยว่คีบให้ จื้ออิงคีบกลับ กลับไปกลับมา อาปิงมองลูกตากรอกไปกรอกมา

“โอ๊ย นี่! ข้าเวียนหัวแล้วนะ" คุณหนูต่งบ่นหน้างอ “จื้ออิง ศิษย์น้องสองคนนี้ของเจ้านิสัยไม่ดีเลย”

“ศิษย์น้องอะไร ข้าไม่ใช่ศิษย์น้อง ข้าเป็นศิษย์พี่ต่างหาก ก่อนหน้านี้ข้าคำนับอาจารย์ก่อนคนอื่น” อี้หลิงแย้ง

“เจ้าหัวไก่มันก็คงเวียนหัวแล้ว งั้นข้ายกให้เจ้าแล้วกัน” อี้หลิงยิ้มกวนๆ คีบหัวไก่ให้ต่งม่านอวี้ 

“ข้าไม่เอา! เจ้าจะบ้าแล้วเหรอ อย่ามากวนประสาทข้านะ” นางคีบหัวไก่คืนอี้หลิง อี้หลิงคีบคืน คุณหนูโมโหเอาตะเกียบปัดหัวไก่ ลอยหายไปตกที่โต๊ะของผู้หลักผู้ใหญ่

“จ๋อม!” หัวไก่ตกลงในชามซุปหมูตุ๋นยาจีนเป๊ะ น้ำซุปกระเด็นใส่หน้าเถ้าแก่ต่งเต็มๆ ทำเอาคนรอบโต๊ะตกใจ

“เฮ้ย! นี่มันอะไรกัน” เถ้าแก่ต่งอุทานพร้อมหันหน้ามาทางโต๊ะหนุ่มสาว คนอื่นก็หันมองตาม ต่งม่านอวี้ตกใจทำอะไรไม่ถูก

“ท่านพ่อ! คนพวกนี้แกล้งข้า” ชี้มาที่อี้หลิง

“ฮ่าๆๆ คุณหนูต่งวรยุทธ์ล้ำเลิศ ฝีมือแม่นมาก” อี้หลิงหัวเราะชอบใจ

“อี้หลิง เทียนเยว่ เจ้าเล่นอะไรกัน” เจียเจ๋อทำเสียงดุ

“ปละๆๆ เปล่าอาจารย์ คือเราล้อเล่นกันน่ะ ขอโทษทุกท่านด้วยนะครับ” เทียนเยว่หัวเราะแหยๆ 

“ต้องขอโทษทุกท่านด้วย ลูกศิษย์ข้าซุกซนไปหน่อย” เจียเจ๋อก้มหัว

“เฮ่ย ช่างเถอะๆ ลูกสาวข้าก็พอกันน่ะแหละ” เถ้าแก่ต่งหัวเราะเบาๆ เจียเจ๋อหันมาทางอี้หลิงกับเทียนเยว่ ทำหน้าดุ เทียนเยว่ทำหน้าสลด แต่อี้หลิงไม่ได้มอง

“เอาล่ะ ๆ เลิกเล่นเถอะอี้หลิง เดี๋ยวจะซวย” เทียนเยว่เตือน แต่อี้หลิงยังไม่หนำใจ

“นี่ ยังมีตีนไก่อร่อยๆ อีกนะ สนมั้ยล่ะ อาหารฮ่องเต้เชียวนะ” พูดพลางยิ้มเยาะ

“ฮ่องเต้บ้านเจ้าน่ะสิ” ติงเหว่ยเจียวย้อน

“พอเถอะน่า” จื้ออิงพูดเสียงเสียงเครียดรำคาญ

“ทำไม! เป็นห่วงคนของเจ้ามากเลยเหรอ แค่นี้เรียกว่าแกล้งแล้วเหรอ ข้ายังลูกเล่นอีกเยอะ ใช่มั้ยเทียนเยว่” หันไปหาแนวร่วม แต่เทียนเยว่ทำหน้าเซ็งๆ จื้ออิงขี้เกียจต่อล้อต่อเถียง จึงส่ายหน้าแล้วนิ่งเงียบ

“พอเถอะอี้หลิง” เทียนเยว่บอก

“นี่พวกเจ้าสองคนน่ะ ที่ตั้งกว้างจะไปนั่งเบียดเค้าทำไม” อี้หลิงแซว

“ทำไม! เจ้ายุ่งอะไรด้วย นั่งยังงัยมันก็เรื่องของข้า ไม่ต้องพูดมาก ยัยคนไร้ฝีมือ ทำท่าเป็นจอมยุทธ์แต่กระจอก โธ่เอ๊ย” คุณหนูต่งพูดพลางทำหน้าดูถูกเหยียดหยาม  

“ใช่ๆ คนไร้ฝีมือนั่งเงียบๆ ไปเถอะ นี่ถ้าไม่ได้จื้ออิงช่วยนะ ป่านนี้ไปเป็นนางโลมขายตัวอยู่ที่ซ่องไหนแล้วก็ไม่รู้ ยังจะมาแกล้งเค้าอีก” คุณหนูติงยิ้มเยาะเย้ย อี้หลิงชักโมโห ลุกยืน

“นี่พวกเจ้า!” 

