ท่านอ๋อง ข้างามหรือยัง (จบแล้ว)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 48,777 Views

  • 323 Comments

  • 509 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    17,917

    Overall
    48,777

ตอนที่ 49 : เปิดเผยตัว หรือเปล่านะ?

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2079
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 96 ครั้ง
    9 มี.ค. 62

            วันงานมาถึงแล้ว จูเอ๋อร์เรียกนางมาแต่งตัวแต่เช้า ลู่เหม่ยจิงแยกจากสามีไปแต่งตัวห้องสาวใช้ก่อนจะพอกตัวให้สมจริง เสื้อผ้านางก็สวมชุดชาวเมืองเซิ่งหนานไปซึ่งไม่ต่างจากมู่เฉิงชางที่ไม่ได้สวมเครื่องแต่งกายโดดเด่นอันใดเช่นคนอื่น เขาแต่งตัวเรียบง่ายเฉกเช่นที่อยู่ในเซิ่งหนานแต่ความสง่างามนั้นก็ยังทะลุออกมาจากเนื้อผ้า ในสายตานางเขางดงามกว่าเหล่าองค์ชายที่เครื่องประดับเต็มตัวพวกนั้นเสียอีก                       
 

           “เจ้าจะมองข้าอีกนานหรือไม่” เสียงเอ่ยถามขึ้นขณะที่รถม้ากำลังวิ่งเข้าไปในตัววังหลวงทำให้นางได้สติก่อนจะก้มหน้าลงต่ำด้วยความขัดเขิน เมื่อครู่นี้นางลืมตัวหรอกเลยจ้องเขานานไปหน่อย       

            จะว่าไปก็ไม่หน่อยนัก เพราะนางจำได้ว่ามองตั้งแต่เขาเดินขึ้นมาบนรถม้าจนมากระทั่งตอนนี้ ไม่ทราบว่านานเพียงไหนแล้วเช่นกัน        

            “ขออภัยเพคะ”   

            “ลู่เหม่ยจิง ข้าขอถามเจ้าหากเจ้า หากมีของสวยงามให้มองแล้วเจ้ายังจะสนใจมองของข้างทางด้วยหรือไม่”        

            “ของสวยงามข้าย่อมต้องมองอยู่แล้ว แต่จะห้ามไม่ให้มองข้างทางคงไม่ได้หรอกนะเพคะ”        

            “หมายความว่ายังไงก็จะมอง”      

            “นี่ข้ากล่าวสิ่งใดผิดอีกแล้วหรือเปล่า ท่านถึงทำหน้าบึ้งอีกแล้ว”นางไม่เข้าใจจริงๆ เขาถามมานางก็แค่ตอบคำถามออกไปแล้วเหตุใดเขาถึงฉุนเฉียวง่ายดายนัก คุยกันได้ไม่ถึงสามประโยคเลย    

            “เจ้านั่งเงียบไปอย่างเดียวก็พอแล้วกระมัง”

            แล้วนางก็ก้มหน้ามองมือตนเองเงียบๆจริงตามที่เขาบอก มู่เฉิงชางได้แต่ถอนหายใจระบายความหงุดหงิดในหัวใจ เมื่อครู่เขากำลังเปรียบเทียบว่านางไม่สมควรจะมองชายอื่นทั้งที่มีเขาเป็นสามีในบ้านแล้ว แต่นางกลับบอกว่านางสามารถทำได้ นางเป็นสตรีประเภทไหนกัน  

            ความจริงมาถึงเมืองจินหวงแล้ว เขาสมควรจะต้องหาโอกาสกราบทูลเรื่องขอหย่ากับนาง หรือหาบุรุษอื่นให้นางตบแต่งไปเสีย ไม่ใช่มาโมโหในยามมีคนเข้าใกล้นางเช่นนี้   

