ท่านอ๋อง ข้างามหรือยัง (จบแล้ว)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 48,485 Views

  • 323 Comments

  • 513 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    17,625

    Overall
    48,485

ตอนที่ 51 : กำไลมันต้องมีคู่

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2084
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 104 ครั้ง
    12 มี.ค. 62

            เป็นงานเลี้ยงที่เรียกว่าสร้างความเหลือเชื่อขึ้นมาท่ามกลางหัวใจของใครหลายคนเหลือเกิน ตอนนี้มีทั้งคนที่ไม่ชอบหน้าสองสามีภรรยาจากเซิ่งหนานเพราะมีข่าวลือว่าพระบิดาทรงโปรดโอรสองค์เล็กมากเนื่องจากมีกำเนิดเป็นดาวมังกร รวมทั้งเรื่องการเฟ้นหาพระชายาที่เป็นดาวกระเรียนแดงหรือดาวพญาหงส์ส่งให้อีกด้วย แต่อีกหลายกระแสเสียงก็ยังถกเถียงไม่จบสิ้น                         
 

           บ้างก็บอกว่าส่งไปไกลเพื่อให้พ้นคมหอกคมดาบเพื่อรอกลับมารับตำแหน่งใหญ่โต บ้างก็ว่าโดนขับไล่ไปไกลเพราะฮ่องเต้ไม่พอพระทัย      เรื่องนี้ล้วนแล้วแต่กระพือโหมออกไปอย่างรวดเร็ว เหล่าองค์ชายต่างเมืองทยอยกลับไปแล้วในเมืองจินหวงจึงเหลือแต่โอรสและพระธิดาของพระองค์เท่านั้นซึ่งแน่นอนว่าเรือนพักของมู่เฉิงชางไม่ได้ยินคำร่ำลือนี้เพราะมัวแต่วุ่นวายกับการจัดเตรียมข้าวของจะกลับเมืองตนเอง 


          แต่ยังไม่ทันเสร็จสิ้นเรื่องการเตรียมตัวเขาก็โดนเรียกเข้าวังไปพร้อมลู่เหม่ยจิงเสียก่อน            พอเข้ามาถึงฮ่องเต้ก็ประทานรางวัลให้นางเป็นกำไลหยกคู่หนึ่งพร้อมกับกล่าวชมเชยเรื่องการแสดงเมื่อคืน                      

            “ตอนที่เจ้าส่งตัวมาหนนั้นข้าเองก็ไม่ทันมอง ไม่คิดว่าเจ้าสิบเอ็ดจะได้ชายาที่เก่งแล้วก็งดงามไม่น้อยเลยทีเดียว” นับว่าทรงผิดพลาดเองที่ไม่ได้ตรวจสอบประวัตินางให้ชัดเจนจึงมีพระราชทานสมรสไป        

            “อย่าทรงรับสั่งเช่นนั้นเลยเพคะ หม่อมฉันยังห่างไกลคำนั้นมาก”       

            “แต่เมื่อคืนนี้”    

            “หม่อมฉันใช้ผงแป้งโรยตัวจนขาวต่างหากเพคะ”    

            “ลืมถามเจ้าไปเลย บิดาเจ้าชื่อว่าอะไรนะ แล้วมารดาเจ้าล่ะ”อะไรกันอยู่ดีๆก็จะมาถามชื่อแซ่กันอย่างนี้มันผิดปกติแล้วไหมเล่า

            “บิดาของหม่อมฉันชื่อลู่จิ้งเหวิน เป็นชาวบ้านทำนามาตั้งแต่เกิด ส่วนมารดาของเป็นสตรีอีกหมู่บ้าน นางคลอดหม่อมฉันได้ไม่นานปีก็เสียชีวิตลง จนถึงบัดนี้หม่อมฉันก็ยังจดจำชื่อนางไม่ได้เลยเพคะ” ถึงยังไงก็อย่าถามต่อเลยนะเพราะท่านพ่อสั่งห้ามเด็ดขาดเรื่องชื่อท่านแม่นางจะใช้วิธีนี้เลี่ยงคำตอบเสมอ       