เทียนเยว่เห็นท่าไม่ดีรีบห้าม 

“ไม่เอาน่า อย่าทะเลาะกันเลย อี้หลิง ช่างเถอะ” ดึงแขนอี้หลิงลงนั่ง แต่นางยังไม่นั่ง

“พวกนางดูถูกข้า” อี้หลิงหันมาพูดกับเทียนเยว่ หน้าตาถมึงทึง

“ช่างเถอะ ๆ นี่ วันนี้วันมงคลนะ เราเพิ่งได้เป็นศิษย์ของอาจารย์ อย่าทำให้งานพังเลยน่า เอาไว้ค่อยว่ากันวันอื่นเถอะ” อี้หลิงนิ่งไปครู่หนึ่ง

“ก็ได้ เห็นแก่อาจารย์ ไม่งั้นพวกเจ้าเจอแน่” จ้องเขม็งไปยังคุณหนูทั้งสอง

“เจออะไร เชอะ ไม่เห็นจะกลัว” ติงเหว่ยเจียวเบะปาก

“เอาล่ะ ๆ นั่งลงเถอะ” เทียนเยว่พยายามบอกให้นั่ง

“ไม่นั่ง! ข้าไม่กินแล้ว” พูดจบเดินอ้อมไปหลังบ้าน ต่งม่านอวี้กับติงเหว่ยเจียวมองหน้ากันแล้วยิ้ม สะใจที่ทำให้อี้หลิงโมโหได้ หันมาเอาใจจื้ออิงต่อ เทียนเยว่ถอนหายใจ 

อี้หลิงเดินไปหลังบ้านเจอข่งฉือนั่งกินข้าวกันอยู่ เห็นอี้หลิงเดินหน้างอเข้ามาจึงถาม

“เป็นอะไรไปอีกล่ะ อาหลิง ไปโกรธใครมาเหรอ” ข่งฉือถาม อี้หลิงนั่งลงอย่างแรง

“ก็พวกคุณหนูสองคนนั้นน่ะสิ ดูถูกข้า หาว่าข้าไร้ฝีมือ” 

“ช่างเถอะ วันนี้พวกเขาดูถูกเจ้า แต่ต่อไปก็ดูถูกไม่ได้แล้ว เจ้าจะได้เรียนวิชาจากคุณชายแล้ว” ข่งฉือเอามือจับไหล่ปลอบน้องสาว อี้หลิงพยักหน้า 

“ใช่แล้ว มากินข้าวเถอะ เดี๋ยวข้าจัดให้" ฮุ่ยเจินพูดพลางตักข้าวให้อี้หลิง 

เด็กสาวอารมณ์ดีขึ้น กินข้าวพลางมองไปข้างกองฟืน เห็นชายชรานั่งเอนหลังดื่มเหล้าอย่างสบายใจ สภาพดูดีขึ้นเมื่อเทียบกับเมื่อหลายวันก่อน ผู้เฒ่าคนนี้สู้กับอาจารย์แล้วโดนควันยาสลบหมดสติไป สองวันต่อมาฟื้นจากอาการสลบ ลุกขึ้นมานั่งทำหน้างง

“ข้าอยู่ที่ไหน” ผู้เฒ่าถาม หันมองไปรอบๆ

“บ้านข้าเอง ตระกูลหลิน” เจียเจ๋อตอบ และถาม

“ท่านผู้เฒ่า ท่านชื่ออะไร”

“ข้า…..” ผู้เฒ่าทำหน้างงๆ “ข้า…..”

“ข้าไม่รู้” ทุกคนแปลกใจ มองหน้ากัน

“ไม่รู้เหรอ” อี้หลิงทวนคำ

“ท่านไม่รู้ชื่อเหรอว่าตัวเองชื่ออะไร” อี้หลิงถามซ้ำ 

“ใช่ ข้าไม่รู้” ผู้เฒ่าเริ่มทำหน้าเศร้า

“ท่านตา ท่านถูกขังอยู่ในห้องขังใต้ดินที่พรรคต้าหู่ แล้วท่านก็สู้กับข้า จากนั้นเราทั้งคู่ก็โดนควันยาสลบจนสลบไป เรื่องพวกนี้ท่านจำได้มั้ย” เจียเจ๋อพยายามทบทวนเรื่องราว

“ข้าจำได้ ข้าถูกขังอยู่ที่นั่น พวกมันไม่เอาน้ำให้ข้าดื่ม แต่เอาเหล้ามาให้แทน ข้าดื่มเข้าไปก็เกิดอาการมึนงง แล้วก็จำอะไรไม่ได้” ผู้เฒ่าเล่า

“แล้วเรื่องก่อนหน้านั้นล่ะ ก่อนที่จะถูกจับมา ท่านจำอะไรได้บ้าง” เทียนเยว่ถาม

“ข้าจำไม่ได้เลย” เจียเจ๋อพยายามพิเคราะห์คำพูดของผู้เฒ่า ดูจากแววตาอัปกิริยาท่าทาง เขาไม่ได้พูดโกหก สรุปคือผู้เฒ่าความจำเสื่อม ที่มาของเขายังเป็นปริศนาอยู่ เจียเจ๋อเห็นว่าผู้เฒ่าไม่มีที่ไป จึงให้พักอยู่ที่บ้านก่อน แต่ก็สั่งให้พ่อบ้านซุนกับฮุ่ยเจินคอยสังเกตการณ์ ยังงัยผู้เฒ่าคนนี้ก็ไม่ใช่คนธรรมดาแน่ จะบอกว่าเป็นคนแรกที่สู้กับเขาได้สูสีหรืออาจจะเหนือกว่าก็ว่าได้