            ไม่ควรเลยจริงๆ นี่เขาเป็นอันใดไปแล้วกันแน่          

            “วันนี้เหล่าวังหลังและขุนนางธิดาคงมากันมาก เจ้าก็ห้ามไปไหนไกลข้า ก็แล้วกัน หากจะไปไหนต้องมีจูเอ๋อร์ตามไปด้วยเสมอเข้าใจหรือไม่” ขุนนาง อำนาจ วังหน้าหรือวังหลังล้วนสัมพันธ์กันเขาตั้งใจจะไม่ยุ่งกับราชสำนักแห่งนี้แล้วจึงไม่อยากให้นางตกลงไปในวังวนนั้นด้วย  

            “เพคะ”             

 

 

 

           

 

 

 

 

 ++++++++++++++++++++

 

 

            ในงานเลี้ยงมีเหล่าพี่น้อง มีสาวงามมากมายมาร่วมงานซึ่งหลิวเพ่ยหนิงและเหลียงอี้ถังก็มาด้วยเช่นกัน ซึ่งพอนางไปงานเลี้ยงวันนั้นก็ทราบว่าแท้จริงแล้วตนเองมีชะตาเป็นชายาอ๋องแล้วแต่ดันพ่ายแพ้ต่อดวงของลู่เหม่ยจิงก็เริ่มเกิดอาการเสียดายเป็นยิ่งนัก นางอาศัยความเป็นลูกหลานขุนนางเพื่อเข้าหามู่เฉิงชาง ซึ่งก็โดนหลี่จื้อเหยาพยายามปัดออกอยู่เรื่อยจนแทนที่จะปะทะกับลู่เหม่ยจิง นางต้องมาโดนจูเอ๋อร์จัดการแทนไม่ว่าจะน้ำชาหรือสุราล้วนแต่เข้าไม่ถึงผู้เป็นนายของนาง จนหลิวเพ่ยหนิงเริ่มโมโห หาแนวร่วมคือพวกองค์หญิงหาเรื่องกลั่นแกล้งลู่เหม่ยจิงที่นั่งตัวดำสนิทให้ได้อับอายแทน        

            “พระชายา หม่อมฉันว่าองค์หญิงพวกนั้นตั้งใจหาเรื่องท่านนะเพคะ” เรื่องนี้ไม่ต้องให้จูเอ๋อร์บอกนางก็ทราบได้ด้วยตนเองเช่นกัน ต้องระวังทุกก้าวย่างเลยทีเดียว         

            “คงเป็นเพราะข้ามากับท่านอ๋องกระมัง พวกนางคงไม่ชอบใจนัก” อยากเป็นชายาท่านอ๋องบอกดีๆก็ได้กระมัง นางเชื่อว่าเขาย่อมต้องยินดีเป็นอย่างมากแน่นอนที่จะได้สตรีงดงามกลับเมือง หรือนางจะลองสะกิดเขาดี             

            มู่เฉิงชางนั่งนิ่งเงียบปล่อยให้ผู้ใหญ่สนทนากันไปเรื่อย ส่วนตนเองก็ดูการร่ายรำของเหล่าสาวงามไปแต่ก็แอบเหลือบมองสตรีที่นั่งข้างกายตนเองด้วยเช่นกัน ในดงคมหอกคมดาบไร้ตัวตนนี้เขาไม่ได้คิดเรื่องอื่นใดนอกจากกลับบ้านเมืองของตนเองอย่างปลอดภัยเท่านั้น เห็นจากสายตาของพี่ชายร่วมพระบิดาแล้วเขาย่อมทราบว่าไม่มีผู้ใดจริงใจต่อตนเองทั้งนั้น ขุนนางที่จงรักภักดีเห็นจะมีแค่เซิ่งหนานเท่านั้น เขาเลือกที่จะนิ่งและไม่สนทนากับองค์ชายคนไหนมากเป็นพิเศษ หากไม่มีผู้ใดเรียกถามก็ใช้ความสงบนิ่งแทน      