            “เป็นเช่นนี้เอง สิบเอ็ดพ่อต้องขอโทษด้วยนะที่ส่งตัวนางไปให้เจ้าโดยไม่ถามไถ่ความสมัครใจ เพราะเห็นว่าเจ้าไม่ยอมมีชายาสักทีเลยเป็นกังวล” มู่เฉิงชางนิ่งฟังก่อนจะแค่นยิ้มออกมาอย่างไม่ใส่ใจ  

            “ขอบพระทัยเสด็จพ่อที่ทรงเมตตาพะยะค่ะ”          

            “เจ้าแต่งงานไปตั้งหลายเดือนแล้วก็ไม่เห็นจะมีทายาทเลย หรือว่าเจ้ามีสิ่งใดไม่พอใจนาง” คำถามที่เอ่ยออกมาอย่างตรงจุดเช่นนี้เล่นเอาทั้งสองถึงกับสะอึกไปเช่นกัน          

            “ท่านอ๋องบอกว่าอยาก...” นางอยากจะฟ้องฮ่องเต้มากว่าเขาไม่สนใจนางอยากหย่ากับนางตลอดเวลาแต่พอกล่าวได้เพียงเท่านี้มู่เฉิงชางก็ขัดขึ้นมาเสียก่อน       “ไม่มีเรื่องเช่นนั้นหรอกพะยะค่ะ เพียงแต่เซิ่งหนานยังมีหลายอย่างให้ต้องปรับปรุง ลูกเองก็ไม่ค่อยมีเวลานักพวกเราแทบไม่ได้เจอกันเลย”         

            “เจ้ามาเมืองหลวงหนนี้เนื้อหอมเหลือเกิน หากเจ้าจะเลือกสตรีนางใดกลับไปเป็นชายารองกลับไปด้วยก็ย่อมได้ เพียงเจ้าบอกมาข้าจะจัดให้ทันที” 

            “คงไม่มีสตรีคนไหนทนความยากจนของเซิ่งหนานได้หรอกพะยะค่ะ พวกนางจะลำบากเปล่าๆ” ทรงคิดแผนการในพระทัยอีกแล้วสินะ อยู่ดีๆก็กล่าวเรื่องนี้ขึ้นมา ฮ่องเต้พยายามกล่อมให้เขารับชายาเพิ่มแต่มู่เฉิงชางกลับทำเป็นนิ่งเฉยไม่ตอบรับจนสุดท้ายก็ต้องยอมปล่อยให้พวกเขากลับออกไปแต่โดยดี   




            พอคล้อยหลังพวกเขาแล้วรุ่ยกงกง ก็เดินเข้ามาพร้อมสุคนธารสชาในมือ ฮ่องเต้ต้าเหยียนหันมองคนสนิทก่อนจะเอ่ยถามออกมาคำหนึ่งพอได้ฟังคำตอบแล้วก็นิ่งเงียบไปเช่นเดิม 

             “เจ้าว่าลู่เหม่ยจิงคนนั้นมีโอกาสจะเป็นลูกหลานขุนนางใหญ่ได้หรือไม่” 


         “ฝ่าบาท บางครั้งเราก็ฝืนชะตาไม่ได้หรอกพะยะค่ะ กระหม่อมว่าดวงชะตาองค์ชายสิบเอ็ดน่ากลัวแล้วแต่ก็ไม่เท่ากับคนอื่นสักนิด”   

            “ยังไงกัน” รุ่ยกงกงส่งคนไปตามตำหนักต่างๆพอได้ทราบเรื่องก็นำกลับมาทูลรายงานตามตรง ว่าตอนนี้มีหลายฝ่ายที่เริ่มแบ่งพรรคกันแล้ว มู่เฉิงชางคือคนเดียวที่ไม่ได้แสดงท่าทีจะเข้ากับผู้ใด ไม่มีความสนใจเรื่องบัลลังก์       