“งั้น ข้าตั้งชื่อให้ท่านว่า ท่านตาว่าง* แล้วกันนะ” อี้หลิงตั้งชื่อให้

“อี้หลิง ชื่อนี้จะดีเหรอ” เทียนเยว่ทักท้วง

“เอาน่า ชื่อนี้เหมาะแล้ว” อี้หลิงยืนยัน 

ผู้เฒ่าจึงมีชื่อเรียก แต่สับสนที่จำตัวเองและเหตุการณ์ในอดีตไม่ได้ จึงได้แต่นั่งทอดถอนใจไปวันๆ

 

เสร็จจากงานเลี้ยง ก็เป็นการประชุมของศิษย์กับอาจารย์ ทุกคนมาเข้าแถวเรียงหน้ากระดานที่ใต้ต้นบ๊วยหน้าลานบ้าน

“พรุ่งนี้เราจะเริ่มฝึก ทุกวันตอนเช้าตรู่ ให้มารวมตัวกันที่นี่” เจียเจ๋อบอก

“อาจารย์ ข้ามีคำถาม” อี้หลิงพูด

“มีอะไรว่ามา” 

“เราเป็นศิษย์ของอาจารย์ แล้วอาจารย์กำลังจะรับตำแหน่งเจ้าสำนักแมวป่า แล้วอย่างนี้เราต้องเป็นศิษย์สำนักแมวป่าด้วรึเปล่า”

“พวกเจ้าทุกคนถือเป็นศิษย์สำนักแมวป่า แต่ไม่ใช่ศิษย์ทั่วไป อย่างที่ข้าเคยบอกแล้วว่าข้าไม่คิดจะรับศิษย์ เหตุผลเพราะข้าอยากถอนตัวจากยุทธภพ แต่เห็นแก่ความตั้งใจของพวกเจ้า จึงได้รับไว้ แต่พวกเจ้าไม่เหมาะจะไปอยู่สำนักแมวป่า”

“ทำไมล่ะครับอาจารย์” เทียนเยว่สงสัย

“คนแรก จื้ออิง มีวรยุทธ์สูงแล้ว ไม่ต้องไปฝึกพื้นฐาน ฝึกกับข้าเหมาะกว่า ส่วนเจ้า อี้หลิง เจ้าเป็นผู้หญิง ไม่เหมาะไปอยู่ เพราะที่นั่นรับแต่ผู้ชาย อาจารย์หยางอาจจะรับเจ้า แต่ก็ไม่สะดวกอยู่ดี ส่วนเจ้า อาปิง ยังไม่พร้อมหลายประการ ฝึกกับข้าดีกว่า เอาเท่าที่ได้ ไม่ต้องรีบร้อน ถ้าจะมีคนเหมาะสมที่จะไปอยู่สำนักแมวป่า ก็เห็นจะมีเทียนเยว่คนเดียว” อาจารย์อธิบาย

“ห๊ะ อาจารย์ ข้าไม่ไปหรอก ข้าอยากฝึกกับท่าน” เทียนเยว่บอก

“ดี เจ้ากับจื้ออิงอยู่ที่นี่ได้ถ้าอยากอยู่ ข้าไม่บังคับว่าศิษย์ทุกคนต้องอยู่กับข้า แต่ข้าอยากให้มีคนหนุ่มคอยช่วยดูแลบ้าน คอยช่วยงานเท่าที่ช่วยได้ ข้าไม่ให้ช่วยเปล่าๆ มีเงินเดือนให้ด้วย”

“ฮ้า งั้นก็ดีเลยอาจารย์ ข้าจะได้ไม่ต้องไปทำงานอื่น” เทียนเยว่ดีใจ

“ฝึกวิชาต้องยึดถือคุณธรรมเป็นใหญ่ คุณธรรมเป็นหลักการอันดับแรกของชาวยุทธ์ ลาภ ยศ สรรญเสริญเป็นสิ่งลวงตา พวกเจ้าอย่าได้ไปหลงติดกับดัก ทำดีย่อมได้ดี ทำชั่วฟ้าไม่ให้อภัย โบราณว่าปลูกมันได้มัน ปลูกถั่วได้ถั่ว….”

อาปิงหาววอดเสียงดัง ศิษย์ทุกคนยิ้ม อาจารย์จึงรู้ตัวว่าคงพูดเยิ่นเย้อไปแล้ว จึงหยุด กระแอมหนึ่งที แล้วพูดว่า

“เอาล่ะ ลองบอกข้าซิ พวกเจ้าอยากฝึกอะไรกันบ้าง ข้าผาดโผนท่องยุทธภพไปทั่ว จึงรู้วิชายุทธ์มากกว่าคนทั่วไป อยากเรียนอะไรข้าสอนได้ทั้งนั้น” อาจารย์เริ่มโม้

“ข้าอยากเรียนเคล็ดวิชากระบี่แทนใจ” จื้ออิงบอก

“อืม สมเป็นเจ้า วิชานี้ขั้นสูง แล้วเจ้าล่ะอี้หลิง”

“ข้าอยากเรียนทุกอย่าง ข้าอยากเป็นหนึ่งในใต้หล้า” อี้หลิงพูดพร้อมชูกำปั้น

“อืม เจ้าล่ะ เทียนเยว่”

“อะไรก็ได้อาจารย์ ข้าอยากฝึกไปเรื่อยๆ ไม่รีบร้อน” 

“ดี เจ้าล่ะ อาปิง”