                       
            ความจริงแล้วงานเลี้ยงหนนี้ ฮ่องเต้ให้รุ่ยกงกงแจ้งออกไปว่าหากวันนี้มีการแสดงใดถูกใจพระองค์มากที่สุดจะประทานรางวัลให้อย่างงาม ดังนั้นเหล่าขุนนางและตำหนักต่างๆล้วนแล้วแต่คัดสรรนางระบำ การละเล่นที่ตื่นตามาแสดงอย่างเต็มที่จะเหลือก็แต่ชาวเซิ่งหนานที่นั่งมองหน้ากันตาปริบๆเท่านั้นเอง  

            “น้องสิบเอ็ด เซิ่งหนานของเจ้าไม่ได้เตรียมการแสดงมาเลยหรือไร” เหล่าโอรสองค์อื่นป้องปากหัวเราะกันอย่างขำขันเพราะแน่นอนว่าเรื่องนี้พวกเขาไม่ยอมแพ้กันเองอย่างแน่นอน           

            “ทูลฝ่าบาท เซิ่งหนานแร้นแค้น ไร้กวีและคีตศิลป์จริงๆพะยะค่ะ” เขาโดนกลั่นแกล้งอีกแล้วสินะ ที่ไม่ทราบเรื่องพวกนี้มาก่อน หลี่จื้อเหยารีบเข้ามารายงานบางสิ่งอย่างรวดเร็ว แต่สิ่งที่เขาทราบกลับทำให้คิดหนักมากกว่าเดิม    

            “ลู่เหม่ยจิง”       

            “เพคะ” 

            “เจ้าพอจะจำท่ารำระบำหงส์ได้หรือไม่” หญิงสาวอึกอักเล็กน้อย ไม่อยากบอกความจริงนักหรอกว่าจำได้หมดนั่นแหละ แต่ท่าทางของนางทำให้มู่เฉิงชางคิดไปว่าอีกฝ่ายลังเล        

            “จำได้เพคะ แต่ว่าไม่มีชุดจะสวมเลยแล้วก็ไม่มีดนตรีด้วย”   

            “รุ่ยกงกงให้ชุดมาแล้วพะยะค่ะ แต่ทางเราจะจัดการอย่างไรต่อไปดี”หลี่จื้อเหยารีบแจ้งผู้เป็นนายเพื่อจะได้หาทางออกได้ทัน เพราะตอนนี้ก็เพิ่งถึงตำหนักองค์ชายสามแสดง พวกเขายังพอมีเวลา       

            “ชุดมีแล้ว แต่นางระบำของข้าขี้ริ้วเพียงนี้จะไปแข่งกับใครได้”ลู่เหม่ยจิงนึกบางอย่างขึ้นมาได้ทันจึงรีบบอกเขาออกไปทันที    

            “หม่อมฉันมีวิธีเพคะ”      

            “เช่นนั้นก็รีบหาทางเร็วเข้าเถิด หากเจ้าทำให้ฝ่าบาทพอพระทัยได้ข้าจะตามใจเจ้าหนึ่งอย่าง”     
            “ห้ามคืนคำนะเพคะ”      

            “แน่นอน” เพราะเขาเชื่อว่าไม่มีทางที่นางจะทำได้หรอก คิดเสียว่าให้นางไปเต้นตลกให้ผู้อื่นชมยังดีกว่าให้เขาไปรำดาบ รำกระบี่อวดผู้คนก็แล้วกัน           



 

            ทั้งหมดปล่อยเขาไว้เพียงลำพังแล้วหอบหีบผ้าหายไปด้านหลังอย่างรวดเร็ว หลี่จื้อเหยากับจูเอ๋อร์สำรวจของใช้ที่ท่านกงกงให้มาก่อนจะพิจารณาว่ามีสิ่งใดนำมาใช้ประโยชน์ได้บ้าง แต่กว่าจะเลือกได้ตอนนี้การแสดงก็ล่วงไปถึงตำหนักองค์ชายเจ็ดแล้ว     