            ตลกร้ายกว่านั้นคือผู้ที่ฝ่าบาทพยายามผลักไสให้ไปตายเอาดาบหน้าแต่อีกฝ่ายกลับเจริญรุ่งเรือง ผลักสตรีที่หน้าตาดำด่างพื้นฐานต่ำต้อยให้เขาแต่เมื่อคืนกลับพบว่านางมีหน้าตาคล้ายใครบางคนเป็นอย่างมาก มากเสียจนฮองเฮาเองก็ยังไม่กล้าเอ่ยถามออกมาจนกระทั่งตอนนี้ เสิ่นหรูซื่อ คือนามที่ไม่มีใครกล้ากล่าวออกมา เพราะนับจากที่นางถูกวางตัวเป็นสนมเหลือแค่รับเข้าวังเท่านั้นแต่อยู่ๆนางก็หายตัวไป ใต้เท้าเสิ่นให้คนค้นหาอยู่นานปีจนสุดท้ายก็ไร้ร่องรอย แต่เมื่อคืนสตรีที่ขี้ริ้วนางนั้นกลับบอกว่าตนเองใช้วิธีการแต่งหน้าออกมาจนเป็นเช่นนั้น มันทำให้พระองค์ทรงอดที่จะครุ่นคิดถึงเรื่องเดิมๆไม่ได้   

            “คุณหนูสกุลเสิ่นหายสาบสูญไปนานปี หากนางสามารถให้กำเนิดธิดาภายใต้ดวงดาวที่ต้องห้าม แถมยังได้แต่งงานกับดาวมังกร บางครั้งพระองค์ต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องของดวงชะตาจริงๆ”          
            “เรื่องคงไม่บังเอิญขนาดนั้นกระมัง”          

            “หม่อมฉันว่าไม่บังเอิญหรอกพะยะค่ะ ทราบมาว่าใต้เท้าเสิ่นเองก็กำลังออกตามหาประวัติของนางเช่นกัน”          

            “ถ้าเกิดว่านางเป็นลูกสาวของหรูซื่อจริงๆล่ะ”          

            “นางจะตกอยู่ในอันตรายอย่างมากพะยะค่ะ ฮองเฮาไม่พอพระทัยตั้งแต่เห็นหน้านางเมื่อคืนแล้ว หม่อมฉันว่าให้นางกับองค์ชายสิบเอ็ดอยู่ห่างจากเมืองหลวงเหมือนเดิมจะดีที่สุดจะดีกว่า” ฮ่องเต้มาครุ่นคิดว่าหากมู่เฉิงชางจะมุ่งร้ายต่อเขาก็คงทำไปแล้วแต่นี่เจ้าเด็กนั่นดูไม่ได้ใส่ใจมุ่งชิงดีชิงเด่นกับผู้ใดเลย เขาอาจจะคิดมากเกินไปแล้วจริงๆ     

            “ดีแล้ว เช่นนั้นท่านก็เร่งสืบเรื่องของหรูซื่อให้ข้าก่อน จากนั้นก็ให้พวกเขาเตรียมตัวออกเดินทางไปก่อนที่ทุกคนจะสืบเรื่องได้”      

            “รับพระบัญชา” กงกงผู้เฒ่าน้อมรับคำสั่งก่อนจะเดินออกไปเหลือแต่ฮ่องเต้ต้าเหยียนที่นั่งเงียบงันไม่รู้จะจัดการอย่างไรกับปัญหาตรงหน้าดี แน่นอนว่าไม่มีเพียงพระองค์ที่คลางแคลงใจฮองเฮาเองก็คงไม่ปล่อยไว้เช่นกัน หากไม่ใช่ก็แล้วไป แต่หากใช่ขึ้นมาลู่เหม่ยจิงต้องลำบากอย่างแน่นอน   

 

            “ท่านอ๋อง เห็นหรือไม่ว่าฝ่าบาทมอบรางวัลให้ข้าด้วย” ลู่เหม่ยจิงพูดพร้อมกับเปิดกล่องเอากำไลหยกมาพิจารณาทั้งสองวง        
 