อาปิงนิ่ง ทุกคนคอยฟังคำตอบ

“วิชาตัวเบา” อาปิงตอบ

เทียนเยว่กับอี้หลิงหัวเราะขี้นพร้อมกัน จื้ออิงกับเจียเจ๋อยิ้ม

“ฝึกวิชาตัวเบา ใช่ว่าจะทำไม่ได้ แต่ก่อนอื่นนะอาปิง เจ้าควรลดน้ำหนักให้น้อยลงกว่านี้อีกนิดนึง” เจียเจ๋อพูดพลางยิ้ม ศิษย์พี่ทั้งสามหัวเราะศิษย์น้องด้วยความเอ็นดู อาปิงยิ้มเขินๆ

 

ฟางอี๋เจี้ยนยืนอยู่หน้าประตูบ้านตระกูลหลิน เขายังไม่กลับไปพรรคต้าหู้สาขาใหญ่ แม้ว่าสาขาไคเฟิงจะถูกกวาดล้างไปแล้ว แต่นั่นไม่ได้สำคัญอะไรเลย สิ่งสำคัญอยู่ในบ้านตระกูลหลินต่างหาก ซึ่งเขาต้องเอาคืนมาให้ได้

เมื่อวานตอนเย็น ขณะที่เล่นการพนันอยู่ที่บ่อนที่ใหญ่ที่สุดในเมืองหลวง ลูกน้องของฟางอี๋เจี้ยนที่อยู่ในพรรคต้าหู่เดินเข้ามากระซิบที่ข้างหู ว่าพรรคต้าหู่สาขาเมืองหลวงถล่มจนยับ สินค้าที่เป็นมนุษย์ถูกช่วยไปทั้งหมด แถมผู้เฒ่าที่ถูกขังในห้องใต้ดินก็ถูกพาตัวไปด้วย ฟางอี๋เจียนหมดอารมณ์เล่นการพนัน เขาเดินออกจากบ่อนมายืนอยู่ข้างหน้า ครุ่นคิดว่าจะเอาอย่างไรดี พรรคต้าหู่นั้นไม่สำคัญ เขายังมีพรรคและสำนักต่างๆ หลายสำนักทั่วต้าซ่งที่เข้าควบคุมไว้อย่างลับๆ แต่สิ่งสำคัญคือฟ่งโหยวกวาน คนที่เป็นกุญแจนำไปสู่ความสำเร็จของเขา ชายหนุ่มรู้สึกเครียด แต่ก็พยายามควบคุมอารมณ์ตัวเอง เขาเข้าพักที่โรงเตี๊ยมเต้าหง ค่ำแล้ว เข้านอนแต่นอนไม่หลับ จึงออกมาท่องราตรี ทุกคืนที่มาเมืองหลวง เขาจะมาที่หอคายซิน หอนางโลมชั้นดี คนที่มาที่นี่ล้วนแต่เป็นผู้ดีมีเงิน หรือเป็นผู้มีอำนาจ คืนที่ผ่านๆ มาเขามาเพื่อสนุกสนาน แต่คืนนี้มาเพื่อผ่อนคลายความเครียด

บรรยากาศในหอคายซินก็ยังเหมือนเดิม ผู้คนพลุกพล่าน ฟางอี๋เจี้ยนเดินเข้ามากลางหอ มาม่าซังเข้ามาต้อนรับเขาเชื้อเชิญให้ใช้บริการของหญิงงาม ชายหนุ่มเลือกเอาห้องเล็กๆ ห้องหนึ่งเป็นที่ผ่อนคลาย เขาสั่งเหล้าชั้นดีและกับแกล้ม พร้อมกับเลือกเอาหญิงคณิกานางหนึ่งมาปรนนิบัติ ชื่อของนางคือ เสี่ยวหง ทุกครั้งที่มาที่นี่ ฟางอี๋เจี้ยนจะเรียกหานาง ไม่ใช่เพราะนางสวยที่สุด ไม่ใช่เพราะบริการดีที่สุดหรือแพงที่สุด แต่ตรงกันข้าม เพราะนางเป็นคนพูดจาตรงไปตรงมาแต่ไม่หยาบคาย รู้ใจคู่สนทนา ค่อนข้างฉลาด แม้เอาใจไม่เก่ง แต่ก็เป็นเพื่อนคุยได้ดีพอสมควร ฟางอี๋เจี้ยนเองนั้นไม่อยากทำตัวให้เป็นจุดสนใจ ความมีอิสระเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับเขา ยิ่งรู้จักคนมาก ยิ่งมีศัตรูมาก ก็ยิ่งยุ่งยากมาก การยิ่งใหญ่แบบเงียบๆ เป็นเสน่ห์ การอวดเบ่ง วางอำนาจ ประกาศตัวว่ายิ่งใหญ่คับฟ้า เขามองว่าเป็นความโง่

“นายท่านฟาง คืนนี้ท่านมาอีกแล้ว” เสี่ยวหงทักทายและนั่งลงใกล้ๆ แขกหนุ่ม ฟางอี๋เจี้ยนยิ้มนิดๆ และพยักหน้า เสี่ยวหงเริ่มรินเหล้าให้ เห็นท่าทางชายหนุ่มทำหน้าไม่ค่อยสบายใจจึงพูดขึ้นว่า

“วันนี้ท่านดูเครียดๆ มีเรื่องอะไรไม่สบายใจเหรอ เล่าให้ข้าฟังได้นะ” 