            วางแผนแกล้งกันจริงๆเลย กะจะให้เซิ่งหนานอ๋องขายหน้าสินะ        

            แต่ขอแสดงความเสียใจด้วย นางไม่มีทางยอมให้สามีนางพ่ายแพ้อย่างแน่นอน        

              “พระชายา” จูเอ๋อร์อุทานลั่นเมื่อเห็นว่าเจ้านายล้างผงแป้งออกแล้วก็กำลังบรรจงแต่งหน้าตนเองอย่างเชี่ยวชาญ ไหนบอกว่าจะเก็บเป็นความลับอย่างไรกัน “ข้าเรียนรู้เรื่องการแต่งหน้ามาจากเฉินฝูสักพักแล้ว เจ้าเชื่อมั่นได้ แต่ระหว่างนี้ข้าจะให้เจ้าไปรบกวนพี่เฝิงจะได้หรือไม่” สามีของนางไม่มีความสามารถด้านดนตรีหรอกดังนั้นคงมีแต่เขาเท่านั้นที่ช่วยนางได้         

            “เซิ่งหนานอ๋อง มีอะไรจะมาอวดพี่ๆ เขามั้ยล่ะ” พระบิดาของเขาเอ่ยถามทำให้ชายหนุ่มได้แต่ยิ้มรับสถานการณ์   

            “กระหม่อมเดินทางเร่งร้อน ไม่ทันได้เตรียมการต้องขอประทานอภัย”  

            “ไม่ได้เตรียมการหรือบ้านเมืองของเจ้าไร้ซึ่งศิลปะกันแน่ น้องสิบเอ็ด” น้ำเสียงเจือเย้ยหยันนั้นทำให้เขาฉุนเฉียวไม่น้อยแต่เพียงไม่นานหลี่จื้อเหยาก็เดินเข้ามาบอกเขาว่าการแสดงพร้อมแล้ว    

            “แล้วลู่เหม่ยจิงล่ะ”         

            “พระชายาให้ทูลท่านอ๋องว่า ให้รอชมพะยะค่ะ” อะไรของนางอีก จะเล่นคารมคำคมใดอีก ในเวลาเช่นนี้เขาไม่ตลกด้วยหรอกนะ เสียงดีดพิณดังขึ้นในทำนองคุ้นหูพร้อมร่างบอบบางที่กำลังกรีดกรายร่ายรำตามเสียงดนตรี สตรีนางนั้นสวมชุดสีขาวของเมืองจินหวงมองแล้วก็ยิ่งทำให้แน่ใจว่าเป็นลู่เหม่ยจิงอย่างไม่ต้องสงสัย แต่คนที่ดีดพิณนั้นเล่าคือรัชทายาทแห่งเฝิงเยว่ไม่ใช่หรือ     

            สองคนนั้นแอบไปฝึกซ้อมกันเองโดยที่เขาไม่ทราบอีกแล้วหรือยังไงกัน คนโมโหก็หงุดหงิดใจไป ส่วนคนที่กำลังทำการแสดงก็เคลื่อนไหวอย่างใจอิสระ นางคาดผ้าปิดหน้าไว้เห็นเพียงดวงตาแต่ก็ไม่อาจจะปกปิดความงามนั้นได้ ระบำหงส์ของนางสะบัดพลิ้วน่ามองเป็นอย่างมาก เฝิงเหวินฟู่ดีดพิณไปก็พยายามเมียงมองสตรีตรงหน้าไป เขาคิดว่าวันนี้นั้นลู่เหม่ยจิงงดงามกว่าที่เคยเห็น หรืออาจจะเพราะนางแต่งหน้าแต่งตัวดูเป็นลูกคุณหนูผู้ดีเลยทำให้แปลกตาไปบ้าง แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมดความสง่างามนี้มันลอกเลียนแบบกันไม่ได้           

            เขาตวัดปลายนิ้วบรรเลงจนจบก่อนที่นางจะเหินกายพลิ้วไหวลงทำความเคารพฮ่องเต้และฮองเฮาของต้าเหยียนได้อย่างพอดิบพอดี ซึ่งเรียกเสียงปรบมือได้อย่างกึกก้อง เหล่าองค์ชายและขุนนางในวังก็ต้องยอมรับว่าไม่เคยเห็นระบำเช่นนี้มาก่อน           