           “อย่าหลงตนไปหน่อยเลย ฝ่าบาทคงมอบให้ทุกคนนั่นแหละ”

            “แต่ท่านอย่าลืมนะ ท่านบอกว่าหากฝ่าบาทพอพระทัยในการแสดงของข้าท่านจะตกรางวัลข้าด้วย”        

            “แล้วเจ้าอยากได้อะไร”    

            “ถ้าบอกว่าข้าอยากได้ใจของท่านท่านจะให้ข้าหรือไม่” ลู่เหม่ยจิงกล่าวทีเล่นทีจริงซึ่งเล่นเอาเขาถึงกับทำหน้าบึ้งตึงใส่นางทันที           

            “เหลวไหล”        

            “ไม่ได้เหลวไหลสักหน่อย ข้าถามจริงๆ หากว่าได้ก็เอา ไม่ได้ไม่เป็นไร” “หัวใจข้าไม่ใช่ของในตลาด ที่จะมาต่อรองถามราคาแล้วจะได้ เจ้าบ้าไปแล้วหรือยังไงกัน”

            “ท่านอ๋องระงับโทสะก่อน” หลี้จื้อเหยาที่เดินตามหลังมากล่าวทัดทานอารมณ์ของพวกเขาเอาไว้เพราะล้วนแต่ถกเถียงกันด้วยเรื่องที่หาสาระไม่ได้  

            “ท่านหลี่ดูนางสิ นางจงใจยั่วโทสะข้า”      

            “ข้าเปล่าสักหน่อย ก็แค่ถามว่าหากอยากได้ใจท่านจะได้หรือไม่ ก็ดันโมโหเสียก่อน เช่นนั้นข้าไปถามคนอื่นแทนก็ได้ หากใครตอบรับข้า ข้าจะแจกกำไลหยกเลย” ลู่เหม่ยจิงแกล้งล้ออีกฝ่ายอย่างสนุกสนาน นางเพิ่งทราบไม่นานนี้เองว่าหากท่านอ๋องโมโหจะควบคุมตนเองไม่ได้ ยั่วเย้าได้สนุกนัก         

            นางทราบแล้วว่าโหลวอี้เจี๋ยทนได้ยังไง       

            ที่แท้เซิ่งหนานอ๋องก็มีความเป็นเด็กน้อยแฝงอยู่เช่นนี้นี่เอง    

            “เชิญ” ระหว่างที่พวกเขาจะกลับมาขึ้นเกี้ยวที่หน้าตำหนักเฝิงเหวินฟู่ก็เดินสวนเข้ามาพอดี สนทนากันเล็กน้อยจึงทราบว่าอีกฝ่ายกำลังจะมาทูลลาเพื่อกลับเมือง มู่เฉิงชางลอบยิ้มในใจกลับไปสักทีอยู่ไปก็ขวางหูขวางตา


            แต่แล้วเขาก็แทบกลายเป็นภูเขาไฟที่ประทุออกมาเนื่องจากพระชายาตัวดีวิ่งไปดักหน้าอีกฝ่ายพร้อมกล่าวขอบคุณที่ช่วยเหลือนาง เรื่องคงไม่มีอะไรมากหากนางจะไม่ถามในเรื่องที่ท้าพนันกันเมื่อสักครู่ออกไป       

            “พี่เฝิงข้ามีเรื่องจะถามท่าน หากท่านตอบถูกใจข้าจะแจกรางวัล”       

            “รางวัลอันใดหรือ”          

            “ย่อมต้องมีแน่นอน แต่ขอฟังคำตอบท่านก่อน”       

            “ว่ามาเลย”        

            “ข้าขอถามท่านว่า หากข้าอยากได้...” ยังไม่ทันที่นางจะกล่าวจบสวามีที่ยืนทำหน้าถมึงทึงของนางก็เดินเข้ามาเอามือปิดปากลากตัวออกไปเสียก่อน ตอนแรกนางก็ตกใจแต่พอรู้ตัวว่าโดนมู่เฉิงชางอุ้มอยู่นางก็หันมาฉีกยิ้มพร้อมกับโบกมือให้เขาแทน 