“ไม่มีอะไรหรอก แค่…..” เสี่ยวหงตั้งใจฟัง

“มีคนแย่งของๆ ข้าไป” เขาพูด พร้อมจอกยกเหล้าขึ้นดื่ม หญิงสาวพยักหน้า

“ของสำคัญมากรึเปล่า”

“ใช่ สำคัญมาก"

“แล้ว…ท่านจะทำยังงัย จะไปแย่งคืนมารึเปล่า” นางถาม

“เสี่ยวหง เจ้าเคยถูกแย่งของสำคัญไปรึเปล่า” 

“อืม….” เสี่ยวหงพยายามนึก

“ก็มีนะ ตอนที่ข้าอยู่บ้านนอก เคยมีคนรัก เขาเป็นชาวนาเหมือนกับข้า เราต่างมีใจให้กัน คบหากันมาสองปี แต่แล้ววันหนึ่ง มีคุณหนูลูกของตระกูลผู้ดีในหมู่บ้าน มาชอบคนรักของข้า เอาเงินและฐานะความร่ำรวยมาล่อ เขาคนนั้นก็เลยเลือกคุณหนูคนนั้น”

“แล้วยังงัยต่อ” 

“สุดท้ายทั้งสองคนก็ไม่ได้สมหวัง เพราะพ่อของคุณหนูคนนั้น จัดหาคู่ให้นาง เป็นคนร่ำรวยเหมือนกัน คนรักเก่าของข้าเสียใจมากและกลับมาหาข้า” เสี่ยวหงหยุดเล่านิดนึง

“แล้วเจ้าว่ายังงัย”

“ว่ายังงัยเหรอ ข้าก็ด่าเขาอยู่ครึ่งชั่วยาม แล้วก็ไล่เขาไป แต่เขาไม่ยอมไป ข้าเลยคว้าคราดไล่ตี เขาเลยวิ่งหนีไป”

“ฮ่าๆๆๆๆ” ฟางอี๋เจี้ยนหัวเราะอารมณ์ดี

“เจ้านั่นมันโง่จริงๆ มีคนรักสวยๆ ดีๆ อย่างเจ้า ยังจะไปหาใครที่ไหนอีก”

เสี่ยวหงยิ้มแล้วพูดว่า

“นายท่านอย่าแกล้งชมข้าเลย ข้าไม่สวยไม่ดีขนาดนั้นหรอก”

“ฮ่าๆๆๆ ข้าพูดจริง แกล้งชมซะที่ไหนเล่า” 

แขกหนุ่มคว้าตัวเสี่ยวหงมากอด เขาเริ่มอารมณ์ดีขึ้นบ้างแล้ว 

“แล้วตกลงนายท่านจะไปเอาของคืนรึเปล่า”

“ไม่รู้สิ เจ้าติดว่างัยล่ะ”

“ถ้าเป็นของของเราก็ต้องเอาคืนสิ"

“อืม งั้นเหรอ”

“ของนั้นคืออะไรเหรอ บอกข้าได้มั้ย”

“บอกไม่ได้”

เสี่ยวหงไม่ใช่คนเซ้าซี้ จึงไม่ถามต่อ เปลี่ยนไปคุยเรื่องอื่น

“นายท่าน ท่านให้ข้าเล่าเรื่องของข้าทุกคืนเลย ท่านเล่าเรื่องของท่านให้ข้าฟังบ้างสิ ”

“เรื่องของข้าน่ะเหรอ ไม่มีอะไรน่าสนใจหรอก”

“ไม่นะ ข้าคิดว่าชีวิตของคนทุกคนน่าสนใจทั้งนั้น ข้าชอบฟังคนเล่าเรื่องชีวิต”

ฟางอี๋เจี้ยนซดเหล้าเข้าไปอีก แล้วเล่าว่า

“ชีวิตของข้าน่ะเหรอ" เขาเหม่อมองออกไปเพื่อรื้อฟื้นความทรงจำ

 "ข้าเกิดในตระกูลฟาง พ่อของข้าเคยเป็นคนร่ำรวยมาก่อน”

“เคยร่ำรวย แล้วต้องจนลงเหรอ เพราะอะไรล่ะ”

“เพราะเพื่อนชั่วของเขาน่ะสิ บ้านข้าเป็นร้านฝากเงิน เป็นผู้มีอันจะกิน ครอบครัวของเราไม่เคยลำบาก พ่อข้ามีเพื่อนคนหนึ่ง เป็นขุนนาง มันทุจริตฉ้อราษฎร์บังหลวง เบียดบังเอาทรัพย์สินของราชการมาเป็นของตัวเองเป็นประจำ วันหนึ่งมีผู้ตรวจราชการมาตรวจที่อำเภอของข้า เจ้านั่นมันก็ถึงคราวเดือดร้อน เพราะได้ยักยอกเอาเงินหลวงที่ส่งมาช่วยชาวบ้านที่เดือดร้อนจากการประสบภัยน้ำท่วม เอาไปสร้างบ้านตัวเองให้ใหญ่โต เกินตัวเกินฐานะ ก่อนผู้ตรวจราชการจะมาตรวจ มันได้ยืมเงินพ่อข้าหนึ่งแสน อ้างว่าเอาไปแสดงให้ผู้ตรวจราชการดู เพื่อให้ตรงกับจำนวนเงินในบัญชี พ่อข้าเองก็ลำบากใจที่จะช่วย แต่เห็นว่าเป็นเพื่อนสนิทกันมานาน เลยให้ยืม สุดท้ายมันกลับมาหลอกพ่อข้าว่าทางการเอาเงินนั้นกลับเมืองหลวงไปหมดแล้ว พ่อข้าทำอะไรไม่ได้ เพราะไม่ได้ทำสัญญากู้ยืม เห็นว่าไว้ใจได้ สุดท้ายก็โดนหลอก เงินที่ค้ำจุนกิจการร้านฝากเงินหายไปหนึ่งแสนตำลึง ทำให้กิจการเราอยู่ในความเสี่ยง และแล้วก็มีคนปล่อยข่าวที่ว่าร้านฝากเงินของพ่อข้า กำลังจะเจ๊ง คนในอำเภอเลยแห่กันมาถอนเงินที่ฝากเงินไว้ พ่อข้าจนปัญญาที่จะหาเงินมาได้ เลยต้องขายบ้าน ขายที่ดิน เหลือแค่ที่ดินเล็กๆ นอกเมือง ให้ไปสร้างบ้านหลังเล็กๆ อยู่กันอย่างลำบาก”