            “ยอดเยี่ยม ยอดเยี่ยม” เสียงผู้เป็นใหญ่ของแผ่นดินกล่าวชมเชยด้วยความพึงพอใจ      

            “เสียงพิณก็ลื่นหู ท่ารำก็พลิ้วไหว ไม่น่าเชื่อว่ารัชทายาทเฝิงเยว่จะมีฝีมือด้านดนตรีเป็นอย่างมาก”                       

            “ทรงชมมากไปแล้วพะยะค่ะ หม่อมฉันจดจำมาได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้นเอง” เฝิงเหวินฟู่ถ่อมตัวเป็นอย่างมากทั้งที่ความจริงแล้วเรื่องเพลงพิณนั้นในเฝิงเยว่ต้องยกให้เขาเป็นอันดับหนึ่งด้วยซ้ำ          

            “ท่านรู้จักนางด้วยหรือ”   

            “หม่อมฉันเดินทางผ่านเซิ่งหนานก่อนมาถึงที่นี่ เคยได้ชมระบำเช่นนี้มาแล้วจึงพอจะจดจำได้พะยะค่ะ” ฮ่องเต้ต้าเหยียนพยักหน้ารับทราบเพราะมีความสมเหตุสมผลอยู่บ้างจึงไม่ได้สอบถามต่อ แต่เหล่าสตรีด้านหลังกลับยังไม่เพียงพอพวกนางเชื่อว่าต้องเป็นพระชายาตัวดำของท่านอ๋องแน่นอนถึงได้ปิดหน้าปิดตาเช่นนี้ รูปร่างก็ดูเข้าทีแต่หน้าตาอาจจะต้องปรับปรุง         

            “นางร่ายรำได้งดงามมากเพคะ หม่อมฉันอยากลองร่ายรำกับนางดูสักเพลง” หลิวเพ่ยหนิงกล่าวออกมาเช่นนั้นก่อนจะได้รับเสียงสนับสนุนจากฮองเฮาที่สนับสนุนนางเช่นกัน ลู่เหม่ยจิงพอจะทราบชะตากรรมของตนเองบ้างแล้วแต่นางก็ไม่ทราบว่าจะหลีกหนีได้อย่างไร จูเอ๋อร์ขยับตัวเข้ามากระซิบให้ระวังตัวซึ่งนางก็พยักหน้าเพราะทราบดีว่าอีกฝ่ายไม่เป็นมิตรกับตนเองตั้งแต่แรกอยู่แล้ว        

            “น่าสนใจเป็นยิ่งนัก หม่อมฉันขอเป็นผู้กำหนดเพลงได้หรือไม่พะยะค่ะ” เฝิงเหวินฟู่จับอาการกังวลของสตรีที่ยืนเยื้องตนเองได้เขาเองก็เคยได้ยินโฉมงามอีกนางกล่าวปรามาสลู่เหม่ยจิงมาก่อน หนนี้เขาคิดว่าน่าจะอยู่คุมจังหวะดนตรีช่วยนางแทนจะดีกว่า

            “เจ้ากังวลหรือไม่”           

            “เพคะ ไม่เคยแสดงกับดนตรีอื่นเลย”         

            “ข้าจะเล่นลมพัดใบไม้ไหว เจ้าคิดถึงสิ่งใดก็ให้เคลื่อนไหวตามจินตนาการไม่ต้องสนใจเรื่องอื่น”             

            “เพคะ” 



+++++++++++++++++++++++++++++++
กว่าจะปั่นออกมาได้ ก็หลายวัน
ฝากด้วยนะคะ
ออกแนวเรื่อยๆมาเรียงๆ
รอแก้ไข รีไรท์ทีเดียวเลยนะจ้ะ


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 96 ครั้ง

2 ความคิดเห็น

  1. #61 Nao Ng Sverige (@NaoNgSverige) (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 9 มีนาคม 2562 / 22:41
    มาแล้วววว... และ... ค้างแล้วววว..
    #61
    0
  2. #60 nokjib02 (@nokjib02) (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 9 มีนาคม 2562 / 20:27
    จำเมียตัวเองได้มั้ยเนี่ย
    #60
    0