           เฝิงเหวินฟู่ได้แต่ถอนหายใจลึกก่อนจะโบกมือโต้ตอบนางไป พวกเขาก็ดูเหมือนจะสนิทกันดีอยู่ มีเขานี่กระมังที่คิดไปเอง           

            “รัชทายาทจะเข้าเฝ้าฮ่องเต้ของต้าเหยียนเลยหรือไม่พะยะค่ะ”          

            “อืม”

 

           ลู่เหม่ยจิงหอบหายใจอย่างแรงเมื่อถึงเกี้ยวนางถูกเขาอุ้มขึ้นมาแบบนั้นกลั้นหายใจแทบไม่ทัน หัวใจเต้นแรงมากกลัวว่าจะไปชนแขนอีกฝ่ายด้วยซ้ำไป ใครให้มู่เฉิงชางทำเช่นนี้โดยไม่บอกกล่าว ช่างอันตรายต่อหัวใจนางเสียจริง          

            “ท่านไม่น่าขัดข้าเลย ข้ากำลังหาเจ้าของกำไลอีกข้างแท้ๆ”    

            “เจ้าอยากให้กำไลมีคู่ แค่นี้เองหรือยังไง”    

            “ใช่แล้ว แต่ท่านกลับทำแผนการของข้าพัง”

            “เช่นนั้นก็เอามา” เขายื่นมือไปหานางซึ่งลู่เหม่ยจิงก็เอียงคอมองหน้าเป็นคำถามแทนว่าเขาจะเอาอะไร    

            “เอากำไลมา เสด็จพ่ออุตส่าห์ให้เป็นของพระราชทาน จะไปเที่ยวแจกจ่ายคนอื่นง่ายๆได้ยังไงกัน ข้าจะใส่เอง” หญิงสาวรีบหยิบกำไลหยกอีกอันสวมข้อมืออีกฝ่ายทันที เห็นมั้ยเล่าในที่สุดนางก็ได้มีสิ่งแทนใจให้ท่านอ๋องแล้ว แม้ว่าเขาจะใส่อย่างไม่เต็มใจแต่นางเต็มใจให้ก็แล้วกัน         

            “ท่านหลี่จอดรถตรงตลาดหน่อยนะ ข้าอยากเดินชมเหมือนกัน” เขาไม่เคยได้ออกมาเดินข้างนอกเลยสักครั้งหนนี้ขอชมก่อนกลับไปพัฒนาเมืองตนเองก็แล้วกัน อย่างน้อยก็ได้ตรวจสอบการค้าขายของจินหวงก่อนว่าพอจะส่งสิ่งใดมาขายได้บ้าง อย่างน้อยชาวเมืองเขาจะได้มีความเป็นอยู่ดีขึ้นแต่ระหว่างที่เดินอยู่นั้นกลับพบว่ามีสตรีสวมชุดสีดำหน้าตาเหมือนเผิงเสี่ยวโยวกำลังเดินผ่านไปอย่างรวดเร็ว    

      “ท่านหลี่ ให้จูเอ๋อร์พาพระชายากลับไปก่อน ส่วนท่านกับข้าเราคงมีงานให้ทำกันก่อนกลับเมืองแล้ว”

 



+++++++++++++

ค่ะ กำไลมันต้องมีคู่ 

ถ้าเราไม่ได้ก็ไม่ให้ใครค่ะ

สงสารพี่เฝิงจังเลย 

ต้องแบกไร่แห้วกลับเฝิงเยว่มั้ยเนี่ย

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 104 ครั้ง

2 ความคิดเห็น

  1. #220 มินมิ๊นนนน(nAdaLyn) (@neera2007) (จากตอนที่ 51)
    วันที่ 1 เมษายน 2562 / 08:28
    ยอมถวายตัวให้ท่านพี่เฝิงแทนเองค่ะ
    #220
    0
  2. #109 swan28 (@swan28) (จากตอนที่ 51)
    วันที่ 21 มีนาคม 2562 / 23:30

    ได้คู่แล้ว
    #109
    0