ฟางอี๋เจี้ยนพูดจบซดเหล้าเข้าไปอีกจอก เสี่ยวหงได้ฟังแล้วรู้สึกสงสารชายผู้นี้ 

“แล้วท่านทำยังงัยต่อไป”

“ตอนนั้นข้าอายุย่างสิบเจ็ดปีพอดี พ่อข้าเคยตั้งความหวังว่าจะให้ข้าช่วยกิจการร้านฝากเงิน และยกร้านให้ข้าเมื่อถึงเวลาที่ท่านแก่ชรา แต่ตอนนี้ความหวังนั้นหมดสิ้นไป พ่อข้าเสียใจมาก เอาแต่ดื่มสุรา เมาทั้งวัน ทะเลาะกับข้าไม่หยุดไม่หย่อน ข้าเห็นว่าสถานกาณ์นี้อยู่บ้านไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้นมา เลยออกจากบ้านพเนจรไปเรื่อย จนไปเจอสำนักวิทยายุทธ์ที่ชื่อ หงอิง เลยไปขอสมัครเป็นศิษย์ และได้ร่ำเรียนวรยุทธ์ที่นั่น”

“ว้าว ในที่สุดท่านก็ได้เป็นจอมยุทธ์” เสี่ยวหงปรบมือ รินเหล้าให้แขกอีก

“หึๆๆๆ เป็นจอมยุทธ์เหรอ ตอนนั้นน่ะ ข้าเป็นแค่จอมยุทธ์กระจอกงอกง่อยเท่านั้น”

“งั้นก็แปลว่า ตอนนี้ท่านไม่กระจอกแล้ว”

“ฮ่าๆๆๆ ก็คงอย่างนั้น” 

“แล้วแม่ของท่านล่ะ ไม่เห็นท่านพูดถึง” 

“แม่ข้าตายตั้งแต่ข้ายังเล็ก ข้าอยู่กับพ่อมาตลอด”

“อืม ท่านก็เลยตั้งใจฝึกวิชา จนมีวรยุทธ์ล้ำเลิศ ไม่มีผู้ใดเอาชนะได้ใช่มั้ย”

ฟางอี๋เจี้ยนยิ้ม เรื่องมันไม่ได้เป็นอย่างที่เสี่ยวหงคิด แต่เขาไม่ได้เล่าให้นางฟัง เขาเล่าเฉพาะสิ่งที่อยากเล่าเท่านั้น

“แล้วท่านได้กลับไปหาพ่อบ้างรึเปล่า”

“กลับไปสิ หลังจากข้าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งแล้ว ข้ากลับบ้าน แต่พบว่าท่านพ่อข้าตายแล้ว เพราะดื่มเหล้าหนักเกินไป”

เสี่ยวหงทำหน้าเศร้าแล้วพูดว่า “ข้าเสียใจด้วยนะ แล้วคนที่โกงเงินพ่อของท่านล่ะ เขาเป็นยังงัยบ้าน ท่านจัดการกับเขารึเปล่า”

ฟางอี๋เจี้ยนนิ่งไปครู่หนึ่งแล้วพูดว่า

“เปล่า ข้าไม่ได้ทำอะไร ข้าปล่อยเขาไป”

“ฮ้า ท่านไม่ได้แก้แค้นเลยเหรอ ใจกว้างจริงๆ ข้านับถือ” 

ชายหนุ่มไม่ได้พูดความจริง หลังจากเป็นผู้มีวรยุทธ์ล้ำเลิศแล้ว เขากลับไปยังบ้านเกิด พบว่า กัวยี่จื่อ เพื่อนของพ่อเขา ได้เป็นขุนนางขั้นสูงกว่าเดิม เพราะมันเป็นพวกชอบรับเงินสินบน รับใช้คนมีเงินและขุนนางชั่วด้วยกัน อาศัยเส้นสายทำให้ได้ดิบได้ดี เขาจะต้องให้คนๆ นี้ได้โทษ โดยการมาเป็นทาสรับใช้ 

ฟางอี๋เจี้ยนลอบเข้าไปในจวนของกัวยี่จื่อในเวลากลางคืน ขุนนางชั่วเห็นเขาก็ตกใจแต่ยังไม่รู้ว่าเป็นใคร

“เจ้าเป็นใคร เข้ามาที่นี่ทำไม!”

“ข้าคือลูกของคนที่เจ้าทำลายครอบครัวเขาจนย่อยยับงัยล่ะ”

กัวยี่จื่อรู้สึกงงๆ มองหน้าของชายหนุ่มให้ชัด จึงนึกออก

“เจ้าคือ….ลูกชายของเหิงเสียน!” 

“ใช่ นึกออกแล้วล่ะสิ ฟางเหิงเสียนเพื่อนรักของเจ้า คนที่ยอมช่วยเจ้า แต่เจ้าตอบแทนเขาด้วยการทรยศ” ฟางอี๋เจี้ยนเดินเข้าไปใกล้

“เจ้าจะทำอะไร อย่าเข้ามานะ ออกไป ทหาร! มีใครอยู่บ้าง” กัวยี่จื่อร้องเรียกให้คนชั่ว

“ทหารของเจ้าตายหมดแล้ว ข้าฆ่ามันเอง ข้าจะฆ่าเจ้าด้วย แล้วก็ฆ่าเมีย ฆ่าลูกของเจ้า”

“อย่าทำข้าเลย อย่าฆ่าครอบครัวข้าเลย ข้าสำนึกผิดแล้ว ปล่อยข้าไปเถอะ” ชายชราคุกเข่าขอร้อง ท่าทางกลัวสุดขีด

“หึๆๆๆ ในเมื่อเจ้าสำนึกผิด ขอร้องข้า ข้าก็ไม่ใช่คนใจดำ ข้าจะให้โอกาสเจ้า ทำคุณไถ่โทษ”

“ให้ข้าทำอะไรบอกมาเลย ข้ายินดีทำ ขอแค่ไม่เอาชีวิตข้าและคนในครอบครัว”

“ดี! ก่อนอื่น เอาเงินหนึ่งแสนตำลึงที่เจ้ายืมพ่อข้าไปคืนมา”

“หา ข้าไม่มีเงินมาขนาดนั้นหรอก ลดเหลือสักห้าหมื่นได้มั้ย คือข้า.….”

ฟางอี๋เจี้ยนโมโหขึ้นมาทันที จะตายอยู่แล้วยังมาต่อรองเรื่องเงิน ความจริงเขาไม่ได้อยากได้เงินมากมาย แต่อยากให้กัวยี่จื่อได้ชดใช้สิ่งที่มันเคยทำไว้ แต่มันก็ยังแสดงความหัวหมอออกให้เห็นมาอีก

“หีๆๆๆ ได้สิ ในเมื่อเจ้ารักเงินมากกว่ารักชีวิต ข้าจะไปฆ่าลูกเมียของเจ้าเดี๋ยวนี้ ก่อนจะฆ่าข้าจะบอกพวกเขาว่าเป็นเพราะเจ้าปล่อยให้พวกเขาตาย” ชายหนุ่มหันหลังจะเดินไป คนที่คุกเข่าลุกขึ้นมาห้ามไว้

“เดี๋ยวๆๆ ก่อน ข้ายอมแล้ว ข้ายอมแล้ว หนึ่งแสนก็หนึ่งแสน”

“ดี นอกจากเงินหนึ่งแสนแล้ว เจ้าต้องคอยรับใช้ข้าด้วย”

“รับใช้ จะให้ข้ารับใช้อะไร”

“แล้วแต่ข้าจะสั่ง ตอนนี้ข้ายังนึกไม่ออก นึกออกแล้วจะบอก คอยฟังคำสั่งของข้าให้ดี” 

กัวยี่จื่อยืนคอตก ไม่พูดอะไร เดินไปหยิบตั๋วเงินหนึ่งแสนตำลึงมาให้ฟางอี๋เจี้ยน

“แล้วอย่าคิดหาคนมากำจัดข้าล่ะ จะบอกให้ว่า ในปฐพีนี้ คนที่เอาชนะข้าได้นั้นไม่มี"

“ข้าไม่ทำแบบนั้นหรอก” กัวยี่จื่อรับคำ

“ดี แต่ถ้าข้ารู้ว่าเจ้าสั่งให้คนมาฆ่าข้าเมื่อไหร่ เจ้าเตรียมโลงศพไว้ได้เลย เตรียมไว้เผื่อลูกกับเมียเจ้าด้วย กัวยี่จื่อ!”

พูดจบชายหนุ่มเดินออกไป ปล่อยให้ขุนนางชั่วยืนส่ายหน้าถอนหายใจอยู่คนเดียว

 

“นายท่าน! นายท่าน” เสี่ยวหงเรียกเขา

“หือ มีอะไร”

“ท่านใจลอยคิดอะไรอยู่เหรอ” 

“อ๋อ ข้ากำลังคิดว่า คืนนีัจะอยู่กับเจ้าทั้งคืน ไม่ไปไหน”

“แหม นายท่านเนี่ย ก็ต้องเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว ข้าไม่ให้ท่านไปไหนหรอก”

ฟางอี๋เจี้ยนรู้สึกผ่อนคลายที่ได้เล่าเรื่องของตัวเองให้คนอื่นฟัง ความจริงเขามีลูกน้องหลายคน แต่ไม่เคยเล่าเรื่องอดีตของตนให้ใครรู้ แต่เสี่ยวหงเป็นแค่นางโลม นางคงได้ฟังเรื่องของใครต่อใครมามากมาย นางคงไม่ได้เก็บเอาเรื่องของใครมาใส่ใจเป็นพิเศษ ฟังแล้วก็แล้วกัน และเขาก็ไม่ได้เล่าเรื่องจริงทั้งหมด เล่าแค่ส่วนที่อยากเล่า คืนนั้นเขาอยู่กับเสี่ยวหงทั้งคืน

รุ่งเช้า ฟางอี๋เจี้ยนออกจากหอคายซิน เขาไม่ได้กลับไปที่โรงเตี๊ยมเต้าหง แต่เดินไปยังบ้านหลังหนึ่ง เป็นบ้านของลูกน้องคนสนิทที่ชื่อ หูซีหยุน ชายหนุ่มเดินเข้าไปในบริเวณบ้าน มองไม่เห็นใคร เดินเข้าไปในบ้านพบเด็กสาวผู้หนึ่ง นางคือฉินซือหยง  ลูกสาวบุญธรรมของหูซีหยุน

“นายท่านฟาง” นางทักทายเมื่อเห็นเขา

“พ่อบุญธรรมของเจ้าล่ะ”

“พ่อบุญธรรมออกธุระไปข้างนอก ยังไม่กลับ”

“แล้วเจ้าล่ะ วันนี้ไม่ไปออกไหนเหรอ”

“ข้ากำลังจะออกไป” นางบอกเช่นนี้เพราะไม่ต้องการสนทนากับฟางอี๋เจี้ยนสักเท่าไหร่ อยากให้เขาไปเร็วๆ

“เจ้าจะไปไหนเหรอ” 

“พ่อบุญธรรมสั่งให้ข้าไปเก็บเงินค่าดอกเบี้ย”

“ค่าดอกเบี้ย นี่หูซีหยุนเขาปล่อยเงินกู้ด้วยเหรอ งานเล็กๆ แบบนั้นจะไปก้าวหน้าอะไร เสียทั้งเวลาเสียทั้งแรงงาน เจ้าบอกเขาด้วยนะว่าไม่ต้องไปทำหรอก สู้รอทำงานใหญ่ให้ข้าไม่ดีกว่า รับรองถ้าสำเร็จชาตินี้สบายไปทั้งชาติ” 

ฉินซือหยงไม่พูดอะไร เพราะฟางอี๋เจี้ยนก็รู้อยู่แล้ว ว่าพ่อบุญธรรมของนางชอบทำสิ่งผิดกฏหมาย ปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยโหด หลอกลวงต้มตุ๋น ลักขโมย แต่นั่นถึงจะผิดแต่ก็ไม่ได้มากมายอะไร ไม่ได้ฆ่าคน วางเพลิง ค้ามนุษย์ แต่พักหลังๆ เริ่มทำผิดคดีอุกฉกรรจ์ นั่นเพราะเป็นคำสั่งของฟางอี๋เจี้ยนคนนี้ ตั้งแต่พ่อบุญธรรมมาเป็นลูกน้องฟางอี่เจี้ยน นิสัยก็เริ่มเปลี่ยนไปเป็นคนโหดร้าย โกรธง่าย โลภ ถลำลึกลงไปเรื่อยๆ สักวันอาจจะพบจุดจบที่ไม่ดีสักเท่าไร

“อืม” ฟางอี๋เจี้ยนมองฉินซือหยงอย่างเพ่งพิศ สายตาเจ้าชู้อย่างเห็นได้ชัด

“ความจริงเจ้าก็หน้าตาดีนะ ยิ่งโตก็ยิ่งสวย” พูดพลางเอามือไปลูกที่แก้มของเด็กสาว ซือหยงเอียงหน้าหลบ ไม่พูดอะไร 

“สนใจมาเป็นฮูหยินข้ามั้ยล่ะ รับรองจะเลี้ยงดูเจ้าอย่างดี”

“ข้าไม่บังอาจ” ซือหยงพูดเสียงเรียบ ไม่มองหน้า

“ฮ่าๆๆๆ ข้าล้อเจ้าเล่นน่ะ แต่ถ้าเจ้าตกลงข้าก็ยินดี” เด็กสาวก็ยังเงียบ ไม่ขำด้วย รู้สึกกลัวมากกว่า 

“ข้าเป็นแค่คนต่ำต้อย ไม่คู่ควรกับนายท่าน”

“พูดอะไรอย่างนั้น เอาล่ะ ถ้าพ่อบุญธรรมเจ้ากลับมาเมื่อไหร่ บอกให้ไปหาข้าที่ร้านเหล้าจุ้ยซวินซวิน”

“ทราบแล้วนายท่าน”

ฟางอี๋เจี้ยนเดินออกจากบ้านไป ซือหยงรู้สึกกังวลถึงสิ่งที่นายของพ่อบุญธรรมพูด ถึงจะบอกว่าล้อเล่นแต่นางก็รู้ว่าเขาคิดแบบนั้นจริงๆ ถ้าเขาเอาจริงขึ้นมานางคงลำบากแน่ แต่ยอมตายซะดีกว่าที่ต้องตกเป็นของคนผู้นี้ พ่อบุญธรรมของนางไม่น่ามารับใช้คนแบบนี้เลย จะถูกเขาฆ่าเสียวันไหนก็ยังไม่รู้ นางอยากหนีไปให้พ้นจากชีวิตแบบนี้ ชีวิตที่ไม่มีทางเลือก ชีวิตที่ต้องทำแต่เรื่องผิดๆ  

 

 

 

 

 

 

 

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------

*ว่าง - แปลว่า ลืม

ช่วงนี้ลุงงานยุ่งมาก แต่ก็พยายามเขียนและอัพให้ได้เร็วที่สุด อย่าลืมติดตามกันต่อไปนะ

 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

8 ความคิดเห็น